LOGINในที่สุดนางก็เดินมายังเรือนพักผ่อนชั่วคราวของตัวเอง ภายในห้องกว้างสว่างด้วยตะเกียงน้ำมันเรียงราย กลิ่นกำยานหอมกรุ่นคลุ้งอยู่ในอากาศ หลินอวี่ถงนั่งตัวแข็งอยู่บนตั่งไม้ ข้างกายมีผ้าห่มแพรบางวางพาดไว้ ผมที่เพิ่งถูกหวีเรียบยาวสลวยปักด้วยปิ่นเรียบง่าย สวมชุดแพรสีขาวนวลบางเบา
หัวใจของนางเต้นแรงไม่หยุด ความสับสนและความหวาดกลัวผสมกันจนแทบไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้าที่ที่พวกเขาพูดถึงคือสิ่งใดกันแน่
ในความเงียบงันนั้น เสียงก้าวเท้าหนักของทหารดังผ่านระเบียงด้านนอก ประกอบกับเสียงสนทนากระซิบกระซาบที่ลอดเข้ามาให้ได้ยินอย่างไม่ตั้งใจ
“เจ้าเห็นแขกสตรีคนใหม่หรือไม่”
“เห็นสิ นางถูกพาไปเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับรับใช้ท่านอ๋องคืนนี้เรียบร้อยแล้ว”
“ก่อนหน้านี้ท่านอ๋องเคยเฟ้นหาสตรีงามอันดับหนึ่งของเมืองชิงหลินมาหนึ่งคน สตรีนางนั้นใครต่างก็คิดว่าจะช่วยท่านอ๋องได้ทว่าสุดท้ายก็เป็นอย่างไรเจ้าน่าจะรู้ดี”
“ใช่ สุดท้ายก็ไร้ผลข้าได้ยินว่าสาวงามผู้นั้นถูกสังหารตายในห้องบรรทมท่านอ๋อง”
“พวกเจ้าเงียบเสียงหน่อย หากมีใครได้ยินเข้า ศีรษะพวกเราจะหลุดจากบ่าโดยไม่รู้ตัว”
เสียงนั้นค่อย ๆ เลือนหายไปตามทางเดิน แต่กลับยังวนดังสะท้อนซ้ำในโสตประสาทของหลินอวี่ถงที่แอบฟังอยู่อีกฝั่งหนึ่ง
ร่างกายของนางเย็นวาบ ดวงตาเบิกกว้าง
“ตกลงแล้วหน้าที่ของข้าคืออะไรกันแน่เนี่ย”
นางรีบลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าลนลานไปยังประตูห้อง มือคว้าที่จับบานประตูแล้วออกแรงผลักออก แต่ด้านนอกคงถูกไม้ขัดไว้แน่นหนา ขยับแรงเท่าไรก็ไม่เปิดออกจนกระทั่งมันถูกเปิดออกมาจากข้างนอก มีบ่าวชายสองคนเชิญให้หญิงสาวเดินตามไปหยุดหน้าประตูไม้บานใหญ่ กลิ่นกำยานอวลคลุ้งจนชวนให้เวียนหัว
ประตูถูกเปิดออกเผยให้เห็นห้องพักที่เครื่องเรือนหรูหราทว่าห้องที่นางพักอยู่ชั่วคราว ข้างหน้าสุดก่อนเดินผ่านไปถึงตั่งมีบุรุษในชุดเกราะอ่อนยืนรออยู่ เขาคือหนึ่งในคนสนิทของอ๋องหนุ่ม ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความเย็นชาไม่ต่างจากเจ้านายไล่สายตามองนางตั้งหัวจรดเท้า ถัดไปข้างหลังบุรุษที่นั่งอยู่บนตั่งคือเจ้าของจวน...จ้าวสี่เย่ ฉินอ๋องที่บอกว่าจะพิจารณาเรื่องไว้ชีวิตนางนั่นเอง
หลินอวี่ถงถูกผลักให้นั่งลงตรงเบื้องหน้าเขา
“เจ้ามีนามว่าหลินอวี่ถงใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ รู้ชื่อข้าแล้ว ท่านเล่าชื่ออะไรหรือ”
“อู๋เจี้ยนคือนามของข้า ข้าคือองครักษ์ของฉินอ๋อง คนที่เจ้าควรคำนับในยามนี้”
“อ๋อ...เจ้าค่ะ”
เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม คนยุคโบราณพวกนี้เจ้ายศเจ้าอย่าง ยึดถือเรื่องชนชั้นอย่างยิ่ง หลินอวี่ถงโค้งศีรษะคำนับเจ้านายของพวกเขาอย่างว่าง่าย
“แม่นางหลิน เจ้าคงรู้แล้วว่าท่านอ๋องไว้ชีวิตเจ้าเพราะเหตุใด”
“หือ? ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีใครอธิบายให้ฟังเลย”
หลินอวี่ถงเถียงเสร็จก็ก้มหน้าหลบสายตาน่ากลัวของอ๋องจ้าวสี่เย่ ความหวาดกลัวตีรวนในอก
นางไม่เคยเจอใครที่มีแววตาน่ากลัว ไม่น่าเข้าใกล้เท่าบุรุษตรงหน้านี้เลย
ชายผู้เป็นองครักษ์ที่เอาแต่พูดแทนเจ้านายที่เหมือนกลัวพิกุลทองร่วงออกจากปากผู้นั้นก้าวเข้ามาใกล้ เอ่ยชัดถ้อยคำต่อ
“ที่แม่นางยังไม่ตายเพราะท่านอ๋องทรงมีเมตตา ยื่นข้อเสนอให้แม่นางทำตัวเองให้มีประโยชน์ หากแม่นางสามารถช่วยถอนพิษออกจากพระวรกายพระองค์ได้”
“ถอนพิษหรือ?”
“ใช่ เรื่องนี้มีน้อยคนนักที่รู้ แน่นอนว่าหากคนผู้นั้นรู้ความลับนี้ของท่านอ๋องแล้วพบว่าสุดท้ายไร้ประโยชน์ ย่อมถูกบทลงโทษ...”
“คือตายใช่หรือไม่...เอ่อ คือข้าไม่ใช่หมอจะช่วยเหลือท่านอ๋องเรื่องถอนพิษได้อย่างไรกัน”
บ้าไปแล้ว นางถูกยัดเยียดให้รู้ความลับแท้ ๆ ใครขอให้พวกเขาบอกความลับเรื่องพิษนั่นกันเล่า!
ซวยจริง ๆ ชีวิตของวิศวะสาวมาถึงจุดนี้ได้ยังไงเนี่ย...
“ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอ เอาล่ะ ข้าจะไม่พูดอันใดมากไปกว่านี้เพราะก่อนไปถึงหน้าที่ถอนพิษนั้น เวลานี้หน้าที่ของแม่นางหลินคือพิสูจน์ว่าตนเองสามารถเป็นพาหนะพายาถอนพิษเข้าร่างของท่านอ๋องได้หรือไม่ และวิธีพายาถอนพิษเข้าไปนั้นคือการร่วมเสพสังวาสกับผู้ถูกพิษ”
“หา!”
คำพูดนั้นดังชัดเต็มสองหูจนเลือดในกายของนางเย็นวาบ หน้าซีดเผือดราวไร้เลือดหล่อเลี้ยง
บ้าไปแล้ว นี่มันวิธีรักษาอะไรกัน
สมองหญิงสาวยังไม่ทันได้คิดใคร่ครวญให้เข้าใจสิ่งที่เขาบอก ชายผู้เป็นลูกน้องของอ๋องผู้นั้นก็พูดต่อยาวเหยียด
“แต่จงจำไว้ ไม่ใช่ว่าใครจะทำหน้าที่นี้ได้” เขาพูดต่อ “ท่านอ๋องของข้าไม่ชอบให้สตรีเข้าใกล้ ร่างกายพระองค์ต่อต้านทุกการสัมผัสโดยเฉพาะการร่วมรัก หากเจ้าล้มเหลวในการเข้าใกล้ท่านอ๋อง เจ้าเองก็จะจบชีวิตไม่ต่างจากสตรีที่อาสามาทดสอบก่อนหน้านี้”
ดวงตาของหลินอวี่ถงเบิกกว้าง ความจริงที่ได้ยินทำให้ขาอ่อนแรงอย่างสิ้นเชิง
ความคิดในหัวพร่ามัวมีเพียงประโยคเดียว
แย่แล้ว…นางเจอของยากแล้ว
นางเผลอกัดริมฝีปากจนเจ็บจนช้ำ
ความเป็นความตายของนางถูกแขวนไว้บนเส้นด้ายบางเฉียบโดยไม่ต้องสงสัย
"คุณหนูเจ้าคะ..." ชุนฮวาวางจดหมายลงบนโต๊ะข้างเตียงด้วยความระมัดระวัง "มีผู้ส่งจดหมายมาให้เจ้าค่ะ เขาบอกว่าเป็นจดหมายแสดงความยินดี"ซูซิวเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนหยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่าน ตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกดำเรียบง่ายกลับสะกดความสนใจของนางไว้ทันทีถึง คุณหนูซูซิวเหยาข้ายินดีอย่างยิ่งที่เจ้าพบคู่ครองที่คู่ควร แม้หัวใจข้าจะเคยมีเจ้าครอบครอง แต่วันนี้ข้าขอมอบเพียงคำยินดีแทนทุกสิ่งข้าหวังว่าเจ้าจะมีชีวิตที่สุขสมปรารถนาเสมอเหวินอวิ้นเฉิงซูซิวเหยามองตัวอักษรบนกระดาษเบื้องหน้า ใจของนางสั่นไหวเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความรู้สึกในอดีตกับเหวินอวิ้นเฉิงที่เคยชอบนาง แต่เพราะนางสัมผัสได้ถึงความจริงใจในคำอวยพรของเขาในขณะที่ซูซิวเหยายังคงนั่งนิ่งกับจดหมายในมือ เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบา ๆ เผยให้เห็นร่างสูงสง่างามของฉินอ๋องหลินหยางในอาภรณ์สีแดงหรูหรา ดวงตาคมกริบของเขามองไปยังสตรีผู้เป็นเจ้าสาวอย่างแฝงความอ่อนโยน"ข้ากลับมาแล้ว" เขากล่าวเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เตียง แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นบางอย่างที่น่าสงสัยดวงตาคมของอ๋องหนุ่มเหลือบเห็นกระดาษในมือของนาง "นั่นอะไร?" เสียงต่ำของเขาทำให้ซูซิวเหยาส
บทส่งท้ายสิบวันล่วงเลยผ่านไป ณ จวนฉินอ๋องรุ่งอรุณยามเช้าของฤดูใบไม้ผลิ แสงอาทิตย์แรกสาดส่องผ่านม่านหมอกบางเบา ภายในจวนโออ่ายามนี้ประกอบไปด้วยสีทองของดวงตะวันแต้มแต่งทุกมุมให้เปล่งประกายราวกับโลกทั้งใบยินดีในวันสำคัญ เสียงฆ้องและกลองบรรเลงกึกก้อง ดอกไม้หลากสีถูกประดับประดาเต็มท้องพระลาน แผ่นพรมแดงยาวทอดผ่านลานกว้างตรงเข้าสู่ตำหนักใหญ่ ที่วันนี้เปรียบดั่งเวทีสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ของฉินอ๋องผู้ยิ่งใหญ่และคุณหนูซูซิวเหยาซูซิวเหยานั่งนิ่งอยู่ในห้องเจ้าสาว ผมยาวดำขลับของนางถูกเกล้าอย่างงดงาม ตกแต่งด้วยปิ่นทองคำและมุกน้ำงามที่แวววาว ราวกับประกายแห่งดวงจันทร์ ดวงหน้าของนางถูกแต่งแต้มให้สวยดุจภาพวาดในตำนาน ผ้าคลุมหน้าโปร่งบางสีแดงสดปักลวดลายมังกรและหงส์ด้วยไหมทองละเอียดประณีต อาภรณ์แต่งงานของนางยาวพลิ้วไหว ประดับด้วยลายดอกเหมยที่สื่อถึงความงามและความอดทนยามเผชิญกับลมหนาวนางเงยหน้ามองกระจกสำริด พลางสัมผัสผ้าคลุมหน้าเบา ๆ ใจที่เคยเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวกลับสั่นไหวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน"คุณหนูเจ้าคะ..." ชุนฮวาสาวใช้คนสนิทเอ่ยเรียกเบา ๆ ยิ้มบาง "ถึงเวลาแล้วเจ้าค่ะ"ซูซิวเหยาสูดลมหายใจลึก รวบร
"ท่านอ๋อง..." นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "หม่อมฉันมีเรื่องอยากถามเพคะ""ว่ามาสิ" เขาตอบโดยไม่ได้หันมอง ดวงตายังคงจับจ้องเส้นทางเบื้องหน้า"ท่านชอบหม่อมฉันจริงหรือเพคะ" ซูซิวเหยาถามเสียงเบาแต่หนักแน่นคำถามนั้นทำให้อ๋องหลินหยางยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าข้าจะมาอุ้มเจ้าออกจากจวนเช่นนี้หากข้าไม่ชอบเจ้าอย่างนั้นหรือ”ซูซิวเหยาหน้าร้อนผ่าว นางกัดริมฝีปากอย่างลังเลก่อนถามต่อ "แต่เวลานี้ฐานะทางบ้านของหม่อมฉันยามนี้ไม่ดีเลย ชื่อเสียงย่ำแย่ ท่านไม่สนใจเรื่องเหล่านี้หรือเพคะ""เจ้าคิดว่าฉินอ๋องเช่นข้าต้องการอำนาจหรือชื่อเสียงจากใครมาหนุนนำหรือ" เสียงของเขาเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความมั่นใจ "ข้ามีอำนาจในมือมากพออยู่แล้ว และชื่อเสียงของข้าก็ไม่ได้ลดลงเพียงเพราะสตรีที่ข้าชอบเป็นใครสักหน่อย"ซูซิวเหยาแอบยิ้มในใจ ทว่าเพื่อความแน่ใจนางยังคงถามต่อ "ตระกูลของหม่อมฉัน...""หุบปากเถอะ" เขาตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ข้าตัดสินใจแล้วว่าเจ้าคือคนที่ข้าต้องการ ไม่มีคำถามของเจ้าหรือคำพูดของใครที่จะเปลี่ยนใจข้าได้"หญิงสาวถอนหายใจยาว ปล่อยให้ความอบอุ่นจากคำพูดของเขาแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ "เช่นนั้นหม่อมฉันจะเชื่อ
สามสิบสองวันเดินทางวันเดินทางมาถึงเร็วเกินกว่าที่ซูซิวเหยาจะเตรียมใจ นางและซูซินอวี้กำลังจะออกเดินทางไปยังสำนักชีทางเหนือ รถม้าหลายคันจอดเรียงรายอยู่หน้าจวนตระกูลซู บ่าวรับใช้ช่วยกันขนสัมภาระขึ้นรถอย่างขะมักเขม้น ซูเหวินอี้ประมุขตระกูลซูมายืนส่งลูกสาวทั้งสองด้วยสีหน้าอาลัยอาวรณ์“เหยาเอ๋อร์ ระวังตัวนะลูก... หากมีสิ่งใดขัดสนเขียนจดหมายมาหาพ่อได้เสมอ” ซูเหวินอี้เอ่ยลาน้ำเสียงสั่นเครือ“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” ซูซิวเหยาตอบก่อนก้าวเท้าขึ้นรถม้าขณะที่รถม้ากำลังจะเริ่มออกเดินทาง ก็มีเสียงม้าหลายตัววิ่งกุบกับมาจากถนนใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของ ทหารในชุดเกราะสลักลายของฉินอ๋องควบม้าประกบล้อมขบวนรถม้าของตระกูลซู ซูซิวเหยาและคนอื่น ๆ ในจวนต่างตกใจคิดว่าเป็นโจรกลุ่มใหญ่“เกิดอะไรขึ้น!” ซูเหวินอี้ร้องถามเสียงดัง ขณะที่พ่อบ้านรีบวิ่งออกไปสอบถามเหตุการณ์ทันใดนั้น มือหนาของบุรุษในชุดดำสนิทก็เปิดม่านประตูรถม้าของซูซิวเหยาออกโดยไม่ให้ตั้งตัว ร่างของหญิงสาวถูกดึงออกจากรถม้าอย่างรวดเร็ว“เจ้าคิดว่าจะหนีข้าได้ง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ ซิวเหยา!”น้ำเสียงเข้มและดุดันทำให้ซูซิวเหยาชะงัก นางเงยหน้าขึ้นและเห็นว่า
สามสิบเอ็ดลังเลบอกความจริงรถม้าของซูซิวเหยาแล่นไปอย่างเชื่องช้าบนเส้นทางที่ทอดยาวกลับจวน ความสงบกลับถูกขัดจังหวะเมื่อรถม้าหรูหราคันหนึ่งมาจอดขวางถนน ทหารที่มากับรถม้าหรูดังกล่าวลงมาอย่างรวดเร็ว"เชิญคุณหนูใหญ่ตระกูลซูเปลี่ยนไปยังรถม้าคันนี้ขอรับ"ซูซิวเหยาขมวดคิ้วแน่น ใจของนางเต้นแรงอย่างประหลาดเมื่อนางจดจำตราประทับบนรถม้าหรูได้ทันที “ฉินอ๋องเฟิงหยาง…” นางพึมพำกับตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อเมื่อซูซิวเหยาขึ้นไปนั่งในรถม้าหรู เงาร่างองอาจของอ๋องเฟิงหยางก็นั่งอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบผสมความร้อนแรงที่คุกรุ่นอยู่ภายใน"เจ้าไปที่กระท่อมนั้นทำไม""ไปกล่าวลาคนผู้หนึ่งเจ้าค่ะ" นางตอบกลับด้วยเสียงเรียบ"กล่าวลาหรือ?" อ๋องหนุ่มตวาดถาม สายตาของเขาทิ่มแทงราวกับจะมองทะลุหัวใจของนางซูซิวเหยารู้สึกว่าบรรยากาศในรถม้าอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก นางพยายามอธิบาย "เจ้าของกระท่อมนั้นเป็นบุรุษผู้หนึ่งที่ช่วยชีวิตหม่อมฉันไว้ในยามยากลำบาก…""บุรุษหรือ เขาแต่งงานหรือยัง”“อืม ก็ ยังเพคะ”“นี่! เจ้านอกใจข้า ซิวเหยา เจ้า… บังอาจมาก!" เสียงของอ๋องหนุ่มดังลั่นจนรถม้าสั่นไหวซูซิวเหยาเบิกตากว้างด้วย
“ท่านพ่อเจ้าคะ ลูกมีเรื่องจะขอ...”ซูเหวินอี้วางช้อนลง หันมามองบุตรสาวด้วยแววตาเป็นห่วง “ว่ามาเถอะ ซิวเหยา เจ้าต้องการสิ่งใด”“ลูกอยากไปศึกษาธรรมะที่สำนักชีทางเมืองเหนือเจ้าค่ะ” ซูซิวเหยาพูดเสียงเรียบ “ที่นั่นสงบและเหมาะแก่การพิจารณาตัวเอง นอกจากนี้ลูกอยากพาน้องซินอวี้ไปด้วย...อาจช่วยบำบัดจิตใจของน้องได้บ้าง”ซูเหวินอี้ขมวดคิ้วทันที “เจ้าอยากไปอยู่ที่นั่นทำไมกัน สำนักชีนั้นห่างไกลและลำบากนัก”ซูซิวเหยาคลี่ยิ้มที่เต็มไปด้วยเหตุผล “ชื่อเสียงของสตรีตระกูลซูตอนนี้ไม่ดีนักเจ้าค่ะ หากลูกอยู่ในเมืองหลวงต่อไม่มีผลดีอันใด ลูกคิดว่าหากอยู่ที่อื่นสักสองสามปี รอจนเรื่องซาลงแล้วจึงกลับมาก็น่าจะเหมาะสมกว่านะเจ้าคะ”ซูเหวินอี้ถอนหายใจหนัก “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะอยู่ที่นั่นได้”หญิงสาวพยักหน้า “เจ้าค่ะ...ลูกแน่ใจ”ซูเหวินอี้ลังเลอยู่นาน แต่ในที่สุดเขาก็พยักหน้า “ถ้าเจ้าแน่ใจ ข้าก็จะไม่ขัด...”ซูซิวเหยากล่าวขอบคุณ แต่ในใจของนางเต็มไปด้วยความสับสน ทั้งความโล่งใจที่แผนการของนางกำลังจะสำเร็จ และความเศร้าที่ต้องจากไปจากที่นี่ นางรู้ดีว่าเหตุผลแท้จริงไม่ใช่การศึกษาธรรมะ แต่มันคือการหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ห่า
บทที่สาม ช่วยผ่อนคลายก่อน 18“ฉะนั้นหน้าที่แรกในคืนนี้คือการที่แม่นางหลินต้องพิสูจน์ว่าตนเองสามารถทำหน้าที่เป็นพาหนะตัวนำยาถอนพิษเข้าร่างกายของท่านอ๋องได้หรือไม่”“มะ หมายความว่าคืนนี้ข้าต้องเอากับเขาหรือท่านเจ้าคะ ท่านอู๋เจี้ยน”“วาจาตรงไปตรงมาเกินไปนัก ไม่กระดากปากสตรีอย่างเจ้าเลยรึ”แหมนั่งเงียบ
บทที่สอง หน้าที่ตัดสินเป็นตายกุบกับ กุบกับเสียงล้อรถม้าหนักบดไปบนพื้นหินกรวดเป็นระยะ กระทั่งหยุดลงหน้าประตูไม้สูงใหญ่ หลินอวี่ถงถูกทหารพาลงมา นางก้าวขาแข็งๆ ลงจากรถม้าด้วยความงุนงง สายตากวาดมองไปรอบกายภาพที่เห็นคือเรือนตากอากาศโอ่อ่าเงียบสงบ มีแสงตะเกียงแขวนเรียงรายสว่างไสว ขับให้เงาไม้เต้นระยิบ
หายไปซุบซิบ ซุบซิบเสียงโต้เถียงดังลั่นเป็นสิ่งแรกที่หลินอวี่ถงได้ยินเมื่อสติเริ่มหวนกลับมา เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ เปิดขึ้นปรากฎภาพตรงหน้าทำให้นางอ้าปากค้างรถม้าและกรงหายไปแล้ว ตอนนี้นางถูกพามาอยู่กลางลานกว้างอันเต็มไปด้วยศพเกลื่อนกราดพื้น เลือดนองจนกลิ่นคาวคลุ้งในลมหายใจ ทุกสิ่งไม่ต่างจากภาพฝ
บทที่หนึ่ง เป็นนักโทษกับบุรุษหน้าหนวดกึกกัก กึกกักรถม้าสะเทือนเป็นจังหวะ กรงเหล็กที่โอบล้อมส่งเสียงครืดคราดไปตามทางที่ขรุขระนางกำลังสำรวจสถานที่แห่งใหม่เพื่อประเมินงานแล้วตอนนั้นก็เกิดสุริยุปราคาโดยไม่คาดคิด และใช่...นางก็มาโผล่อยู่ที่นี่อย่าบอกนะ...ว่านางทะลุมิติมาที่ยุคโบราณจริง ๆ หรือเนี่ย!







