LOGINเมื่อมาถึงบ้านสกุลลู่ มู่เฉินอุ้มเมิ่งเหยาเข้ามาในห้องของเธอ พร้อมวางเธอนอนลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา เมิ่งเหยาที่สะลึมสะลือพยายามตั้งสติมองไปโดยรอบตลอดระยะทางที่มู่เฉินอุ้มเธอเดินผ่านมา ทำให้สมองของเธอรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยไร่ชา ป่าเขา สายน้ำและทุ่งหญ้า
‘นี่มันเหมือนภาพในความฝันไม่มีผิด ไม่นะ..หรือว่าเราตายแล้วมาเกิดใหม่เป็นลู่เมิ่งเหยาในความฝันงั้นเหรอ’ เมิ่งเหยาคิด ก่อนหน้านี้เธอจำได้ว่า เธอกำลังขับรถกลับจากที่ทำงานหลังตรวจสอบรายการสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนที่เธอรับผิดชอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการตรวจสอบครั้งนี้เป็นการตรวจสอบครั้งใหญ่ในรอบครึ่งปี ทำให้งานของเธอเสร็จล่าช้ากว่าทุกวัน พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีเวลาก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนกว่าแล้ว
หลังทำงานเสร็จตัวเธอที่เป็นผู้จัดการดูแลในส่วนของซูเปอร์มาร์เก็ตก็ขับรถตรงกลับบ้าน ซึ่งก่อนหน้านี้เธออาศัยอยู่กับย่าตามลำพัง แต่ย่าของเธอกลับมาเสียชีวิตไปด้วยโรคปอดเรื้อรังเกี่ยวเนื่องมาจากโรคระบาดร้ายแรงระดับโลกครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้ ทำให้เธอซึ่งพ่อแม่แยกทางกันไปมีครอบครัวใหม่ตั้งแต่อายุได้เพียง 10 ขวบ ต้องอยู่ตามลำพังกับย่าของเธอมาโดยตลอด กระทั่งตอนนี้ก็ต้องมาเหลือตัวคนเดียวเมื่อย่าของเธอจากไปราวหนึ่งปีก่อน
ในขณะขับรถตอนนั้นเธอกำลังคิดอะไรเพลินอยู่ ก่อนจะหาวหวอดและเผลอหลับตาวูบไปด้วยความง่วงงุน พอได้สติลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเธอก็เห็นที่กั้นข้างไหล่ทางตรงเนินเขา จากนั้นรถของเธอก็พุ่งตกลงไปข้างล่าง เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเพียงแค่หลับใหลไปทั้งยังฝันเรื่องเพ้อเจ้อมากมาย ซึ่งในฝันเป็นเรื่องราวของเด็กสาวอายุ 17 ปี นามว่าลู่เมิ่งเหยา มีรูปร่างหน้าตาชื่อสกุลเหมือนเธอทุกอย่าง หากแต่เป็นเธอที่อยู่ในวัยแรกรุ่น ต่างกับตัวเธอในตอนนี้ที่อายุได้ 25 ปีแล้ว
เมิ่งเหยาเป็นบุตรสาวเจ้าของไร่ชา ครอบครัวมีฐานะปานกลาง พ่อแม่ทำไร่ชาอยู่ในเมืองหวงซานยุค 80 ซึ่งย้อนเวลากลับไปห่างจากยุคสมัยที่เธออยู่นานหลายสิบปี เมิ่งเหยาในความฝันเป็นเด็กสาวที่ขยันขันแข็ง ช่วยเหลืองานพ่อแม่ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เธอเพิ่งจะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่หวงซานและกำลังจะสอบเข้ามหาลัยที่เซินเจิ้นที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งแรกราวปี ค.ศ. 1979-1980
‘นี่มันสภาพเหมือนในความฝันทุกอย่าง ทั้งพ่อแม่ แล้วก็ผู้ชายตรงหน้าที่เธอจำได้ว่าเป็นชายหนุ่มที่เมิ่งเหยา เจ้าของร่างเดิมตกหลุมรักตั้งแต่อายุได้เพียงสิบกว่าปีเท่านั้น จากนั้นเขาก็ย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นพร้อมกับคนในครอบครัว มีแวะกลับมาเยี่ยมเยียนบ้านเกิดบ้างเป็นครั้งคราว’ เมิ่งเหยาคิดทบทวนความทรงจำ และมองไปโดยรอบอีกครั้งจนมั่นใจว่าสิ่งที่เธอคิดไม่ผิดแน่แล้ว
‘เธอทะลุมิติมาอยู่ในร่างของลู่เมิ่งเหยาบุตรสาวเจ้าของไร่ชาจริงๆ’ เมิ่งเหยาคิดอย่างตระหนกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“เหยาเอ๋อ เป็นอะไรไปลูก” ซินเจียงแม่ของเธอถามด้วยความเป็นห่วงพร้อมเอามือลูบศีรษะเมิ่งเหยาที่นอนเบิกตาโพลงด้วยความตระหนกตกใจกับเรื่องอันน่าเหลือเชื่อนี้
“เหยาเอ๋อ ไม่สบายหรือเจ็บปวดตรงไหน บอกพ่อมาสิ” เจียงเฉินเข้ามาถามบุตรสาวด้วยสีหน้าวิตกกังวล
“เมิ่งเหยา เธอรู้สึกยังไงบ้าง เวียนหัว หรืออยากจะอาเจียนบ้างไหม” มู่เฉินที่เป็นหมอซักถามอาการทันที เมิ่งเหยามองหน้าทุกคนไปมาแล้วรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ มึนงงสับสนไปหมด ก่อนจะพยายามตั้งสติและเอ่ยตอบกลับไป
“หนูไม่เป็นอะไรค่ะ ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง” เมิ่งเหยากล่าว ทุกคนรู้สึกโล่งใจ จนถอนหายใจออกมาแทบจะพร้อมกัน
“งั้นถ้าเมิ่งเหยาไม่เป็นอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ” มู่เฉินกล่าวลา
“เดี๋ยวก่อน เสี่ยวเฉิน เธอทำกับลูกสาวฉันขนาดนั้นแล้วจะไปแบบนี้ง่ายๆงั้นเหรอ” ซินเจียงเอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกลางไร่ชาก่อนหน้านี้ ที่เธอมองว่ามู่เฉินล่วงเกินบุตรสาวของเธอ ทั้งสัมผัสเนื้อตัว บริเวณหน้าอกแล้วยังจูบเมิ่งเหยาท่ามกลางสายตาผู้คนอย่างเปิดเผย
“คุณป้าครับ เรื่องก่อนหน้านี้ผมทำไปเพราะต้องการช่วยชีวิตเมิ่งเหยานะครับ มันเป็นการช่วยเหลือทางการแพทย์ไม่ใช่การล่วงเกินแต่อย่างใด” มู่เฉินพยายามอธิบาย
“การช่วยเหลืออะไรถึงเนื้อถึงตัวขนาดนั้น” ซินเจียงโต้เถียงกลับ ไม่เข้าใจวิธีการปั๊มหัวใจและผายปอดที่มู่เฉินกระทำก่อนหน้านี้ ที่สำคัญเธอเองก็มีความตั้งใจอยากให้มู่เฉินรับผิดชอบ ผูกมัดเขาเอาไว้กับบุตรสาวตัวเองอยู่แล้วด้วย
“อาเจียง พอเถอะ เสี่ยวเฉินช่วยเหยาเอ๋อเอาไว้นะ แพทย์อย่างเขาไม่ปล่อยให้ลูกสาวเราเป็นอะไรไปก็ดีแล้ว” เจียงเฉินเอ่ยอย่างลำบากใจ เขาเชื่อใจมู่เฉินบุตรชายของสหายรัก แต่ก็เข้าใจในความเป็นแม่ของภรรยาเช่นกัน
“ได้ยังไงล่ะอาเฉิน เมิ่งเหยาเป็นสาวเป็นนางถูกทำแบบนั้นต่อหน้าทุกคน คุณก็เห็นแล้วนี่ว่าชาวบ้านพากันนินทาเหยาเอ๋อว่ายังไงบ้าง เสี่ยวเฉินต้องรับผิดชอบ” ซินเจียงไม่ยินยอม ตั้งท่าจะเอาความรับผิดชอบจากมู่เฉินให้ได้
“แม่คะ พอเถอะค่ะ พี่มู่เฉินแค่ทำซีพีอาร์ช่วยหนูก็เท่านั้น” เมิ่งเหยากล่าวหลังจากทบทวนเรื่องราวต่างๆดีแล้ว ทั้งยังพูดเอ่ยคำศัพท์ทางการแพทย์ออกมาได้ไม่ต่างจากที่มู่เฉินพร่ำบอกก่อนหน้านี้เลยสักนิด ทำให้มู่เฉินถึงกับขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจสงสัย ไม่คิดว่าเมิ่งเหยาจะรู้จักเรื่องทางการแพทย์ด้วย
“ได้ยังไงกันเหยาเอ๋อ ลูกเป็นฝ่ายเสียหายนะ อีกอย่างลูกเองก็ชอบมู่เฉินมานานแล้วไม่ใช่เหรอ มาถึงขั้นนี้ก็ให้เขารับผิดชอบไปเสียเถอะ” ซินเจียงเอ่ยออกมาตามตรง จนคนอื่นๆต่างตกใจไปตามกัน
“อาเจียง พูดออกมาแบบนั้นได้ยังไงกัน เหยาเอ๋อลูกเราเป็นผู้หญิงนะ” เจียงเฉินเอ่ยปากปรามภรรยา
“อ้อ รู้ด้วยเหรอว่าลูกเราเป็นผู้หญิง ถ้าอย่างงั้นแล้วคุณจะปล่อยให้ชาวบ้านนินทาว่าร้ายเหยาเอ๋อในเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้งั้นเหรอ” ซินเจียงสวนกลับทันที เจียงเฉินจึงได้แต่หุบปากพูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน
“คุณป้าครับ เรื่องวันนี้…” มู่เฉินตั้งท่าจะเอ่ยปากค้าน เขารู้มานานแล้วว่าเด็กสาวอย่างเมิ่งเหยามีใจให้ สังเกตได้จากท่าทีของเธอทุกครั้งที่เขากลับมาเยี่ยมเยียนบ้านเกิดกับพ่อแม่และน้องชาย
หากแต่เขาไม่เคยมีใจคิดเห็นเมิ่งเหยาเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากความเป็นมิตรสหายและน้องสาวเท่านั้น
“คุณแม่คะ อย่าพูดแบบนั้นสิ หนูไม่ได้คิดอะไรกับพี่มู่เฉินเสียหน่อย อย่าทำให้เขาลำบากใจสิคะ ที่สำคัญเราเสียอีกที่เป็นหนี้บุญคุณเขาที่ช่วยชีวิตหนูเอาไว้” เมิ่งเหยาเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที ทำเอามู่เฉินต้องประหลาดใจไปอีกรอบกับท่าทีและคำพูดของเธอ ที่ตอนแรกเขาคาดเดาว่าเมิ่งเหยาคงจะนิ่งเงียบเขินอายรอให้ผู้ใหญ่จัดการจับเขามัดส่งให้เธอด้วยเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แต่นี่กลับผิดออกไปจากที่เขาคิดเอาไว้ชนิดที่เรียกได้ว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็ได้
‘เมิ่งเหยาที่อยู่เบื้องหน้าดูกล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็นของตนเองออกมา ทั้งยังเอ่ยคัดค้านความคิดเห็นของแม่ตัวเอง ซึ่งเขาไม่เคยได้เห็นมาก่อน’
“เหยาเอ๋อ ลูกเป็นเด็กจะรู้อะไร ผู้คนชาวบ้านรอบด้านพากันนินทาเรื่องลูกกับมู่เฉินไปต่างๆนานาแบบนี้แล้ว จะปล่อยไปได้ยังไงกัน” ซินเจียงยังคงไม่ยินยอม
“แม่คะ เรื่องนี้มีทางออก เดี๋ยวหนูจะไปสอบเข้าเรียนมหาลัยที่เซินเจิ้นแล้ว หลังจากนั้นเรื่องนี้คงจะเงียบไปเองนั่นแหละค่ะ” เมิ่งเหยาเอ่ยในเรื่องที่เธอจดจำได้จากภาพความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่เรียนจบชั้นมัธยมปลายแล้ว และครอบครัวตั้งใจจะส่งเธอไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ส่งเสียให้เธอเรียนสูงๆเป็นหน้าเป็นตาให้แก่ครอบครัว เนื่องจากยุคสมัยนี้ให้ค่าให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นสูงไม่น้อยเลย แม้นว่าบุตรสาวเรียนจบออกมาแล้วจะถูกพ่อแม่จับให้แต่งงานเลยก็ตาม
“นั่นสิอาเจียง ฟังที่เหยาเอ๋อพูดก็ถูกนะ เดี๋ยวลูกไปเซินเจิ้น เรื่องพวกนี้ก็จะเงียบหายไปเองนั่นแหละ” เจียงเฉินช่วยเอ่ยสนับสนุนบุตรสาวทันที เพราะเขาดูออกว่ามู่เฉินบุตรชายของสหายไม่มีใจให้เมิ่งเหยาบุตรสาวเขาเลยสักนิด การบังคับฝืนใจย่อมไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง
“แต่ว่า..” ซินเจียงตั้งท่าจะกล่าวแย้ง
“แม่ค่ะ พอเถอะค่ะหนูขอร้อง” เมิ่งเหยาเอ่ยย้ำ ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นมานั่งโดยซินเจียงช่วยพยุงตัวบุตรสาวขึ้นมา
‘แม่คะ รอหนูไปเซินเจิ้นแล้ว หนูจะหาทางทำให้พี่มู่เฉินตอบตกลงแต่งงานกับหนูให้ได้เองนะคะ’ เมิ่งเหยาเอ่ยกระซิบบอกมารดาให้วางใจและหยุดเซ้าซี้ในเรื่องเหล่านี้เสียที ซินเจียงทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกและพยักหน้าให้บุตรสาว
“ก็ได้ ในเมื่ออีกไม่กี่วันเหยาเอ๋อก็ต้องเดินทางไปเซินเจิ้นกับเธอแล้ว เรื่องคงจะเงียบไปเองนั่นแหละ” ซินเจียงยอมเออออไม่ต่อความยาวกับมู่เฉินในที่สุด ทำให้เจียงเฉินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ส่วนมู่เฉินแม้นจะได้ยินแบบนั้น แต่เขายังคงรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยในท่าทีของเมิ่งเหยาและการกระซิบกระซาบกันของสองแม่ลูกเมื่อครู่ หากแต่สุดท้ายแล้วเขาก็คร้านจะใส่ใจให้เสียเวลาอีก
“คุณลุงคุณป้าครับ งั้นผมขอตัวก่อน เอาไว้พรุ่งนี้จะกลับมาพูดคุยเรื่องเดินทางไปสอบเข้ามหาลัยที่เซินเจิ้นของเมิ่งเหยาก็แล้วกันนะครับ” มู่เฉินกล่าวสรุป สองสามีภรรยาพยักหน้าให้เขา เอ่ยปากบอกลากันเสร็จมู่เฉินก็กลับออกไป
“เหยาเอ๋อ ลูกนอนพักผ่อนไปก่อนนะ เดี๋ยวพ่อออกไปทำงานต่อ ส่วนแม่ก็อยู่ดูแลลูกที่นี่ไปแล้วกัน” เจียงเฉินเอ่ยก่อนจะขอตัวออกไปด้วยอีกคน ส่วนซินเจียงคอยดูแลห่มผ้าให้บุตรสาวก่อนขอตัวออกไปเตรียมอาหารกลางวันที่ล่าช้ากว่าเดิมเพราะเกิดเรื่องขึ้นกับเมิ่งเหยานั่นเอง
เมื่อถึงช่วงเวลาปลายปี บ้านสกุลซุนก็เดินทางกลับมาเมืองหวงซานบ้านเกิดเพื่อเลี้ยงฉลองสิ้นปีพร้อมต้อนรับวันปีใหม่ด้วยกันกับสกุลลู่ซึ่งยามนี้เกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว และปีนี้ก็เป็นปีแรกที่พวกเขามาร่วมฉลองรวมกันที่นี่“เหยาเหยาฉันคิดถึงเธอจังเลย”เหม่ยลี่ซึ่งคบหากับลี่จิ่นน้องชายของมู่เฉินตั้งแต่ครั้งที่มางานแต่งงานของเมิ่งเหยาเมื่อช่วงต้นปีก็เดินทางมากับครอบครัวสกุลซุนด้วย ทันทีที่ลงจากรถเห็นหน้าเมิ่งเหยาเธอก็ตรงเข้ามากอดเพื่อนรักเอาไว้แน่นด้วยความคิดถึง“ลี่เอ๋อ ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกัน” เมิ่งเหยาเอ่ยตอบพร้อมโอบกอดเพื่อนรักกลับไป“ว่าแต่ เธอมาฉลองสิ้นปีที่นี่กับครอบครัวเรา คุณน้าฉินแม่เธอไม่ว่าอะไรงั้นเหรอ”“ไม่เลย แม่บอกว่าฉลองกับครอบครัวตัวเองมายี่สิบกว่าปีแล้ว ให้ตามครอบครัวว่าที่สามีไปฉลองบ้างเถอะ แล้วก็อยากฝากความคิดถึงมาให้เธอด้วย ที่สำคัญแม่ฉันให้เอาของมาฝากเธอเยอะแยะเลยล่ะ” เหม่ยลี่กล่าวก่อนจะหันกลับไปทางลี่จิ่นที่กำลังช่วยยกข้าวของสัมภาระของเธอกับครอบครัวลงจากรถ โดยมีมู่เฉินช่วยอยู่ด
วันนี้ตอนเช้าเมิ่งเหยาไม่ได้ทำข้าวกล่องมื้อกลางวันให้มู่เฉินโดยเธอแจ้งว่าจะนำไปส่งให้เขาด้วยตัวเองมู่เฉินได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร ออกจะยินดีด้วยซ้ำไปที่ภรรยาจะมาหาเขาที่โรงพยาบาล เขาจะได้ถือโอกาสแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักภรรยาคนสวยของเขาอีกครั้งเนื่องจากเมิ่งเหยาไม่ค่อยได้มาหาเขาที่โรงพยาบาลบ่อยนัก ทำให้กลุ่มนางพยาบาลหน้าใหม่ๆยังไม่เคยพบเจอเธอ ทั้งยังเข้ามายุ่งวุ่นวายกับเขา ชวนเขาพูดคุยเรื่องไร้สาระ แม้นว่าเขาจะตีสีหน้าเคร่งขรึมหลีกเลี่ยงไม่พูดด้วยก็ยังพากันเข้ามาหาเขาตลอด จนตัวเขาเองก็เริ่มจะเบื่อแล้วเหมือนกันส่วนทางเมิ่งเหยาที่เธอตัดสินใจไปหามู่เฉินที่โรงพยาบาลในวันนี้ก็เพราะจื่อหรันเพื่อนของเธอมาเล่าให้ฟังว่า เธอไปเยี่ยมญาติที่เพิ่งจะคลอดลูกที่โรงพยาบาลกลางแล้วเห็นนางพยาบาลสาวๆเข้าไปชวนมู่เฉินพูดคุยนอกเรื่องหลายคนเลยทีเดียวเมิ่งเหยาจึงคิดว่าถึงเวลาอันสมควรแล้วที่จะไปแสดงตัวให้นางพยาบาลเข้าใหม่ที่ใจกล้าเข้ามายุ่งวุ่นวายกับสามีเธอได้รู้จักเสียหน่อยวันนี้เมิ่งเหยาเข้าไปดูแลร้านซินเฉินในช่วงเช้า ก่อนจะกลับเข้ามาเตรียมมื้อกลางวันที่บ้านใ
มู่เฉินกับเมิ่งเหยาแต่งงานที่หวงซานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ราวครึ่งปีกว่าแล้วเมิ่งเหยายังคงมุ่งมั่นพัฒนาไร่ชาลู่ชางเฉินให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยนอกจากจะขยายพื้นที่เพาะปลูกชา โดยการนำชาพันธุ์อื่นๆที่เหมาะกับการทำชาแต่ละชนิดมาปลูกเพิ่มเติม เช่นการนำพันธุ์ชาดีจากมณฑลฝูเจี้ยนทางตอนใต้ของจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องชาขาวมาปลูกในไร่ หรือไม่ก็นำเข้าชาสายพันธุ์ดีจากประเทศอินเดียมาปลูกสำหรับทำชาแดงหรือชาดำโดยเฉพาะที่สำคัญยังมีการนำพันธุ์ชาหลงจิ่ง ใบชาที่เหมาะสมกับการทำชาเขียวและได้รับการขนานนามว่าเป็นชาที่มีค่าดั่งทองคำ มีแหล่งเพาะปลูกอยู่ในมณฑลเจ้อเจียงพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศมาเพาะปลูกในไร่ชาลู่ชางเฉินด้วยเมิ่งเหยายกระดับไร่ชาธรรมดาๆของครอบครัวสกุลลู่ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรโดดเด่น รายได้ต่อเดือนเพียงไม่กี่ร้อยหยวน ให้กลายมาเป็นไร่ชาอันดับหนึ่งในหวงซานสร้างรายได้เดือนล่ะหลายหมื่นหยวนโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นตอนนี้เธอเปิดให้มีการเยี่ยมชมไร่ชา เก็บชาและสร้างสถานที่จัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ในการผลิตชาแต่ละชนิดให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชม รวมทั้งยังใ
เมื่อมาถึงไร่ชา ตรงตำแหน่งที่เธอฟื้นตื่นขึ้นมาเป็นเมิ่งเหยาในโลกใบนี้ครั้งแรก เธอก็เห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยยืนอยู่ตรงหน้า“มู่เฉิน!!” เมิ่งเหยาเอ่ยเรียกชื่อเขาออกไปด้วยความยินดี“เหยาเอ๋อ”มู่เฉินหันกลับมาและรีบสาวเท้ายาวๆมาหาเธอทันที ก่อนจะคว้าตัวเธอเข้าไปกอดเอาไว้แน่นด้วยความคิดถึงเมิ่งเหยาเองก็โอบกอดตอบรับเขากลับไปอย่างแนบแน่นไม่แพ้กัน“ไหนคุณบอกว่าติดภารกิจสำคัญ เดือนหน้าถึงจะมาหาฉันได้ยังไงล่ะคะ แล้วนี่คุณมายังไง ภารกิจเสร็จแล้วเหรอ อยู่ได้กี่วันกัน จะกลับไปเมื่อไหร่งั้นหรือคะ”เมิ่งเหยาเอ่ยปากถามคำถามเป็นชุด“ใจเย็นๆสิ ฉันไม่หนีเธอไปไหนหรอกนะ”มู่เฉินกล่าวพร้อมยื่นมือไปจับแก้มนวลของภรรยาตามกฎหมายที่ยังไม่ได้เข้าพิธีสมรส รวมทั้งเข้าหอให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยดีก็จากเขามาเสียแล้ว“ค่ะ แล้ว..ตกลงว่าคุณมาอยู่ที่นี่ได้กี่วันกันคะ”“ตราบเท่าที่เธอต้องการเลยล่ะ”“หมายความว่ายังไงกัน” เมิ่งเหยาเอียงคอทำหน้างงไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงพูดออกมาแบบนั้น“ตั้งแต่นี้ไป ผมจะมาอยู่กับคุณที่หวงซานนี้ และจะไม่จากคุณไปไหนอีกแล้วล
สามครอบครัวสกุลลู่ สกุลฉินและสกุลซุนมาร่วมทานอาหารด้วยกันที่ภัตตาคารเฉียนอัน สถานที่คุ้นเคยที่สกุลซุนชอบมาทานอาหารกันบ่อยๆ โดนมื้อนี้สกุลลู่ของเมิ่งเหยาเป็นฝ่ายออกหน้าขอเป็นเจ้ามือบ้างเพื่อฉลองความสำเร็จให้กับบุตรสาวทั้งเรื่องการเรียนและกิจการค้าขาย“ได้ข่าวว่าเหยาเอ๋อจะกลับเมืองหวงซานไปพร้อมกับอาลู่และซินเจียงเลยสินะ นายท่านฉินเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นเนื่องจากได้ยินเหม่ยลี่เล่าให้ฟังก่อนหน้านี้“ใช่แล้วล่ะ เหยาเอ๋อตั้งใจจะไปพัฒนาไร่ชาลู่ชางเฉินแล้วก็ต่อยอดทำธุรกิจเพิ่มเติมที่นั่นด้วย” นายท่านลู่ตอบกลับสหาย“แบบนี้แล้วเสี่ยวเฉินกับเหยาเอ๋อจะเอายังไงล่ะ จดทะเบียนกันแล้วไม่ใช่เหรอ แยกกันอยู่แบบนี้ได้ยังไงกัน” คุณนายฉินถามไถ่ขึ้นมาอีกคน ทั้งนี้ก็เพราะเหม่ยลี่ยุยงขอให้พ่อกับแม่ช่วยซักถามเผื่อว่าเธอจะรู้แจ้งคลายกังวลลงได้บ้าง เนื่องจากเวลาที่เธอสอบถามเพื่อนรักอย่างเมิ่งเหยาแล้วกลับได้คำตอบเพียงว่า‘รอดูกันต่อไปเถอะ’ เพียงเท่านั้น ซึ่งทำให้เหม่ยลี่หงุดหงิดขัดใจไม่น้อยเลยกับสองสามีภรรยาคู่นี้“เรื่องนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับพวกเขาทั้งสองคนนั่นแหละ” นายท่านซุนเป็นคน
หลังจากกำจัดคนเลวๆออกไปจากชีวิตได้ เมิ่งเหยากับสกุลซุนก็ดูจะมีความสุขสดใสมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเวลานี้เมิ่งเหยาเรียนอยู่มหาลัยชั้นปีที่สี่แล้ว เธอทำธุรกิจจนกลายมาเป็นเศรษฐนีตั้งแต่อายุยังน้อยร้านเจ่าชานขยับขยายใช้ห้องชุดสองชั้นทั้งสองห้องมาเปิดร้านอาหาร ซึ่งตอนนี้มีรายการอาหารขายเพิ่มมากขึ้นและขยับเวลาให้บริการไปจนถึงสามทุ่มตรงของทุกวัน โดยยังคงใช้ชื่อร้านเจ่าชานหรือแปลตรงตัวว่าร้านอาหารเช้าเหมือนเดิม เพื่อระลึกถึงที่มาและต้นกำเนิดของร้านต่อไป อีกทั้งยังเป็นความแปลกมีเรื่องราวชวนให้ผู้คนสงสัย นับเป็นการตลาดอีกอย่างหนึ่งของเมิ่งเหยานั่นเองเวลานี้เมิ่งเหยากับเหม่ยลี่จ้างพนักงานมาช่วยทำงานเพิ่มมากขึ้น โดยพวกเธอเป็นผู้บริหารจัดการจนทุกอย่างเหมาะสมลงตัวเมิ่งเหยาเริ่มโอนงานไปให้กับเหม่ยลี่รับผิดชอบทั้งหมด โดยมีเธอคอยช่วยดูแลตรวจสอบในระยะแรกเนื่องจากอีกเพียงไม่กี่เดือนพวกเธอก็จะเรียนจบแล้ว เมิ่งเหยาจะย้ายกลับไปอยู่ที่เมืองหวงซานตามที่ตั้งใจและบอกกล่าวกับทุกคนเอาไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ตัวเธอเองก็ย้ายกลับไปบ้านสกุลซุนเหมือนเมื่อแรกที่มาอยู่เซินเจิ้นใหม่ๆ เพราะ







