Se connecterภายในห้องนอนลูกทั้งสามนอนหลับไปแล้ว ส่วนภรรยาลืมตาขึ้นมาตอนที่เขาเดินเข้ามาในมุ้งพอดี “ยังไม่หลับอีกเหรอ” เขาถามภรรยา พร้อมกับนั่งลงตรงปลายเท้าของเธอ
“กำลังจะหลับแล้ว” อัจฉราตอบเสียงเบา ความจริงเธอนอนไม่หลับเพราะกังวลเรื่องลูก หลังจากที่เธอไม่อยู่บนโลกนี้แล้วลูกของเธอจะอยู่อย่างไร สมองเธอคิดไปสารพัดจนทำให้นอนไม่ค่อยหลับ ทุกคืนก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่สามีไม่เคยใส่ใจก็เท่านั้น ต่างจากวันนี้ที่เขาเดินเข้ามาถาม
“พี่ขอคุยด้วยแป๊บนึงได้ไหม”
“ว่ามาสิคะ” ร่างผอมบางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น เอนกายพิงผนังห้องเบา ๆ แววตาดูอ่อนล้าเต็มที
“พี่อยากพาเธอไปหาหมอ”
หลายอึดใจกว่าอัจฉราจะเอ่ยออกมา “พี่มีเงินเหรอคะ”
“เราเอาที่ห้าไร่ตรงนั้นไปจำนองกับธนาคารดีไหม” หลังจากนั้นเขาจะทยอยขายข้าวในมิติแล้วนำเงินไปใช้หนี้ ถึงจะเสียดอกเบี้ยแต่วิธีนี้ก็ปลอดภัยที่สุดแล้ว
เธอส่ายหน้าน้อย ๆ “อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เอาที่ไปจำนองก็เป็นหนี้ อีกอย่างพี่ทำงานคนเดียว ต้องหาเงินเลี้ยงฉันกับลูก ทั้งยังต้องหาเงินใช้หนี้แล้วพี่จะทำไหวได้ยังไง”
คนตัวใหญ่ลอบถอนหายใจ คิดไว้ไม่ผิดจริง ๆ ว่าเธอต้องไม่ยอมแน่
อัจฉราพูดขึ้นอีกครั้ง “พี่ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก ขอแค่พี่ทำตามในสัญญาก็พอ” สัญญาฉบับนั้นก็คล้ายกับพินัยกรรม ข้อตกลงมีอยู่ว่า ชาญชัยต้องเลี้ยงดูลูกของเธอทั้งสามให้เติบใหญ่ จวบจนสตางค์ลูกสาวคนเล็กอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์เขาถึงจะมีสิทธิ์ในที่ดินสองไร่นั้น ส่วนลูกของเธอก็ได้คนละหนึ่งไร่ รวมเป็นห้าไร่ ส่วนที่ดินแปลงที่ปลูกบ้านมีพื้นที่อยู่หนึ่งไร่สองงาน เธอแบ่งให้เขากับลูกคนละหนึ่งงานเศษเท่า ๆ กัน และเมื่อเขาอยู่ครบตามสัญญาแล้ว ถึงเวลานั้นเขาจะอยู่หรือไม่อยู่กับลูกของเธอก็แล้วแต่ตามที่เขาต้องการ ที่ดินในส่วนของเขาจะเก็บไว้หรือขายออกไปก็ได้
ถ้าชาญชัยทำได้ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ก็ยังถือว่าเขาขาดทุน เพราะเขาต้องเสียเวลาตั้งสิบสี่ปี เพื่อเลี้ยงดูลูกของเธอ แต่กลับได้สิ่งตอบแทนเพียงน้อยนิด แต่จะให้เธอทำอย่างไรในเมื่อสมบัติทั้งหมดของเธอมีอยู่แค่นี้จริง ๆ
“เรื่องสัญญาพี่รับปากว่าจะทำให้ได้ แต่ยังไงพี่ก็จะหาเงินมารักษาเธอให้ได้”
“เสียเงินเสียเวลาเปล่า ๆ ค่ะ พี่อย่าเหนื่อยกับเรื่องของฉันเลย ยังไงในสัญญาก็ระบุไว้ว่าให้พี่มาเป็นพ่อเลี้ยงของลูกฉันไม่ได้ให้พี่มาเป็นสามี” ว่าจบอัจฉราก็เลื่อนกายลงนอนอย่างเงียบ ๆ
เห็นท่าทางของภรรยาเหมือนไม่อยากคุยต่อเขาจึงลุกออกไปปิดไฟ แล้วคลานเข่าเข้ามาในมุ้งอีกฝั่งที่มีสายน้ำนอนอยู่ ปิดเปลือกตาลงช้า ๆ และหลับไปในเวลาไม่ถึงสามนาที อัจฉราแปลกใจเป็นอย่างมากที่วันนี้สามีเข้ามานอนในห้องนี้ด้วย เพราะตั้งแต่แต่งเข้ามาเขานอนแยกห้องกับเธอและลูกมาตลอด
แสนดีที่นอนอยู่ตรงกลางระหว่างน้องสาวกับน้องชาย ลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความมืด เขาเพิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้วผู้ชายคนนี้มาอยู่ที่นี่ในฐานะพ่อเลี้ยงเท่านั้น และเหตุผลที่แม่ไม่ไปหาหมอก็เพราะไม่มีเงินค่ารักษา
เด็กชายตัวเล็กนอนน้ำตาไหลเอื่อย ๆ แต่ไร้สุ้มเสียง เมื่อคิดไปถึงตอนที่ไม่มีแม่อยู่ด้วยแล้ว
เช้าวันถัดมาชาญชัยก็ยังตื่นขึ้นมานึ่งข้าวทำอาหารตามเดิม เมื่อเช้าเขาเดินไปบอกเฟื่องบ้านข้าง ๆ ว่าเมื่อวานแอบลักใบย่านาง ป้าแกเลยเอาฟักทองให้หนึ่งลูกโต ๆ บอกว่าลูกชายได้มาหลายลูกและมันก็อร่อยมากทั้งหวานทั้งมัน จึงอยากแบ่งให้เขากับลูกได้กิน วันนี้เขาจึงทำแกงอ่อมหมูใส่ฟักทองแบบไม่เผ็ด และทำหมูทอดอีกหนึ่งอย่าง
ทำอาหารเสร็จก็มีคนในหมู่บ้านมาชวนไปเกี่ยวข้าวรับจ้าง ซึ่งชาญชัยก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาต้องรับจ้างให้ได้มากที่สุด เพื่อจะใช้เป็นข้ออ้างในการหาเงินไปรักษาภรรยา ทั้งที่ตอนนี้เขาอยากนำข้าวเปลือกไปขายแล้วพาเธอไปหาหมอให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ทำได้แค่คิด เขาต้องอดทนอีกนิด อีกนิดเดียวเท่านั้น
“ให้ผมไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วยได้ไหมครับ” เมื่อคืนแสนดีร้องไห้แล้วก็ผล็อยหลับไป เขาสัญญากับตนเองว่าจะหาเงินช่วยพ่อเลี้ยง เพื่อพาแม่ไปรักษาตัว
“ให้ผมไปด้วยนะครับ” สายน้ำร้องตามไปด้วย
ชาญชัยหรี่ตามองเด็กทั้งสอง รู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อยเพราะปกติแสนดีไม่เคยอยากไปไหนมาไหนกับเขาเลย เขาเอ่ยออกด้วยความเป็นห่วง “อากาศมันร้อน อยู่บ้านกับแม่นี่แหละ” ถึงจะเป็นฤดูหนาว แต่พอสิบโมงเป็นต้นไปแดดก็เริ่มร้อนมากแล้ว เขาไม่อยากใช้แรงงานเด็ก ถึงแม้ตอนที่เขาอายุหกขวบก็เกี่ยวข้าวได้คล่องแล้ว
“แต่ผมไม่ร้อนครับ ผมใส่หมวกก็ได้” แสนดียืนยันเสียงแข็ง อย่างไรวันนี้เขาต้องไปรับจ้างเกี่ยวข้าวให้ได้
“ผมก็ไม่ร้อนครับ” สายน้ำก็ไม่ยินยอมเช่นกัน
ชาญชัยมองเด็กน้อยทั้งสองด้วยแววตาที่อ่านได้ยาก เขาเงยหน้ามองภรรยาเพื่อขอความคิดเห็น ภรรยาจึงพยักหน้าเบา ๆ “ให้พวกเขาไปด้วยเถอะค่ะ ถ้าพวกเขาเหนื่อยค่อยพักก็ได้ ยังไงก็คงทำไม่ได้นาน” อัจฉราคิดว่าลูกทั้งสองคงขยันได้แป๊บเดียว
“แม่คะ ให้หนูไปด้วยได้ไหมคะ หนูอยากไปดูพี่ ๆ เกี่ยวข้าวค่ะ” สตางค์พูดขึ้นบ้าง
แต่อัจฉรารู้ทันว่าลูกสาวคงอยากไปวิ่งเล่นมากกว่า เธอจึงไม่อนุญาต แต่ไม่ได้เอ่ยออกไปตรง ๆ “ถ้าสตางค์ไปแล้วแม่จะเล่นกับใครล่ะ” เธอกลัวว่าลูกสาวจะไปสร้างปัญหาให้กับชาญชัยจนเขาไม่มีเวลาเกี่ยวข้าว จึงไม่อยากให้ลูกสาวไปเกะกะ
เด็กหญิงทำท่าคิดหนัก พูดออกเสียงอ่อย “งั้นหนูอยู่เล่นกับแม่ก็ได้ค่ะ”
“อยู่กับแม่นะ ตอนเย็นพี่จะทำปี่มาฝาก” แสนดีทำไม่เป็นหรอก แต่เขาจะขอให้ลุง ๆ ป้า ๆ ที่ไปเกี่ยวข้าวทำให้
“ค่ะ”
ก่อนกินข้าวเช้าชาญชัยยังตักแกงอ่อมหมูใส่ฟักทองไปให้เฟื่องเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ เฟื่องมองคนตัวใหญ่ด้วยความแปลกใจ เพราะปกติชาญชัยจะไม่คุยกับเธอเลย ถึงแม้มองเห็นเธอยืนเก็บผักอยู่ริมรั้วก็ยังไม่เอ่ยถาม แต่วันนี้กลับเดินมาบอกว่าแอบเก็บใบย่านาง แถมยังเอาอาหารมาให้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดูท่าทางอัธยาศัยดีคล้ายกับเป็นคนละคน
“ขอบใจมากนะ”
“ไม่เป็นไรครับ ป้าก็ให้ผมเหมือนกัน”
เฟื่องเทแกงฟักทองใส่ถ้วยแล้วจึงเดินถือถ้วยมาคืนเขา เอ่ยถามอย่างห่วงใย “เอื้องเป็นยังไงบ้าง” คนในหมู่บ้านรู้กันทั่วว่าอัจฉราแต่งผู้ชายเข้าบ้าน ตอนแรกยังคิดว่าประหลาดคนเพราะไม่มีใครเขาทำกัน แต่พอรู้ถึงเหตุผลของเธอจึงเข้าใจ หัวอกคนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ผัวขอหย่าเพราะให้ความสุขกับมันไม่ได้ อีกทั้งยังไร้ญาติขาดมิตร หากเป็นเธอก็คงทำเช่นนั้นเหมือนกัน
ชาญชัยก็คิดว่าคงต้องเป็นเช่นนั้น เพราะดูแล้วเด็กน้อยสองคนนี้น่าจะมีความตั้งใจหาเงินมารักษาแม่เป็นอย่างมาก แต่คำพูดของภรรยาที่ว่า ‘พอพวกเขาเหนื่อยแล้วก็คงพักเองแหละ’ คงใช้กับเด็กสองคนนี้ไม่ได้ เพราะช่วงบ่ายวันนี้ พวกเขาเกี่ยวข้าวแบบไม่พักเลย ถ้าเขาไม่พาเดินเข้าไปพักในร่ม แสนดีกับสายน้ำก็จะเกี่ยวข้าวอยู่อย่างนั้น กระทั่งคำว่าร้อนหรือเหนื่อยเขายังไม่ได้ยินจากปากทั้งคู่แม้แต่ครึ่งคำ สามคนพ่อลูกไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วยกันได้สี่วันแล้ว ยิ่งเกี่ยวข้าวหลายวันฝีมือการเกี่ยวข้าวของแสนดีกับสายน้ำก็ยิ่งพัฒนามากขึ้น สามวันแรกพวกเขายังเกี่ยวข้าวได้วันละสามร้อยกว่าบาท พอเข้าวันที่สี่สามคนพ่อลูกก็มีรายได้ถึงสี่ร้อยยี่สิบบาทแล้ว ชาวบ้านที่ไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วยกันถึงกับรู้สึกอิจฉา เพราะในหมู่บ้านนี้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เด็กอายุเท่านี้จะเกี่ยวข้าวได้ อีกทั้งยังมีความอดทนเป็นเลิศ และถึงแม้พวกเขาจะพาลูกมาฝึกเกี่ยวข้าวตอนนี้ก็คงสู้แสนดีกับสายน้ำไม่ได้ มิ่งพรเก็บความริษยาเอาไว้ในใจ ใครจะคิดว่าไอ้เด็กสองคนนั้นจะทำงานได้เทียบเท่ากับผู้ใหญ่คนหนึ่ง พอกลับมาถึงบ้านของตนเธอก็พูดสิ่ง
เกี่ยวข้าวได้ราวหนึ่งชั่วโมง สายน้ำรู้สึกว่าเหนื่อยมาก เขาจึงเดินเข้าไปพักใต้ร่มไม้ แต่แสนดียังคงตั้งหน้าตั้งตาเกี่ยวข้าวต่อ ผ่านไปราวยี่สิบนาทีชาญชัยจึงพูดกับเขา “แสนดีเข้าไปนั่งพักกับน้องเถอะ หายเหนื่อยแล้วค่อยมาทำต่อ” ตัวเขาเล็กแค่นี้จะมาทำงานแข่งกับผู้ใหญ่ได้อย่างไร “ผมยังไม่เหนื่อยครับ” ตอนนี้ในใจเขาคิดเพียงว่าต้องหาเงินให้ได้มากที่สุด จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด ชาญชัยมองลูกเลี้ยงด้วยแววตาค้นคว้า เขารู้สึกคล้ายกับว่าแสนดีมีเรื่องคิดอยู่ในใจ เมื่อแสนดีไม่ยอมเข้าไปพักสักที ชาญชัยจำเป็นต้องพาเขาไปเอง “ไปพักกันเถอะ เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไป” ลำพังตัวเขาให้ทำงานทั้งวันโดยไม่ต้องพักก็ได้ แต่เด็กเพียงแปดขวบจะให้ทำอย่างนั้นได้อย่างไร “อาไปพักเถอะครับ ผมไม่เหนื่อยจริง ๆ” ชาญชัยเดินเข้าไปใกล้คนตัวเล็กยืนจ้องหน้าน้อย ๆ ที่ปราศจากผ้าคลุมหน้า ทำให้เห็นว่ารอบดวงหน้าแดงเถือก เหงื่อโทรมกายราวกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ ถามออกไปด้วยความใคร่รู้ “ทำไปเพื่ออะไร ถ้าเราเจ็บป่วยขึ้นมาอาจะทำยังไง แม่ของเราจะไม่ตำหนิอาหรือที่ปล่อย
“กินข้าวไม่ค่อยได้เลยครับ” เฟื่องเอ่ยออกอย่างทอดถอนใจ “คนเรากินข้าวไม่ได้ก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น” แต่รู้เหตุผลที่อัจฉราไม่ไปหาหมอแล้วจึงเก็บคำพูดที่กลัวว่าจะทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายเอาไว้ ชาญชัยยิ้มเจื่อนพูด ‘ครับ’ คำเดียวแล้วขอตัวไปทำงานอย่างอื่นต่อกินอาหารเช้าเสร็จเตรียมห่อข้าวใส่กระเป๋าย่าม จากนั้นพาลูกชายทั้งสองไปซื้อหมวกปีกสานที่ร้านค้าในหมู่บ้าน แล้วค่อยเดินไปขึ้นรถเกษตรที่บ้านของจินดาซึ่งเป็นเจ้าของนาที่เขากับลูกจะไปเกี่ยวข้าววันนี้ เมื่อทุกคนมาครบแล้วคนงานจึงพากันปีนขึ้นรถอีแต๋น ชาญชัยอุ้มลูกทั้งสองขึ้นรถแล้วทั้งสามก็ไปยืนอยู่แถวหน้าด้วยกัน โดยคนตัวใหญ่ยืนอยู่ด้านหลังของเด็ก ๆ วันนี้คนงานมีประมาณสิบกว่าคน บางคนก็พาลูกไปด้วยเหมือนกับเขา และวันนี้เขายังได้เจอกับครอบครัวของมิ่งพรด้วยซึ่งก็คืออาผู้หญิงของเขา คนนี้แหละคือคนที่อยากได้ค่าสินสอดของเขาจนตัวสั่น แถมยังคิดกำจัดเขาให้พ้นบ้านหลังนั้น และเธอก็ทำสำเร็จและคงสบายใจไม่น้อยเมื่อไม่มีเขาอยู่ด้วย พวกเขามากันสี่คน มีมิ่งพร สามี ลูกชาย และลูกสะใภ้ของเธอ ทั้งสี่คนเหลือบมองเขากับลูกด้วยสาย
ภายในห้องนอนลูกทั้งสามนอนหลับไปแล้ว ส่วนภรรยาลืมตาขึ้นมาตอนที่เขาเดินเข้ามาในมุ้งพอดี “ยังไม่หลับอีกเหรอ” เขาถามภรรยา พร้อมกับนั่งลงตรงปลายเท้าของเธอ “กำลังจะหลับแล้ว” อัจฉราตอบเสียงเบา ความจริงเธอนอนไม่หลับเพราะกังวลเรื่องลูก หลังจากที่เธอไม่อยู่บนโลกนี้แล้วลูกของเธอจะอยู่อย่างไร สมองเธอคิดไปสารพัดจนทำให้นอนไม่ค่อยหลับ ทุกคืนก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่สามีไม่เคยใส่ใจก็เท่านั้น ต่างจากวันนี้ที่เขาเดินเข้ามาถาม “พี่ขอคุยด้วยแป๊บนึงได้ไหม” “ว่ามาสิคะ” ร่างผอมบางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น เอนกายพิงผนังห้องเบา ๆ แววตาดูอ่อนล้าเต็มที “พี่อยากพาเธอไปหาหมอ” หลายอึดใจกว่าอัจฉราจะเอ่ยออกมา “พี่มีเงินเหรอคะ” “เราเอาที่ห้าไร่ตรงนั้นไปจำนองกับธนาคารดีไหม” หลังจากนั้นเขาจะทยอยขายข้าวในมิติแล้วนำเงินไปใช้หนี้ ถึงจะเสียดอกเบี้ยแต่วิธีนี้ก็ปลอดภัยที่สุดแล้ว เธอส่ายหน้าน้อย ๆ “อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เอาที่ไปจำนองก็เป็นหนี้ อีกอย่างพี่ทำงานคนเดียว ต้องหาเงินเลี้ยงฉันกับลูก ทั้งยังต้องหาเงินใช้หนี้แล้วพี่จะทำไหวได้ยังไง” คน
ชาญชัยหยิบกระด้งสองอันมาวางใกล้ภรรยาพร้อมกับกระเป๋าย่าม อัจฉรากับลูกช่วยกันคัดหอยอยู่ใกล้ ๆ กับสามี วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเขาได้มีเวลาทำอะไรร่วมกันเช่นนี้ และเขาก็พูดกับเธอมากขึ้นด้วย ถ้าเธอไม่ได้ตาฝาดตอนที่เขาคุยกับเธอเหมือนดวงตาคมคายคู่นั้นจะมีแววสงสารเจืออยู่ในนั้นด้วยซึ่งเธอไม่เคยเห็นมันมาก่อน เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อคิดว่าเขาไม่ได้เย็นชาอย่างที่เธอคิด จากนั้นจึงตั้งใจคัดหอยต่อ หอยจำศีลพวกนี้ถ้าไม่เป็นแผลสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน ถ้ามีมากก็ช่วยประหยัดค่าอาหารได้อีกหลายมื้อเลยทีเดียว “เด็ก ๆ อยากกินลาบหมูเหรอ” ชาญชัยถามเด็กทั้งสาม “ครับ/ค่ะ” เป็นเสียงของสายน้ำและสตางค์ที่ตอบออกมา แต่แสนดียังคงนั่งเงียบ แต่ชาญชัยก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะดูออกว่าแสนดีคงไม่ชอบเขาเท่าไร เด็กน้อยก็เป็นเช่นนี้ มีชายอื่นเข้ามาแทนที่พ่อแท้ ๆ ใครจะไปยอมรับง่าย ๆ อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ตัวเขาเองถ้าพ่อหรือแม่แต่งงานใหม่ เขาก็ไม่มั่นใจว่าจะทำใจยอมรับได้หรือไม่ เขาเอี้ยวหน้าไปถามภรรยา “วันนี้กินข้าวได้บ้างไหม” “ตอนเช้าได้สองคำ ตอนกลางวันได้สามคำค่ะ”
กินข้าวเสร็จก็เกือบบ่ายโมงแล้ว ทุกคนอยากให้งานเสร็จเร็วจึงรีบลงไปทำงานทันที เพราะยิ่งเกี่ยวข้าวเสร็จเร็วก็ยิ่งได้กลับบ้านเร็ว อีกทั้งพวกผู้ชายก็จะได้ไปเชือดหมูด้วย มนธิราเดินเข้ามาเกี่ยวข้าวข้าง ๆ ชาญชัยแบบเนียน ๆ จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เมื่อเช้าฉันขอโทษที่ไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของพี่” ชาญชัยเกี่ยวข้าวไปด้วยฟังไปด้วยอย่างเงียบ ๆ อุตส่าห์เดินหนีแล้วยังจะตามมาอีก ที่จริงเมื่อเธอรู้ว่าอดีตคนรักแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ไม่สมควรมาคุยด้วยแล้วนะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เห็นเขาเงียบไปมนธิราจึงกล่าวต่อ “ถ้าพี่ลำบากใจที่จะคุยกับฉัน ฉันขอพูดความในใจกับพี่ไม่กี่คำแล้วฉันก็จะไป” เขาก็ยังเงียบอีก “ฉันยังรอพี่อยู่นะ เมื่อไรที่พี่เอื้องไม่อยู่แล้ว เรากลับมาคบกันเหมือนเดิมนะ ฉันจะรอแต่งงานกับพี่คนเดียว” ชาญชัยขยับปากคล้ายจะพูดบางอย่างแต่มนธิราก็ไม่อยู่รอฟังแล้ว เขาส่ายหน้าเล็กน้อย นี่หล่อนยังหวังที่จะแต่งงานกับเขาอีกหรือ มิหนำซ้ำยังแอบแช่งภรรยาของเขาอีก ความจริงวันนี้ชาญชัยได้ยินคนอื่นนินทาเขาเรื่องที่แต่งงานกับอัจฉราอยู่เหมือนกัน บ้างก็ว่าเขาเห็นแก







