LOGINในคืนวันหนึ่งหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จกันหาทางที่จะมาคุยกับแดงต้อยเรื่องที่เขากำลังจะแต่งงานกับเอมอร แต่ความจริงเขาก็รู้กันไปทั้งหมู่บ้าน
“อ้ายกันสิแต่งงานกับอีเอมอรติ” (พี่กันจะแต่งงานกับอีเอมอรเหรอ) แดงต้อยเอ่ยถามขึ้นก่อนเมื่อเจอหน้าคนรัก หลายวันแล้วที่เขาไม่ได้มาหาเธอ
“แมน อ้ายขัดเฒ่าพ่อบ่อได้” (ใช่ พี่ขัดคุณพ่อไม่ได้) กันสีหน้าดูเศร้าลง ก่อนจะคุยกับแดงต้อยอีกไม่กี่คำก็ขอตัวกลับ พอกันกลับไปแดงต้อยก็นั่งพิงเสาร้องไห้อยู่คนเดียว จนแม่ได้ยินเสียงสะอื้นจึงเดินออกมาดู
“มึงไห้เฮ็ดหยัง” (มึงร้องไห้ทำไม)
“กะอ้ายกันลาวสิแต่งงานเนาะแม่” (ก็พี่กันเขาจะแต่งงานนี่คะแม่)
“เอ๊อ กะเฮามันจนคิดซะว่าเขาบ่อแมนคู่เฮา เซาไห้ๆเข้าไปนอน” (เอ๊อ ก็เรามันจนคิดซะว่าเขาไม่ใช่คู่เรา หยุดร้องไห้ๆเข้าไปนอน) แม่ของเธอลูบผมลูกสาวเบาๆแล้วส่งเธอเข้าห้องนอน
ช่วงบ่ายคล้อยวันหนึ่งป้าแจ้งเดินมาหาหลานสาวที่กำลังเกี่ยวข้าว
“สิพาไปหาปลาข่อน ไปนำบ่อ” (จะพาไปหาปลาขาดน้ำ ไปด้วยมั้ย) ป้าแจ้งเอ่ยถามหลานสาว เอมอรหันขวับไปมองหน้ากันที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วขมวดคิ้ว เขาอมยิ้มเหมือนรู้ทันว่าเธอคงไม่เข้าใจที่ป้าแจ้งพูด
“ไปบ่อล่ะ สิพาไป” (ไปมั้ยล่ะ จะพาไป) กันไม่ได้ตอบแต่ถามเธอกลับมา เอมอรจึงพยักหน้า ตอนนี้กันเริ่มชวนเอมอรไปไหนมาไหนด้วยมากขึ้น แต่ก่อนแค่เห็นหน้ายังอยากจะเดินหนี
ป้าแจ้งถือถังน้ำใบหนึ่งมาด้วยแล้วเดินนำหน้าไปตามคันนาที่เต็มไปด้วยหญ้าคา ขาของเธอเริ่มจะเป็นแผลเพิ่มขึ้นมาอีกแล้วเพราะโดนหญ้าคาบาด แต่เธอก็ฝืนเดินต่อไปไม่ยอมหยุด คนร่างใหญ่ที่เดินนำไปก่อนก็คอยหันมามองเธออยู่บ่อยครั้งและพยายามเดินให้ช้าลง
พอมาถึงเอมอรเห็นปลาจำนวนมากทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักรวมกันอยู่มุมหนึ่งของนาข้าวที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว แต่น้ำกำลังจะแห้งเหือดไปจากมัน
“ป้าจะเอามันไปปล่อยเหรอคะ” เอมอรเอ่ยถามเพราะเห็นปลาส่วนมากตัวไม่ใหญ่มาก และบางตัวกำลังตะเกียกตะกายขึ้นมาบนบกตัวมีแต่ดินแห้งกรังเกาะอยู่คล้ายกำลังจะตาย
“บ่อ…ปล่อยเฮ็ดหยัง กะเอาไปไว้ถ่ากินตั้วเนาะ กินบ่อเหมิดกะเฮ็ดปลาแดกซั่นตั้ว” (ไม่…ปล่อยทำไม ก็เอาไปไว้สำหรับทำกินสิ กินไม่หมดก็ทำปลาร้าสิ)
เอมอรสังเกตว่ายุคนี้ไม่นิยมขายของหรือจ้างงานกัน ส่วนใหญ่จะเป็นลงแขกหรือไหว้วานกันและแบ่งอาหารกันกิน อาหารการกินทุกอย่างไม่เคยได้ซื้อ หาอะไรได้จากธรรมชาติก็สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้เกือบหมดไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ ขนาดเปลือกต้นมะกอกป่า ต้นแค ยังสามารถนำมาตำกินได้
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอยังไม่ได้ใช้เงินสักบาทเพราะของใช้ส่วนตัวต่างๆในบ้านแม่อวนเป็นคนหาซื้อมาซึ่งก็มีแค่ไม่กี่อย่างดีหน่อยที่ยังมีผ้าอนามัยบางคนที่ยากจนจริงๆเขาก็ไม่ซื้อปล่อยให้ระดูเปื้อนผ้าถุงไปหมด
‘เธอคือคนที่โชคดีแล้วนะ’
เธอไม่เคยได้กินขนมจุบจิบ กับข้าวกับปลาที่กินอยู่ทุกวันก็ได้มาจากพ่อและน้องชายไปหามาไว้ให้แม่อวนประกอบอาหาร แต่สิ่งที่เธอกินไม่ได้เลยตอนนี้ก็คือหนู วันก่อนน้องชายของเธอพึ่งไปหามาแม่แกงอ่อมใส่สะเดาทุกคนบอกว่ามันอร่อยมากแต่ว่าเธอขอปล่อยผ่าน
กันกับป้าแจ้งช่วยกันจับปลาจนเนื้อตัวเปื้อนโคลนไปหมด เอมอรจะลงไปช่วยเพราะดูแล้วน่าสนุกดีแต่เขาห้ามไว้เพราะกลัวเธอจะเลอะ
“มันสิห้าวขา อย่าลงมา” (ขามันจะแห้งตึง อย่าลงมา) กันบอกกับเธอแบบนี้
กว่าจะจับเสร็จก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงได้ปลามาเกือบเต็มถัง ปลาที่เธอพอรู้จักก็น่าจะมีปลาหมอ ปลาดุก ปลาช่อน และปลากระดี่ นอกนั้นมันหน้าตาไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่
ตกเย็นแม่อวนทำต้มยำปลาช่อนน้ำใสสไตล์อีสานให้เธอกิน โดยการต้มทั้งตัวขอดเกล็ดอย่างเดียวใส่มะกอกป่า มะกอกป่าจะทำให้น้ำแกงสีขาวขุ่นเล็กน้อยให้รสชาติเปรี้ยวอมหวานและฝาดเล็กน้อยแต่รวมๆแล้วคือแซบนัว เอมอรยอมรับว่ามันก็อร่อยไปอีกแบบ แม่อวนตักแยกถ้วยต่างหากเพราะแกชอบใส่ผักแขยงลงไปด้วยให้รสชาติหอมเผ็ดร้อนขึ้นมาอีก
หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จพ่อกับแม่ของเธอกำลังเตรียมจะเข้านอนเพราะบ้านเธอไม่มีโทรทัศน์ ถ้าอยากดูก็ต้องไปอาศัยบ้านคนอื่นแต่ถึงมีก็ดูได้แค่สองช่องแถมเป็นสีขาวดำอีก เดี่ยวกับทองเพื่อนของกันมาด้อมๆมองๆอยู่แถวบันไดเรือนสักพักก็เดินตามกันขึ้นมาบนบ้าน พ่อกับแม่รู้ได้ทันทีว่าว่าที่ลูกเขยกำลังจะมาจีบลูกสาวตัวเอง
“หล้าไปเอายาสูบมาให้อ้ายแหมะ” (หนูไปเอายาสูบมาให้พี่สิ) แม่อวนบอกเอมอร เธอจึงไปจัดเตรียมใส่จานมาให้พร้อมกับไม้ขีดไฟ ทั้งสองพันยาสูบสูบคนละมวนแล้วนั่งถามคุยสารทุกข์สุกดิบอยู่สักพักแล้วกันก็เดินตามหลังขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย พอยาสูบหมดมวน เดี่ยวกับทองก็เดินลงเรือนไปเหลือแค่กันเพียงคนเดียว นี่เป็นประเพณีจีบสาวสมัยก่อนที่ต้องมีเพื่อนขึ้นไปคุยเปิดทางให้ก่อน จากนั้นจึงปล่อยให้หนุ่มสาวได้คุยกันสองต่อสอง
‘เฮ้อ! ขั้นตอนจะเยอะไปไหนแอบคุยไม่ได้ด้วยนะ’
นี่เป็นครั้งแรกที่เอมอรได้นั่งคุยกับกันอย่างเป็นทางการ เขายื่นขวดบางอย่างให้กับเธอ
“เอาอั่นนี้มาให้” (เอาอันนี้มาให้) เอมอรรับจากมือเขามาดูมันเหมือนน้ำมันอะไรสักอย่าง
“มันคืออะไรอะ”
“น้ำมันเอาไว้ทาแผลตามแขนขา มันสิเฮ็ดให้แผลเซาไวขึ้น” (น้ำมันเอาไว้ทาแผลตามแขนขา มันจะทำให้แผลหายเร็วขึ้น) กันคงสังเกตว่าเธอมีแผลอยู่เต็มแขนขาไปหมด
“ขอบคุณค่ะ” เอมอรพูดแล้วยิ้มละมุนให้เขา ในสายตากันตอนนี้เขามองว่าเอมอรเป็นผู้หญิงที่ดูน่ารักและน่าค้นหาคนหนึ่ง ผิดกับเอมอรคนก่อนที่คอยผลักเขาออกห่างอยู่ตลอดเวลา
ทั้งสองนั่งคุยกันจนดึกดื่นไม่รู้ว่าสรรหาเรื่องอะไรมาคุยกันคนหนึ่งพูดภาษากลางอีกคนพูดภาษาอีสานบางครั้งต่างคนก็ต่างสอนภาษาให้กัน เอมอรคงเหงาที่มาอยู่ที่นี่แล้วไม่มีเพื่อนคุยพอมีคนมานั่งคุยด้วยก็คงรู้สึกดีขึ้น ส่วนกันจากคนที่ไม่ค่อยพูดพอมีคนชวนคุยก็คุยไม่หยุด จนแม่อวนต้องเดินออกมา เพราะหลับไปหลายตื่นแล้วเขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ
“บ่อพอเมียแล้วติหล้า มันเดิกแล้วเด้อ” (ไม่ถึงเวลากลับแล้วเหรอหนุ่ม มันดึกแล้วนะ) โดนแม่ไล่กันก็ยิ้มอายๆแล้วขอตัวกลับบ้านไปอย่างอิดออด
“ข่อยเมียเกิ่นเด้อ มื่ออื่นจั่งสิมาใหม่” (ผมกลับก่อนนะ พรุ่งนี้ค่อยจะมาใหม่) กันเริ่มรู้สึกว่าการได้คุยกับเอมอรมันก็สนุกดี ดูเธอเป็นผู้หญิงที่มีความรู้และหัวทันสมัย บางมุมเธอก็เหมือนเอมอรที่เขาเคยรู้จักแต่บางมุมก็เหมือนเธออยู่คนละโลกกับเขา มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาเข้าไม่ถึงเธอ
หลังจากวันนั้นตอนกลางวันกันก็ไปช่วยเอมอรเกี่ยวข้าว บางวันก็ไปเกี่ยวข้าวที่นาตัวเองบ้าง ตกตอนเย็นก็มานั่งคุยกับเธอเกือบทุกคืน ความจริงแล้วกันไม่จำเป็นต้องมาบ้านเอมอรแบบนี้ก็ได้ รอให้ถึงวันแต่งงานทีเดียวก็ย่อมได้ แต่เขาอยากจะมาหาเธอเองวันไหนที่กันไม่ได้คุยกับเอมอรแล้วมันรู้สึกกระสับกส่ายจนนอนไม่ค่อยหลับ
สองวันต่อมาเขมิกาตื่นแต่เช้าก็พบว่าพ่อกับแม่เพิ่งกลับจากไปจ่ายตลาด เธอแปลกใจที่วันนี้พ่อกับแม่ซื้อของมากันเยอะแยะ “เขมไปแต่งตัวให้สวย ๆ สิลูก วันนี้จะมีแขกคนสำคัญมาบ้านเรา” “ใครอะแม่ หนูรู้จักไหมคะ” “ไม่น่าจะรู้นะ เพราะพ่อกับแม่ก็ไม่เคยเจอพวกเขาเหมือนกัน” ‘อิหยังวะ? ไม่รู้จักแล้วจะมาทำไมก๊อน’ “แล้วเอาสวยแค่ไหนล่ะแม่” “แล้วแต่เขมเลย เอาสวยสุดเท่าที่เขมจะสวยได้นั่นแหละ” อรพินท์บอกกับลูกสาว แล้วสามีภรรยาก็แอบอมยิ้มกันสองคน เกือบสิบเอ็ดโมงรถชนกันต์เลี้ยวเข้ามาในบ้านตามด้วยรถมินิแวนสีดำอีกคัน เธอถึงได้รู้ความจริงว่าเขาให้พ่อกับแม่มาสู่ขอเธอไว้ก่อน หลังเธอเรียนจบแล้วค่อยแต่งงานกัน ตอนที่พ่อกับแม่ว่าที่คู่หมั้นยังไม่กลับเธอก็ปั้นหน้ายิ้มจนแก้มจะฉีกและดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นดีเห็นงามไปด้วยกันทั้งหมด เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นก็เวอร์วังอลังการราวกับว่ารู้จักนิสัยใจคอเธอมาเป็นสิบ ๆ ปี ‘เหมือนตอนที่จะไปเป็นลูกสะใภ้อีสานเด๊ะ นี่จะเอาไปทำงานเหมือนทาสอีกมั้ยวะเนี่ย’ เม
ขึ้นรถมาได้เขมิกาก็แว้ดใส่ชนกันต์ทันที “พี่กันต์จะมาทำไมไม่บอกล่วงหน้าคะ รู้ไหมเขมหัวใจจะวาย” “ก็บอกแล้วไง แต่เขมไม่ตอบพี่นี่นา” “อันนั้นเขาไม่ได้เรียกว่าบอกค่ะ เขาเรียกว่าถามตกวิชาภาษาไทยป๊ะเนี่ย” “ฮ่า ๆ มันก็เหมือนกันแหละ” “ไม่เหมือน” ทั้งสองตอบโต้กันไปมาคนพี่พูดไปก็ยิ้มไปด้วยตลอดทางอย่างอารมณ์ดี ส่วนคนน้องก็เอาแต่นั่งเถียงฉอด ๆ แล้วก็ทำหน้าหงิกหน้างอ พอมาถึงสวนของเขาซึ่งมีพื้นที่ราว ๆ เกือบร้อยไร่ ไหนจะสวนที่อยู่จังหวัดอื่นอีกชนกันต์ขับรถยนต์เข้าไปจอดด้านในซึ่งมีพืชพันธุ์ต่าง ๆและดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ มองไปจนสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้ดอกไม้หลายชนิดกำลังออกดอกสวยงาม “โอ้โฮ! สวยมากเลยค่ะ” เมื่อได้เห็นดอกไม้สวย ๆ จากที่งอนเขาอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง “ชอบไหม” “ชอบค่ะ” “ชอบแค่ไหน?” “ชอบม้าก” เขมิกาลากเสียงสูง เพราะเธอเองก็สนใจด้านเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้มาเจอแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ตื่นตาตื่นใจเข้าไปใหญ่ “ถ้าชอบมากก็มาเป็นแฟนกันเลยได้ไหม” ชนก
ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ชนกันต์นัดเขมิกาออกเดท “เขม เลิกเรียกพี่ว่าคุณซะทีได้ปะ” ชนกันต์บอกเขมิกาเมื่อทั้งสองคนคุยกันมานานหลายเดือนจนชนกันต์เรียนจบ คำถามของเขาทำให้เธอหวนคิดถึงสามีที่เธอจากมา ‘ก็รอให้ถามคำนี้แหละ ใจก็อยากจะเรียกพี่มาตั้งนานละแต่ก็รอว่าเมื่อไหร่จะบอกซะที’ “ค่ะพี่กันต์” เขมิกายิ้มจนตาหยีให้ชายหนุ่ม “ปิดเทอมนี้พี่ขอไปเที่ยวบ้านเขมได้มั้ยอะ” ไม่พูดเปล่าแขนแข็งแรงพาดลงมาที่บ่าของเธอเอามือกุมหัวไหล่แล้วรั้งร่างเล็กเข้ามาให้เดินใกล้กับเขา ขณะที่กำลังเลือกซื้อของในห้างสรรพสินค้าที่เขาสองคนเคยมาซื้อกำไลข้อมือด้ายแดงในวันนั้น “ยังไม่ได้เป็นอะไรกันจะไปทำมะ” เขมิกาหยุดเดินแล้วเอียงคอถามชายหนุ่ม ที่ตัวสูงกว่าเธอจนต้องแหงนหน้ามอง ทุกอย่างที่เขาทำไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือการพูดการจา ถอดแบบมาจากสามีของเธอเมื่อครั้งในอดีตเป๊ะ ‘สิ่งที่อยากได้ยินคือเมื่อไหร่จะขอตูเป็นแฟนซะทีว้า’ ระหว่างที่รอลุ้นหัวใจก็เต้นตึกตักๆ จนแทบจะทะลุออกมานอกอก “ก็ในฐานะรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยงะ ไม่ได้
กลับมาถึงบ้านก็เกือบจะสองทุ่มเขมิการีบอาบน้ำเปลี่ยนชุด ได้บะหมี่ร้อนๆหนึ่งถ้วยก็รีบเข้าห้องตัวเองทันที ก๊อก ก๊อก ก๊อก อรพินท์เปิดประตูเข้ามาหาลูกสาว เธอยังเป็นห่วงที่ลูกสาวจมน้ำแล้วต้องนั่งรถกลับมาอยุธยาอีก “กินแค่นี้เหรอเขม” “ค่ะแม่ เขมเพลียน่ะค่ะจะรีบพักผ่อน” ได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้นก็เดินเข้าไปจุมพิตหน้าผากแล้วลูบผมเธอเบาๆ “งั้นพักผ่อนเถอะแม่ไม่กวนละ” แต่พอแม่ออกไปเสียงข้อความจากไลน์ก็เตือนขึ้นอีก Chanakan: ถึงบ้านรึยังครับ ‘อื้ม เป็นผู้ชายสายรุกเหมือนกันนะเนี่ย เดี๋ยวก่อนๆเดี๋ยวเจอเขมิกาแล้วจะหนาว’ เขมิกายิ้มก่อนจะพิมพ์ตอบเขาไป Khemm: ถึงนานแล้ว กำลังจะนอนค่ะ หลังจากประโยคนั้นจบลงก็คุยกันต่ออีกยืดยาวจนปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง ไม่ไหวก็ยังจะฝืน ตื่นเช้ามาจึงรู้ว่าตัวเองหลับคาโทรศัพท์ที่ยังค้างหน้าจอที่แชทคุยกับเขาอยู่ จึงทำให้เธอนึกถึงตอนที่เขามาจีบเธอครั้งแรกในยุค 80 ตอนนั้นก็คุยเพลินจนลืมเวลา ครั้งนี้ถ้าไม่เพลียจากการเดินทางก็น่าจะเกือบสว่าง “แล้วไมไม่โทรค
เขมิกาหลับไปตั้งแต่ตอนสายตื่นมาอีกทีก็บ่ายคล้อย ทุกคนกำลังช่วยกันจัดสถานที่เพื่อเตรียมเค้าท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2566 เธอมองหากระเป๋าเล็กของเธอที่สะพายลงไปในบ่อตอนเก็บสายบัว จึงพบว่ามันวางอยู่บนโต๊ะข้างแคร่ที่เธอนอนอยู่ เธอแปลกใจมากที่โทรศัพท์ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ เอมอรกดเข้าไปในรูปที่เธอถ่ายไว้ก่อนจะจมน้ำ พอเลื่อนดูเธอจึงเห็นว่ารูปชายหนุ่มที่เธอถ่ายไว้ตอนที่เขายืนอยู่บนขอบบ่อนั้นก็คือชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเธอวันนี้ มิน่าว่าทำไมเธอถึงรู้สึกคุ้นหน้าเมื่อได้เจอหน้าสามีครั้งแรก แถมเขาคนนี้ยังมีชื่อเล่นเหมือนกันอีก “แปลกมาก” เขมิกาพำพึมออกมาคนเดียวก่อนจะรื้อกระเป๋าของตัวเองออกมาดู เขมิกาหยิบกำไลข้อมือที่เป็นด้ายถักสีแดงตรงกลางเป็นหินโรสควอตซ์ออกมาจากกระเป๋ามันช่างคล้ายกับของกันที่เคยนำมาให้เธอใส่ เธอจึงเริ่มจำได้ว่าก่อนจะมาเยี่ยมปู่กับย่าเธอได้ซื้อกำไลข้อมือที่ทำจากด้ายแดงนี้มาจากห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ‘ด้ายแดงนี้ขายดีนะคะ ช่วยเสริมดวงด้านความรักด้วยค่ะ คุณผู้ชายคนนั้นก็พึ่งจะซื้อไป’ คนขายบอกกับเธอและชี้ให้เขมิกามองตามหลังหนุ่มร่างใหญ่คนนั้นแต่เ
หลายวันต่อมาอาการของเขาก็ยังไม่ดีขึ้นแถมทรุดลงมากกว่าเดิมอีก “พี่กันคะ อรว่าพี่ไปหาหมอดีกว่ามั้ยคะ” “บ่อเป็นหยัง อ้ายเป็นไข้ธรรมดาเดี๋ยวกะเซาเอง” (ไม่เป็นไร พี่เป็นไข้ธรรมดาเดี๋ยวก็หายเอง) “แต่พี่กันเป็นมาหลายวันมากแล้วนะคะ ไข้ไม่ยอมลดสักทีเลยค่ะ ข้าวก็กินไม่ได้” เอมอรบอกกับสามีด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงมาก “อ้ายอยากเฮ็ดงานซอยอรเนาะฮึ อ้ายบ่ออยากเคิก กินยาเดี๋ยวไข้มันกะลดคือเก่านั่นล่ะ” (พี่อยากทำงานช่วยอรนี่นา พี่ไม่อยากหยุดกลางคัน กินยาเดี๋ยวไข้มันก็ลดเหมือนเดิมนั่นแหละ)กันบอกกับภรรยาเพราะกำลังสนุกกับงานและเงินที่หามาได้ เพราะก่อนหน้านี้กว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาทนั้นช่างแสนยากเย็น มาวันนี้ถึงจะเหนื่อยแต่ก็คุ้ม “งานทำตอนไหนก็ได้ค่ะ ไข้ลดมันก็ลดอยู่น่ะแหละแต่แป๊บเดียวก็ไข้ขึ้นสูงอีกละ” กันเป็นไข้จนเกือบครบสัปดาห์อาการป่วยยิ่งทรุดหนักขึ้นเขาจึงยอมที่จะไปหาหมอตามที่ภรรยาบอกเพราะดูอาการของตัวเองแล้วถ้าจะไม่ไหวเพราะตอนนี้เขาอ่อนเพลียมากจนแทบจะไม่มีแรงจะเดิน เช้าวันต่อมากันขึ้นรถสองแถวได้ก็เป็นลมล้มพับไปจนทุกค







