Masuk6
เช้าวันใหม่ ซินเทียและลู่เสียนเดินทางเข้ามาในเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อมาเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมหวาน
ขนมหวานที่ถาดถูกจัดวางเรียงกันเป็นระเบียบสวยงามเพื่อเตรียมขายก่อนจะนำไปวางไว้ที่โต๊ะไม้ขายเหมือนเคย
วันนี้ทั้งสองเข้าเมืองเร็วกว่าปกติ ทำให้ยังไม่ค่อยมีลูกค้า แต่อีกไม่นานนี้แหละ ลูกค้าประจำหรือลูกค้าจากต่างแดนจะออกมาจากบ้านหรือไม่ก็โรงเตี๊ยมเพื่อมาสูดบรรยากาศยามเช้า
ไม่ทันไรก็มีลูกค้ารายแรกเข้ามาซื้อขนมหวาน เป็นลูกค้าประจำที่อาศัยอยู่ในเมือง
“อร่อยเหมือนเดิมเลยนะ ขนมร้านของเจ้าน่ะ”
“ขอบคุณนะคะที่มาอุดหนุน”
ลู่เสียนตอบรับด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข
เวลาผ่านไปได้ไม่นาน ลูกค้าก็เริ่มทยอยกันซื้อขนมหวาน ต่อแถวเรียงยาวเป็นเส้นตรงเพื่อซื้อขนมโดยเฉพาะ
ซินเทียตัดสินใจถูกแล้วที่ทำขนมเพิ่มมากกว่าปกติ จำนวนผู้คนต่อแถวเข้าซื้อจึงเพียงพอที่จะขายได้พอดี
ที่เห็นอยู่มีแต่คนหน้าเดิมที่เคยมาซื้อขนม
แต่ก็มีคนที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาต่อแถวซื้อเช่นเดียวกัน(คนที่อยู่ตรงหน้าของเรา รู้สึกว่าเธอจะเป็นลูกจ้างร้านขายขนมของเมืองนี้ สงสัยมาสืบข้อมูลของฝ่ายศัตรู)
จริงอย่างที่ซินเทียคิดเอาไว้
เธอเป็นหนึ่งในลูกจ้างของร้านขายขนมที่ใหญ่ที่สุดของเมืองนี้ เธอมีชื่อว่า จางลี่ เป็นลูกจ้างคนสนิทของเจ้าของร้านขายขนมที่มีชื่อว่า ผิง การที่เธอเข้ามาต่อแถวเพื่อซื้อขนมแสดงว่าเธอต้องการมาเก็บข้อมูลหรือไม่ก็อยากลองกินขนมที่ซินเทียและลู่เสียนทำขาย
ซินเทียรู้เรื่องนี้ก็เพราะเคยเข้าไปซื้อขนมที่ร้านในเมืองนี้ แล้วไปได้ยินพวกลูกจ้างพูดคุยกันในร้าน
ดูเหมือนว่าเธอจะจำซินเทียไม่ได้
จางลี่ซื้อขนมทุกชนิดที่มีอย่างละหลายชิ้นโดยที่เธอไม่ได้พูดอะไร เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยเธอก็เดินก้มหน้าไปอย่างรวดเร็ว สายตาของซินเทียจับจ้องไปที่เธอเหมือนนางมารร้าย ซินเทียพอเข้าใจแหละว่ามันต้องเป็นแบบนี้สักวัน แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมาเก็บข้อมูลฝ่ายศัตรูเร็วขนาดนี้
ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนก็ตาม ร้านค้าที่ขายของดีมักถูกร้านค้าอื่นมองดูด้วยความอิจฉาหรือไม่ก็ดูเพื่อเก็บข้อมูลแล้วเอาไปปรับใช้ให้ร้านค้าตัวเองดีขึ้น หากนำไปปรับใช้จริง ซินเทียก็พร้อมที่จะช่วยสนับสนุนเหมือนกับร้านขายขนมหวานของเธอที่เธอจากมา
ในกรณีของจางลี่ ซินเทียไม่ได้มองเห็นเป็นอย่างนั้น เธอรู้สึกไม่ดีอย่างกับว่ามันจะต้องเกิดเรื่องขึ้นในไม่ช้า ซึ่งเธอไม่ค่อยชอบเรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่ ได้แต่หวังเอาไว้อย่าให้มันตรงกับความรู้สึกที่ไม่ดีนี้
.
.
.
จานใบใหญ่ลวดลายไก่ฟ้าที่มีความสวยงามนี้ เป็นจานสำหรับเอาขนมมาวางให้ดูสวยงามราวกับเป็นงานศิลปะ มันถูกยกขึ้นไปที่ห้องพักส่วนตัวของแม่นางผิงที่เต็มไปด้วยตำราเกี่ยวกับขนมหวาน
ก่อนจะถูกวางลงบนโต๊ะซึ่งมีกาน้ำชาและถ้วยชาวางเป็นระเบียบเรียบร้อยน้ำชาถูกรินลงถ้วยชาอย่างบรรจง ถ้วยชาถูกยกจิบอย่างบางเบาก่อนจะวางลงที่เดิม
“เป็นยังไงบ้าง?”
เสียงแม่นางผิง ฟังดูราวกับมีความหวังจะได้คำตอบของจางลี่
“จากที่ข้าไปดู เป็นร้านขายขนมที่ตั้งโต๊ะวางขนมขาย แล้วก็มีคนต่อแถวเข้าคิว เพื่อซื้อขนมพวกเธอเป็นจำนวนมาก ปริมาณที่พวกเธอขายนั้นน้อยกว่าที่ร้านของเราค่ะ”
“เพราะเป็นร้านที่ไม่มีหน้าร้านเป็นหลักเป็นแหล่ง คงทำออกมาเยอะไม่ได้หรอก ถึงจะขายหมดก็ไม่แปลก ว่าแต่เจ้าน่ะ ลองกินขนมร้านนั้นไปแล้วหรือยัง?”
“ยังเลยค่ะ แล้วก็อีกอย่าง ที่ร้านนั้นมีให้ชิมขนมฟรีก่อนซื้อด้วยนะคะ”
“แปลกดีนะ ให้คนชิมก่อนตัดสินใจซื้อ เป็นกลยุทธ์การตลาดที่เสี่ยงเอาเรื่อง หากขนมไม่อร่อยคนก็จะไม่ซื้อ ถึงมันจะอร่อยมากแค่ไหน แต่ถ้าหากไม่ถูกปาก คนก็ไม่ซื้ออยู่ดี เป็นร้านที่น่าสนใจอะไรเช่นนี้นะ”
นี่เป็นความคิดส่วนตัวของแม่นางผิง
ถ้วยชาถูกยกขึ้นจิบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แม่นางผิงจิบชาเยอะกว่าปกติ สงสัยเธอคงคอแห้ง
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา แม่นางผิงจึงหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างเบามือก่อนเอาเข้าปากเต็มคำ
ความอร่อยกักเก็บภายในขนมพวยพุ่งออกมากระจายในปาก แม่นางผิงถึงกับดวงตาเบิกโพรงเพราะความอร่อยที่ไม่เคยกินมาก่อน มันเป็นความอร่อยที่ลึกล้ำอะไรเช่นนี้ นี่มันเกินกว่าคำว่าอร่อย
ไปแล้วจางลี่ยืนอยู่ถึงกับตกใจเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า
“มะ แม่นางผิง เป็นอะไรไปหรือเปล่าคะ?”
“ข้าไม่เป็นอะไร”
“โล่งอกไปที”
ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม
หลังจากได้กินขนม แม่นางผิงจึงยกถ้วยชาดื่มรวดเดียวจนหมดถ้วยโดยไม่สนใจความเรียบร้อยที่เคยทำ
“ไม่อยากเชื่อ มันอร่อยกว่าของร้านเราอีก”
“มันไม่น่าจะเป็นไปได้นะคะ”
“จางลี่ เจ้าลองกินดูสิ แล้วเจ้าจะเข้าใจที่ข้าพูด”
จางลี่จ้องมองขนมที่จานก่อนจะเลือกขนมเปี๊ยะแล้วกินมันตรงนั้น
ความรู้สึกที่ได้กินเข้าไปไม่ต่างกับแม่นางผิง มันอร่อยจนที่ทำให้ใบหน้าของจางลี่มีความสุข
ทั้งสองตกอยู่ในห้วงแห่งความสุข
ไม่นานพวกเขาทั้งสองก็ได้ออกจากห้วงแห่งความสุข เมื่อรู้สึกตัวทั้งสองก็กลับมาเป็นปกติ
“บอกตามตรง ข้าไม่อยากยอมรับเลย
มันอร่อยมาก คนมีฝีมือทำขนมหวานให้อร่อยน่ะ ไม่ค่อยมีหรอกนะ”“ค่ะ แม่นางผิง”
“ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าอยากให้สองคนนั้นเข้ามาทำขนมที่ร้านของข้า”
แม่นางผิงพูดด้วยรอยยิ้ม แววตาของเธอดูเป็นประกายหาที่เปรียบไม่ได้
หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาได้ 1 วัน
ด้วยเหตุนี้ แม่นางผิงและจางลี่ พวกเธอทั้งสองก็ได้มายืนอยู่หน้าร้านขายขนมหวานของซินเทียและลู่เสียน
...
23 ช่วงเวลาของทั้งสองถูกหยุดลง เมื่อริมฝีปากบรรจบกัน ริมฝีปากอันบอบบางของทั้งสอง เมื่อได้สัมผัสกันครั้งแรกมันทำให้รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา แม้จะรู้ว่าความรู้สึกมันเป็นแบบนี้แต่ก็ไม่สามารถถอยห่างออกจากกันได้ แล้วด้วยมือทั้งสองที่ดูหนาของเฟยหงจับหัวไหล่อันเล็กของซินเทีย ทำให้มันดูอบอุ่นร่างกายขึ้นอีกด้วย หลังจากนั้นมือทั้งสองของซินเทียก็เข้าไปกอดร่างอันใหญ่โตดูแข็งแรงของเฟยหงด้วยความรู้สึกของนางที่มีต่อเฟยหง ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร ซินเทียรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความสุขที่สุดจนอยากให้เวลามันหยุดอยู่ตรงนี้ตลอดไป ไม่นาน ริมฝีปากก็แยกออกจากกัน แววตาของทั้งสองค่อย ๆ ลืมตาจ้องมองกัน จมูกยังคงสัมผัสกันไม่ห่างไปไหน “เฟยหง จมูกชนกันมันทำให้จั๊กจี้นะ” “ข้าเองก็ด้วย” พูดจบ ซินเทียก็พุ่งเข้าไปกอดเฟยหงจนตัวติดกัน ในหน้าที่แนบระหว่างกลางอก ทำให้รู้สึกอบอุ่นและสบายตัว “ซินเทีย ข้าน่ะรักเจ้ามากนะ” “ข้ารู้แล้ว เฟยหงเคยบอกข้าตอนอยู่บ้าน” “ตอนนั้นพวกท่านพ่อและท่านแม่อยู่ด้วย แต่ข้าอยากบอกเจ้าให้ได้ยินแค่คนเดียว”
22 ผู้เข้าชมที่ยังอยู่ภายในสนามการแข่งขันเริ่มทยอยกันออกมาตามลำดับอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่นาน ผู้เข้าชมก็ออกจากสนามแข่งขันกันหมดทุกคน จะเหลือก็มีแต่ผู้ควบคุมคนอื่น เฟยหงและซินเทีย “ข้าไม่ใช่ผู้ชนะหรอก ผลการตัดสินมันควรจะเป็นอีกฝ่ายที่ชนะ พอข้าได้ลองชิมขนมของแม่นางไป๋ข้าถึงได้รู้ว่าข้าเป็นฝ่ายแพ้ ข้าไม่ได้ดีใจหรือเสียใจหรอกนะที่ได้ชัยชนะแบบนี้ ในเมื่อแม่นางไป๋ยอมรับในตัวของข้า ข้าจะสานต่อเจตนารมณ์ที่นางได้ให้ข้าไว้อย่างแน่นอน” “ดีแล้วแหละซินเทีย การทำขนมหวานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมันก็จะต้องทำตลอดไปตราบใดที่ยังมีช่างทำขนมหวานอยู่ มันเป็นการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อไม่ให้มันหายไป สิ่งที่เจ้าต้องทำต่อจากนี้คือการทำขนมและส่งต่อรุ่นหลานในอนาคต” “เฟยหงพูดอาจจะจริง แต่ข้าไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า” “ทำได้สิ เพราะเจ้ามีประสบการณ์นะ” ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ส่วนผู้ควบคุมการแข่งขันคนอื่นกำลังชิมขนมที่ซินเทียและแม่นางไป๋เป็นคนทำอย่างสนุกสนาน ไม่ใช่แค่นั้นนะ ตาแก่ขี้โมโหพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องเหมือนเคยหลังจากได้กินขนม
21 ซินเทียได้สิทธิ์ชิมฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋เป็นคนแรก ภายในใจของนางยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวแม่นางไป๋หรอกนะ หากว่านางชิมฮันนี่โทสต์มันอร่อยกว่าขนมเค้กน้ำผึ้งของนางแล้วล่ะก็ ต้องเป็นผ่านพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ส่วนทางเดินแม่นางไป๋ก็เช่นเดียวกัน ถึงจะไม่ค่อยชอบซินเทียสักเท่าไหร่แต่พอได้ดูขนมเค้กน้ำผึ้งของซินเทียแล้วก็เกิดความลังเลใจเหมือนกัน ซินเทียชิมขนมฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋หนึ่งคำ (ไม่อยากจะยอมรับหรอก มันอร่อยมาก อร่อยกว่าขนมเค้กน้ำผึ้งของเราอีก) หลังจากชิมขนมฮันนี่โทสต์ ซินเทียยืนนิ่งเหมือนอย่างเคย นางไม่พูดอะไรออกมาสักนิดเดียว ตามด้วยแม่นางไป๋ชิมขนมเค้กน้ำผึ้งหนึ่งคำ ความรู้สึกของนางนั้นเหมือนกลายเป็นผึ้งที่กำลังเก็บเกสรดอกไม้ ไม่ว่าจะโบยบินไปทิศทางไหนก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้และน้ำผึ้งภายในรังผึ้ง มันให้ความรู้สึกสดชื่นและสบายตัว นี่เป็นความรู้สึกของแม่นางไป๋ตอนนี้ “เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสองคน เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมข้าถึงให้พวกเจ้าเสมอกัน” เฟยหงพูดในมุมเหตุผลของเขา
20 ขนมหวานของทางด้านแม่นางไป๋ ดูเหมือนว่าจะเสร็จเป็นที่เรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟให้ผู้ตัดสินได้ชิม ส่วนทางด้านซินเทียยังอบขนมของตัวเองยังไม่เสร็จ ไม่ใช่แค่นั้น หลังจากอบขนมเสร็จจะต้องเอามาตกแต่งให้ดูน่ากินอีก จะเสียเวลาก็ตรงตกแต่งนั่นแหละ แม่นางไป๋นำขนมหวานของตัวเองยกขึ้นไปที่โต๊ะบนกลางเวทีโดยมีเฟยหงเป็นผู้ตัดสินรสชาติ “แม่นางไป๋ สิ่งนี้เรียกว่าอะไร?” “ฮันนี่โทสต์ค่ะ ท่านเฟยหง” พอได้ยินชื่อเรียกขนมหวานที่แม่นางไป๋ทำ ซินเทียก็นึกขึ้นมาได้ทันที (ว่าแล้วเชียว ฮันนี่โทสต์จริงด้วย ไม่อยากเชื่อว่าแม่นางไป๋จะทำฮันนี่โทสต์ออกมาได้ แล้วแม่นางไป๋ก็รู้จักชื่อด้วย ประสบการณ์ท่องโลกกว้าง เพื่อฝึกฝนการทำขนมหวานของแม่นางไป๋ไม่ธรรมดาเลย) เฟยหงตักไอศกรีมและขนมปังในปริมาณเท่ากันก่อนจะชิมฮันนี่โทสต์ว่ารสชาติเป็นอย่างไร สีหน้าของเฟยหงเมื่อได้ชิมขนมของแม่นางไป๋นั้นนิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่รสชาติฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋เป็นรสชาติใหม่ที่เฟยหงไม่ได้ลิ้มลองมาก่อน “อร่อยมาก เป็นรสชาติที่ล้ำลึกที่ข้
19 น้ำชาถูกรินโดยคนรับใช้ รินให้กับเจ้าของบ้านและแขกรับเชิญอย่างซินเทีย ตั้งแต่เริ่มวงสนทนา ซินเทียเอาแต่จิบน้ำชาไปหลายแก้วเพื่อให้ตัวเองได้มีสมาธิและเพื่อให้ตัวเองหลุดจากการที่ตัวเองทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่กับผู้หลับผู้ใหญ่ซึ่งแตกต่างจากเฟยหงที่เป็นลูกของพวกท่านทั้งสอง “ขนมหวานของเจ้ามันช่างอร่อยหาที่เปรียบไม่ได้เลย ใช่ไหมแม่” “ใช่แล้วจ้าพ่อ” “ขอบคุณมากค่ะ” “ซินเทีย เจ้าน่ะเรียกข้าว่าท่านพ่อก็ได้ ข้าไม่ถือหรอก” “เจ้าก็เรียกข้าว่าท่านแม่ด้วยสิ” “เออ คือว่าข้า” “เดี๋ยวก่อนสิท่านพ่อ ท่านแม่ ซินเทียลำบากใจนะ” ลูกชายอย่างเฟยหงถึงกับต้องพูดขนาดนี้เลย ซินเทียไม่ได้ลำบากใจอะไรหรอกนะ นางแค่รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกแค่นั้นเอง หากจะให้เรียกจริงก็เรียกได้ (ท่านพ่อ ท่านแม่ อะไรกันเนี่ย จะบ้าเหรอ เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อยนะ อีตาบ้าเฟยหง) ดูเหมือนว่าซินเทียจะเข้าโหมดเพ้อฝันไปเสียแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะพวกทั้งยังคงสนทนากันอยู่ ก็เลยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
18 เมื่อเข้ามาห้องครัวในบ้านของเฟยหง สิ่งแรกที่ต้องทำก็เหมือนอย่างเคย การเตรียมวัตถุดิบจำเป็นต้องทำความสะอาดเป็นอันดับแรก ซึ่งหน้าที่ตรงนี้มีคนรับใช้ทำให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ซินเทียต้องทำคือการทำขนมหวานให้อร่อยถูกปากพวกท่านก็พอ (เฟยหงไม่ได้บอกด้วยว่าจะต้องทำกี่อย่าง เอาเป็นว่าทำตามความเหมาะสมก็แล้วกัน) ซินเทียเริ่มทำขนมหวานตามความคิดของตัวเอง ความสามารถในการทำขนมหวานของนางนั้นสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา คงเป็นเพราะการได้เข้าแข่งขันจึงทำให้นางมีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น คนรับใช้หลายคนได้เห็นฝีมือของนาง พวกเขาถึงกับตกใจเมื่อได้เห็นความรวดเร็วในการทำขนมหวานพร้อมกันทีเดียวหลายอย่าง ไม่ใช่แค่นั้น ส่วนผสมที่ได้เตรียมเอาไว้นั้นก็ได้ใส่ส่วนผสมที่ได้คำนวณเอาไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องห่วงว่ารสชาติมันจะอร่อยหรือไม่ อร่อยอยู่แล้ว ขนมหวานเสร็จแล้ว 1 อย่าง อย่างที่ 2 อย่างที่ 3 อย่างที่ 4 อย่างที่ 5 เสร็จเรียบร้อยทั้งหมด เหลือเพียงนำไปเสิร์ฟให้พวกท่านได้ลองกินขนมหวานของซินเทีย







