Masukผมตื่นขึ้นมาตอนสิบเอ็ดโมงด้วยสภาพปวดไปทั้งตัวเหมือนโดนรถบรรทุกชน สภาพเตียงนอนหลังสมรภูมิดุเดือดเรียกได้ว่าเละตุ้มเป๊ะ
ในห้องมีแค่ผมคนเดียว ที่นอนด้านข้างเย็นชืดไร้ไออุ่น บ่งบอกว่าอีกคนจากไปนานแล้ว แถมยังจากไปแบบไม่บอกกล่าวกันสักคำ ไม่มีแม้แต่โน๊ตสักแผ่นด้วยซ้ำ
จู่ ๆ ผมก็เริ่มเข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกฟันแล้วทิ้งขึ้นมาเลย
หงุดหงิดว่ะ
ไอ้คนเฮงซวย สมกับที่เฮงซวยจริง ๆ
ผมไม่ได้คาดหวังให้คนอย่างพี่กันต์มาทำตัวเหมือนพระเอกนิยายเรื่องอื่นที่ออกปากรับผิดชอบหรอก
ขนาดในต้นฉบับ ในช่วงแรกอีตาพระเอกมันยังไม่แสดงท่าทีอะไรกับนายเอกเลย ทำเหมือนนายเอกเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ด้วยซ้ำ
แต่อย่างน้อย ในฐานะเพื่อนนอนชั่วคราวที่เป็นถึงคู่หมั้นตั้งแต่เด็ก ก็ควรจะแสดงน้ำใจบ้างสิ!
มีอย่างที่ไหนมาทิ้งกันไปดื้อ ๆ ทำอย่างกับผมเป็นเด็กขาย พอเสร็จกิจก็สะบัดตูดหนี ถ้าเจอกันคราวหน้าผมจะต่อยให้หน้าหันเลยคอยดู
ผมลากร่างกายที่ปวดไปทั้งตัวเข้าไปในห้องน้ำ สายน้ำเย็นฉ่ำช่วยดับอารมณ์คุกรุ่นให้เบาบางลง ช่องทางด้านหลังแสบขัดจนต้องร้องซี้ดออกมา
ตอนทำก็รู้สึกดีอยู่หรอก แต่หลังเสร็จกิจนี่นรกชัด ๆ
ไม่แปลกใจเลยที่ในนิยายจะบรรยายไว้ว่าบางครั้งพระเอกต้องอุ้มนายเอกไปอาบน้ำด้วย
ผมเดินโยกเยกออกมาหยิบเสื้อผ้าที่โยนทิ้งเมื่อคืนขึ้นมาเพื่อจะสวม ทว่าก่อนหน้านั้นดันบังเอิญหันไปเห็นสภาพตัวเองในกระจกเข้าซะก่อน
เชี่x สภาพอย่างกับคนโดนรุมโทรมมา
เมื่อคืนคลับคล้ายคลับคลาว่าพี่กันต์ทั้งกัดทั้งเลียไปทั่วตัว แต่ด้วยฤทธิ์ยาและอารมณ์นำพาทำให้ผมไม่ได้ห้ามปรามการกระทำของเขา ตอนนี้ตามเนื้อตัวของผมเลยลายพร้อยอย่างกับคนเป็นโรคทางเพศอย่างไรอย่างนั้น
โดยเฉพาะรอบอกกับคอที่ดูจะมีรอยเยอะเป็นพิเศษ โชคดีที่เมื่อวานผมใส่เสื้อเชิ้ตมา แถมช่วงนี้อากาศหนาว ต่อให้ติดกระดุมเสื้อเชิ้ตถึงคอก็ไม่ค่อยแปลกเท่าไร ไม่งั้นถ้ามีใครรู้เข้า คงได้เป็นข่าวซุบซิบแน่ ๆ
“เป็นหมาหรือไง” ผมลูบหน้าอกตัวเอง แล้วก็ต้องรีบชักมือออกด้วยความตกใจ ผิวเนื้อบริเวณนี้ยังคงหลงเหลือสัมผัสของเมื่อคืน แถมดูจะอ่อนไหวมากเป็นพิเศษอีกด้วย
ผมจดบัญชีนี้ไว้ในใจ หมุนตัวเตรียมออกจากห้องพัก เพิ่งจะเอื้อมมือไป ประตูกลับถูกผลักเข้ามาซะก่อน
“นั่นนายจะไปไหน”
“พี่กันต์?” ผมมองเขาด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ “พี่ยังไม่กลับไปเหรอ”
“ถ้ากลับแล้วจะเห็นหรือไง”
อ้าว กวนเท้านี่หว่า
“งั้นทำไมพี่ยังไม่กลับล่ะครับ อย่าบอกนะว่ารอผมตื่น” ผมยิ้มกวนประสาท
“อืม”
“ไม่น่าเชื่อ”
“พี่ก็ไม่ได้ใจดำขนาดนั้นไหม”
ใช่เรอะ ทำไมในนิยายถึงบรรยายจนนายดูเป็นคนเฮงซวยเลยล่ะ
“ถ้าตื่นแล้วก็กลับกัน เดี๋ยวไปส่ง”
บร๊ะ แค่คืนเดียวก็ทำให้คนเปลี่ยนได้ขนาดนี้เลยเหรอ
“ไม่ต้องหรอก ผมเอารถมา” ผมรีบปฏิเสธ
“เดี๋ยวพี่ไปส่ง” พี่กันต์ยืนยันคำเดิม “ไม่งั้นเดี๋ยวแม่เมลก็ไปอาละวาดกับแม่พี่อีก พี่ขี้เกียจฟังท่านด่า”
อ้อ ที่แท้ก็กลัวแม่นี่เอง
“แล้วรถผมล่ะ จะทิ้งไว้ที่นี่เหรอ”
“เดี๋ยวให้คนที่บ้านมาเอา”
ในเมื่อพูดแบบนี้ก็ไม่มีข้ออ้างให้ปฏิเสธอีก ผมเดินตามพี่กันต์ออกไปจากห้องพัก แต่ยังไม่ทันเดินไปถึงลิฟต์ ห้องพักที่อยู่ถัดจากห้องผมก็มีชายหนุ่มสองคนเดินออกมาด้วยกัน
ผมมองทั้งคู่ตาแทบถลนออกมา
นี่มันนายเอกไม่ใช่หรือไง!
“คีย์” ผมเรียกอีกฝ่ายเบา ๆ
ทั้งสองคนที่เห็นผมกับพี่กันต์ก็ชะงักเช่นกัน
“คะ...คุณกันต์ พี่เมล” คีย์หน้าซีดเผือด
ผมกวาดตามองสำรวจคนทั้งคู่ เห็นสภาพเสื้อผ้าของพวกเขาค่อนข้างยับเล็กน้อย ใบหน้าของคีย์แดงระเรื่อ ตามลำคอขาวมีร่องรอยสีกุหลาบที่ดูคุ้นตามาก เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมก็มีเหมือนกัน
ไม่ต้องถามก็รู้ว่าทั้งสองคนทำอะไรกันมา
แต่...ได้ไง?
แถมยังเป็นทีมงานในกองละครซะงั้น!
โอเค ผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้หน้าตาขี้เหร่อะไร แต่ที่ผมสงสัยก็คือ นายเอกไม่สนใจพระเอกแล้วเหรอ
แล้วไอ้ท่าทางร้องไห้น้ำตาคลอเมื่อวันนั้นล่ะ นายจะเปลี่ยนใจไวเกินไปไหมเนี่ย
หรือว่าเป็นเพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามบทเดิมของนิยาย เดิมทีพระเอกนายเอกต้องแสดงฉากเตียงหักด้วยกัน แต่พอพี่กันต์มาเข้าห้องของผม นายเอกอย่างคีย์ก็เลยต้องไปหาคู่ใหม่?
คิด ๆ ดูแล้วก็เป็นไปได้เหมือนกันแฮะ
แบบนี้ก็เท่ากับว่าผมไม่ต้องไปวุ่นวายแยกพี่กันต์กับคีย์ออกจากกันแล้วสินะ ดูแล้วความสัมพันธ์ของพวกเขาน่าจะไปกันคนละทางแล้ว
ใช่ไหมนะ?
“มะ...ไม่ใช่อย่างที่คิดนะครับ เมื่อคืน เมื่อคืนพวกเราเมามาก ผมไม่ได้ตั้งใจ” คีย์ละล่ำละลักอธิบายอย่างคนร้อนตัว
พี่กันต์มองคีย์กับทีมงานชายคนนั้นแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองมาทางผม
“นิ่งทำไม จะกลับบ้านไหม”
ผมหันไปผงกศีรษะให้คีย์กับทีมงานชายที่คลับคล้ายคลับคลาว่าชื่อติน ก่อนจะเดินตามหลังพี่กันต์ไป
“คุณกันต์ คุณอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้เต็มใจ!” คีย์รีบวิ่งตามมา ทว่ามือข้างหนึ่งกลับโดนพี่ตินคว้าเอาไว้
“ทำไมพูดแบบนี้ล่ะคีย์ เมื่อคืนเป็นนายที่เชิญชวนพี่ไม่ใช่หรือไง”
“เมื่อคืนผมแค่เมา” คีย์ปฏิเสธเสียงแข็ง
“เมื่อกี้ท่าทางของนายก่อนออกจากห้องไม่ใช่แบบนี้นะ” พี่ตินขมวดคิ้ว
“คุณกันต์ครับ!” คีย์ตะโกน ทำท่าจะวิ่งมา
ทันใดนั้น ขาเรียวยาวของพี่กันต์ก็ชะงักกึกจนใบหน้าของผมเกือบทิ่มหลังอีกฝ่าย เขาหันไปมองคีย์ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ลมหายใจหนัก ๆ พ่นออกมาคล้ายรำคาญ
“คีย์ เรื่องส่วนตัวของนายฉันไม่อยากยุ่ง นายจะทำอะไรก็เรื่องของนาย ฉันแค่ขออย่างเดียว....อย่าทำให้ตัวเองมีข่าวฉาว”
“ทำไมคุณถึงพูดแบบนี้...”
พี่กันต์หันหน้าหนีแล้วเดินเข้าลิฟต์ไปก่อนที่คีย์จะพูดจบ ผมเลยต้องรีบวิ่งตามไปอย่างช่วยไม่ได้
อ๋า จู่ ๆ สำนึกคนดีของผมมันก็ผุดขึ้นมาอีกแล้วอะ
“พี่กันต์ ผมขอโทษนะ”
“เรื่อง?”
“ดูเหมือนว่าคีย์จะชอบพี่”
“แล้ว?”
ทำไมน้ำเสียงเขามันยียวนจังวะ
“แล้วพี่ชอบเขาไหม”
พี่กันต์ขมวดคิ้ว เหมือนยังไม่หายหงุดหงิดจากเหตุการณ์เมื่อกี้ แถมยังมองผมเหมือนมองคนไม่มีสมอง
ผมคิ้วกระตุกเล็กน้อย ตัดสินใจถามออกไปตรง ๆ เพราะความอยากรู้มันพุ่งมาจ่อที่คอจนแทบทะลักแล้ว
“ก็พี่ชอบเรียกใช้งานเขาบ่อย ๆ ถึงจะจับเขายัดให้เล่นบทที่ไม่มีใครอยากเล่น แต่จริง ๆ แล้วบทพวกนั้นสำคัญกับเนื้อเรื่อง นี่เป็นการช่วยปูทางให้เขาไม่ใช่เหรอ ในบริษัทนี้ มีแค่เขาที่พี่สนใจมากกว่าใคร ขนาดคู่หมั้นอย่างผมพี่ยังไม่สนใจเลย”
พี่กันต์ฟังที่ผมพูดจบก็เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะมองมานิ่ง ๆ “เพราะว่าเขาหน้าตาดี”
“หา?”
จะบอกว่าที่เรียกคีย์มาดุด่าแค่เพราะหน้าตาดีงั้นเหรอ ทั้งบริษัทมีแต่คนหน้าตาดี ทำไมไม่เรียกมาให้หมดเล่า เหตุผลนี้มันได้เรอะ!
“ในบริษัท ใบหน้าของคีย์เป็นแบบพิมพ์นิยมที่จะต้องได้รับการตอบรับที่ดี” พี่กันต์ไขข้อสงสัยในใจของผม “เขามีจุดแข็งด้านรูปลักษณ์ดีมาก แต่ด้านอื่นกลับด้อยสุด ทั้งการศึกษา ครอบครัว แถมผลงานก็มีแค่เรื่องเดียว ซึ่งต่างจากนักแสดงคนอื่นในบริษัท พี่เป็นเจ้าของบริษัท ถ้าเปรียบเทียบแล้ว พวกนายก็คือสินค้าของพี่ พี่ย่อมอยากดันสินค้าทุกชิ้นให้ประจักษ์สู่สายตาคนอื่น โดยเฉพาะสินค้าชิ้นที่สวยที่สุด พี่ก็ต้องอยากดันมากที่สุดเป็นธรรมดา”
คำอธิบายของพี่กันต์ค่อนข้างเข้าใจง่าย
เมื่อใช้สมองที่ฉลาดน้อยของผมตีความก็แปลออกมาได้ว่า ตอนนี้พี่กันต์ไม่ได้ชอบคีย์ เขาคิดกับอีกฝ่ายเพียงแค่นักแสดงในสังกัดที่อยากดันให้ดังเท่านั้น ส่วนคีย์ที่ถูกเจ้านายใส่ใจมากกว่าใครก็เลยหลงชอบอีกฝ่าย
ตามต้นฉบับ หลังจากทั้งสองคนผ่านค่ำคืนหลังงานเลี้ยงปิดกล้องไปก็มีฉากเลือดพุ่งเกิดขึ้นอีกประปราย ส่วนหนึ่งก็เพราะนายเอกยินยอม และพระเอกก็ดันเป็นพวกเซ็กส์จัด ไอ้คำพูดที่ว่าพอมีครั้งแรกแล้ว ก็จะมีครั้งที่สองตามมานั้นไม่เกินจริงเลยสักนิด
ทว่าตอนนี้เรื่องราวนั้นไม่เหมือนเดิมแล้ว ซึ่งมันก็ตรงกับใจของผมมาก สิ่งที่ผมต้องทำหลังจากนี้ก็คือพยายามอย่าให้พวกเขาไปสานความสัมพันธ์กันเหมือนในต้นฉบับ เพราะไม่งั้นบทสรุปของครอบครัวตัวร้ายคงไม่พ้นโดนทำลายอยู่ดี
ถึงจะรู้สึกผิด แต่นี่ก็เพื่ออนาคตของตัวเองและพ่อกับแม่
เพราะนี่คือชีวิตใหม่ของผม ผมจะต้องดูแลและใช้ชีวิตต่อจากเจ้าของร่างเดิมให้ดีที่สุด
ตอนพิเศษ 3 ผมใช้เขาเพื่อทำให้ลืม (ตินxคีย์)คีย์ Talkนับจากวันนั้น ผมก็ไม่มีตัวตนในสายตาของคุณกันต์อีก แม้แต่พี่เมลก็ยังเลิกพยายามมาคุยด้วยคิด ๆ ดูแล้วผมนี่ช่างมั่นหน้าและไม่ประมาณตนเอาซะเลย ถึงขั้นไปชอบคนที่ฐานะสูงกว่าตัวเองแถมมีเจ้าของอยู่แล้ว มิหนำซ้ำยังกล้าทำเมินรุ่นพี่ในบริษัทที่ฐานะและชาติตระกูลดีกว่าตัวเองหลายขุมทั้งบริษัท คงมีแต่ผมนี่แหละที่กล้าขนาดนี้ ทว่าผมไม่ได้รู้สึกภูมิใจเลยสักนิด ซ้ำในใจยังเต็มไปด้วยความหดหู่ รู้สึกผิด และเสียใจอีกนับไม่ถ้วนตอนนี้ผมกำลังอยู่ในงานเลี้ยงปิดกล้องของละคร เนื่องจากผมไม่ได้เป็นตัวเอกของละครเรื่องนี้ หลังจากทักทายผู้กำกับและรุ่นพี่นักแสดงเสร็จเรียบร้อย ก็ไม่มีใครมาให้ความสนใจผมอีก ผมจึงมานั่งจิบไวน์ที่โต๊ะซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคุณกันต์มากนักใช่แล้ว ถึงผมจะโดนปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย แต่ผมก็ยังไม่สามารถตัดใจได้ในทันที ทุกครั้งจึงมักจะ ‘เผลอ’ ม
คีย์ Talkเดิมทีผมเป็นแค่เด็กจน ๆ ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แม้จะเรียนจบปริญญาตรีมาได้ แต่ก็จบแบบคาบเส้นเพราะต้องทำงานเพื่อส่งตัวเองเรียนไปด้วย ความรู้อะไรก็ไม่มี แน่นอนว่าจะไปทำงานออฟฟิศก็ไม่รอดผมทำได้เพียงไปเป็นนักแสดงเอ็กซ์ตร้าตามกองถ่าย แต่แล้วโชคก็เข้าข้างเมื่อผมดันบังเอิญได้รับบทตัวประกอบในละครเรื่องหนึ่ง แล้วละครเรื่องนั้นก็แมสไปทั่วบ้านทั่วเมือง จนทำให้แม้แต่ตัวประกอบก็ยังมีคนรู้จักจากนั้นผมก็ได้รับโอกาสเซ็นสัญญากับบริษัทบันเทิงอันดับหนึ่งของประเทศเนื่องจากเป็นเพียงนักแสดงหน้าใหม่ งานที่ทางบริษัทมอบให้จึงไม่ได้มีเยอะ ทั้งยังเป็นแค่งานเล็ก ๆ ที่ไม่สลักสำคัญอะไร ซึ่งผมเองก็ไม่ได้รู้สึกแย่ แต่กลับขอบคุณบริษัทที่ให้โอกาสด้วยซ้ำ เพราะไม่อย่างนั้นตอนนี้ผมก็ยังคงเป็นเพียงแค่นักแสดงเดินผ่านกล้องธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นผมพอใจกับชีวิตในตอนนี้มาก นอกจากมีงานและเงินใช้แล้ว ทั้งเพื่อนและรุ่นพี่นักแสดงในบริษัทก็ดีกับผมมาก โดยเฉพาะพี่เมล นักแสดงรุ่นพี่ผู้มีใบหน้างดงามคนนั้น อีกฝ่ายมักจะคอยมาถามไถ่และเอาขนมมาฝากผมเ
ใครจะไปคิดว่าพอลืมตาตื่นหลังวันแต่งงาน ผมจะไม่ได้อยู่ที่ห้องนอนในโรงแรม แต่ดันมาโผล่กลางทะเลซะงั้น!สถานที่ที่ผมอยู่คือบ้านพักที่ตั้งอยู่ในทะเล มองออกไปรอบด้านจะเห็นแต่ท้องทะเลสีฟ้าอมเขียวสดใส ผืนน้ำสะอาดจนสามารถมองเห็นทรายและปลาที่กำลังแหวกว่ายได้อย่างชัดเจนผมยืนเกาหัวมองสภาพแวดล้อมด้วยความงุนงง โอเค สถานที่นี้มันก็สวยแหละ...แต่ผมมาอยู่ที่นี่ได้ไงเนี่ย“ตื่นแล้วเหรอ”เสียงที่คุ้นจนไม่รู้จะคุ้นยังไงดังขึ้นด้านหลัง ผมรีบหันไปมอง จากนั้นก็ต้องอ้าปากค้างกับสภาพของคนตรงหน้านี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นพี่กันต์ใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงขาสั้นลายดอก!ความหล่อเหลาเย็นชาที่สั่งสมมานาน ถูกชุดนี้ละลายหายไปจนหมดสิ้นแล้วแต่เรื่องชุดน่ะช่างมันก่อนเถอะ“ที่นี่ที่ไหนครับ”“มัลดีฟส์” พี่กันต์เดินเข้ามาโอบบ่าผม พาไปเดินชมวิวทะเลอีกรอบ “สถานที่ฮันนีมูนแรกของเรา เป็นไงชอบไหม”“ชอบ” ใครไม่ชอบก็บ้าแล้ว “ว่าแต่พี่พาผมมายังไงเนี่ย”
“มาที่คำถามต่อไปนะครับ” พิธีกรยิ้มกว้าง แล้วถามต่อ “ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าคุณกันต์กับคุณคีย์กุ๊กกิ๊กกัน เรื่องนี้เป็นความจริงไหมครับ”คำถามนี้ก็ผ่านการบรีฟมาแล้วเช่นกัน พวกผมจึงไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด ทว่าบรรดาแขกและนักข่าวกลับซู้ดปากจนสีหน้าออกกันเลยทีเดียว ผมได้แต่ยิ้มขำกับท่าทางของพวกเขาให้ตายสิ นี่มันงานแต่งนะ ใครจะยอมโดนตบหน้ากลางงานกัน คำถามพวกนี้เป็นแค่ตัวเรียกสีสันของงานก็เท่านั้นแหละ“ไม่จริงครับ” คีย์เป็นคนรับไมค์ไปตอบ “ในสายตาของคุณกันต์มีแต่พี่เมล ส่วนคนอื่นก็เป็นแค่อากาศเท่านั้น ไม่เชื่อทุกคนลองหันไปดูสิครับ”ผมหันไปมองพี่กันต์ตามคำพูดของคีย์ แล้วก็ได้เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องตัวเองอยู่เงียบ ๆ ผมเลยกระทุ้งแขนใส่ท้องเขา พลางกระซิบ“มองอะไร”“มองที่รัก” พี่กันต์พูดเสียงไม่เบาเลย ทำให้เสียงเข้าไปในไมค์จนคนได้ยินกันทั้งงาน หลังจากทุกคนอึ้งกันอยู่สักพักก็หัวเราะกันเสียงดังลั่น“...” นี่ไม่ได้บรีฟไว้สักหน่อย!“ผมชัก
หลังจากกิจกรรมเข้าจังหวะของเราสองคนสิ้นสุดลง พี่กันต์ก็อุ้มผมไปอาบน้ำอย่างว่าง่าย แถมยังรักษาสัญญาว่าจะทำแค่รอบเดียวได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งตอนอาบน้ำก็ยังไม่ทำตัวรุ่มร่ามเกินเลยเหมือนเมื่อก่อน ผมเลยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเขาทำจนลุกไม่ไหว“ถ้าเมื่อก่อนพี่พูดง่ายแบบวันนี้ก็ดีสิ” ผมพูดขณะที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของคนรัก“แล้วเมื่อก่อนพี่พูดไม่ง่ายตรงไหนกัน”“ทุกตรงนั่นแหละ ผมบอกให้ทำแค่วันละรอบ พี่ก็ไม่เคยฟัง”“ก็เมลยั่วนี่นา”“อ๋อ นี่โทษผมเหรอ” ผมยกมือขึ้นหยิกหน้าอกเขาอย่างแรง“โอ๊ย ๆ พี่ไม่ได้โทษเมล พี่ผิดเอง พี่มันหื่น ปล่อยเร็วครับ เจ็บจะตายแล้ว”“หนังหนาขนาดนี้รู้จักเจ็บเป็นด้วยหรือไง” ผมออกแรงบิดมากขึ้นพี่กันต์ร้องโอดโอยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาขยำบั้นท้ายผมเป็นการเอาคืน สุดท้ายกว่าเราสองคนจะได้นอนก็ปาเกือบเที่ยงคืน เพราะเอาแต่ทะเลาะตบตีกันอย่างไม่มีใครยอมใครเช้าวันต่อมา แม่ ๆ ก็มาขุดผมกับพี่กันต์ออกจากเตียงแต่เช้า จากนั้
พอเดินวนดูสถานที่จัดงานจนครบแล้ว เหล่าแม่ ๆ ก็จับพวกผมไปขังในโรงแรม และถูกบังคับให้เข้าคอร์สอาบน้ำใหญ่ต่อผมยืนเอามือปิดหน้าอกตัวเองพลางกระโดดไปทั่วห้อง นั่นก็เพราะตอนนี้ผมโดนกลุ่มหญิงวัยกลางคนจับถลกหนังจนเกือบล่อนจ้อนเหลือแต่กางเกงในแล้วนั่นเอง“ที่ตัวไม่ต้องก็ได้ครับ! ถึงยังไงก็ต้องใส่ชุดสูท นอกจากหน้ากับคอ ผิวส่วนอื่นก็อยู่ใต้ร่มผ้าหมด ไม่ต้องขัดหรอก!” ผมหลับหูหลับตาตะโกน“ไม่ได้ค่ะ คุณหญิงสั่งให้พวกเราดูแลคุณตั้งแต่หัวจรดเท้า ต่อให้เป็นจุดซ่อนเร้นก็ต้องได้รับการดูแลค่ะ” หญิงวัยกลางคนที่มีผมสีดอกเลาแซมครึ่งศีรษะพูดด้วยรอยยิ้มหวานหยด “มาเถอะค่ะ ไม่ต้องอายหรอก ฉันเห็นมาบ่อยแล้ว”จากนั้นพนักงานคนอื่นที่อายุพอ ๆ กัน ก็พุ่งเข้ามาล็อกแขนล็อกขาแล้วลากผมเข้าห้องน้ำไป“เฮ้ย! ปล่อยนะโว้ยยยย” ผมกรีดร้องประหนึ่งคนโดนเชือดก็ไม่ปานเกิดมายี่สิบกว่าปี อยู่มาสองโลก นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกอับอายขนาดนี้!สุดท้ายผมก็ถูกทารุณกรรม (ทางจิตใจ) จนใบหน้าและลำตัวแดงก่ำอย่างกับกุ้งต้ม







