Se connecterชาญชัยหยิบกระด้งสองอันมาวางใกล้ภรรยาพร้อมกับกระเป๋าย่าม อัจฉรากับลูกช่วยกันคัดหอยอยู่ใกล้ ๆ กับสามี วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเขาได้มีเวลาทำอะไรร่วมกันเช่นนี้ และเขาก็พูดกับเธอมากขึ้นด้วย ถ้าเธอไม่ได้ตาฝาดตอนที่เขาคุยกับเธอเหมือนดวงตาคมคายคู่นั้นจะมีแววสงสารเจืออยู่ในนั้นด้วยซึ่งเธอไม่เคยเห็นมันมาก่อน เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อคิดว่าเขาไม่ได้เย็นชาอย่างที่เธอคิด จากนั้นจึงตั้งใจคัดหอยต่อ หอยจำศีลพวกนี้ถ้าไม่เป็นแผลสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน ถ้ามีมากก็ช่วยประหยัดค่าอาหารได้อีกหลายมื้อเลยทีเดียว
“เด็ก ๆ อยากกินลาบหมูเหรอ” ชาญชัยถามเด็กทั้งสาม
“ครับ/ค่ะ” เป็นเสียงของสายน้ำและสตางค์ที่ตอบออกมา แต่แสนดียังคงนั่งเงียบ แต่ชาญชัยก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะดูออกว่าแสนดีคงไม่ชอบเขาเท่าไร เด็กน้อยก็เป็นเช่นนี้ มีชายอื่นเข้ามาแทนที่พ่อแท้ ๆ ใครจะไปยอมรับง่าย ๆ อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ตัวเขาเองถ้าพ่อหรือแม่แต่งงานใหม่ เขาก็ไม่มั่นใจว่าจะทำใจยอมรับได้หรือไม่
เขาเอี้ยวหน้าไปถามภรรยา “วันนี้กินข้าวได้บ้างไหม”
“ตอนเช้าได้สองคำ ตอนกลางวันได้สามคำค่ะ”
“อืม ก็ยังดี” พูดจบก็หันไปสับหมูต่อ หมูที่ได้มาวันนี้มีเกือบสองกิโลกรัม หลังจากกินข้าวเสร็จเขาจะหมักเกลือไว้บางส่วนเพื่อทำหมูแดดเดียว และเก็บเนื้อติดมันไว้ทำพะโล้ให้ลูก ๆ
คืนนั้นหลังจากกินข้าวอิ่มแล้ว เขาเดินไปก่อไฟตรงลานด้านหน้าห้องน้ำ เพราะเมื่ออาบน้ำเสร็จจะได้รีบวิ่งมาผิงไฟ อากาศที่นี่ค่อนข้างหนาวจัด เขานั่งลงบนตั่งไม้ มือสองข้างยกขึ้นอังไฟที่กำลังลุกโชน ในหัวกำลังคิดว่าคืนนี้เขาต้องคุยเรื่องจำนองที่ดินกับภรรยาให้ได้ เพราะท้องของภรรยาก็โตขึ้นทุกวัน ในฐานะที่เขามาจากโลกอนาคต เขารู้สึกว่าเธออาจเป็นโรคร้ายยอดฮิตเหมือนกับในยุคที่เขาจากมา เพราะอาการของเธอมันฟ้องว่าอย่างนั้น ที่เขารู้ก็เพราะว่าพ่อของเขาก็คือหนึ่งในผู้โชคร้ายเหมือนกัน เขาจึงอยากเร่งหาเงินเพื่อพาเธอไปรักษา ยิ่งตรวจเจอเร็วเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสหายมากขึ้นเท่านั้น
ระหว่างที่กำลังคิดหาวิธีคุยกับภรรยาอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีแสงวูบวาบบางอย่างกระทบเข้ากับดวงตา เขาก้มลงมองวัตถุที่ห้อยอยู่ที่คอเมื่อกระทบกับเปลวไฟจึงทำให้เกิดแสง มือหยาบกร้านหยิบสร้อยที่ทำจากเชือกถักสีเหลืองขึ้นมาดู เขารู้สึกคุ้นเคยกับสร้อยเส้นนี้เป็นอย่างมาก
พิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงร้องอ๋อขึ้นมาคำหนึ่ง ใช่ ใช่แล้ว มันคือสร้อยที่พ่อของเขาให้ไว้ตอนวันเกิดเมื่อปีที่แล้ว ส่วนของจี้สร้อยคือไหลเขียว พ่อบอกว่า มันเป็นวัตถุมงคลที่ทำจากแร่น้ำพี้สีเขียว ซึ่งผู้คนมีความเชื่อว่าเป็นของขลังศักดิ์สิทธิ์ มีพลังในการป้องกันสิ่งชั่วร้าย เสริมดวงชะตาด้านโชคลาภ การค้าขาย และเมตตามหานิยม ไหลเขียวมีลักษณะเป็นก้อนแร่ที่มีความมันวาว และเชื่อว่ามีพลังคล้ายเหล็กไหล
ตอนนั้นเขาไม่อยากได้เพราะไม่เชื่อเรื่องอะไรพวกนี้ แต่ก็ยอมสวมติดตัวไว้เพราะไม่อยากให้พ่อเสียใจ มันอาจจะมาพร้อมกับตอนที่วิญญาณของเขาเข้ามาสวมอยู่ในร่างนี้ตอนที่โดนฟ้าผ่า
เขาใช้หัวแม่มือคลึงจี้สร้อยเบา ๆ ทันใดนั้นด้านหน้าของเขาก็ปรากฏห้วงมิติ ภายในห้วงมิติมียุ้งข้าวอยู่สองหลัง ด้านหน้ามีชื่อกำกับไว้ว่าเป็นข้าวเหนียวและข้าวจ้าว เขากวาดสายตามองไปรอบตัวเพื่อดูว่ามีคนเห็นเขาหรือไม่
เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงลองเปิดประตูยุ้งข้าวที่เป็นข้าวเปลือกเหนียวออกดู จากนั้นดึงออกมาหนึ่งกระสอบ ทันทีที่พื้นที่ด้านหน้าว่างลง จะมีข้าวเปลือกกระสอบใหม่ไหลลงมาแทนที่โดยเร็ว คล้ายกับเป็นระบบอัตโนมัติ ลักษณะกระสอบเป็นสีขาวล้วนไม่มีตราใด ๆ ทั้งสิ้น พอทดสอบยุ้งข้าวเปลือกจ้าวก็เป็นเช่นเดียวกัน เขามองดูด้วยดวงตาลุกวาว เช่นนี้ก็แสดงว่าเขาจะมีข้าวกินอย่างไม่จำกัดแล้วสิ
โอ้! มันช่างเป็นสิ่งอัศจรรย์เสียจริง นี่น่ะหรือคือของวิเศษที่คนส่วนใหญ่ทะลุมิติได้รับ คราแรกคิดว่าตนจะไม่มีตัวช่วยเสียแล้ว ขอบคุณสวรรค์ที่ยังเมตตา
ชาญชัยรู้สึกอิ่มเอมใจเป็นอยากมาก ความหวังที่จะพาภรรยาไปรักษาตัวก็มีมากขึ้นแล้ว มุมปากยกยิ้มขึ้นจาง ๆ แล้วลุกขึ้นเดินไปอาบน้ำ อาบน้ำเสร็จก็รีบเดินเข้าในบ้านด้วยความดีใจ แม้แต่ความหนาวเขาก็ลืมไปจนสิ้นแล้ว มือข้างหนึ่งหอบผ้าห่มจากห้องที่ตนเคยนอนคนเดียวเดินเข้าห้องภรรยากับลูก
ชาญชัยก็คิดว่าคงต้องเป็นเช่นนั้น เพราะดูแล้วเด็กน้อยสองคนนี้น่าจะมีความตั้งใจหาเงินมารักษาแม่เป็นอย่างมาก แต่คำพูดของภรรยาที่ว่า ‘พอพวกเขาเหนื่อยแล้วก็คงพักเองแหละ’ คงใช้กับเด็กสองคนนี้ไม่ได้ เพราะช่วงบ่ายวันนี้ พวกเขาเกี่ยวข้าวแบบไม่พักเลย ถ้าเขาไม่พาเดินเข้าไปพักในร่ม แสนดีกับสายน้ำก็จะเกี่ยวข้าวอยู่อย่างนั้น กระทั่งคำว่าร้อนหรือเหนื่อยเขายังไม่ได้ยินจากปากทั้งคู่แม้แต่ครึ่งคำ สามคนพ่อลูกไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วยกันได้สี่วันแล้ว ยิ่งเกี่ยวข้าวหลายวันฝีมือการเกี่ยวข้าวของแสนดีกับสายน้ำก็ยิ่งพัฒนามากขึ้น สามวันแรกพวกเขายังเกี่ยวข้าวได้วันละสามร้อยกว่าบาท พอเข้าวันที่สี่สามคนพ่อลูกก็มีรายได้ถึงสี่ร้อยยี่สิบบาทแล้ว ชาวบ้านที่ไปรับจ้างเกี่ยวข้าวด้วยกันถึงกับรู้สึกอิจฉา เพราะในหมู่บ้านนี้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เด็กอายุเท่านี้จะเกี่ยวข้าวได้ อีกทั้งยังมีความอดทนเป็นเลิศ และถึงแม้พวกเขาจะพาลูกมาฝึกเกี่ยวข้าวตอนนี้ก็คงสู้แสนดีกับสายน้ำไม่ได้ มิ่งพรเก็บความริษยาเอาไว้ในใจ ใครจะคิดว่าไอ้เด็กสองคนนั้นจะทำงานได้เทียบเท่ากับผู้ใหญ่คนหนึ่ง พอกลับมาถึงบ้านของตนเธอก็พูดสิ่ง
เกี่ยวข้าวได้ราวหนึ่งชั่วโมง สายน้ำรู้สึกว่าเหนื่อยมาก เขาจึงเดินเข้าไปพักใต้ร่มไม้ แต่แสนดียังคงตั้งหน้าตั้งตาเกี่ยวข้าวต่อ ผ่านไปราวยี่สิบนาทีชาญชัยจึงพูดกับเขา “แสนดีเข้าไปนั่งพักกับน้องเถอะ หายเหนื่อยแล้วค่อยมาทำต่อ” ตัวเขาเล็กแค่นี้จะมาทำงานแข่งกับผู้ใหญ่ได้อย่างไร “ผมยังไม่เหนื่อยครับ” ตอนนี้ในใจเขาคิดเพียงว่าต้องหาเงินให้ได้มากที่สุด จึงไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด ชาญชัยมองลูกเลี้ยงด้วยแววตาค้นคว้า เขารู้สึกคล้ายกับว่าแสนดีมีเรื่องคิดอยู่ในใจ เมื่อแสนดีไม่ยอมเข้าไปพักสักที ชาญชัยจำเป็นต้องพาเขาไปเอง “ไปพักกันเถอะ เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไป” ลำพังตัวเขาให้ทำงานทั้งวันโดยไม่ต้องพักก็ได้ แต่เด็กเพียงแปดขวบจะให้ทำอย่างนั้นได้อย่างไร “อาไปพักเถอะครับ ผมไม่เหนื่อยจริง ๆ” ชาญชัยเดินเข้าไปใกล้คนตัวเล็กยืนจ้องหน้าน้อย ๆ ที่ปราศจากผ้าคลุมหน้า ทำให้เห็นว่ารอบดวงหน้าแดงเถือก เหงื่อโทรมกายราวกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ ถามออกไปด้วยความใคร่รู้ “ทำไปเพื่ออะไร ถ้าเราเจ็บป่วยขึ้นมาอาจะทำยังไง แม่ของเราจะไม่ตำหนิอาหรือที่ปล่อย
“กินข้าวไม่ค่อยได้เลยครับ” เฟื่องเอ่ยออกอย่างทอดถอนใจ “คนเรากินข้าวไม่ได้ก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น” แต่รู้เหตุผลที่อัจฉราไม่ไปหาหมอแล้วจึงเก็บคำพูดที่กลัวว่าจะทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายเอาไว้ ชาญชัยยิ้มเจื่อนพูด ‘ครับ’ คำเดียวแล้วขอตัวไปทำงานอย่างอื่นต่อกินอาหารเช้าเสร็จเตรียมห่อข้าวใส่กระเป๋าย่าม จากนั้นพาลูกชายทั้งสองไปซื้อหมวกปีกสานที่ร้านค้าในหมู่บ้าน แล้วค่อยเดินไปขึ้นรถเกษตรที่บ้านของจินดาซึ่งเป็นเจ้าของนาที่เขากับลูกจะไปเกี่ยวข้าววันนี้ เมื่อทุกคนมาครบแล้วคนงานจึงพากันปีนขึ้นรถอีแต๋น ชาญชัยอุ้มลูกทั้งสองขึ้นรถแล้วทั้งสามก็ไปยืนอยู่แถวหน้าด้วยกัน โดยคนตัวใหญ่ยืนอยู่ด้านหลังของเด็ก ๆ วันนี้คนงานมีประมาณสิบกว่าคน บางคนก็พาลูกไปด้วยเหมือนกับเขา และวันนี้เขายังได้เจอกับครอบครัวของมิ่งพรด้วยซึ่งก็คืออาผู้หญิงของเขา คนนี้แหละคือคนที่อยากได้ค่าสินสอดของเขาจนตัวสั่น แถมยังคิดกำจัดเขาให้พ้นบ้านหลังนั้น และเธอก็ทำสำเร็จและคงสบายใจไม่น้อยเมื่อไม่มีเขาอยู่ด้วย พวกเขามากันสี่คน มีมิ่งพร สามี ลูกชาย และลูกสะใภ้ของเธอ ทั้งสี่คนเหลือบมองเขากับลูกด้วยสาย
ภายในห้องนอนลูกทั้งสามนอนหลับไปแล้ว ส่วนภรรยาลืมตาขึ้นมาตอนที่เขาเดินเข้ามาในมุ้งพอดี “ยังไม่หลับอีกเหรอ” เขาถามภรรยา พร้อมกับนั่งลงตรงปลายเท้าของเธอ “กำลังจะหลับแล้ว” อัจฉราตอบเสียงเบา ความจริงเธอนอนไม่หลับเพราะกังวลเรื่องลูก หลังจากที่เธอไม่อยู่บนโลกนี้แล้วลูกของเธอจะอยู่อย่างไร สมองเธอคิดไปสารพัดจนทำให้นอนไม่ค่อยหลับ ทุกคืนก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่สามีไม่เคยใส่ใจก็เท่านั้น ต่างจากวันนี้ที่เขาเดินเข้ามาถาม “พี่ขอคุยด้วยแป๊บนึงได้ไหม” “ว่ามาสิคะ” ร่างผอมบางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น เอนกายพิงผนังห้องเบา ๆ แววตาดูอ่อนล้าเต็มที “พี่อยากพาเธอไปหาหมอ” หลายอึดใจกว่าอัจฉราจะเอ่ยออกมา “พี่มีเงินเหรอคะ” “เราเอาที่ห้าไร่ตรงนั้นไปจำนองกับธนาคารดีไหม” หลังจากนั้นเขาจะทยอยขายข้าวในมิติแล้วนำเงินไปใช้หนี้ ถึงจะเสียดอกเบี้ยแต่วิธีนี้ก็ปลอดภัยที่สุดแล้ว เธอส่ายหน้าน้อย ๆ “อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เอาที่ไปจำนองก็เป็นหนี้ อีกอย่างพี่ทำงานคนเดียว ต้องหาเงินเลี้ยงฉันกับลูก ทั้งยังต้องหาเงินใช้หนี้แล้วพี่จะทำไหวได้ยังไง” คน
ชาญชัยหยิบกระด้งสองอันมาวางใกล้ภรรยาพร้อมกับกระเป๋าย่าม อัจฉรากับลูกช่วยกันคัดหอยอยู่ใกล้ ๆ กับสามี วันนี้เป็นวันแรกที่พวกเขาได้มีเวลาทำอะไรร่วมกันเช่นนี้ และเขาก็พูดกับเธอมากขึ้นด้วย ถ้าเธอไม่ได้ตาฝาดตอนที่เขาคุยกับเธอเหมือนดวงตาคมคายคู่นั้นจะมีแววสงสารเจืออยู่ในนั้นด้วยซึ่งเธอไม่เคยเห็นมันมาก่อน เธอรู้สึกใจชื้นขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อคิดว่าเขาไม่ได้เย็นชาอย่างที่เธอคิด จากนั้นจึงตั้งใจคัดหอยต่อ หอยจำศีลพวกนี้ถ้าไม่เป็นแผลสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน ถ้ามีมากก็ช่วยประหยัดค่าอาหารได้อีกหลายมื้อเลยทีเดียว “เด็ก ๆ อยากกินลาบหมูเหรอ” ชาญชัยถามเด็กทั้งสาม “ครับ/ค่ะ” เป็นเสียงของสายน้ำและสตางค์ที่ตอบออกมา แต่แสนดียังคงนั่งเงียบ แต่ชาญชัยก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะดูออกว่าแสนดีคงไม่ชอบเขาเท่าไร เด็กน้อยก็เป็นเช่นนี้ มีชายอื่นเข้ามาแทนที่พ่อแท้ ๆ ใครจะไปยอมรับง่าย ๆ อย่าว่าแต่เด็กเลย แม้แต่ตัวเขาเองถ้าพ่อหรือแม่แต่งงานใหม่ เขาก็ไม่มั่นใจว่าจะทำใจยอมรับได้หรือไม่ เขาเอี้ยวหน้าไปถามภรรยา “วันนี้กินข้าวได้บ้างไหม” “ตอนเช้าได้สองคำ ตอนกลางวันได้สามคำค่ะ”
กินข้าวเสร็จก็เกือบบ่ายโมงแล้ว ทุกคนอยากให้งานเสร็จเร็วจึงรีบลงไปทำงานทันที เพราะยิ่งเกี่ยวข้าวเสร็จเร็วก็ยิ่งได้กลับบ้านเร็ว อีกทั้งพวกผู้ชายก็จะได้ไปเชือดหมูด้วย มนธิราเดินเข้ามาเกี่ยวข้าวข้าง ๆ ชาญชัยแบบเนียน ๆ จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “เมื่อเช้าฉันขอโทษที่ไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของพี่” ชาญชัยเกี่ยวข้าวไปด้วยฟังไปด้วยอย่างเงียบ ๆ อุตส่าห์เดินหนีแล้วยังจะตามมาอีก ที่จริงเมื่อเธอรู้ว่าอดีตคนรักแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ไม่สมควรมาคุยด้วยแล้วนะ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม เห็นเขาเงียบไปมนธิราจึงกล่าวต่อ “ถ้าพี่ลำบากใจที่จะคุยกับฉัน ฉันขอพูดความในใจกับพี่ไม่กี่คำแล้วฉันก็จะไป” เขาก็ยังเงียบอีก “ฉันยังรอพี่อยู่นะ เมื่อไรที่พี่เอื้องไม่อยู่แล้ว เรากลับมาคบกันเหมือนเดิมนะ ฉันจะรอแต่งงานกับพี่คนเดียว” ชาญชัยขยับปากคล้ายจะพูดบางอย่างแต่มนธิราก็ไม่อยู่รอฟังแล้ว เขาส่ายหน้าเล็กน้อย นี่หล่อนยังหวังที่จะแต่งงานกับเขาอีกหรือ มิหนำซ้ำยังแอบแช่งภรรยาของเขาอีก ความจริงวันนี้ชาญชัยได้ยินคนอื่นนินทาเขาเรื่องที่แต่งงานกับอัจฉราอยู่เหมือนกัน บ้างก็ว่าเขาเห็นแก







