Se connecterตอนที่6ขอหย่า
ณ ท้องพระโรง กลิ่นหอมของสุราชั้นดีลอยละคลุ้งทั่วท้องพระโรง ท่ามกลางบรรยากาศรื่นเริงแห่งงานเลี้ยงเฉลิมฉลองชัยชนะ เหล่าบรรดาขุนนางน้อยใหญ่แต่งกายเต็มยศ ต่างมากล่าวแสดงความยินดีกับแม่ทัพหนุ่มเว่ยหยางที่ได้รับชัยชนะกลับมา ฮ่องเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์ด้วยสีพระพักตร์ยิ้มแย้ม ยกจอกสุราขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดี แล้วหันพระพักตร์มาทางแม่ทัพเว่ยหยาง “แม่ทัพเว่ย” พระสุรเสียงหนักแน่น แววตาเต็มไปด้วยความยินดี “ครั้งนี้เจ้านำไพร่พลกลับมาพร้อมชัยชนะ ปรารถนาสิ่งใด จงเอ่ยมาเถิด ข้าจะประทานเป็นรางวัลให้แก่เจ้า” เว่ยหยางเมื่อได้ฟังคำตรัสของฮ่องเต้แล้วก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้าวเท้าเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ คุกเข่าลงยกมือขึ้นประสานแน่นเหนืออกอย่างเคารพ เอ่ยเสียงแจ่มชัด “ฝ่าบาท…กระหม่อมเว่ยหยาง ขอประทานพระเมตตา แก่สตรีผู้หนึ่งซึ่งมีบุญคุณช่วยชีวิตกระหม่อมเอาไว้ นางชื่อหลันอวี้ เป็นหญิงกำพร้าไร้ญาติขาดมิตรไร้ที่พึ่ง กระหม่อมขอพระราชทานนางเป็นอนุ เพื่อให้นางมีที่พึ่งพิง และจะได้ทดแทนคุณนางอย่างสมเกียรติพ่ะย่ะค่ะ” ภายในท้องพระโรงคล้ายจะเงียบงันไปชัวขณะ ฮ่องเต้ทรงนิ่งไปชัวอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “อืม” พระเนตรทรงหันไปยังไป๋ซูเหยาซึ่งนั่งอยู่เยื้องทางฝั่งฝ่ายในแล้วตรัสขึ้น “ซูเหยา …เจ้าคิดเห็นเช่นไร” ไป๋ซูเหยาได้ฟังพระดำรัสพลันลุกขึ้นอย่างสำรวม ก้าวเท้าเบา ๆ ไปคุกเข่าเบื้องหน้าฮ่องเต้ ประสานมือก้มศีรษะ เอ่ยเสียงแผ่วแต่ชัดเจน “หม่อมฉัน…เป็นสตรีขี้หึงเจ้าค่ะ ไม่อาจทนเห็นบุรุษของตนมีหญิงอื่นได้ แต่หากฝ่าบาททรงโปรดประทานหย่าให้หม่อมฉัน แล้วให้เขาได้แทนคุณสตรีนางนั้นอย่างสมเกียรติ หม่อมฉันยินดีเพคะ” ยังไม่ทันที่เสียงจะจางหาย ฮ่องเต้พลันตวาดเสียงดัง “เหลวไหล!!” เสียงสะท้อนก้องทั่วตำหนัก พระพักตร์ที่เคยเปื้อนรอยยิ้มพลันเคร่งขรึม “เจ้าคิดว่าจะแต่งก็แต่ง จะหย่าก็หย่าได้ดังใจหรือ งานสมรสของพวกเจ้าเป็นข้าที่ประทานให้ อยากให้คนอื่นหัวเราะเยาะข้าหรือไร” ไป๋ซูเหยาหน้าถอดสี ก้มหน้าลงแทบแนบพื้นประสานมือแน่น “ขอประทานอภัยเพคะ” ฮ่องเต้หันพระเนตรไปทางเว่ยหยาง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “พวกเจ้าทั้งสอง กลับไปคิดให้ดีอีกครั้ง ค่อยมาเข้าเฝ้าข้าอีกครา” “พ่ะย่ะค่ะ” “เพคะ” สองสามีภรรยาก้มศีรษะถวายพระพร แล้วถอยหลังกลับไปนั่ง ณ ที่เดิม เมื่องานเลี้ยงล่วงเลยมาถึงยามเย็น สายลมเย็นพัดโชยเบา ๆ กลิ่นหอมของดอกเหมยที่บานสะพรั่งค่อย ๆ ล่วงหล่นสู่พื้นดิน ไป๋ซูเหยาเดินเคียงข้างพระสนมกุ้ยเฟยซูเยี่ยน สูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนดอกเหมย ทอดมองทิวทัศน์อันงดงามในสวนอย่างอารมณ์ดี “เหยาเอ๋อร์” พระนางหันมาสบตาไป๋ซูเหยาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เหตุใดเจ้าจึงเอ่ยเรื่องหย่าขาดกับแม่ทัพเว่ย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เจ้ารักเขามากมิใช่หรือ” กุ้ยเฟยหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู “บุรุษน่ะมีภรรยาหลายคนเป็นเรื่องปกติ” “หม่อมฉันเข้าใจดีเพคะ…เพียงแต่อยากใช้ชีวิตอิสระเพคะ…ได้ท่องเที่ยวไปทั่วคงจะสนุกดี…” กุ้ยเฟยหัวเราะเบา ๆ กับความคิดของหลานสาวรู้สึกว่านางเริ่มเปลี่ยนไปมากเลยทีเดียว “ใกล้ค่ำแล้ว เจ้ากลับไปเถิด ไม่ต้องตามไปส่งข้าหรอก” “เพคะ” ไป๋ซูเหยาย่อถวายพระพรอย่างนอบน้อม พร้อมกับทอดสายตามอง พระสนมกุ้ยเฟยที่กำลังก้าวไกลออกไป นางถอนหายใจเฮือกอย่างล่งอก ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับ เส้นทางใต้แสงอาทิตย์อ่อนเจือด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ในสวนหลวง ขณะที่นางเดินผ่านแนวพุ่มไม้ นางเหลือบเห็นนกน้อยแปลกประหลาดตัวหนึ่ง สีขนสีแดงสด แสมกับสีฟ้าอ่อน ช่างดูแปลกตายิ่งนัก นกน้อยบินเตาะแตะไปทางหินก้อนใหญ่ที่วางประดับในสวน นางหัวเราะเบา ๆ แล้วรีบก้าวตามไปอย่างลืมตัว “เจ้าตัวน้อย…รอข้าหน่อย…” นกน้อยโผไปตามทางลับเร้น ลัดเลาะเข้าแนวพงรก ผ่านรั้วไม้เก่าที่ไม่มีผู้ใดใช้งานมานาน ในที่สุดนางก็หยุดยืนอยู่ ณ ลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง รอบด้านเงียบสงัด เมื่อมองไปรอบ ๆ ตัวที่ว่างเปล่าจึงพบว่าตนเองนั้นคงจะหลงทางเสียแล้ว ยังไม่ทันได้ก้าวถอยหลัง พื้นไม้ใต้เท้ากลับยวบลงดัง กร๊อบ! ราวกับกำลังเหยียบกลไกบางอย่างอยู่ พลันบานประตูลับด้านล่างเปิดออกโดยไม่ทันตั้งตัว ร่างของนางร่วงลงไปทันที “อ๊าย!” เสียงกรีดร้องดังพร้อมร่างบางที่หล่นไปกองกับพื้นแข็งเย็นเบื้องล่าง “โอ๊ย…เจ็บจัง…” ไป๋ซูเหยาโอดครวญเบา ๆ ขณะเงยหน้าขึ้นมองรอบกาย พบเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันสองข้างผนัง ที่ส่องสว่างในทางเดินแคบและยาว นางค่อย ๆ ลุกขึ้นพลางปัดฝุ่นตามชุด ขณะกวาดสายตามองไปสองฟาก หัวใจเริ่มเต้นแรงด้วยความหวาดระแวงคนสังสัย “…นี่มันที่ใดกัน…” นางกัดริมฝีปากเล็กน้อยอย่างลังเล ก่อนจะก้าวเท้าเบา ๆ ไปตามทางลับไป ไม่นานนัก ไป๋ซูเหยาก็แลเห็นแสงริบหรี่อยู่เบื้องหน้า นางรีบย่างเท้าตามออกไปด้วยความยินดี ครั้นเดินพ้นทางแคบออกมาก็พบว่า เบื้องหน้าเป็นป่าเขตนอกเมืองหลวงเต็มไปต้นไม้น้อยใหญ่… นางก้าวออกไปตามทางที่ยังเหลือร่องรอยอยู่เล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้ไปไกล ภาพเบื้องหน้าทำให้นางต้องหยุดฝีเท้าลงทันที ใต้เงาไม้ ชายผู้หนึ่งยืนตะหง่านในอาภรณ์สีดำเรียบ มือถือกระบี่เปื้อนโลหิต กำลังฟาดปลายคมกระบี่ลงยังคอของชายฉกรรจ์สองนายที่สวมชุดพ่อค้า ร่างทั้งสองทรุดฮวบลงกับพื้นนอนจมกองเลือดอย่างอนาถ ยังมิทันที่นางจะหันหลังหนี ก็ปรากฏร่างชายในชุดองค์รักษ์อีกผู้หนึ่ง ย่างก้าวเจ้ามาหาชายชุดดำนั้นด้วยท่าทางร้อนรน เขาหยุดยืนเบื้องหน้าชายชุดดำยกมือประสานโค้งลงอย่างนอบน้อม เปล่งเสียงเรียบ “ท่านอ๋อง” ไป๋ซูเหยารู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง นางค่อย ๆ ถอยหลังหมายจะหลีกหนีโดยไร้เสียง ทว่าโชคชะตากลับไม่เข้าข้าง… กึก! เท้านางเผลอเหยียบเข้ากับกิ่งไม้แห้ง เสียงนั้นดังขึ้นในความเงียบ ทั้งสองหันขวับไปตามต้นเสียงทันใด องค์รักษ์หนุ่มพุ่งตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ร่างสูงใหญ่ยืนขวางเบื้องหน้านาง ปลายกระบี่แวววาวจ่อเข้าหาอย่างไร้ปรานี น้ำเสียงเข้มเอ่ยหนักแน่น “หยุด!” ไป๋ซูเหยาใจหายวาบ สองมือสั่นระริก เงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะค่อย ๆ ยกมือขึ้น ปลายนิ้วเรียวงามแตะปลายคมกระบี่ผลักออกจากตนอย่างเบา ๆ นางยิ้มแห้ง ยื่นคำวิงวอนเสียงสั่น “พี่ชาย…ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น…ปล่อยข้าไปเถิด…” องค์รักษ์นิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปยังชายในชุดดำที่ยืนอยู่ใต้เงาไม้ ใบหน้าเขามิได้หันมาสนใจแม้แต่น้อย องค์รักษ์เปล่งเสียงเรียบนิ่ง “ท่านอ๋อง…” เสียงตอบรับดังขึ้นเฉียบขาดเยียบเย็น ไร้แววเมตตา “ฆ่านางเสีย…”ตอนพิเศษ2สองปีต่อมา ณ ห้องหนังสือ จวนจิ้นอ๋องแสงแดดยามสายส่องลอดผ่านหน้าต่าง กระดาษโปร่งลงบนโต๊ะไม้ กลิ่นหมึกลอยคลุ้งในอากาศบนตั่งไม้ใกล้หน้าต่าง ไป๋ซูเหยานั่งถือตำราอยู่ข้างบุตรชายวัยสองขวบกว่า เด็กน้อยในอาภรณ์แพรสีเขียวอ่อนนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะนุ่ม ตากลมใสกวาดมองตัวอักษรบนตำรา เส้นผมอ่อนยุ่งเล็กน้อยตามประสาเด็ก มืออ้วนกลมยกขึ้นลูบคิ้วตัวเอง“ท่านแม่ ข้าอยากออกไปเที่ยวข้างนอก ท่านพาข้าไปได้หรือไม่… ”เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นพร้อมดวงตากลมใสที่มองนางอย่างอ้อนวอน มืออ้วนกลมยื่นมาดึงแขนเสื้อนางเบา ๆ ไป๋ซูเหยามองดวงหน้ากลมเล็กที่แดงระเรื่อราวลูกพีชนก่อนจะหัวเราะแผ่ว ยิ้มบาง ดวงตาฉายแววซุกซน“แต่พ่อเจ้าสั่งให้เจ้าท่องตำราอยู่นี่นะ… ”เด็กน้อยเบะปากเล็กน้อย ตากลมใสยังมองไม่กระพริบ“แต่ไม่เป็นไร… ”ไป๋ซูเหยาก้มลงมากระซิบพร้อมยิ้มขำ“แม่จะพาเจ้าหนีเอง เด็กน้อยเพียงสองขวบกว่าจะต้องท่องตำรามากมายเช่นนี้ น่าเบื่อออก… ”เด็กน้อยพยักหน้างึก ๆ พร้อมรอยยิ้ม“ไปกัน!”“อื้ม!”มือเล็กยื่นออกมาอย่างเร่งรีบ ไป๋ซูเหยาจับมือกลมเล็กนั้นไว้ ก่อนจะย่องลงจากตั่งไม้เบา ๆ ชายกระโปรงผ้าโปร่งสีอ่อนสะบัดไหวไปตามจั
ตอนพิเศษจวนแม่ทัพเว่ยหยางกลิ่นสุราอบอวลในห้องนอนที่หน้าต่างถูกเปิดแง้มรับลมยามเช้า แสงแดดอ่อนลอดผ่านระแนงไม้ ส่องลงบนโต๊ะที่เต็มไปด้วยไหสุราที่ถูกทิ้งระเกะระกะร่างสูงในชุดชั้นในสีดำหม่นนอนฟุบอยู่บนโต๊ะ ผมยาวสีดำกระจายคลอแก้มซีด เส้นผมเปียกชื้นเพราะเหงื่อและสุราที่กระเด็นเลอะเสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมเสียงเรียกขององค์รักษ์คนสนิท“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพ!”เปลือกตาหนักอึ้งของเว่ยหยางกระตุก ดวงตาแดงก่ำจากฤทธิ์สุราเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า คิ้วเข้มขมวดแน่น เขาใช้มือยันโต๊ะ ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะก้าวอย่างไร้เรี่ยวแรงไปเปิดประตูออกช้า ๆ ดวงตาคมหรี่ลง มององค์รักษ์คนสนิทของตนที่ยืนรออยู่หน้าห้อง ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มแหบด้วยฤทธิ์สุรา“อะไร…”องค์รักษ์ก้มศีรษะต่ำ เอ่ยขึ้น“ฝูกงกงจากวังหลวงมาส่งเทียบเชิญให้ท่าน… ตอนนี้รออยู่ที่ห้องโถงใหญ่ขอรับ”“อืม… ”เสียงตอบรับเบาราวสายลม เว่ยหยางหมุนตัวกลับเข้าไป หยิบเสื้อคลุมสีดำสนิทที่พาดบนเตียงมาสวมทับ ก่อนจะก้าวออกจากห้องตรงไปยังห้องโถงใหญ่ณ ห้องโถงใหญ่ประดับด้วยม่านสีเข้มและแจกันที่มีดอกโบตั๋นประดับอยู่ ฝูกงกงยืนรออยู่ด้านหน้า พอเห็นร่างสูงของแม
ตอนที่30จบสายลมยามรุ่งสางพัดแผ่วลอดหน้าต่างรถม้ากระทบใบหน้าคมเข้มของจิ้นอ๋อง เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น กวาดสายตามองรอบกายอย่างงุนงงบัดนี้ เขามิได้อยู่ในห้องลับอับชื้นอีกต่อไป แต่กลับพบว่าตนอยู่ภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวไปบนถนนเมื่อสายตาหันไปด้านข้าง เขาเห็นร่างบอบบางที่ซิบพิงอยู่ใกล้กัน ดวงหน้าที่คุ้นเคย แม้ซีดเผือด แต่ยังคงความงดงามราวภาพวาดมือใหญ่สั่นเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมไปคว้าร่างบางของไป๋ซูเหยาเข้ามากอดแน่น ดวงตาคมเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาที่รั้งไว้ไม่อยู่ไป๋ซูเหยารู้สึกถึงแรงกอดอันแน่นหนา ความเจ็บเล็ก ๆ ทำให้นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสบตากับเขาอย่างอ่อนแรง“ท่านอ๋อง… เพคะ”เสียงแผ่วเบาของนาง ทำให้หัวใจที่ด้านชาของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง จิ้นอ๋องก้มลงมองนางในอ้อมแขน สายตาเต็มไปด้วยความดีใจและห่วงใย“เจ้า… เจ็บตรงไหนหรือไม่”นางส่ายศีรษะเบา ๆ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบาง จิ้นอ๋องกระซับอ้อมแขนแน่นขึ้น ซบใบหน้าลงบนเรือนผมของนาง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของนางทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นช้า ๆ แผ่วเบาราวสายลม“ข้าคิดว่าต้องเสียเจ้าไปเสียแล้ว… ดี… ดีจริง ๆ ”น้ำเสียงนั้นทั้งสั่นทั้งอ่อนโยน ค
ตอนที่29เลือกณ แคว้นฉงฉิ่งห้องลับสายลมเย็นจากหน้าต่างเล็ก ๆ พัดต้องร่างบางที่นอนอยู่บนพื้นห้องเย็นเฉียบ ความหนาวปลุกให้ไป๋ซูเหยาค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นนางกวาดสายตามองรอบตัว เห็นแท่งเหล็กสีดำเรียงราย เมื่อลองขยับตัวก็พบว่าถูกมัดมือมัดเท้าไว้แน่น อยู่ในกรงเหล็กที่มีกุญแจล็อกไว้อย่างแน่นหนา“กรงเหล็ก… ?”นางพึมพำเสียงแผ่ว ก่อนจะพยายามขยับเชือกแต่ไม่สำเร็จ ได้แต่ถอนหายใจ ในขณะที่นางกำลังพยายามตั้งสติ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ก็ดังขึ้น ในความเงียบของห้องไป๋ซูเหยากันไปตามเสียง ประตูไม้ถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ ชายสูงวัยผู้หนึ่งก้าวเข้ามา ในอาภรณ์สีเข้มปักลายมังกรเงิน ผมยาวสีดำแซมขาว ใบหน้าแม้มีรอยวัย แต่ยังคงแฝงด้วยอำนาจด้านหลังมีขันทีร่างอ้วนเดินตามมา และองค์รักษ์ในชุดดำอีกสองคนก้าวตามอย่างเงียบงันไป๋ซูเหยาเงยหน้ามองชายสูงวัยผู้นั้น พลันครุ่นคิดในใจ เขาดูทรงคล้ายฮ่องเต้ แต่องค์ทรงเครื่องต่างออกไปนิดหน่อย หรือว่าข้าจะถูกจับมาที่แคว้นฉงฉิ่งเสียแล้วนางสูดลมหายใจลึก เอ่ยถามด้วยเสียงหนักแน่น“พวกเจ้าจับข้ามาที่นี่ทำไม?”ชายสูงวัยไม่ได้ตอบทันที เขาเหลือบสายตามองนางอย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยถามขันทีข้างก
ตอนที่28 เงาจวนแม่ทัพเว่ยหยางแสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดลอดใบไม้ พาดเงาลายลงบนพื้นศาลาแม่ทัพเว่ยหยางนั่งดื่มสุราลำพัง เงียบสงบจนได้ยินเสียงลมพัดใบไม้ปลิวสายตาคมทอดมองไปยังสวนดอกไม้ ที่ไป๋ซูเหยาชอบมาเดินเล่นอยู่บ่อย ๆ รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าที่เคร่งขรึม เมื่อเขาเห็นเงาของนางสะท้อนกับแสงแดด ร่างนั้นหันมายิ้มหวานให้เขาแต่รอยยิ้มนั้นกลับอยู่เพียงแค่ครู่เดียว ก่อนภาพนั้นจะเลือนหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่า“ท่านแม่ทัพ… ”เสียงสะอื้นดังขึ้น หลันอวี้คุกเข่าอยู่เบื้องล่างศาลา น้ำตานางไหลอาบแก้ม แววตาสั่นไหวเต็มไปด้วยความอ้อนวอนแม่ทัพเว้ยหยางเหลือบมองนาง แววตานิ่งสงบก่อนจะถอนหายใจยาว เขาลุกขึ้นจะก้าวเดินจากไป โดยไม่คิดจะหยุดแต่ทันทีที่เขาก้าวผ่านร่างเล็กนั้น สองมือของหลันอวี้ก็ยื่นมาคว้าชายแขนเสื้อของเขาไว้แน่น“ท่านแม่ทัพ…ข้าผิดไปแล้ว..ได้โปรด…”นางเงยหน้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาหยดลงบนแขนที่กำเสื้อเขาไว้แม่ทัพเว่ยหยางชะงัก หันกลับมามองนาง ในดวงตาคมเข้มปรากฏแววตาโกรธวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าเขาสะบัดแขนเสื้อออกจากมือเล็กนั้นอย่างไม่ใยดี ก้าวจากไปอย่างไม่ใยดี ชายแข
ตอนที่27หลับตาจิ้นอ๋องก้าวออกจากหอชิงเหออ้อมแขนกว้างของเขายังคงอุ้มไป๋ซูเหยาไว้แนบอก เสื้อคลุมสีดำของเขาปลิวเบา ๆ ตามสายลม แสงโคมไฟแขวนเรียงราย ส่องแสงอุ่นสว่างตามทางเดินไป๋ซูเหยาขยับตัวเล็กน้อย มือขาวสะกิดแขนเสื้อเขาอย่างเก้อเขิน เอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“… ปล่อยได้แล้วเพคะ”จิ้นอ๋องก้มมองนาง สายตาคมนั้นอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากเขายกยิ้มบาง“เจ้าเสียใจแล้วหรือ… ที่หย่ากับเขา”ไป๋ซูเหยาชะงัก คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย นางกัดริมฝีปากเบา ๆ ก่อนตอบเสียงเบา “หม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้นเพคะ”ได้ยินเช่นนั้นจิ้นอ๋องก็หัวเราะเบา ๆ ในลำคอดวงตาทอดมองนางด้วยความเอ็นดู“ถ้าเช่นนั้น… ก็อยู่นิ่ง ๆ ”เพียงคำพูดนั้น แก้มของไป๋ซูเหยาก็แดงระเรื่อขึ้นทันตา นางพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะก้มหน้าซบอกเขาอย่างเขินอายจิ้นอ๋องกระชับอ้อมแขนก้าวเดินโดยไม่สนใจสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างมากมายไป๋ซูเหยากำชายเสื้อเขาแน่น หลบสายตาผู้คน แต่กลับแอบยิ้มบางด้วยความสุข ที่ไม่อาจซ่อนไว้ได้อีก พลันคิดในใจ นี่นางจะตกหลุมรักตัวร้ายในนิยายแล้วหรือ แต่ถึงแม้เขาจะโหดไปหน่อยแต่ก็จริงใจกับนาง เวลาอยู่ใกล้เขากลับรู้สึก
ตอนที่8หนีจวนแม่ทัพเว่ยสายลมค่ำพัดเอื่อย แสงจันทร์นวลสาดส่องลงมากระทบร่างบางที่กำลังก้าวเดินเข้ามาในจวนไป๋ซูเหยาก้าวฉับเข้ามาภายในเรือนของตนเองอย่างเร่งรีบ ลี่อิงที่นั่งรออยู่ในห้องรีบลุกขึ้นเมื่อเห็นเจ้านายสาวของตนกลับมา นางรีบก้าวไปหาพร้อมเอ่ยเสียงแผ่วเบา“คุณหนู…ท่านไปที่ใดมาหรือเจ้าคะ”ไป๋ซู
ตอนที่7ผู้รู้ความลับต้องตาย“ฆ่านางเสีย…”วาจานั้นเปล่งออกโดยไร้แววลังเล แต่ทันใดนั้น…สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นทันที“อ๊าก!”เสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดพลันดังสนั่นทั่วผืนป่า ร่างสูงโปร่งทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นดิน มือทั้งสองกุมขมับแน่นด้วยความเจ็บปวด“ท่านอ๋อง!!!”องค์รักษ์ร้องออกมาเสียงหลง สา
ตอนที่5ท่านแม่ทัพกลับมาแล้วณ สวนดอกไม้ในจวนแม่ทัพกลีบดอกเหมยปลิวตามสายลมราวหิมะโปรยในฤดูหนาว ไป๋ซูเหยาสวมชุดผ้าไหมสีอ่อนนั่งอยู่ใต้ศาลากลางสวน มือเรียวถือถ้วยชาอุ่น พลางชมดอกไม้ด้วยแววตาเปี่ยมสุข ลมอ่อนพัดกลิ่นหอมเย็นของดอกไม้เคล้าสมุนไพรในน้ำชา“คุณหนู! คุณหนู!”เสียงเร่งเร้าดังขึ้นจากทางเดินหิน
ตอนที่4ขอบคุณน่ายไน่(ท่านย่า)ณ เรือนพักด้านในของจวนแม่ทัพลี่อิงเดินนำมาหยุดหน้าห้องหนึ่ง ไป๋ซูเหยาก้าวตามมาช้า ๆ สายตากวาดมองเรือนไม้ที่บรรจงตกแต่งอย่างหรูหรา“โอ้โห…จวนแม่ทัพนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ”ไป๋ซูเหยาพึมพำเบา ๆ พลางก้าวเข้าไปด้านในจนพ้นขอบประตู ลี่อิงก็หมุนตัวกลับมา…เสียงกลอนประตูถูกปิดลงโดยไม







