LOGINห้องวิจัยใต้ดินของวังหลวง แยกไม่ออกว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืนซูเฉินยืนอยู่หน้าโต๊ะปฏิบัติการ ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนขยับหัวไหล่และลำคอที่แข็งเกร็งเล็กน้อยการวิจัยอย่างหนักต่อเนื่องกว่าสิบชั่วโมงสิ้นสุดลงชั่วคราวเหล่านักวิจัยรอบข้างต่างผ่อนคลายลง ยืดเส้นยืดสายพลางพูดคุยกันเบา ๆ“นักบำบัดซู พักสักหน่อยเถอะครับ คุณทำงานแทบไม่ได้หยุดมาหลายวันแล้ว” นักวิจัยหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาซูเฉินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย พยักหน้าอย่างอ่อนโยน “ได้ พวกคุณก็พักเถอะ เหนื่อยกันแล้ว”เขาหันตัว เดินลึกเข้าไปด้านในอย่างไม่รีบร้อนนักวิจัยหนุ่มคนนั้นมองด้วยสีหน้าเลื่อมใสแม้พลังจิตของนักบำบัดซูจะใช้การไม่ได้แล้ว แต่พรสวรรค์ด้านการวิจัยยาของเขา ทำให้พวกเขาเทียบไม่ติดจริง ๆแถมนิสัยยังอ่อนโยนขนาดนี้ มิน่าตอนนั้นองค์หญิงถึงเลือกเขาทันทีจากบรรดาผู้สมัครมากมายน่าเสียดายจริง ๆ……ประตูโลหะหนักถูกผลักเปิด อากาศที่เจือด้วยกลิ่นยาและกลิ่นคาวเลือดก็ปะทะเข้ามาตรงมุมห้องคุมขังมีร่างหนึ่งขดตัวอยู่ซูหมิงซวี่ได้ยินเสียงเปิดประตู ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ก่อนเงยหน้าขึ้นทันทีเขาผอมจนผิดรูป ดวงตาขุ่นมัวเต็มไปด้วยคว
เธอทำได้เพียงส่ายหน้า ก่อนพูดเสียงอู้อี้ “เดี๋ยวกลับวังหลวงแล้ว พี่เข้าแคปซูลรักษาแผลหน่อยนะ”เจียงถิงตอบ “อืม”แผลเล็กน้อยแค่นี้ สำหรับเขาไม่จำเป็นต้องใช้แคปซูลรักษาเลยแต่เพศเมียผู้เป็นนายเป็นห่วงเขา เขาจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเนื่องจากการบุกรุกของคนนอกครั้งนี้สร้างความวุ่นวายไม่น้อย ราชินีเพศเมียกับฝ่าบาทจึงได้รับข่าวอย่างรวดเร็ว และออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดให้เจียงจือเซี่ยย้ายกลับวังหลวงเจียงจือเซี่ยให้ความร่วมมืออย่างดี รีบพาลู่เจวี๋ยย้ายเข้าไปอยู่ตำหนักข้างในวังหลวงตอนออกจากบ้าน 666 ยืนอยู่หน้าประตู บนหน้าจอแสดงรูปหัวแมวร้องไห้ขนาดใหญ่“เจ้านาย อย่าลืมกลับมานะครับ 666 จะรอคุณอยู่เสมอ……”มุมปากเจียงจือเซี่ยกระตุกทั้งที่เป็นเสียงจักรกลราบเรียบไม่มีสูงต่ำ เธอกลับดันฟังออกถึงความอาลัยอาวรณ์เจ้าตัวเล็กนี่ ยิ่งนานวันยิ่งมีความเป็นมนุษย์เข้าไปทุกทีทำให้เธอนึกถึงเสี่ยวไป๋ไม่รู้ว่าตอนนี้เสี่ยวไป๋เป็นอย่างไรบ้าง มันไปไหนกันแน่…………หลังเจียงหลินฟังรายงานจากลูกชายคนโตจบ สีหน้าก็เย็นชาลงทันทีคนที่หนีรอดจากเงื้อมมือเจียงถิงได้ นอกจากมู่หัวเย่เจ้าตัวประหลาดแห่งสหพันธ์แล้ว ย
สีหน้าตกตะลึงของเธอแสดงออกมาอย่างไม่ปิดบัง ราวกับได้ยินเรื่องเหลือเชื่อเจียงถิงกับลู่เจวี๋ยสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอพร้อมกัน“เธอรู้จักเขาเหรอ?”เจียงจือเซี่ยเพิ่งได้สติ รีบส่ายหน้า “ไม่ ไม่รู้จัก……”ตอนนี้เธอไม่ควรรู้จักมู่หัวเย่ จึงทำได้เพียงปฏิเสธเธอถาม “ถ้าอย่างนั้น คนที่แอบสอดแนมฉันเมื่อคืนก็คือเขา?”เจียงถิงพยักหน้า “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็คือเขา”คนที่ทนรับแรงกดดันจากพลังจิตระดับ SS อย่างเต็มกำลังแล้วยังถอนตัวออกไปได้อย่างปลอดภัย ทั่วทั้งจักรวาลคงหาไม่ได้เป็นคนที่สอง มีเพียงมู่หัวเย่ที่เป็นระดับ SS เช่นกันเท่านั้นที่ทำได้แต่ปัญหาคือ อีกฝ่ายไม่ได้เผยพิรุธให้จับได้เลยจักรวรรดิกับสหพันธ์เพิ่งลงนามข้อตกลงหยุดยิง มู่หัวเย่ออกจากจักรวรรดิไปต่อหน้าผู้คนมากมาย ตอนนี้หากไม่มีหลักฐานแน่ชัด ก็ยังแตกหักกันไม่ได้ลู่เจวี๋ยฟังอยู่ข้าง ๆ จนจบ ก่อนมองเจียงจือเซี่ยแล้วเอ่ยถามหยั่งเชิง “องค์หญิง หรือว่า……กลับไปอยู่วังหลวงสักระยะก่อนดีไหม?”แม้เขาจะชอบช่วงเวลาที่อยู่กับองค์หญิงในบ้านพักส่วนตัว ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านจริง ๆ แต่จะละเลยความปลอดภัยขององค์หญิงไม่ได้ตอนนี้เขาเพิ่
“แผลเล็กน้อย ไม่เป็นไร”เจียงจือเซี่ยแหวกเสื้อเขาออกดู พอเห็นบาดแผลก็สูดหายใจเฮือกแผลไม่ลึกและใส่ยาแล้ว แต่กินพื้นที่กว้างมาก แทบจะลากจากเอวและหน้าท้องไปถึงหัวไหล่“ใครทำพี่บาดเจ็บ? เกิดอะไรขึ้น?”เจียงถิงมองท่าทางร้อนใจของเธอ แววอ่อนโยนวาบผ่านดวงตา“ไม่ใช่เผ่าแมลง เมื่อคืนมีคนแอบสอดแนมอยู่ที่นี่” เขาชะงักไป “ฝีมือไม่ธรรมดา สุดท้ายก็หนีไปได้”เจียงจือเซี่ยชะงักที่นี่งั้นเหรอ? แอบสอดแนมเธอ?ทำให้เจียงถิงบาดเจ็บแล้วยังหนีรอดไปได้ อีกฝ่ายต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกัน?ดูจากเนื้อเรื่องที่พังจนไม่รู้จะพังยังไงแล้ว นอกจากลู่เจวี๋ยที่เติบโตขึ้นในช่วงหลังจนมีพลังระดับนี้ ยังมีใครอีก?จู่ ๆ เธอก็นึกอะไรขึ้นมา สีหน้าหวาดผวาไปชั่วขณะคงไม่ใช่หมอนั่นหรอกนะ?!……บริเวณชานเมืองศูนย์กลาง ภายในห้องเล็กมืดทึบแห่งหนึ่งมู่หัวเย่เซซังพุ่งเข้ามา ก่อนเอื้อมมือกลับไปปิดประตูเขากระชากเสื้อคลุมดำบนตัวออก กัดฟันด้วยสีหน้าเจ็บปวดพลางนวดแขนของตัวเองเจ็บจะตายอยู่แล้วเขาเดินไปข้างเตียง ถอดเสื้อท่อนบนออกอย่างไม่ใส่ใจ เผยแนวกล้ามเนื้อแข็งแรงได้รูปและช่วงเอวหน้าท้องกระชับ แฝงไว้ด้วยพละกำลังที่ติดตัวมา
ท่ามกลางราตรี ร่างสองร่างพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วเจียงถิงปลดปล่อยพลังจิตออกมาเต็มที่ แรงกดดันระดับ SS ราวกับจับต้องได้ กดทับร่างที่กำลังหลบหนีอยู่เบื้องหน้าหากเป็นอสูรทั่วไป ภายใต้การจู่โจมของพลังจิตเช่นนี้ เกรงว่าแม้แต่ยืนยังยืนไม่ไหวแต่คนผู้นั้นเพียงครางต่ำออกมาคำหนึ่ง ความเร็วไม่ลดลงแม้แต่น้อย ยังคงวิ่งหนีไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่งแววประหลาดใจวาบผ่านดวงตาของเจียงถิงเขาเร่งความเร็วไล่ตาม ระยะห่างระหว่างทั้งสองหดลงอย่างรวดเร็วอีกฝ่ายดูเหมือนจะรู้ว่าหนีไม่พ้น จึงหันกลับมากะทันหันแล้วซัดหมัดเข้าใส่!เจียงถิงเบี่ยงตัวหลบ ก่อนตวัดฝ่ามือฟาดใส่หน้าอกอีกฝ่ายเพียงปะทะกันกระบวนท่าเดียว สีหน้าของทั้งคู่ก็เปลี่ยนไปสีหน้าของเจียงถิงเคร่งขรึมขึ้นมากฝีมือของอีกฝ่ายกลับสูสีกับเขา?!ตั้งแต่เมื่อไรกันที่จักรวรรดิมีระดับ SS เพิ่มมาอีกคน?มู่หัวเย่สวมเสื้อคลุมดำตัวกว้าง ใบหน้าปิดด้วยผ้าดำ พยายามข่มแรงกระตุ้นที่จะเผยหางงูออกมารัดสังหารอีกฝ่ายเขาสงสัยอย่างมากว่าเหตุใดเจียงถิงถึงมาปรากฏตัวที่บ้านพักส่วนตัวของน้องสาวเขากลางดึกจนครั้งนี้เขาลงมือพลาดอีกแล้ว!หลังปะทะกันหลายครั้ง เจียงถิงก
สภาพแบบนี้ก็หวานชื่นดีอยู่หรอก แต่ร่างกายเธอรับไม่ไหวนี่นา!เธอไม่ได้หนังหนาทนทานเหมือนเพศผู้เสียหน่อย!ลู่เจวี๋ยถูกผลักออกก็ไม่โกรธ ได้แต่มองเธอตาละห้อย“งั้นผมนวดให้องค์หญิงดีไหม?”เจียงจือเซี่ยมองแววตาจริงใจของเขาแล้วก็หวั่นไหวครึ่งชั่วโมงต่อมาเจียงจือเซี่ยนอนคว่ำอยู่บนเตียง หรี่ตาลงอย่างสบายตัวลู่เจวี๋ยนวดได้ดีเกินคาด แรงมือกำลังพอดี ไม่หนักไม่เบาเกินไปไม่นานความง่วงก็ค่อย ๆ ถาโถมเข้ามา เธอจึงเคลิ้มหลับไปลู่เจวี๋ยมองเพศเมียบนเตียงที่ลมหายใจค่อย ๆ สม่ำเสมอ ก่อนลุกขึ้นอย่างระมัดระวังแล้วห่มผ้าให้เธอเรียบร้อยเขาก้มลงสูดกลิ่นหอมจากตัวองค์หญิงเข้าลึก ๆ ก่อนค่อย ๆ ถอยออกไปอย่างเงียบเชียบไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากอยู่ต่อ แต่การต้องอดกลั้นแบบนี้...ทรมานเกินไปจริง ๆหลังจากได้สัมผัสการปลอบประโลมเชิงลึก ความปรารถนาที่เขามีต่อองค์หญิงก็แทบจะข่มไว้ไม่อยู่โดยเฉพาะพลังจิตที่เพิ่งเพิ่มระดับและยังไม่เสถียร ทุกครั้งที่เข้าใกล้องค์หญิง พลังจิตก็จะพุ่งเข้าไปพันรอบตัวเธออย่างบ้าคลั่งเขากลัวว่าหากควบคุมตัวเองไม่อยู่ขึ้นมาอีก จะทำให้เพศเมียร่างกายบอบบางเหนื่อยล้าจนรับไม่ไหว……กลางดึก







