LOGINทุกคนนั่งล้อมวงกันอยู่อีกห้อง บ้านหลังนี้มีเพียงสองห้อง ห้องนี้คงเป็นห้องครัว ห้องรับแขก และก็ห้องกินข้าว ส่วนอีกห้องที่เธอเดินออกมามีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยคงเป็นห้องนอน
คิ้วเรียวสวยแบบไม่ต้องขีดเขียนย่นเข้าหากันเมื่อเห็นอาหารตรงหน้า ลูกน้ำเต้าอ่อนและผักปลังลวกเธอรู้จัก แต่อีกอย่างที่อยู่ในถ้วยเพียงใบเดียวมันคืออะไร ดูเหมือนจะเป็นไข่ แต่เป็นไข่ในน้ำมีพริกป่นด้วย อดใจไม่ไหวจึงถามออกไป “มันคืออะไรหรือคะ”
คำพองวางถ้วยข้าวต้มตรงหน้าลูกสาวแล้วบอกออกไป “ป่นไข่จ้ะ” ครอบครัวเธอทำป่นไข่เป็นประจำแต่สงสัยคำแก้วจะลืมเพราะปกติลูกสาวคนนี้ก็จำอะไรไม่ค่อยได้อยู่แล้ว เงินที่โจรปล้นไปไม่หมดคำพองให้ลูกวิ่งไปซื้อไข่ที่ร้านค้ามาได้เพียงสามฟอง เธอต้องเก็บไว้กินหลายมื้อ จึงป่นเพียงฟองเดียว
ป่นไข่? คำแก้วมองถ้วยข้าวต้มตรงหน้าตัวเองแล้วคิ้วก็บีบเข้าหากันแน่นขึ้น ครอบครัวเธอยากจนข้นแค้นถึงขั้นต้องต้มข้าวเหนียวกินเลยหรืออย่างไร ป่นไข่ก็คงจะเป็นไข่แค่ฟองเดียว แล้วใส่น้ำค่อนข้างเยอะมันถึงได้ใสแบบนี้ คนห้าคนกินป่นไข่หนึ่งฟองกับข้าวเหนียวต้มนี่นะ ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมทุกคนถึงได้มีร่างกายผ่ายผอมเหมือนไม้เสียบผีเช่นนี้
“กินข้าวกันเถอะ แม่กับน้องจะได้ไปรับจ้างตัดปอ” รับจ้างตัดปอของเสี่ยเสงี่ยมเช่นเดิม เพราะเขามีทั้งอ้อย ทั้งมันสำปะหลัง ข้าว และปอ
ตัดปออย่างนั้นหรือ ปีนี้ปีพอศออะไรทำไมคนถึงยังนิยมปลูกปอกันอยู่อีก
“แม่ไม่ต้องไปหรอกครับ แม่ไม่สบายวันนี้นอนพักเถอะครับ เดี๋ยวฉันกับน้องไปเองดีกว่า” คำพาพูดสวนขึ้น เพราะกลัวแม่จะไปเป็นลมเป็นแล้งที่ป่าปอเพราะช่วงกลางวันแดดร้อนจัด แค่เดินไปตัดปอระยะทางก็ไกลถึงห้ากิโลเมตรแล้ว
“แต่แม่ทำ…”
“ปล่อยให้ลูกไปสองคนน่ะดีแล้ว เอ็งก็พักบ้างเถอะ” เข้มก็รู้สึกผิดต่อลูกกับภรรยาเหมือนกันที่ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ถึงลูกและภรรยาจะไม่ได้ตำหนิหรือรู้สึกว่าเขาเป็นภาระก็ตาม
คำแก้วนั่งฟังพวกเขาคุยกันอย่างเงียบ ๆ ตักข้าวต้มเข้าปากไปพลาง ๆ ลิ้มรสข้าวต้มกุ๊ยแบบใหม่ด้วยใจอันห่อเหี่ยว นี่เธอมาอยู่ในร่างใหม่ที่มีครอบครัวยากจนขนาดนี้เลยหรือนี่ เป็นลูกคนรวยอยู่ดี ๆ ฐานะก็แปรเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
“เฮ้อ!” คำแก้วถอนหายใจออกมาดัง ๆ อย่างลืมตัว
“พี่คำแก้วเป็นอะไรครับ กับข้าวไม่อร่อยเหรอ ฉันไม่เห็นพี่ตักป่นไข่สักคำ”
“เอ่อ…ปากพี่ยังไม่ค่อยรู้รสน่ะ พี่ก็เลยกินแค่ข้าวต้มเปล่าไปก่อน” ว่าแล้วคำแก้วก็หยิบขวดน้ำปลาที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาเหยาะใส่ข้าวต้มเหนียวเพียงนิด เธอไม่ได้รังเกียจป่นไข่ เพียงแต่เธอกลัวว่าคนอื่นจะกินไม่อิ่ม คำแก้วจึงเลือกที่จะบอกกับน้องชายไปอย่างนั้น
มือเล็กเอื้อมไปหยิบลวกผักปลังในจานแต่ก็โดนแม่ตีมือไว้เสียก่อน
แปะ!
คำแก้วหันหน้ามาหาแม่ด้วยความสงสัย
“ปกติไม่ชอบกินผักปลังไม่ใช่รึ”
“ก็ ก็ฉันอยากจะลองกินดูค่ะ ว่ารสชาติมันเป็นอย่างไร” เธอปดแม่ออกไป งงว่าทำไมแค่ผักปลังเธอถึงกินไม่ได้
“คำแก้วกินไม่ได้ ต้องรักษาของ”
“ของอะไรเหรอคะ”
คำพองดึงมือข้างซ้ายเธอไปแล้วหงายท้องแขนขึ้นให้เห็นรอยสักรูปเสือ “ของนี่ไง ลูกห้ามกินผักปลังเด็ดขาด ของมันจะเสื่อม”
“อ้อ ค่ะ” คำแก้วยิ้มแหยให้ทั้งที่ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก เธอมีของกับเขาด้วยหรือนี่ แล้วจึงเอ่ยถามต่อ “ตัดปอเขาจ้างกันยังไงหรือคะ”
ทุกคนไม่ได้แปลกใจกับคำถามเพราะถึงแม้แม่จะเคยบอกแต่คนสมาธิสั้นอย่างคำแก้วคงจำไม่ได้แน่ “สิบมัดได้หนึ่งบาท” คำพองบอกลูก ซึ่งปอมัดหนึ่งก็มัดใหญ่มาก กว่าจะได้เงินหนึ่งบาทจากนายจ้างก็ยากอยู่เหมือนกัน
หึ! สิบมัดได้หนึ่งบาท แล้ววันหนึ่งน้องสองคนนี้จะได้กี่มัดกัน คนละห้าบาทจะได้ไหม คำแก้วนึกค่อนขอดในใจ รู้สึกสงสารน้องทั้งสองขึ้นมาราวกับคำแก้วคนเดิมได้ถ่ายทอดความรู้สึกทุกอย่างมาไว้ที่เธอทั้งหมดแล้ว
คำพากับคำแพงห่อข้าวต้มกับเกลือไปตัดปอ แม่ขึ้นไปนอนบนเรือน ใบหน้าเธอดูอ่อนล้าเต็มที ส่วนพ่อนั่งฝนยาลดไข้ให้แม่อยู่ที่ส่วนระเบียงที่ยื่นออกมาด้านนอกและมีบันไดพาดผ่านหรือเรียกอีกอย่างว่าชานบ้าน
คำแก้วเดินหลบไปหลังบ้าน ยืนมองกระท่อมหลังเล็กที่ทุกคนเรียกว่าบ้านด้วยใจอันหดหู่ ปล่อยน้ำตาที่อยากจะไหลมานาน ไหลเอ่อออกมาจนเต็มสองแก้ม จากที่เคยอยู่คอนโดฯ มีที่นอนนุ่ม ๆ มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ มีรถยนต์ส่วนตัวขับ แต่ตอนนี้แม้แต่ควายสักตัวก็ไม่มีให้ขี่ แม่ของเธอบอกว่าปีนี้ปีพอศอสองพันห้าร้อยห้า
ให้ตายเถอะ! มันโบราณมากจริง ๆ สำหรับเธอ แล้วเธอจะอยู่ยังไงให้รอด
“ทำกรรมอะไรไว้วะ ถึงต้องกลายเป็นคนยากไร้เช่นนี้” เธอตัดพ้อชีวิตตัวเอง กำลังจะรับปริญญาอยู่แล้วเชียว อยู่ดี ๆ บทจะตายก็ตายง่ายเหลือเกิน พอมีโอกาสได้มีชีวิตใหม่กลับได้ชีวิตที่ติดดินเหลือเกิน ที่คิดอย่างนั้นก็เพราะเธอไม่มีแม้รองเท้าจะสวมใส่ จากเท้าเล็ก ๆ กลายเป็นเท้าบานไปแล้ว
คำแก้วหันหลังให้บ้านแล้วหย่อนกายลงนั่งบนพื้นหญ้ามองสายน้ำใสที่ไหลผ่านบ้านของเธอไปไกลโพ้น จากนั้นก็มองภูเขาลูกใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เมื่อได้มองสายน้ำกับป่าเขียวชอุ่มจิตใจมันก็เย็นลงบ้าง ถ้าตอนนี้เธอแค่มาทัศนศึกษาที่ตรงนี้ก็ถือว่าน่าอยู่มากทีเดียว
คำพองแง้มหน้าต่างมองลูกสาวขณะที่สามีนำยามาให้ แล้วโบ้ยหน้าไปทางลูกสาว “นึกยังไงถึงได้ไปนั่งเล่นอยู่ตรงนั้น” ปกติหลังกินข้าวเสร็จถ้าไม่ได้ไปทำงานกับแม่ คำแก้วจะชอบเล่นขายของอยู่คนเดียว พูดคนเดียว
เข้มสังเกตว่าลูกสาวเปลี่ยนไปหลายส่วนเช่นกัน แต่คงเป็นเพราะเพิ่งหายไข้กระมัง “คงอยากนั่งเล่นเงียบ ๆ ล่ะมั้ง” บางครั้งลูกสาวคนนี้ก็อารมณ์แปรปรวนอยู่ตลอดเช่นกัน ถึงสมองเธอจะไม่ปกติแต่ทุกคนก็รักและเป็นห่วงเธอเหมือนดังแก้วตาดวงใจ
“กูจะตั้งชื่อให้มันว่า ‘กันตา’ ก็แล้วกัน” หลวงตากล่าวเสียงเรียบ ไม่ได้ตอบคำถามตามที่สนธยาอยากได้ยิน สนธยาทำหน้างอแงแล้วบ่นหลวงตาเสียงขุ่น “โธ่หลวงตา กระผมไม่ได้มาให้หลวงตาตั้งชื่อให้ขอรับ ลูกกระผมยังไม่เกิดจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” คำแก้วคิดตามที่หลวงตาพูดตลอดจึงยิ้มออกมาแล้วกล่าวออกไป “ขอบคุณเจ้าค่ะหลวงตา” สนธยายังทำหน้างง คำแก้วจึงสนทนากับหลวงตาต่อ “กันตา แปลว่าอะไรหรือเจ้าคะ” เธออยากรู้ความหมายของชื่อนี้ว่าจะไพเราะเหมือนกับคำว่ากันตาหรือไม่ “หมายความว่า เป็นสุข สาวสวย” สนธยานิ่งฟังและคิดตาม พอจับใจความได้ว่าตัวเองกำลังจะได้ลูกสาวจึงหันหน้าไปถามภรรยาเสียงสั่น “ระ เรากำลังจะได้ลูกสาวใช่ไหมคำแก้ว” คำแก้วพยักหน้าแล้วฉีกยิ้มกว้างให้สามี เขามัวแต่ตื่นเต้นจนจับคำพูดของหลวงตาไม่ถูก “ขอบคุณขอรับหลวงตา” สนธยาก้มกราบหลวงตาด้วยความเคารพและศรัทธา เขาดีใจเป็นที่สุดไม่ว่าลูกที่เกิดมาจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม แต่เขาอยากรู้เพศก่อนใครเท่านั้น เรื่องนี้เขาจะเก็บไว้เป็นความลับจนกว่าคำแก้วจะคลอด “หึ ๆ” หลวงตาม
“ขอบใจสนมากนะที่ทำตามสัญญา” พิสมัยเอ่ยขึ้นเมื่อเดินออกมาจากสำนักงานที่ดิน เธอและลูก ๆ ช่วยกันทำงานเก็บเงินเดือนละห้าร้อยบาทเพื่อผ่อนบ้านพร้อมที่ดินกับสนธยาจนสำเร็จ ต่อไปนี้เธอก็จะมีสมบัติเป็นของตัวเองสักที ไม่ต้องระแวงว่าจะไม่มีที่อยู่อาศัยอีกต่อไป “ฉันไม่มีทางทำให้พ่อต้องผิดหวังแน่ครับ” อย่างน้อยพิสมัยก็คือเมียคนหนึ่งของพ่อ และมีชัยกับบัวฮองก็เป็นน้องของเขา จะปล่อยให้พวกเขาไปตกระกำลำบากไร้ที่ซุกหัวนอนก็คงไม่ใช่ แต่ถ้าเขาจะแบ่งที่ดินให้เปล่าโดยไม่เสียอะไรสักบาทพิสมัยก็คงไม่รู้ค่าของมัน “น้าเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่สงกับพี่วดีถึงได้ไว้ใจสนขนาดนี้” หากเธอได้ครอบครองทรัพย์สมบัติทั้งหมดตั้งแต่แรก สนธยาก็คงไม่ได้อะไรเลย เธอช่างเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุด ถ้าไม่สิ้นไร้ไม้ตอกแบบนี้เธอก็คงคิดไม่ได้ ขอบคุณสนธยาที่ทำให้เธอมีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น “ครับ” สนธยาตอบเพียงสั้น ๆ สิ่งที่เขาทำลงไปเขาไม่เคยหวังผล ไม่ว่าพิสมัยจะคิดได้หรือไม่ก็ตาม เขาทำเพราะคิดว่าอยากทำเท่านั้น พิสมัยเห็นคำแก้วกำลังเดินมาหาสามีเธอจึงเอ่ยถาม “ท้องได้กี่เดือนแล้วเนี่ย” เธอดูมีน้ำมีน
วันนี้เป็นวันที่พวกเขาวางแผนไว้ก่อนจะมาที่นี่ คำแก้วกับสามีและน้องทั้งสอง เคลื่อนกายอย่างว่องไวเข้าไปในเขตบ้านของเสือสำรวย ตอนนี้เป็นเวลาเกือบตีหนึ่ง ภายในบ้านทรงไทยของมันใหญ่โตโอ่อ่า ด้านหลังเป็นคอกควายขนาดใหญ่มีควายอยู่เกือบห้าสิบตัว มีเวรยามรักษาอยู่สามคนพวกมันกำลังนอนหลับปุ๋ย พวกมันคงไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามาบ้านเสือสำรวยในยามวิกาล จึงไม่มีใครระวังตัวสนธยาส่งสัญญาให้คำแพง คำพาและคำแก้วพุ่งลูกดอกยาสลบใส่พวกมัน แล้วเขาก็รีบวิ่งขึ้นเรือนโดยมีคำแก้ววิ่งตามไปพุดซ้อนได้ยินเสียงคนเดินขึ้นมาบนเรือนก็สะดุ้งตื่นทันที เธอกับสามีนอนอยู่ลานด้านนอก เพราะสำรวยจะได้เคลื่อนกายได้สะดวกตอนเข้าห้องน้ำ เพราะตอนนี้ร่างกายเขาก็ยังขยับลำบาก“พี่สำรวยโจรขึ้นบ้านเรา” เธอเขย่าแขนสามีจนสำรวยลืมตาขึ้นอย่างมึนงง และคว้าปืนที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แต่ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้าเพราะแขนของมันไม่ค่อยมีแรง สนธยาปรี่เข้าไปแล้วใช้กำปั้นหนักหมื่นทุบเข้าที่ต้นคอของพุดซ้อนหนึ่งที เธอสลบไปอย่างง่ายดายส่วนคำแก้วปรี่เข้าไปหาสำรวยก่อนที่มันจะเหนี่ยวไก แล้วใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าที่มีกำลังไฟไม่แรงมากเข้าช็อตที่ตัวมัน
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นในคืนนั้น แม้เข้มไม่ได้ไปป่าวประกาศบอกกับใครว่าครอบครัวของเขาเอาชนะเสือสำรวยได้ แต่อาการบาดเจ็บปางตายของสำรวยก็ส่งผลให้คนในหมู่บ้านกล่าวขานกันไปทั่วข่าวของเสือสำรวยดังกระฉ่อนไปยังหมู่บ้านข้างเคียงและลามไปยังหมู่บ้านต่างตำบลต่างอำเภอภายในเวลาอันรวดเร็ว แม้แต่กลุ่มโจรด้วยกันยังงงว่าใครกันที่ล้มเสือสำรวยได้หมดสภาพเช่นนี้ ซ้ำลูกน้องอีกสองคนยังเหมือนคนพิการอีกด้วย ชาวบ้านต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเพราะคำแก้วลูกของเสือเข้ม เสือสำรวยถึงต้องใส่เฝือกไม้ไผ่เกือบทั้งตัว กระดูกทุกส่วนบนร่างกายเคลื่อนที่ออกจากจุดเดิมเกือบทั้งหมด แม้แต่หมอเองก็ยังงง ชาวบ้านที่ได้ยินข่าวนี้ต่างยินดีและสาปส่งเขาทั้งนั้น “คำแก้วน่าจะฆ่ามันให้ตายไปเลย ไม่น่าปล่อยให้มันไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่บ้านได้หรอก” “นั่นน่ะสิ ฉันอยากได้ควายฉันคืนจัง มันขโมยไปตั้งสิบตัว” “ฉันก็เหมือนกัน สร้อยคอทองคำหนักหนึ่งบาทของฉันมันก็เอาไป” ชาวบ้านบ้านสี่แจต่างโจษจันกันเรื่องโจรที่มาปล้นบ้านของเข้มในคืนนั้น ไม่มีใครเข้าข้างโจรเลยสักคน ยิ่งร
สำรวยทำท่าคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะแสยะยิ้มออกมาอย่างใจเย็น “อ้อ ไอ้เสือเข้มน่ะเหรอ” “ไอ้สารเลว มึงเป็นคนทำแล้วโยนความผิดให้คนอื่น ไอ้โจรขี้ขลาด” สนธยาว่าขึ้นเสียงดัง มันช่างเป็นโจรที่หน้าด้านหน้าทนจริง ๆ “แล้วมึงไม่ฆ่าไอ้เข้มมันไปล่ะ ฮ่า ๆ ๆ” สำรวยไม่มีท่าทีสะทกสะท้านใด ๆ ทั้งสิ้น มันยังหัวเราะเยาะได้อย่างหน้าตาเฉย “กูจะฆ่ามึงไง ไอ้ชาติชั่ว” ว่าแล้วสนธยาก็เหนี่ยวไก และยิงเข้าที่อกข้างซ้ายของมันอย่างจัง แต่แล้วกระสุนก็กระเด็นกลับและร่วงลงบนพื้นไปนอนอยู่ร่องไม้ไผ่หน้าตาเฉย สนธยามองดูกระสุนด้วยความมึนงง เป็นไปได้อย่างไรว่าแรงกระสุนไม่สามารถทำอะไรมันได้ “ฮ่า ๆ ๆ ไอ้ลูกหมา พ่อตามึงไม่บอกหรือไงว่ากูยิงไม่เข้าโว้ย” เขาตะคอกเสียงดัง “แน่จริงมึงมาสู้กับกูตัวต่อตัวสิวะ” เขาเอ่ยท้าสนธยา “ได้” สนธยาถลาเข้าไปหมายจะชกหน้าสำรวยแต่โดนภรรยาคุมกำเนิดไว้ก่อน คำแก้วหันมาพูดเสียงอ่อนโยนกับสามีที่เธอหวงนักหวงหนา “ฉันจัดการมันเอง พี่ยืนอยู่เฉย ๆ เก็บแรงไว้ปั๊มลูกเถอะค่ะ” ทุกคนส่ายหน้าน้อย ๆ หน้าสิ่วหน้าขวานคำแก้วยัง
สำรวยกำลังนอนเอกเขนกพิงกายใหญ่กับหมอนขิดใบใหญ่ให้เมียนวดขาให้อย่างสบายอารมณ์ ชีวิตเขาช่างมีความสุขเหลือเกิน มีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ตลอดเวลา มีสมบัติเงินทองมากมาย ไปไหนมาไหนก็มีคนเกรงกลัวอำนาจ เกิดเป็นเสือสำรวยนี่มันช่างดีจริง ๆ เขากำลังนอนคิดอะไรเพลิน ๆบุ้งวิ่งโซซัดโซเซขึ้นไปหาสำรวยบนบ้าน“ลูกพี่ช่วยฉันด้วย” มือข้างซ้ายยังจับแขนขวาตัวเองไว้ไม่ให้มันแกว่ง สันติที่ยืนคุ้มกันอยู่บันไดก็วิ่งตามหลังบุ้งขึ้นมาเช่นกัน จากที่กำลังจะเคลิ้มหลับสำรวยก็สะดุ้งตื่นแล้วยืดตัวขึ้นนั่งตัวตรงแล้วถามมันเสียงขุ่น “มึงเป็นอะไร” คนจะหลับจะนอนยังจะมารบกวน ก็รู้กันอยู่ว่าไม่ชอบให้ใครมากวนเวลาที่เขาพักผ่อน “ลูกไอ้เสือเข้มมันบิดแขนฉันจนไหล่หลุดเลยครับ” บุ้งละล่ำละลักพูด ตอนนี้เขาปวดแขนจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว “ลูกคนไหนของมันวะ” สำรวยเอ่ยถามหัวคิ้วย่นเข้าหากันแน่น ลูกคนไหนของมันจะมีแรงมากจนบิดแขนชายร่างกำยำอย่างไอ้บุ้งได้ “อีคำแก้วลูกสาวคนโตของมันครับ ตอนนี้มันสวยและดูดีมาก อีกอย่างมันก็แรงเยอะด้วยครับลูกพี่” บุ้งสาธยายให้ลูกพี่ฟัง “มึงปดกูหรือวะไอ







