Mag-log inลู่เจวี๋ยที่ตามมาด้วยขมวดคิ้วยิ่งลึกขึ้นเรื่อย ๆเจียงถิงก็หมดความอดทนแล้ว “พูดมา”มือนักบำบัดสั่น ก่อนเอ่ยตะกุกตะกักอย่างไม่อยากเชื่อ “อะ...องค์หญิง พลังจิตขององค์หญิงเพิ่มขึ้นอีกแล้ว!”นี่มันปรากฏการณ์หายากอะไรกัน!เพิ่งผ่านการตื่นพลังครั้งที่สองมาได้ไม่นาน ก็เพิ่มขึ้นอีกแล้ว?!เจียงถิงยื่นมือไปรับรายงานข้อมูลชัดเจนมาก เมื่อไม่กี่วันก่อนเจียงจือเซี่ยยังอยู่ระดับ B แต่ตอนนี้คลื่นพลังจิตของเธอแตะเกณฑ์ระดับ A พอดีเพิ่มขึ้นจริง ๆเจียงถิงมองอยู่สองวินาที แววตาฉายแววครุ่นคิดขึ้นมานักบำบัดพึมพำกับตัวเองอยู่ข้าง ๆ “หรือว่า...การตื่นพลังครั้งที่สาม?!”ในประวัติศาสตร์จักรวรรดิ เพศเมียที่ตื่นพลังครั้งที่สองนั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ส่วนการตื่นพลังครั้งที่สามยิ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!เจียงจือเซี่ยกะพริบตาอย่างไร้เดียงสาเธอมีลางสังหรณ์เลือนรางอย่างหนึ่งไม่ต้องพูดถึงการตื่นพลังครั้งที่สาม ในอนาคตอาจมีครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า ครั้งที่หก...นักบำบัดเดินจากไปอย่างเหม่อลอยไม่นานนัก ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดราชินีเพศเมียและฝ่าบาทได้รับข่าว จึงรีบมาที่นี่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ แน่นอนว
เจียงถิง “...”ลู่เจวี๋ย “...”เจียงจือเซี่ย “...??!!!”ครู่ต่อมาเจียงจือเซี่ยยืนส่องกระจกพลางหันคอซ้ายขวา พอเห็นร่องรอยมากมายขนาดนั้นก็รู้สึกแย่ไปทั้งคนนี่ซูเฉินทำเหรอ?!เธอใช้มือปิดคอไว้แล้วเดินออกจากห้องน้ำบนเตียง ซูเฉินที่หมดสติถูกย้ายไปไว้ตรงมุมริมสุด ขดตัวอยู่ตรงนั้นอย่างน่าสงสาร แม้แต่ผ้าห่มสักผืนก็ไม่มีคลุมข้างเตียง สายตาสองคู่จับจ้องมาพร้อมกัน คู่หนึ่งเย็นเยียบ อีกคู่ร้อนระอุเจียงจือเซี่ยสบตาทั้งสองคู่ ฝืนยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ดูแย่ยิ่งกว่าร้องไห้“คือว่า...ฉันอธิบายได้นะ”ห้านาทีต่อมาเจียงจือเซี่ยซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนลู่เจวี๋ย เล่าเรื่องการทดลองตั้งแต่ต้นจนจบ“...ก็เป็นแบบนี้ เดิมทีฉันแค่อยากลองดู แต่สุดท้ายร่างพลังจิตของฉันก็หลุดการควบคุม แล้วฉันก็หมดสติไป พอตื่นมาก็เป็นอย่างที่พวกนายเห็น”ลู่เจวี๋ยที่ชิงกอดเพศเมียไว้ในอ้อมแขนก่อน พอฟังจบ แววตาก็เต็มไปด้วยความสงสารจับใจ“องค์หญิง แล้วตอนนี้รู้สึกไม่สบายไหม? มีตรงไหนไม่สบายหรือเปล่า?”เจียงจือเซี่ยส่ายหน้าลู่เจวี๋ยไม่สนเลยว่าข้าง ๆ ยังมีเจียงถิง ซึ่งเป็นทั้งผู้บังคับบัญชาของเขาและพี่ชายในนามของเพศเมียใ
ลู่เจวี๋ยนั่งอยู่ในหอพัก กดเปิดเทอร์มินัลเป็นครั้งที่สาม จ้องข้อความล่าสุดขององค์หญิงแล้วอ่านทบทวนอย่างละเอียดซ้ำแล้วซ้ำอีกองค์หญิง [ตอนนี้ฉันกำลังจะเดินทางกลับแล้ว! เดี๋ยวจะไปรับนาย ตอนเย็นอยากกินเค้กไหม?]เวลาที่ส่งคือประมาณเก้าโมงเช้าเขาเหลือบมองเวลาอีกครั้งสี่โมงเย็นลู่เจวี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ปลายนิ้วเลื่อนไปบนหน้าจอแสง เลื่อนดูประวัติการสนทนาซ้ำไปซ้ำมาประตูถูกผลักเปิด เพื่อนร่วมห้องกลับมาหลังฝึกเสร็จเมื่อเห็นลู่เจวี๋ยยังนั่งอยู่ข้างเตียง หลายคนต่างก็แปลกใจเล็กน้อย“ลู่เจวี๋ย? วันนี้ไม่ใช่วันหยุดของนายเหรอ?”“ใช่ นายบอกว่าวันนี้จะออกไปข้างนอกไม่ใช่เหรอ?”ลู่เจวี๋ยลุกพรวดขึ้น ก้าวฉับ ๆ ออกไป“เฮ้! นายจะไปไหน?”“ห้องบัญชาการ”“...”เพื่อนร่วมทีมมองหน้ากันห้องบัญชาการ? ที่นั่นเป็นที่ที่เขาจะเข้าออกได้ตามใจเหรอ?หน้าห้องบัญชาการ ลู่เจวี๋ยถูกขวางไว้ตามคาดทหารยามหน้าประตูจำเขาได้นี่ไม่ใช่ทหารใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามองที่สุดในกองทัพช่วงนี้ ทาสนักโทษเผ่าหมาป่าคนนั้นเหรอ?“มีธุระอะไร?”“รบกวนแจ้งให้หน่อย ผมต้องการพบพลเอก”ทหารยามลังเลเล็กน้อย แต่ไม่ได้ปฏิเสธทัน
เขาลุกพรวดขึ้นมา เอื้อมมือดึงเพศเมียเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนเจียงจือเซี่ยถูกเขากอดเข้าเต็มอ้อมแขนเธอกำลังจะพูด จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างในร่างกายถูกดึงออกไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งรู้สึกว่างเปล่า ร่างกายก็ยิ่งอ่อนปวกเปียกลงเรื่อย ๆความรู้สึกนี้เหมือนกับตอนถูกเผ่าแมลงโจมตีครั้งก่อนไม่มีผิด น่าจะเป็นผลสะท้อนกลับจากการปล่อยพลังจิตมากเกินไปชายที่กอดเธออยู่สั่นระริกไปทั้งตัว เธอคิดว่าเขาคงทรมานมาก จึงยกมือตบหลังเขาเบา ๆ“นายไหวไหม? ฉันจะลองตอนนี้เลย...”ยังพูดไม่ทันจบ เธอก็ชะงักเมื่อมองข้ามไหล่ของชายหนุ่ม เธอเห็นดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ดอกเล็กผลิบานอยู่บนปลายนิ้วตัวเองเจ้าดอกไม้เล็ก ๆ ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น กลีบดอกคลี่ออกและไหวเบา ๆเจียงจือเซี่ยเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อนี่...นี่คือดอกไม้สีขาวดอกเล็ก?!ร่างกายของเธองอกดอกไม้ออกมาได้ด้วยเหรอ?!ร่างพลังจิตก่อตัวด้วยการงอกออกมาจากร่างกายเหรอ?!ยังไม่ทันหายตกใจ ซูเฉินก็ดูเหมือนสัมผัสได้ถึงบางอย่าง ก่อนคลำหามือเธอแล้วกำไว้แน่นจากนั้นเธอก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ ขณะซูเฉินอ้าริมฝีปาก แล้วกินดอกไม้เล็ก ๆ ดอกนั้น...ลงไปเจียงจือเซี่ยที่ห้ามไม่ทัน
ซูเฉินชะงักไปเขารู้ว่าเรื่องที่องค์หญิงพูดถึงคือพลังจิตของเขาที่มีสัญญาณฟื้นฟูแต่เขาคิดว่าองค์หญิงแค่ยังอยากให้ความคุ้มครองเขาเพราะครั้งก่อนองค์หญิงก็พูดแบบนี้ แต่ผ่านไปครึ่งเดือนก็ไม่เห็นเธอทำอะไร บางทีแม้แต่ตัวเธอเองก็อาจไม่รู้ว่าทำเรื่องนี้ได้อย่างไรตอนนี้คงแค่หาข้ออ้าง เพื่อให้คำนินทาจากคนภายนอกเรื่องที่เขา “ถูกถอนหมั้นจากราชวงศ์” ลดลงบ้าง“ได้” เขาพยักหน้าเบา ๆรถลอยฟ้ามุ่งหน้ากลับไปยังวิลล่าทันทีที่เข้าประตู เจียงจือเซี่ยก็วางเสี่ยวไป๋ลงบนพื้น ก่อนหันไปคว้ามือซูเฉินแล้ววิ่งตรงไปยังห้องนอนหนิงอี้ “...?”เพิ่งกลับมาถึงเอง รีบขนาดนี้เลยเหรอ?เขายืนอยู่ที่เดิม ลังเลเล็กน้อยเพศเมียดึงเพื่อนสนิทของเขาวิ่งขึ้นเตียง เขาจะอยู่ต่อก็ดูไม่ค่อยเหมาะ...หรือจะออกไปตอนนี้เลยดี?ระหว่างที่กำลังลังเล วัตถุสีขาวกลมป้อมชิ้นหนึ่งก็เลื่อนมาตรงหน้าเขาดวงตาอิเล็กทรอนิกส์ของ 666 สแกนเขาไปมา พร้อมถืออุปกรณ์สำหรับดูดขนโดยเฉพาะ ราวกับสงสัยอยู่เล็กน้อยว่าทำไมจิ้งจอกขาวตัวนี้ถึงไม่ขนร่วงแล้วหนิงอี้ “...”ลืมไป ยังมีเจ้างั่งนี่อยู่อีกมีมันคอยจ้องอยู่ แค่เขาก้าวออกไป สัญญาณเตือนก็คงดัง
ประตูโลหะค่อย ๆ เปิดออกแสงไฟในทางเดินค่อนข้างแสบตา เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อมองเห็นชัดเจน ลมหายใจก็ชะงักไปชั่วขณะไม่ไกลจากหน้าประตู เพศเมียที่เขาเฝ้าคิดถึงทั้งวันทั้งคืนยืนอุ้มจิ้งจอกขาวตัวหนึ่งอยู่ พอมองมาทางเขา ดวงตาก็สว่างวาบขึ้นทันที“ซูเฉิน!”องค์หญิงสวมชุดกระโปรงสีม่วงอ่อน เกล้าผมไว้อย่างหลวม ๆ เผยลำคอขาวผ่องเรียวบาง ทั้งร่างราวกับถูกเคลือบด้วยโทนสีอบอุ่นอ่อนโยนเจียงจือเซี่ยเห็นเขาออกมา ก็เดินเข้าไปหาอย่างดีใจ“ในที่สุดนายก็ออกมาสักที!”ซูเฉินมองเธอเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าวกลิ่นหอมคุ้นเคยลอยมา ดูเหมือนจะเข้มข้นกว่าเดิมเล็กน้อย ก่อนโอบล้อมเข้ามาอย่างอ่อนโยน“องค์หญิง มาหาผมเหรอ?”“แน่นอนสิ!” เจียงจือเซี่ยเงยหน้ามองเขา เอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส “เมื่อกี้ฉันได้ยินเจ้าหน้าที่ที่นี่บอกว่า งานวิจัยครั้งนี้ของนายสุดยอดมาก! มีคนชมตั้งเยอะ! นายเก่งจริง ๆ!”ซูเฉินมององค์หญิง เธอชมเขาจากใจจริง ราวกับเขาทำเรื่องที่ทำให้เธอภูมิใจแค่นี้ยังไม่เท่าไร เขายังทำได้ดีกว่านี้นักวิจัยคนหนึ่งที่เดินผ่านข้าง ๆ ยิ้มพลางพูดแทรก “นักบำบัดซูเก่งจริง ๆ ครับ องค์หญิงอาจยังไม่ทราบ พอโครงการนี้ออกมา







