LOGINตอนที่7ผู้รู้ความลับต้องตาย
“ฆ่านางเสีย…” วาจานั้นเปล่งออกโดยไร้แววลังเล แต่ทันใดนั้น…สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นทันที “อ๊าก!” เสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดพลันดังสนั่นทั่วผืนป่า ร่างสูงโปร่งทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นดิน มือทั้งสองกุมขมับแน่นด้วยความเจ็บปวด “ท่านอ๋อง!!!” องค์รักษ์ร้องออกมาเสียงหลง สายตาของไป๋ซูเหยาก็จับจ้องด้วยความตื่นตะลึง ใบหน้าเคยเรียบเฉยของเขาบัดนี้บิดเบี้ยว เส้นเลือดดำลามเลื้อยไปทั่วหน้า ดวงตาแดงฉานประหนึ่งสัตว์ร้าย ร่างสูงนั้นเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ ก่อนพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็ว เพียงสะบัดฝ่ามือหนึ่ง องค์รักษ์หนุ่มก็กระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่จนหมดสติ ร่างนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ดวงตาสีโลหิตนั้นหันมาสบตานาง… เพียงพริบตาเดียว ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้ามาประชิดตัวนางอย่างว่องไว ฝ่ามือเย็นเยียบตะครุบข้อมือนางไว้ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ลำคอระหง กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผิวกายของหญิงสาวแตะปลายจมูกเขา เสมือนมนตราบางอย่างที่สะกดรั้งไว้ ร่างสูงใหญ่หยุดนิ่ง ซุกปลายจมูกสูดกลิ่นแผ่วเบาอยู่รอบลำคอ ก่อนจะขบกัดลงเบา ๆ ทันทีที่ปลายลิ้นเขาสัมผัสกับหยดเลือดของนาง ชายผู้นั้นกลับชะงักไป ดวงตาแดงฉานกลับคืนสู่ความสงบ ความปวดร้าวสลายหายไป ร่างสูงนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ร่างบางในอ้อมแขนจะทรุดฮวบหมดสติด้วยความหวาดกลัว ชายหนุ่มก้มหน้ามองใบหน้าของหญิงสาวในอ้อมอก ด้วยแววตาเย็นชาพลางครุ่นคิดกับเหตุการณ์ประหลาดนี้ เขาโน้มตัวลงช้อนร่างนางขึ้นอุ้มอย่างเบามือ ขณะนั้น องค์รักษ์ก็เริ่มได้สติขึ้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้วก้าวตรงมายังผู้เป็นนายที่ตอนนี้ไร้ซึ่งอาการพิษกำเริบแล้ว “กลับจวน…” ชายชุดดำเพียงกล่าวเสียงเรียบ จากนั้นก็หมุนกายก้าวเดินนำไปอย่างสงบนิ่ง … จวนจิ้นอ๋อง สายลมเย็นโชยผ่านม่านแพรบางเบา แสงจันทร์เย็นเยียบสาดส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้กลึง ลงกระทบพวงดอกเหมยที่ประดับอยู่หัวเตียงไม้หอม เสียงลมแผ่วเบานั้นปลุก ไป๋ซูเหยาจากห้วงนิทรา นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้น “อือ…” นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะมองไปรอบห้องอย่างงุนงง ทุกสิ่งล้วนไม่คุ้นตาเลย “นี่…ที่ไหนกัน?” ทันใดนั้น…ภาพเหตุการณ์ความสยองของปีศาจที่พุ่งตัวเข้ามาหานาง แววตาแดงฉานนั้นน่ากลัวจนแทบหยุดหายใจ ก็ผุดวาบขึ้นมาในสมอง “ปีศาจ!” เสียงหลุดลั่นออกมาในความเงียบ นางรีบลุกพรวดขึ้นนั่งทันที มือเล็กกุมลำคอไว้แน่นด้วยความหวาดกลัว จากนั้นก็พึมพำกับตนเองเสียงสั่น “ยุคโบราณมีซอมบี้ด้วยเหรอ…” ขณะกำลังหวาดผวาอยู่นั้น แสงสีเงินก็สะท้อนวาบเข้าตานางจากมุมห้อง ไป๋ซูเหยาค่อย ๆ หันไปทางนั้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ …และหัวใจของนาง…ก็แทบหยุดเต้น ภาพเบื้องหน้าคือ บุรุษในชุดดำเรียบหรู นั่งเงียบงันตรงขอบหน้าต่าง มือข้างหนึ่งกำลังถือกระบี่คมวาววับ ก้มหน้าก้มตาเช็ดปลายกระบี่ซึ่งเปื้อนรอยเลือดจาง ๆ แสงจันทร์สะท้อนแสงโลหะเป็นประกายวูบวาบขับใบหน้าคมคายของเขาให้ดูหล่อเหลาเกินมนุษย์ ….แต่บรรยากาศกลับไม่อบอุ่นเอาเสียเลย ดวงตาคมกริบที่หันมามองนางช้า ๆ นั้น เปี่ยมด้วยไอสังหารเยียบเย็นไม่แพ้กระบี่ในมือ ริมฝีปากหยักยกยิ้มเล็กน้อย เป็นยิ้มที่ทั้งทรงเสน่ห์…และน่าขนลุกไปพร้อมกัน ไป๋ซูเหยากลืนน้ำลายเฮือก… นางนั่งตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นแรงราวจะหลุดออกมา พลันคิดในใจ โอ้พี่เบ้าหน้าหล่อมาก…แต่แบบนี้มันก็หลอนเกินไปแล้ว! เขาจะจับข้ากินใช่ไหมเนี่ย…ดูสิ! เช็ดกระบี่รออยู่แน่ ๆ เลย… นางหลุบตามองกระบี่เล่มนั้นด้วยความหวาดระแวงจนแทบจะมุดผ้าหนี “อือ…น่ายไน่ช่วยหนูด้วย…หนูยังไม่อยากตาย…” ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด ชายชราในชุดเรียบง่าย กับหญิงสาวในชุดองค์รักษ์สีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาในห้อง ในมือนางถือถาดไม้ บนถาดมีชุดผ้าแพรบางเบาสีขาวพับไว้อย่างเรียบร้อย ทั้งสองเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าบุรุษในชุดดำหรูหราที่นั่งอยู่อย่างองอาจ ทั้งสองโค้งตัวประสานมือด้วยท่วงท่าสุภาพ ก่อนจะเปล่งเสียงอย่างนอบน้อม “จิ้นอ๋อง…” ไป๋ซูเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย นางเม้มริมฝีปากพลางพึมพำเสียงเบา “จิ้นอ๋อง…? ใครกันนะ มีคนนี้ในนิยายเรื่องนี้ด้วยเหรอ” นางขมวดคิ้วเล็กน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตาโตแล้วอุทานเบา ๆ ด้วยความตกใจ “หรือว่า…จะเป็นหลี่เจิ้นหาน!” นางเงยหน้ามองใบหน้าของเขาอีกครา พลันคิดในใจ ใช่แล้วตัวร้ายแสนโหดในฉายา อ๋องปีศาจ สังหารทุกคนที่ขวางทาง ก่อกบฏขึ้น จนสุดท้ายตายอย่างอนาถ ยังไม่ทันที่นางจะได้ไตร่ตรองอะไรไปมากกว่านั้น หญิงสาวในชุดองค์รักษ์ก็ก้าวมาหยุดอยู่หน้านางอย่างเงียบงัน ก่อนจะยื่นถาดไม้ที่มีชุดให้ ไป๋ซูเหยามองถาดไม้นั้น ก่อนจะก้มลงมองชุดตนเอง เห็นรอยเลือดเปื้อนอยู่ชัดเจนบนอกเสื้อ นางหัวเราะแห้ง ๆ เล็กน้อย แล้วรับถาดมาด้วยท่าทางกระดากใจ “ขอบใจนะ…ว่าแต่ที่นี่ ที่ไหนกันเหรอ?” องค์รักษ์หญิงเอ่ยตอบเสียงเรียบ “จวนจิ้นอ๋อง…” ไป๋ซูเหยาเอียงคอเล็กน้อย พยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ ก่อนจะยิ้มบางแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร “แล้วเจ้า…ชื่ออะไร?” “หนิงซิน” “หนิงซินเหรอ…ชื่อเพราะจัง” นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อทันที “งั้น…หนิงซินเจ้าช่วย…” “ออกไป…” เสียงเข้มต่ำของบุรุษกลางห้องดังแทรกขึ้นกลางประโยค น้ำเสียงเย็นเยียบ หนิงซินขานรับเพียงเบา ๆ โค้งตัวประสานมืออย่างนอบน้อม แล้วหมุนกายจากไปทันที ไป๋ซูเหยาชะงัก “เดี๋ยว…เดี๋ยวสิ…” นางเอ่ยไล่ตามหลังเสียงแผ่ว ก่อนจะรู้สึกถึงสายตาคมที่จ้องมองมาทางนางอยู่ นางค่อย ๆ หันกลับมา สบเข้ากับดวงตาคมปลาบดุจคมดาบ ที่กำลังมองนางอยู่ “น้ำอุ่นอยู่หลังฉากกั้น” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “รีบอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสีย…หรืออยากให้ข้าเปลี่ยนให้เจ้า…” ไป๋ซูเหยาเบิกตาโตทันที “ไม่…ไม่ต้อง!” นางยิ้มแห้งจนแก้มเกร็ง มือที่ถือชุดสั่นเล็กน้อย ขณะค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งพาตัวเองไปหลบหลังฉากกั้นไม้ ไออุ่นของน้ำผสมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกชิงฮวาแผ่กระจายทั่วห้อง ไป๋ซูเหยาหย่อนกายลงในอ่างอย่างช้า ๆ ผิวเนื้อแตะต้องกับผิวน้ำจนเกิดระลอกเบา ๆ น้ำอุ่นชะล้างความเหนื่อยล้า แต่จิตใจกลับยังปั่นป่วนไม่หยุด นางหลุบตาลงครุ่นคิด “จะหนีไปจากที่นี่อย่างไรดี…” ขณะกำลังครุ่นคิด สายตาก็เหลือบไปเห็นบานหน้าต่างบานหนึ่งเปิดแง้มอยู่เล็กน้อย นางเบิกตากว้างเล็กน้อย สีหน้าฉายแววดีใจเมื่อพบทางออก นางลุกขึ้นจากอ่างอาบน้ำช้า ๆ แล้วหยิบชุดมาสวมจนเรียบร้อย ก้าวเดินแผ่วเบา กวาดสายตามองซ้ายขวาจนแน่นใจ ก่อนมือเล็กจะค่อย ๆ ผลักบานหน้าต่างออกเบา ๆ แล้วก้มตัวปีนออกไป เมื่อก้าวออกมาพ้นบานหน้าต่าง รอยยิ้มบนใบหน้าก็เบ่งบานด้วยความดีใจ แต่ฉับพลันนั้น…เสียงโลหะเสียดสีแผ่วเบา ดังขึ้น ปลายกระบี่เย็นเฉียบแนบเข้าที่ลำคอขาวของนาง “อย่าคิดหนี…” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา แต่กลับเหมือนสะกดหัวในนางให้เต้นช้าลง ไป๋ซูเหยาชะงักฝีเท้า ใจเต้นตุบตับ หันมองเจ้าของเสียงช้า ๆ จิ้นอ๋องในชุดดำเรียบหรูปรากฏอยู่ตรงหน้า แววตาเยือกเย็น นางยืนตัวแข็งทื่อ พลางยิ้มแห้งกลบเกลื่อน แต่แล้ว เขากลับลดกระบี่ลงอย่างเฉยชา แล้วไม่พูดไม่จา เขาก้มตัวลง…แบกร่างบางของนางขึ้นพาดบ่า “นี่…จะทำอะไร…ปล่อยนะ!” ไป๋ซูเหยาดิ้นพล่านอย่างตกใจ ยังไม่ทันที่นางจะดิ้นหลุด ร่างเล็กก็ถูกโยนลงบนเตียงกว้าง “โอ้ย…” นางหลับตาแน่นด้วยความตกใจ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างระแวดระวัง จิ้นอ๋องก้าวเข้ามาหยุดยืนจ้องนาง ปลายกระบี่ในมือเลื่อนขึ้นมาชี้ลงตรงกลางหน้าอกนาง “ผู้ใดล่วงรู้ความลับของข้า…ต้องตายเท่านั้น” “มะ…ไม่…หม่อมฉันไม่รู้ ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพคะ ปล่อยหม่อมฉันไปเถอะเพคะ…” ไป๋ซูเหยายกมือโบกปัดหน้าตั้ง ตาใส ๆ เบิกกว้างอย่างลนลาน จิ้นอ๋องจับจ้องไปยังดวงหน้างามที่ตอนนี้แสดงถึงความหวาดกลัว ดวงตาเขานิ่งสงบเยือกเย็น ครั้นโน้มกายเข้าใกล้ กระบี่ในมือก็ถูกตวัดเปลี่ยนทิศเสียบลงข้างกายนางอย่างแรง เสียงเหล็กปักลงกับพื้นไม้ดังก้องในความเงียบ นางสะดุ้งเฮือก ร่างบางแข็งค้าง ดวงหน้าซีดเผือด มืออีกข้างของเขา ยกขึ้น ลูบผ่านแก้มนวลของนางอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วเย็นเฉียบปะทะผิวนุ่มอุ่น “แต่ข้ามีทางรอดให้เจ้าเลือก…” ชายหนุ่มสูงศักดิ์ยกยิ้มมุมปาก แววตาเจ้าเล่ห์ พร้อมเปล่งเสียงเย็นชา “จากนี้เจ้า…อยู่ที่นี่เป็นสนมของข้า…” เมื่อได้ฟังคำพูดนั้น ไป๋ซูเหยาถอยร่นในทันที ดวงหน้างามเต็มไปด้วความตกใจ นางยกมือทั้งสองขึ้นปิดอกแน่น ส่ายศีรษะช้า ๆ พลันคิดในใจ ตาอ๋องปีศาจนี้ตามเนื้อเรื่องในนิยายเป็นคนไร้ใจ เขาคงไม่ปล่อยข้าไปง่าย ๆ แน่ จะทำเช่นไรดี… ยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด องค์รักษ์หนุ่มก็ก้าวเข้ามาอย่างเงียบงัน ประสานมือโค้งคำนับ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านอ๋อง นางคือบุตรตรีเพียงคนเดียวของกั๋วกงโหว และเพิ่งเข้าพิธีสมรสกับแม่ทัพเว่ยหยางได้ครึ่งปี พ่ะย่ะค่ะ” จิ้นอ๋องพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะชักกระบี่กลับ แล้วหมุนกายเดินไปยังโต๊ะชา ก่อนจะทรุดกายนั่งลง มือใหญ่หยิบถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะพลางเอ่ยเสียงเรียบ “ไปส่งนางที่จวน” “พ่ะย่ะค่ะ” อี้เซ่อองค์รักษ์รับคำแล้วเดินตรงไปยังเตียง เอ่ยขึ้นเสียงสุภาพ “เชิญ ฮูหยิน…” ไป๋ซูเหยารีบลุกขึ้นจากเตียง แล้วก้าวตามองค์รักษ์ไปอย่างเงียบงัน เมื่อเดินผ่านหน้าจิ้นอ๋อง เสียงวางถ้วยชาใบเล็กกระทบโต๊ะก็ดังขึ้นทันที ทั้งสองหยุดฝีเท้าลง เสียงของจิ้นอ๋องตามมาในทันใด “ทุกสามวัน…ข้าจะให้เขาไปรับเจ้ามาที่นี่…และอย่าได้คิดหนี หากเจ้ายังอยากมีลมหายใจอยู่” ไป๋ซูเหยาสะดุ้งเงียบ ๆ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า จิ้นอ๋องโบกมือเบา ๆ องค์รักษ์อี้เซ่อก็พานางก้าวออกจากห้องไปทันที ….ตอนพิเศษ2สองปีต่อมา ณ ห้องหนังสือ จวนจิ้นอ๋องแสงแดดยามสายส่องลอดผ่านหน้าต่าง กระดาษโปร่งลงบนโต๊ะไม้ กลิ่นหมึกลอยคลุ้งในอากาศบนตั่งไม้ใกล้หน้าต่าง ไป๋ซูเหยานั่งถือตำราอยู่ข้างบุตรชายวัยสองขวบกว่า เด็กน้อยในอาภรณ์แพรสีเขียวอ่อนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะนุ่ม ตากลมใสกวาดมองตัวอักษรบนตำรา เส้นผมอ่อนยุ่งเล็กน้อยตามประสาเด็ก มืออ้วนกลมยกขึ้นลูบคิ้วตัวเอง“ท่านแม่ ข้าอยากออกไปเที่ยวข้างนอก ท่านพาข้าไปได้หรือไม่… ”เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมดวงตากลมใสที่มองนางอย่างอ้อนวอน มืออ้วนกลมยื่นมาดึงแขนเสื้อนางเบา ๆ ไป๋ซูเหยามองดวงหน้ากลมเล็กที่แดงระเรื่อราวลูกพีชนก่อนจะหัวเราะแผ่ว ยิ้มบาง ดวงตาฉายแววซุกซน“แต่พ่อเจ้าสั่งให้เจ้าท่องตำราอยู่นี่นะ… ”เด็กน้อยเบะปากเล็กน้อย ตากลมใสยังมองไม่กระพริบ“แต่ไม่เป็นไร… ”ไป๋ซูเหยาก้มลงมากระซิบพร้อมยิ้มขำ“แม่จะพาเจ้าหนีเอง เด็กน้อยเพียงสองขวบกว่าจะต้องท่องตำรามากมายเช่นนี้ น่าเบื่อออก… ”เด็กน้อยพยักหน้างึก ๆ พร้อมรอยยิ้ม“ไปกัน!”“อื้ม!”มือเล็กยื่นออกมาอย่างเร่งรีบ ไป๋ซูเหยาจับมือกลมเล็กนั้นไว้ ก่อนจะย่องลงจากตั่งไม้เบา ๆ ชายกระโปรงผ้าโปร่งสีอ่อนสะบัดไหวไปตามจั
ตอนพิเศษจวนแม่ทัพเว่ยหยางกลิ่นสุราอบอวลในห้องนอนที่หน้าต่างถูกเปิดแง้มรับลมยามเช้า แสงแดดอ่อนลอดผ่านระแนงไม้ ส่องลงบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยไหสุราที่ถูกทิ้งระเกะระกะร่างสูงในชุดชั้นในสีดำหม่นนอนฟุบอยู่บนโต๊ะ ผมยาวสีดำกระจายคลอแก้มซีด เส้นผมเปียกชื้นเพราะเหงื่อและสุราที่กระเด็นเลอะเสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมเสียงเรียกขององค์รักษ์คนสนิท“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพ!”เปลือกตาหนักอึ้งของเว่ยหยางกระตุก ดวงตาแดงก่ำจากฤทธิ์สุราเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า คิ้วเข้มขมวดแน่น เขาใช้มือยันโต๊ะ ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะก้าวอย่างไร้เรี่ยวแรงไปเปิดประตูออกช้า ๆ ดวงตาคมหรี่ลง มององค์รักษ์คนสนิทของตนที่ยืนรออยู่หน้าห้อง ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มแหบด้วยฤทธิ์สุรา“อะไร…”องค์รักษ์ก้มศีรษะต่ำ เอ่ยขึ้น“ฝูกงกงจากวังหลวงมาส่งเทียบเชิญให้ท่าน… ตอนนี้รออยู่ที่ห้องโถงใหญ่ขอรับ”“อืม… ”เสียงตอบรับเบาราวสายลม เว่ยหยางหมุนตัวกลับเข้าไป หยิบเสื้อคลุมสีดำสนิทที่พาดบนเตียงมาสวมทับ ก่อนจะก้าวออกจากห้องตรงไปยังห้องโถงใหญ่ณ ห้องโถงใหญ่ประดับด้วยม่านสีเข้มและแจกันที่มีดอกโบตั๋นประดับอยู่ ฝูกงกงยืนรออยู่ด้านหน้า พอเห็นร่างสูงของแม
ตอนที่30จบสายลมยามรุ่งสางพัดแผ่วลอดหน้าต่างรถม้ากระทบใบหน้าคมเข้มของจิ้นอ๋อง เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น กวาดสายตามองรอบกายอย่างงุนงงบัดนี้ เขามิได้อยู่ในห้องลับอับชื้นอีกต่อไป แต่กลับพบว่าตนอยู่ภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวไปบนถนนเมื่อสายตาหันไปด้านข้าง เขาเห็นร่างบอบบางที่ซิบพิงอยู่ใกล้กัน ดวงหน้าที่คุ้นเคย แม้ซีดเผือด แต่ยังคงความงดงามราวภาพวาดมือใหญ่สั่นเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมไปคว้าร่างบางของไป๋ซูเหยาเข้ามากอดแน่น ดวงตาคมเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาที่รั้งไว้ไม่อยู่ไป๋ซูเหยารู้สึกถึงแรงกอดอันแน่นหนา ความเจ็บเล็ก ๆ ทำให้นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสบตากับเขาอย่างอ่อนแรง“ท่านอ๋อง… เพคะ”เสียงแผ่วเบาของนาง ทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง จิ้นอ๋องก้มลงมองนางในอ้อมแขน สายตาเต็มไปด้วยความดีใจและห่วงใย“เจ้า… เจ็บตรงไหนหรือไม่”นางส่ายศีรษะเบา ๆ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบาง จิ้นอ๋องกระซับอ้อมแขนแน่นขึ้น ซบใบหน้าลงบนเรือนผมของนาง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของนางทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นช้า ๆ แผ่วเบาราวสายลม“ข้าคิดว่าต้องเสียเจ้าไปเสียแล้ว… ดี… ดีจริง ๆ ”น้ำเสียงนั้นทั้งสั่นทั้งอ่อนโยน ค
ตอนที่29เลือกณ แคว้นฉงฉิ่งห้องลับสายลมเย็นจากหน้าต่างเล็ก ๆ พัดต้องร่างบางที่นอนอยู่บนพื้นห้องเย็นเฉียบ ความหนาวปลุกให้ไป๋ซูเหยาค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นนางกวาดสายตามองรอบตัว เห็นแท่งเหล็กสีดำเรียงราย เมื่อลองขยับตัวก็พบว่าถูกมัดมือมัดเท้าไว้แน่น อยู่ในกรงเหล็กที่มีกุญแจล็อกไว้อย่างแน่นหนา“กรงเหล็ก… ?”นางพึมพำเสียงแผ่ว ก่อนจะพยายามขยับเชือกแต่ไม่สำเร็จ ได้แต่ถอนหายใจ ในขณะที่นางกำลังพยายามตั้งสติ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้น ในความเงียบของห้องไป๋ซูเหยากันไปตามเสียง ประตูไม้ถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ ชายสูงวัยผู้หนึ่งก้าวเข้ามา ในอาภรณ์สีเข้มปักลายมังกรเงิน ผมยาวสีดำแซมขาว ใบหน้าแม้มีรอยวัย แต่ยังคงแฝงด้วยอำนาจด้านหลังมีขันทีร่างอ้วนเดินตามมา และองค์รักษ์ในชุดดำอีกสองคนก้าวตามอย่างเงียบงันไป๋ซูเหยาเงยหน้ามองชายสูงวัยผู้นั้น พลันครุ่นคิดในใจ เขาดูทรงคล้ายฮ่องเต้ แต่องค์ทรงเครื่องต่างออกไปนิดหน่อย หรือว่าข้าจะถูกจับมาที่แคว้นฉงฉิ่งเสียแล้วนางสูดลมหายใจลึก เอ่ยถามด้วยเสียงหนักแน่น“พวกเจ้าจับข้ามาที่นี่ทำไม?”ชายสูงวัยไม่ได้ตอบทันที เขาเหลือบสายตามองนางอย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยถามขันทีข้างก
ตอนที่28 เงาจวนแม่ทัพเว่ยหยางแสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดลอดใบไม้ พาดเงาลายลงบนพื้นศาลาแม่ทัพเว่ยหยางนั่งดื่มสุราลำพัง เงียบสงบจนได้ยินเสียงลมพัดใบไม้ปลิวสายตาคมทอดมองไปยังสวนดอกไม้ ที่ไป๋ซูเหยาชอบมาเดินเล่นอยู่บ่อย ๆ รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าที่เคร่งขรึม เมื่อเขาเห็นเงาของนางสะท้อนกับแสงแดด ร่างนั้นหันมายิ้มหวานให้เขาแต่รอยยิ้มนั้นกลับอยู่เพียงแค่ครู่เดียว ก่อนภาพนั้นจะเลือนหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่า“ท่านแม่ทัพ… ”เสียงสะอื้นดังขึ้น หลันอวี้คุกเข่าอยู่เบื้องล่างศาลา น้ำตานางไหลอาบแก้ม แววตาสั่นไหวเต็มไปด้วยความอ้อนวอนแม่ทัพเว้ยหยางเหลือบมองนาง แววตานิ่งสงบก่อนจะถอนหายใจยาว เขาลุกขึ้นจะก้าวเดินจากไป โดยไม่คิดจะหยุดแต่ทันทีที่เขาก้าวผ่านร่างเล็กนั้น สองมือของหลันอวี้ก็ยื่นมาคว้าชายแขนเสื้อของเขาไว้แน่น“ท่านแม่ทัพ…ข้าผิดไปแล้ว..ได้โปรด…”นางเงยหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาหยดลงบนแขนที่กำเสื้อเขาไว้แม่ทัพเว่ยหยางชะงัก หันกลับมามองนาง ในดวงตาคมเข้มปรากฏแววตาโกรธวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าเขาสะบัดแขนเสื้อออกจากมือเล็กนั้นอย่างไม่ใยดี ก้าวจากไปอย่างไม่ใยดี ชายแข
ตอนที่27หลับตาจิ้นอ๋องก้าวออกจากหอชิงเหออ้อมแขนกว้างของเขายังคงอุ้มไป๋ซูเหยาไว้แนบอก เสื้อคลุมสีดำของเขาปลิวเบา ๆ ตามสายลม แสงโคมไฟแขวนเรียงราย ส่องแสงอุ่นสว่างตามทางเดินไป๋ซูเหยาขยับตัวเล็กน้อย มือขาวสะกิดแขนเสื้อเขาอย่างเก้อเขิน เอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“… ปล่อยได้แล้วเพคะ”จิ้นอ๋องก้มมองนาง สายตาคมนั้นอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากเขายกยิ้มบาง“เจ้าเสียใจแล้วหรือ… ที่หย่ากับเขา”ไป๋ซูเหยาชะงัก คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย นางกัดริมฝีปากเบา ๆ ก่อนตอบเสียงเบา “หม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้นเพคะ”ได้ยินเช่นนั้นจิ้นอ๋องก็หัวเราะเบา ๆ ในลำคอดวงตาทอดมองนางด้วยความเอ็นดู“ถ้าเช่นนั้น… ก็อยู่นิ่ง ๆ ”เพียงคำพูดนั้น แก้มของไป๋ซูเหยาก็แดงระเรื่อขึ้นทันตา นางพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะก้มหน้าซบอกเขาอย่างเขินอายจิ้นอ๋องกระชับอ้อมแขนก้าวเดินโดยไม่สนใจสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างมากมายไป๋ซูเหยากำชายเสื้อเขาแน่น หลบสายตาผู้คน แต่กลับแอบยิ้มบางด้วยความสุข ที่ไม่อาจซ่อนไว้ได้อีก พลันคิดในใจ นี่นางจะตกหลุมรักตัวร้ายในนิยายแล้วหรือ แต่ถึงแม้เขาจะโหดไปหน่อยแต่ก็จริงใจกับนาง เวลาอยู่ใกล้เขากลับรู้สึก
ตอนที่8หนีจวนแม่ทัพเว่ยสายลมค่ำพัดเอื่อย แสงจันทร์นวลสาดส่องลงมากระทบร่างบางที่กำลังก้าวเดินเข้ามาในจวนไป๋ซูเหยาก้าวฉับเข้ามาภายในเรือนของตนเองอย่างเร่งรีบ ลี่อิงที่นั่งรออยู่ในห้องรีบลุกขึ้นเมื่อเห็นเจ้านายสาวของตนกลับมา นางรีบก้าวไปหาพร้อมเอ่ยเสียงแผ่วเบา“คุณหนู…ท่านไปที่ใดมาหรือเจ้าคะ”ไป๋ซู
ตอนที่6ขอหย่าณ ท้องพระโรงกลิ่นหอมของสุราชั้นดีลอยละคลุ้งทั่วท้องพระโรง ท่ามกลางบรรยากาศรื่นเริงแห่งงานเลี้ยงเฉลิมฉลองชัยชนะ เหล่าบรรดาขุนนางน้อยใหญ่แต่งกายเต็มยศ ต่างมากล่าวแสดงความยินดีกับแม่ทัพหนุ่มเว่ยหยางที่ได้รับชัยชนะกลับมาฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์ด้วยสีพระพักตร์ยิ้มแย้ม ยกจอกสุราขึ้นจิบ
ตอนที่5ท่านแม่ทัพกลับมาแล้วณ สวนดอกไม้ในจวนแม่ทัพกลีบดอกเหมยปลิวตามสายลมราวหิมะโปรยในฤดูหนาว ไป๋ซูเหยาสวมชุดผ้าไหมสีอ่อนนั่งอยู่ใต้ศาลากลางสวน มือเรียวถือถ้วยชาอุ่น พลางชมดอกไม้ด้วยแววตาเปี่ยมสุข ลมอ่อนพัดกลิ่นหอมเย็นของดอกไม้เคล้าสมุนไพรในน้ำชา“คุณหนู! คุณหนู!”เสียงเร่งเร้าดังขึ้นจากทางเดินหิน
ตอนที่4ขอบคุณน่ายไน่(ท่านย่า)ณ เรือนพักด้านในของจวนแม่ทัพลี่อิงเดินนำมาหยุดหน้าห้องหนึ่ง ไป๋ซูเหยาก้าวตามมาช้า ๆ สายตากวาดมองเรือนไม้ที่บรรจงตกแต่งอย่างหรูหรา“โอ้โห…จวนแม่ทัพนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ”ไป๋ซูเหยาพึมพำเบา ๆ พลางก้าวเข้าไปด้านในจนพ้นขอบประตู ลี่อิงก็หมุนตัวกลับมา…เสียงกลอนประตูถูกปิดลงโดยไม







