เข้าสู่ระบบ8
ท้องฟ้ามืดครึ้มที่มาพร้อมกับเสียงคำรามทั่วบนท้องฟ้า เป็นสัญญาณของฝนที่กำลังจะตกลงมา ซึ่งเป็นอุปสรรคในการทำมาหากินของใครหลายคน
ณ ตอนนี้ ซินเทียและลู่เสียนยังคงอยู่ที่บ้าน วันนี้พวกเธอหยุดพักผ่อนการทำขนมขาย เนื่องจากซินเทียต้องเตรียมความพร้อมในการเข้าแข่งขันการทำขนมหวาน แม้เธอจะมีฝีมือในการทำขนมหวาน แต่การแข่งขันมันคนละเรื่อง จะเกิดอะไรขึ้นนั้นไม่มีใครรู้
เครื่องมือและอุปกรณ์สมัยใหม่ของยุคโบราณ มันสามารถช่วยให้ซินเทียทำขนมออกมาได้ดีกว่าที่ผ่านมา การแข่งขันที่จะถึงก็มีเครื่องมือและอุปกรณ์ทันสมัยให้ผู้เข้าแข่งขันเช่นเดียวกันเพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันได้แสดงฝีมืออย่างสุดกำลังของตัวเอง
นี่เป็นข้อมูลจากคำบอกเล่าของแม่นางผิง
เมื่อปีที่แล้วแม่นางผิงลงแข่งขันทำขนมหวาน เธอได้ที่สองในการแข่งขัน ที่ผ่านมาหลายปีเธอลงแข่งขันมาตลอด เธอไม่เคยได้ที่หนึ่งสักครั้งเดียว มีคำพูดของแม่นางผิงยังคงติดอยู่ในหัวซินเทีย “ข้าอยากได้ที่หนึ่ง แต่ข้าเอาชนะผู้หญิงคนนั้นไม่ได้สักครั้ง” ไม่รู้ว่าเธอคนนั้นเป็นใคร แม่นางผิงบอกว่าเธอคนนั้นลงแข่งขันทำขนมหวานทุกปี หากซินเทียไปแข่งขันคงจะได้เจอกันนั่นแหละ
นั่นหมายความว่า มีคนที่มีฝีมือดีโผล่ออกมาให้ซินเทียได้เห็นแล้วสินะ
ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ การได้เข้าแข่งขันถือเป็นประสบการณ์หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
ไม่นาน ท้องฟ้ามืดครึ้มก็เทฝนลงมาอย่างหนัก
บรรยากาศอันหนาวเหน็บเพราะห่าฝนนี้
ทำให้รู้สึกอยากกินขนมหวานพร้อมรับชมบรรยากาศเย็นสบายในตอนนี้ ซินเทียไม่ทนที่จะนั่งอยู่เฉย หรอกนะ“คุณน้าคะ เดี๋ยวหนูขอไปทำขนมก่อนนะคะ”
ซินเทียพูดทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นก่อนจะมุ่งตรงไปยังครัว วัตถุดิบที่มีครบครันเพียงพอที่จะทำขนมหวานออกมาได้ สิ่งที่ซินเทียคิดจะทำนั้นไม่ใช่ขนมหวานของจีน แต่เป็นขนมหวานของต่างประเทศซึ่งเธอเรียนรู้มาตอนที่เปิดร้านขายขนมหวานได้ไม่นาน
ทุกอย่างอยู่ในหัวของเธอ มือทั้งสองเริ่มละเลงครัว ความเร็วในการทำขนมหวานของเธอนั้นไม่มีใครเทียบเคียงได้ ไม่ใช่แค่ความเร็ว ส่วนผสมที่เธอได้จัดเตรียมนั้นถูกคำนวณเอาไว้พอดิบพอดี ทำให้รสชาติของขนมหวานออกมาได้อร่อย นี่อาจเป็นความลับของขนมหวานที่เธอที่ใครได้ลองแล้วติดใจ มันเป็นความสามารถที่ต้องฝึกฝนมาเป็นสิบปี
ลู่เสียนที่ได้อยู่เธอมานานยังต้องตกใจทุกครั้งเวลาเธอทำขนมหวาน มีเพียงการทำอาหารเท่านั้นที่ซินเทียไม่เอาไหนเลย แบบว่า ห่วยสิ้นดี
ไม่นาน ขนมที่เธอทำก็เสร็จ มันถูกตักจากหม้อใส่ถ้วยชาม ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนอยากจะกินมันตรงนี้เลย
ถ้วยขนมหวานถูกวางลงบนโต๊ะอย่างเบามือ ลู่เสียนจ้องมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่เคยเห็นขนมหวานแบบนี้มาก่อน
“ซินเทีย สิ่งนี้คืออะไร?”
“เขาเรียกว่า บัวลอยมันม่วงค่ะ”
“น้าไม่เคยได้ยิน”
เมื่อได้สูดกลิ่นของบัวลอยมันม่วง ลู่เสียนก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เธอใช้ช้อนตักเข้าปากคำเล็ก ความอร่อยที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน กระจายเข้าปากเต็มคำ ความหอมมันของกะทิทำให้ต้องตักกินอย่างต่อเนื่องจนหยุดไม่ได้
“น้าขอร้องไห้จะได้ไหมหลานรัก น้าไม่เคยกินของอร่อยแบบนี้มาก่อนเลย”
นี่เป็นความรู้สึกจากใจของน้าลู่เสียน
ถึงแม้ว่าขนมหวานที่ซินเทียทำขึ้นมาจะอร่อยมากกว่าความเป็นจริงที่ตัวเองได้ทำ แต่ยังไงมันก็คือขนมหวานธรรมดาที่ใครก็ทำให้มันอร่อยได้ หากตั้งใจอย่างสุดความสามารถในการทำขนมหวานสักอย่างหนึ่งขึ้นมา ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะตามมาที่หลัง โดยเฉพาะความอร่อยที่คาดไม่ถึง
.
.
.
รถม้าขนส่งเดินทางมาหลายวันจนมาถึงเมืองหลวง สนามแข่งขันทำขนมหวานถูกจัดขึ้นในเมืองหลวงแห่งนี้ มีผู้คนมากมายจากนอกเมืองแห่กันเข้ามาดูการแข่งขัน ซึ่งจะจัดการแข่งขันในอีกไม่กี่วันที่จะถึง
เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยผู้คนแห่งนี้ เต็มไปด้วยบ้านเรือนและพระราชวังซึ่งจะแบ่งแยกกันระหว่างทางเชื่อมต่อ โดยพระราชวังนั้นจะมีทหารยามคอยเฝ้ายามตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อความปลอดภัยของเหล่าขุนนาง ไม่ใช่แค่ในพระราชวังเท่านั้น นอกตัวเมืองและในเมืองก็มีทหารเดินไปมาคอยจัดความเป็นระเบียบเรียบร้อย เรื่องความปลอดภัยนั้นไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
รถม้าขนส่งที่นั่งมานั้นก็จะมี ซินเทีย ลู่เสียน แม่นางผิง จางลี่ ตามด้วยสัมภาระจำเป็นสำหรับการเข้าพักโรงเตี๊ยมในเมืองหลวง
นี่เป็นครั้งแรกของซินเทียที่ได้เข้ามาเมืองหลวง แววตาของเธอเป็นประกายด้วยความตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนมันก็ดูสวยงามไปหมด แม้แต่ลู่เสียนเองก็ด้วย เป็นความประทับใจเมื่อได้เห็นอะไรใหม่ๆ เหมือนกับคำพูดที่ว่าบ้านนอกเข้าเมือง ส่วนแม่นางผิงและจางลี่ที่เข้าออกเมืองหลวงเป็นประจำก็เฉยกับสิ่งที่เห็น เพราะพวกเขาเห็นจนกลายเป็นความชินชาไปแล้ว
รถม้าขนส่งจอดตรงหน้าโรงเตี๊ยมที่เข้าพัก สัมภาระถูกยกลงจากรถม้าก่อนจะมีพนักงานยกขึ้นไปตามห้องพัก
“ที่เหลือพวกข้าจัดการเอง ส่วนพวกเจ้าจะไปไหนก็ไป แต่อย่าได้ไปไกลนักล่ะ”
แม่นางผิงปล่อยให้อิสระซินเทียและลู่เสียนกินลมชมวิวที่เมืองหลวง
พวกเธอทั้งสองเดินมาตามเส้นทางหลักในเมืองหลวง ข้างทางจะมีร้านขายอาหารและร้านขายนมหลายร้านตั้งอยู่ติดกัน ทำให้ซินเทียอดคิดไม่ได้ว่า ร้านติดกันแบบนี้จะตีกันตายไหม สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือมีพ่อค้าแม่ค้าขายหาบเร่ขายของด้วยกันหลายคน
“ซินเทีย น้าว่าเราออกไปจากที่นี่กันดีกว่านะ”
“นั่นสิคะ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร มั่วกันไปหมด”
จริงอย่างที่เจ้าพูด
พื้นที่ร้านขายของส่วนใหญ่จะมีคนเดินเพ่นพ่านกันตลอดเวลาไม่เว้นแม้แต่กลางคืน ทำให้ทั้งสองรีบออกจากพื้นที่โดยด่วนที่สุด
“เมืองหลวงมันไม่เหมือนเมืองของพวกเรา น้าไม่เข้าใจเลย ทำไมคนพวกนั้นถึงได้ทนอยู่กันนะ”
“พวกเขาคงไม่มีทางเลือก ต่างคนต่างต้องดิ้นรนเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองและครอบครัว มันเป็นวิถีชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าจะลำบากลำบนมากแค่ไหนก็ตาม หนูเคยผ่านจุดนี้มาแล้ว หนูเข้าใจดีเลยแหละ”
เมื่อได้ฟังที่หลานรักพูด ลู่เสียนก็เงียบไม่พูดอะไรออกมา
ทั้งสองคนจึงเดินอ้อมเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ผ่านมา ถึงมันจะไกลกว่าแต่ก็สะดวกสบาย
!?
ขณะที่เดินมาตามเส้นทาง ลู่เสียนก็ได้เห็นบางอย่างตรงหน้า
“รถม้าของขุนนาง”
ลู่เสียนพูดก่อนจะให้หลานสาวซินเทียหยุดเดินต่อทั้งอย่างนั้นจนกว่ารถม้าของขุนนางจะผ่านไป
ทั้งสองยืนนิ่งไม่ไหวติง ซินเทียเงยหน้ามองขบวนรถม้าของขุนนางด้วยความอยากรู้ ภายในหน้าต่างขบวนรถม้ามีชายหนุ่มรูปหล่อนั่งอยู่ แววตาของชายรูปหล่อจับจ้องมาที่ซินเทียด้วยความบังเอิญผ่านทางหน้าต่าง ซินเทียเองก็จับจ้องชายรูปหล่อเช่นเดียวกัน ทั้งสองไม่รู้จักกัน แต่ความรู้สึกของซินเทียนั้นเหมือนกับมีอะไรบางอย่างสะกดเธอเอาไว้ ทั้งที่เวลามันน่าจะผ่านไปนานแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่ามันนานเหลือเกิน
รถม้าวิ่งผ่านทั้งสองคนไปทั้งอย่างนั้น ซินเทียยังอยู่ในห้วงเวลาที่เฉื่อยชาจนลู่เสียนสะกิดให้รู้สึกตัว
“ซินเทีย เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
“ปะ เปล่าค่ะ หนูสบายดี”
“เหรอ ถ้าไม่สบายบอกน้าเลยนะ”
“ค่ะ คุณน้า”
“น้าว่าเราไปหาที่นั่งพักกันก่อนดีกว่า นั่งพักให้หายเหนื่อยแล้วเราค่อยไปต่อกันนะ”
ซินเทียพยักหน้ารับเป็นอันตกลงตามนี้
...
23 ช่วงเวลาของทั้งสองถูกหยุดลง เมื่อริมฝีปากบรรจบกัน ริมฝีปากอันบอบบางของทั้งสอง เมื่อได้สัมผัสกันครั้งแรกมันทำให้รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา แม้จะรู้ว่าความรู้สึกมันเป็นแบบนี้แต่ก็ไม่สามารถถอยห่างออกจากกันได้ แล้วด้วยมือทั้งสองที่ดูหนาของเฟยหงจับหัวไหล่อันเล็กของซินเทีย ทำให้มันดูอบอุ่นร่างกายขึ้นอีกด้วย หลังจากนั้นมือทั้งสองของซินเทียก็เข้าไปกอดร่างอันใหญ่โตดูแข็งแรงของเฟยหงด้วยความรู้สึกของนางที่มีต่อเฟยหง ไม่ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร ซินเทียรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความสุขที่สุดจนอยากให้เวลามันหยุดอยู่ตรงนี้ตลอดไป ไม่นาน ริมฝีปากก็แยกออกจากกัน แววตาของทั้งสองค่อย ๆ ลืมตาจ้องมองกัน จมูกยังคงสัมผัสกันไม่ห่างไปไหน “เฟยหง จมูกชนกันมันทำให้จั๊กจี้นะ” “ข้าเองก็ด้วย” พูดจบ ซินเทียก็พุ่งเข้าไปกอดเฟยหงจนตัวติดกัน ในหน้าที่แนบระหว่างกลางอก ทำให้รู้สึกอบอุ่นและสบายตัว “ซินเทีย ข้าน่ะรักเจ้ามากนะ” “ข้ารู้แล้ว เฟยหงเคยบอกข้าตอนอยู่บ้าน” “ตอนนั้นพวกท่านพ่อและท่านแม่อยู่ด้วย แต่ข้าอยากบอกเจ้าให้ได้ยินแค่คนเดียว”
22 ผู้เข้าชมที่ยังอยู่ภายในสนามการแข่งขันเริ่มทยอยกันออกมาตามลำดับอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่นาน ผู้เข้าชมก็ออกจากสนามแข่งขันกันหมดทุกคน จะเหลือก็มีแต่ผู้ควบคุมคนอื่น เฟยหงและซินเทีย “ข้าไม่ใช่ผู้ชนะหรอก ผลการตัดสินมันควรจะเป็นอีกฝ่ายที่ชนะ พอข้าได้ลองชิมขนมของแม่นางไป๋ข้าถึงได้รู้ว่าข้าเป็นฝ่ายแพ้ ข้าไม่ได้ดีใจหรือเสียใจหรอกนะที่ได้ชัยชนะแบบนี้ ในเมื่อแม่นางไป๋ยอมรับในตัวของข้า ข้าจะสานต่อเจตนารมณ์ที่นางได้ให้ข้าไว้อย่างแน่นอน” “ดีแล้วแหละซินเทีย การทำขนมหวานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมันก็จะต้องทำตลอดไปตราบใดที่ยังมีช่างทำขนมหวานอยู่ มันเป็นการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อไม่ให้มันหายไป สิ่งที่เจ้าต้องทำต่อจากนี้คือการทำขนมและส่งต่อรุ่นหลานในอนาคต” “เฟยหงพูดอาจจะจริง แต่ข้าไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า” “ทำได้สิ เพราะเจ้ามีประสบการณ์นะ” ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ส่วนผู้ควบคุมการแข่งขันคนอื่นกำลังชิมขนมที่ซินเทียและแม่นางไป๋เป็นคนทำอย่างสนุกสนาน ไม่ใช่แค่นั้นนะ ตาแก่ขี้โมโหพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่องเหมือนเคยหลังจากได้กินขนม
21 ซินเทียได้สิทธิ์ชิมฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋เป็นคนแรก ภายในใจของนางยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวแม่นางไป๋หรอกนะ หากว่านางชิมฮันนี่โทสต์มันอร่อยกว่าขนมเค้กน้ำผึ้งของนางแล้วล่ะก็ ต้องเป็นผ่านพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ส่วนทางเดินแม่นางไป๋ก็เช่นเดียวกัน ถึงจะไม่ค่อยชอบซินเทียสักเท่าไหร่แต่พอได้ดูขนมเค้กน้ำผึ้งของซินเทียแล้วก็เกิดความลังเลใจเหมือนกัน ซินเทียชิมขนมฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋หนึ่งคำ (ไม่อยากจะยอมรับหรอก มันอร่อยมาก อร่อยกว่าขนมเค้กน้ำผึ้งของเราอีก) หลังจากชิมขนมฮันนี่โทสต์ ซินเทียยืนนิ่งเหมือนอย่างเคย นางไม่พูดอะไรออกมาสักนิดเดียว ตามด้วยแม่นางไป๋ชิมขนมเค้กน้ำผึ้งหนึ่งคำ ความรู้สึกของนางนั้นเหมือนกลายเป็นผึ้งที่กำลังเก็บเกสรดอกไม้ ไม่ว่าจะโบยบินไปทิศทางไหนก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้และน้ำผึ้งภายในรังผึ้ง มันให้ความรู้สึกสดชื่นและสบายตัว นี่เป็นความรู้สึกของแม่นางไป๋ตอนนี้ “เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสองคน เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมข้าถึงให้พวกเจ้าเสมอกัน” เฟยหงพูดในมุมเหตุผลของเขา
20 ขนมหวานของทางด้านแม่นางไป๋ ดูเหมือนว่าจะเสร็จเป็นที่เรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟให้ผู้ตัดสินได้ชิม ส่วนทางด้านซินเทียยังอบขนมของตัวเองยังไม่เสร็จ ไม่ใช่แค่นั้น หลังจากอบขนมเสร็จจะต้องเอามาตกแต่งให้ดูน่ากินอีก จะเสียเวลาก็ตรงตกแต่งนั่นแหละ แม่นางไป๋นำขนมหวานของตัวเองยกขึ้นไปที่โต๊ะบนกลางเวทีโดยมีเฟยหงเป็นผู้ตัดสินรสชาติ “แม่นางไป๋ สิ่งนี้เรียกว่าอะไร?” “ฮันนี่โทสต์ค่ะ ท่านเฟยหง” พอได้ยินชื่อเรียกขนมหวานที่แม่นางไป๋ทำ ซินเทียก็นึกขึ้นมาได้ทันที (ว่าแล้วเชียว ฮันนี่โทสต์จริงด้วย ไม่อยากเชื่อว่าแม่นางไป๋จะทำฮันนี่โทสต์ออกมาได้ แล้วแม่นางไป๋ก็รู้จักชื่อด้วย ประสบการณ์ท่องโลกกว้าง เพื่อฝึกฝนการทำขนมหวานของแม่นางไป๋ไม่ธรรมดาเลย) เฟยหงตักไอศกรีมและขนมปังในปริมาณเท่ากันก่อนจะชิมฮันนี่โทสต์ว่ารสชาติเป็นอย่างไร สีหน้าของเฟยหงเมื่อได้ชิมขนมของแม่นางไป๋นั้นนิ่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่รสชาติฮันนี่โทสต์ของแม่นางไป๋เป็นรสชาติใหม่ที่เฟยหงไม่ได้ลิ้มลองมาก่อน “อร่อยมาก เป็นรสชาติที่ล้ำลึกที่ข้
19 น้ำชาถูกรินโดยคนรับใช้ รินให้กับเจ้าของบ้านและแขกรับเชิญอย่างซินเทีย ตั้งแต่เริ่มวงสนทนา ซินเทียเอาแต่จิบน้ำชาไปหลายแก้วเพื่อให้ตัวเองได้มีสมาธิและเพื่อให้ตัวเองหลุดจากการที่ตัวเองทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่กับผู้หลับผู้ใหญ่ซึ่งแตกต่างจากเฟยหงที่เป็นลูกของพวกท่านทั้งสอง “ขนมหวานของเจ้ามันช่างอร่อยหาที่เปรียบไม่ได้เลย ใช่ไหมแม่” “ใช่แล้วจ้าพ่อ” “ขอบคุณมากค่ะ” “ซินเทีย เจ้าน่ะเรียกข้าว่าท่านพ่อก็ได้ ข้าไม่ถือหรอก” “เจ้าก็เรียกข้าว่าท่านแม่ด้วยสิ” “เออ คือว่าข้า” “เดี๋ยวก่อนสิท่านพ่อ ท่านแม่ ซินเทียลำบากใจนะ” ลูกชายอย่างเฟยหงถึงกับต้องพูดขนาดนี้เลย ซินเทียไม่ได้ลำบากใจอะไรหรอกนะ นางแค่รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกแค่นั้นเอง หากจะให้เรียกจริงก็เรียกได้ (ท่านพ่อ ท่านแม่ อะไรกันเนี่ย จะบ้าเหรอ เรายังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อยนะ อีตาบ้าเฟยหง) ดูเหมือนว่าซินเทียจะเข้าโหมดเพ้อฝันไปเสียแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะพวกทั้งยังคงสนทนากันอยู่ ก็เลยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
18 เมื่อเข้ามาห้องครัวในบ้านของเฟยหง สิ่งแรกที่ต้องทำก็เหมือนอย่างเคย การเตรียมวัตถุดิบจำเป็นต้องทำความสะอาดเป็นอันดับแรก ซึ่งหน้าที่ตรงนี้มีคนรับใช้ทำให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ซินเทียต้องทำคือการทำขนมหวานให้อร่อยถูกปากพวกท่านก็พอ (เฟยหงไม่ได้บอกด้วยว่าจะต้องทำกี่อย่าง เอาเป็นว่าทำตามความเหมาะสมก็แล้วกัน) ซินเทียเริ่มทำขนมหวานตามความคิดของตัวเอง ความสามารถในการทำขนมหวานของนางนั้นสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา คงเป็นเพราะการได้เข้าแข่งขันจึงทำให้นางมีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น คนรับใช้หลายคนได้เห็นฝีมือของนาง พวกเขาถึงกับตกใจเมื่อได้เห็นความรวดเร็วในการทำขนมหวานพร้อมกันทีเดียวหลายอย่าง ไม่ใช่แค่นั้น ส่วนผสมที่ได้เตรียมเอาไว้นั้นก็ได้ใส่ส่วนผสมที่ได้คำนวณเอาไว้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องห่วงว่ารสชาติมันจะอร่อยหรือไม่ อร่อยอยู่แล้ว ขนมหวานเสร็จแล้ว 1 อย่าง อย่างที่ 2 อย่างที่ 3 อย่างที่ 4 อย่างที่ 5 เสร็จเรียบร้อยทั้งหมด เหลือเพียงนำไปเสิร์ฟให้พวกท่านได้ลองกินขนมหวานของซินเทีย







