Masuk5
หลังจากขนมหวานที่ทำขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ลู่เสียนก็ไม่ได้ตัดไม้ขายฟืน เธอและซินเทียยึดถือการขายขนมหวานเป็นหลัก ซึ่งมันกลายเป็นที่นิยมของชาวเมือง ทุกวันและก็ทุกวัน ขนมหวานที่นำมาขายนั้นหมดไม่มีเหลือ มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง
การทำขนมหวานของซินทีย ทำให้ลู่เสียนยอมรับในความสามารถของเธอ ลู่เสียนได้ให้ซินเทียสอนการทำขนมหวานขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นที่ยากขึ้น เธอตั้งใจที่ซินเทียสอนการทำขนมหวานมาก
จนทำให้เธอมีฝีมือในการทำขนมหวานในระดับที่สามารถเป็นช่างทำขนมหวานได้สบาย“ตั้งแต่ที่เจ้าได้มาอยู่กับน้า บอกตามตรงนะ น้าโชคดีที่เจ้าอยู่ด้วย”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ หนูต่างหากที่โชคดี
คุณน้าเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือหนู”ไม่ว่าจะพูดอะไร สุดท้ายทั้งสองก็อวยกันเหมือนทุกครั้ง ในสายตาของคนที่เข้ามาซื้อขนม
คงจะมองสองคนนี้เป็นแม่ลูกกันมากกว่าเงินที่ได้จากการขายขนมหวาน ซินเทียให้ลู่เสียนเป็นคนจัดการ หากซินเทียอยากได้อะไร ลู่เสียนก็จะเป็นคนจัดการให้ โดยเฉพาะอุปกรณ์ใหม่ในการทำขนมหวานก็ได้ซื้อมาใหม่และทันสมัย ถึงมันจะเป็นอุปกรณ์ที่ทันสมัย หากเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบันที่ซินเทียได้จากมา มันก็ยังเป็นของโบราณอยู่ดี
หลังจากซินเทียและลู่เสียนตั้งร้านได้ไม่นาน ขนมหวานก็หมด คนที่ต่อแถวไม่ได้ซื้อขนมก็อดที่จะสงสารพวกเขาไม่ได้ ซินเทียคิดเอาไว้เมื่อได้เห็นคนผิดหวังที่ไม่ได้ซื้อขนมกลับไป เธออยากจะทำขนมให้ได้มากกว่านี้ ทุกคนจะได้กินขนมอย่างมีความสุข
“คุณน้า หนูคิดว่าเราควรจะทำขนมเพิ่มนะคะ คนที่ต่อแถวซื้อขนมของเรา ยังไม่ถึงคิวก็หมด พวกเขาน่าสงสารนะคะ ยืนต่อแถวตั้งนาน”
“น้าก็คิดเหมือนกัน ช่วงที่ขายดีเราต้องคว้าโอกาสเอาไว้”
“ค่ะ”
“ซินเทีย เจ้าเก็บร้านไปก่อนนะ เดี๋ยวน้าไปเดินตลาดหาซื้อกับข้าวทำกินมื้อเย็น”
“ได้ค่ะ ที่เหลือเดี๋ยวหนูจัดการเองค่ะ”
ระหว่างที่เก็บร้าน ซินเทียมีความคิดที่ว่าหากเก็บเงินได้มากแล้วก็จะเอาไปซื้อบ้านและเปิดร้านขายขนมหวาน หากเป็นเช่นนั้น ซินเทียและน้าลู่เสียนก็จะได้มีชีวิตที่สุขสบายกว่านี้ ถึงแม้ว่า ตอนนี้มันจะดีขึ้นแล้ว แต่หากดีขึ้นไปอีกมันก็ดีกว่า
ใครไม่อยากสุขสบายกันล่ะ
(เราเคยเปิดร้านครั้งหนึ่งมาแล้ว เราเข้าใจเลยว่ามันมีความสุขมากแค่ไหน ไม่ว่ายังไงก็ตาม เราจะต้องเปิดร้านขายขนมหวานให้ได้)
.
.
.
ร้านขายขนมชื่อดังแห่งหนึ่งในเมือง ทุกวันจะมีลูกค้าเข้ามาซื้อขนมเป็นจำนวนมาก ขนมที่ทำแต่ละวันแทบไม่มีเหลือ แล้วร้านขายขนมที่ว่านี้
เป็นร้านขายขนมที่ทำขนมให้กับเหล่าขุนนางในเมืองหลวงอีกด้วย สมกับเป็นร้านขายขนมอันเลื่องชื่อลูกจ้างที่ร้านขายขนมแห่งนี้มีมากกว่า 10 คน ทุกคนต่างมีหน้าที่เป็นของตัวเอง มีขนมหลายชนิดให้เลือกมากมาย ความอร่อยไม่ต้องพูดถึง
พอถึงช่วงเช้า ซึ่งเป็นช่วงที่ร้านเปิดก็มีผู้คนเข้ามาซื้อขนมทันที ทำให้ใช้เวลาไม่นานขนมในถาดก็หมด เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวันมานานหลายปี
“วันนี้ก็ยังขายดีเหมือนอย่างเคย ข้าว่าจะฝากร้านให้กับเจ้าดูแลหลายวัน เพราะว่าข้าอยากจะไปพักผ่อนให้หายเหนื่อยสักหน่อย”
“ค่ะ แม่นางผิง”
หญิงผู้ดูมีฐานะที่นั่งอยู่เก้าอี้จิบน้ำชาคนนี้ แม่นางผิง เธอมีรูปร่างหน้าตาสะสวยดูดี ใบหน้าอ่อนเยาว์ มีดวงตาสีน้ำตาล ขนตางอน ทาปากแดงดูเด่นในสายตาของผู้ชายหลายคน สวมชุดจีนโบราณสีน้ำเงินลายดอกมะลิ ซึ่งเป็นคนที่ได้บอกฝากร้านให้ลูกจ้างคนสนิทของเธอดูแลชั่วคราว จางลี่ ลูกจ้างคนสนิทของเธอ
แม่นางผิงหยิบพัดใบโปรดของเธอพัดที่หน้า แล้วหันไปสนใจจางลี่ ที่ยืนเรียบร้อย
“ข้าได้ยินมาว่า มีร้านขายขนมหวานที่ตลาด ขายดีมาก ชาวบ้านแถวนั้นพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยมาก”
“ข้าเองก็ได้ยินเหมือนกันค่ะ เป็นร้านขายขนมหวานที่มีน้ากับหลานช่วยกันทำ”
“น่าสนใจ ข้าอยากรู้ว่าร้านขายขนมหวานนั่นน่ะเป็นยังไง จางลี่ เจ้าช่วยไปสืบมาให้ข้าจะได้ไหม?”
“ได้ค่ะ แม่นางผิง”
เมื่อได้รับทราบคำสั่งของแม่นางผิง จางลี่จึงเดินออกจากห้องพักส่วนตัวของแม่นางผิงทันที
แม่นางผิงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปยังหน้าต่างห้อง มองออกไปยังนอกหน้าต่าง
ในหัวของเธอมีความคิดที่ว่า อยากรู้ร้านขายขนมหวานที่พูดถึงนั้นเป็นอย่างไร
...
23 ช่วงเวลาของทั้งสองถูกหยุดลง เมื่อริมฝีปากบรรจบกัน ริมฝีปากอันบอบบางของทั้งสอง เมื่อได้สัมผัสกันครั้งแรกมันทำให้รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา แม้จะรู้ว่าความรู้สึกมันเป็นแบบนี้แต่ก็ไม่สามารถถอยห่างออกจากกันได้ แล้วด้วยมือทั้งสองที่ดูหนาของเฟยหงจับหัวไหล่อันเล็กของซินเทีย ทำให้มันดูอบอุ่นร่างกายขึ้นอีกด้วย หลังจากนั้นมือทั้งสองของซินเทียก็เข้าไปกอดร่างอันใหญ่โตดูแข็งแรงของเฟยหงด้วยความรู้สึกของนางที่มีต่อเฟยหง ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร ซินเทียรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความสุขที่สุดจนอยากให้เวลามันหยุดอยู่ตรงนี้ตลอดไป ไม่นาน ริมฝีปากก็แยกออกจากกัน แววตาของทั้งสองค่อย ๆ ลืมตาจ้องมองกัน จมูกยังคงสัมผัสกันไม่ห่างไปไหน “เฟยหง จมูกชนกันมันทำให้จั๊กจี้นะ” “ข้าเองก็ด้วย” พูดจบ ซินเทียก็พุ่งเข้าไปกอดเฟยหงจนตัวติดกัน ในหน้าที่แนบระหว่างกลางอก ทำให้รู้สึกอบอุ่นและสบายตัว “ซินเทีย ข้าน่ะรักเจ้ามากนะ” “ข้ารู้แล้ว เฟยหงเคยบอกข้าตอนอยู่บ้าน” “ตอนนั้นพวกท่านพ่อและท่านแม่อยู่ด้วย แต่ข้าอยากบอกเจ้าให้ได้ยินแค่คนเดียว”
22 ผู้เข้าชมที่ยังอยู่ภายในสนามการแข่งขันเริ่มทยอยกันออกมาตามลำดับอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่นาน ผู้เข้าชมก็ออกจากสนามแข่งขันกันหมดทุกคน จะเหลือก็มีแต่ผู้ควบคุมคนอื่น เฟยหงและซินเทีย “ข้าไม่ใช่ผู้ชนะหรอก ผลการตัดสินมันควรจะเป็นอีกฝ่ายที่ชนะ พอข้าได้ลองชิมขนมของแม่นางไป๋ข้าถึงได้รู้ว่าข้าเป็นฝ่ายแพ้ ข้าไม่ได้ดีใจหรือเสียใจหรอกนะที่ได้ชัยชนะแบบนี้ ในเมื่อแม่นางไป๋ยอมรับในตัวของข้า ข้าจะสานต่อเจตนารมณ์ที่นางได้ให้ข้าไว้อย่างแน่นอน” “ดีแล้วแหละซินเทีย การทำขนมหวานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมันก็จะต้องทำตลอดไปตราบใดที่ยังมีช่างทำขนมหวานอยู่ มันเป็นการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อไม่ให้มันหายไป สิ่งที่เจ้าต้องทำต่อจากนี้คือการทำขนมและส่งต่อรุ่นหลานในอนาคต” “เฟยหงพูดอาจจะจริง แต่ข้าไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า” “ทำได้สิ เพราะเจ้ามีประสบการณ์นะ” ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ส่วนผู้ควบคุมการแข่งขันคนอื่นกำลังชิมขนมที่ซินเทียและแม่นางไป๋เป็นคนทำอย่างสนุกสนาน ไม่ใช่แค่นั้นนะ ตาแก่ขี้โมโหพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องเหมือนเคยหลังจากได้กินขนม
21 ซินเทียได้สิทธิ์ชิมฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋เป็นคนแรก ภายในใจของนางยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวแม่นางไป๋หรอกนะ หากว่านางชิมฮันนี่โทสต์มันอร่อยกว่าขนมเค้กน้ำผึ้งของนางแล้วล่ะก็ ต้องเป็นผ่านพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ส่วนทางเดินแม่นางไป๋ก็เช่นเดียวกัน ถึงจะไม่ค่อยชอบซินเทียสักเท่าไหร่แต่พอได้ดูขนมเค้กน้ำผึ้งของซินเทียแล้วก็เกิดความลังเลใจเหมือนกัน ซินเทียชิมขนมฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋หนึ่งคำ (ไม่อยากจะยอมรับหรอก มันอร่อยมาก อร่อยกว่าขนมเค้กน้ำผึ้งของเราอีก) หลังจากชิมขนมฮันนี่โทสต์ ซินเทียยืนนิ่งเหมือนอย่างเคย นางไม่พูดอะไรออกมาสักนิดเดียว ตามด้วยแม่นางไป๋ชิมขนมเค้กน้ำผึ้งหนึ่งคำ ความรู้สึกของนางนั้นเหมือนกลายเป็นผึ้งที่กำลังเก็บเกสรดอกไม้ ไม่ว่าจะโบยบินไปทิศทางไหนก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้และน้ำผึ้งภายในรังผึ้ง มันให้ความรู้สึกสดชื่นและสบายตัว นี่เป็นความรู้สึกของแม่นางไป๋ตอนนี้ “เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสองคน เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมข้าถึงให้พวกเจ้าเสมอกัน” เฟยหงพูดในมุมเหตุผลของเขา
20 ขนมหวานของทางด้านแม่นางไป๋ ดูเหมือนว่าจะเสร็จเป็นที่เรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟให้ผู้ตัดสินได้ชิม ส่วนทางด้านซินเทียยังอบขนมของตัวเองยังไม่เสร็จ ไม่ใช่แค่นั้น หลังจากอบขนมเสร็จจะต้องเอามาตกแต่งให้ดูน่ากินอีก จะเสียเวลาก็ตรงตกแต่งนั่นแหละ แม่นางไป๋นำขนมหวานของตัวเองยกขึ้นไปที่โต๊ะบนกลางเวทีโดยมีเฟยหงเป็นผู้ตัดสินรสชาติ “แม่นางไป๋ สิ่งนี้เรียกว่าอะไร?” “ฮันนี่โทสต์ค่ะ ท่านเฟยหง” พอได้ยินชื่อเรียกขนมหวานที่แม่นางไป๋ทำ ซินเทียก็นึกขึ้นมาได้ทันที (ว่าแล้วเชียว ฮันนี่โทสต์จริงด้วย ไม่อยากเชื่อว่าแม่นางไป๋จะทำฮันนี่โทสต์ออกมาได้ แล้วแม่นางไป๋ก็รู้จักชื่อด้วย ประสบการณ์ท่องโลกกว้าง เพื่อฝึกฝนการทำขนมหวานของแม่นางไป๋ไม่ธรรมดาเลย) เฟยหงตักไอศกรีมและขนมปังในปริมาณเท่ากันก่อนจะชิมฮันนี่โทสต์ว่ารสชาติเป็นอย่างไร สีหน้าของเฟยหงเมื่อได้ชิมขนมของแม่นางไป๋นั้นนิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่รสชาติฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋เป็นรสชาติใหม่ที่เฟยหงไม่ได้ลิ้มลองมาก่อน “อร่อยมาก เป็นรสชาติที่ล้ำลึกที่ข้
19 น้ำชาถูกรินโดยคนรับใช้ รินให้กับเจ้าของบ้านและแขกรับเชิญอย่างซินเทีย ตั้งแต่เริ่มวงสนทนา ซินเทียเอาแต่จิบน้ำชาไปหลายแก้วเพื่อให้ตัวเองได้มีสมาธิและเพื่อให้ตัวเองหลุดจากการที่ตัวเองทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่กับผู้หลับผู้ใหญ่ซึ่งแตกต่างจากเฟยหงที่เป็นลูกของพวกท่านทั้งสอง “ขนมหวานของเจ้ามันช่างอร่อยหาที่เปรียบไม่ได้เลย ใช่ไหมแม่” “ใช่แล้วจ้าพ่อ” “ขอบคุณมากค่ะ” “ซินเทีย เจ้าน่ะเรียกข้าว่าท่านพ่อก็ได้ ข้าไม่ถือหรอก” “เจ้าก็เรียกข้าว่าท่านแม่ด้วยสิ” “เออ คือว่าข้า” “เดี๋ยวก่อนสิท่านพ่อ ท่านแม่ ซินเทียลำบากใจนะ” ลูกชายอย่างเฟยหงถึงกับต้องพูดขนาดนี้เลย ซินเทียไม่ได้ลำบากใจอะไรหรอกนะ นางแค่รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกแค่นั้นเอง หากจะให้เรียกจริงก็เรียกได้ (ท่านพ่อ ท่านแม่ อะไรกันเนี่ย จะบ้าเหรอ เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อยนะ อีตาบ้าเฟยหง) ดูเหมือนว่าซินเทียจะเข้าโหมดเพ้อฝันไปเสียแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะพวกทั้งยังคงสนทนากันอยู่ ก็เลยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
18 เมื่อเข้ามาห้องครัวในบ้านของเฟยหง สิ่งแรกที่ต้องทำก็เหมือนอย่างเคย การเตรียมวัตถุดิบจำเป็นต้องทำความสะอาดเป็นอันดับแรก ซึ่งหน้าที่ตรงนี้มีคนรับใช้ทำให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ซินเทียต้องทำคือการทำขนมหวานให้อร่อยถูกปากพวกท่านก็พอ (เฟยหงไม่ได้บอกด้วยว่าจะต้องทำกี่อย่าง เอาเป็นว่าทำตามความเหมาะสมก็แล้วกัน) ซินเทียเริ่มทำขนมหวานตามความคิดของตัวเอง ความสามารถในการทำขนมหวานของนางนั้นสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา คงเป็นเพราะการได้เข้าแข่งขันจึงทำให้นางมีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น คนรับใช้หลายคนได้เห็นฝีมือของนาง พวกเขาถึงกับตกใจเมื่อได้เห็นความรวดเร็วในการทำขนมหวานพร้อมกันทีเดียวหลายอย่าง ไม่ใช่แค่นั้น ส่วนผสมที่ได้เตรียมเอาไว้นั้นก็ได้ใส่ส่วนผสมที่ได้คำนวณเอาไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องห่วงว่ารสชาติมันจะอร่อยหรือไม่ อร่อยอยู่แล้ว ขนมหวานเสร็จแล้ว 1 อย่าง อย่างที่ 2 อย่างที่ 3 อย่างที่ 4 อย่างที่ 5 เสร็จเรียบร้อยทั้งหมด เหลือเพียงนำไปเสิร์ฟให้พวกท่านได้ลองกินขนมหวานของซินเทีย







