LOGINซินอี๋มองซ้ายมองขวากล่าวออกเสียงกระซิบกระซาบ “คุณหนูจะทำอย่างไรเจ้าคะ สมรสพระทานหย่าไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้บอกว่าข้าจะหย่ากับเขาสักหน่อย” น้ำเสียงนั้นเย็นเยือกจนซินอี๋รู้สึกหนาวไปถึงสันหลัง
“แล้วคุณหนูจะทำ…”
ชินอี๋กล่าวยังไม่จบผู้เป็นนายจึงเอ่ยขึ้นก่อน “ข้าอยากหลับสักตื่น เจ้าเดินทางมาเหนื่อยทั้งวันก็ควรพักผ่อน”
“เจ้าค่ะ” ในเมื่อนางไม่อยากบอก สาวใช้อย่างนางจะทำอะไรได้ ภาวนาก็แต่อย่าให้ผู้เป็นนายคิดทำเรื่องที่ไม่สมควรก็เป็นพอ อย่างไรเรื่องของแม่ทัพหานก็เป็นเพียงข่าวลือ นายหญิงของนางควรเปิดใจให้เขาสักครั้ง อย่างน้อยเขาก็เป็นแม่ทัพผู้กล้าหาญสู้รบจนเอาแผ่นดินของแคว้นตนกลับมาได้
หลิวหนิงเจียวปิดเปลือกตาลงเบา ๆ ในใจกลับรู้สึกหนักอึ้ง หากท่านพ่อของนางไม่บอกว่านางจะได้เป็นพระสนมของฮ่องเต้แคว้นซีเหลียงผู้มีหน้าตาหล่อเหลาแม้จะอายุมากกว่านางถึงยี่สิบห้าปีก็ตาม นางก็คงไม่ตกปากรับคำ ระหว่างการเดินทางไม่คิดว่าฮ่องเต้จะพระราชทานสมรสให้นางกับแม่ทัพอัปลักษณ์ผู้นั้น
ตอนนั้นสงครามระหว่างแคว้นซีเหลียงกับแคว้นเป่ยเอี้ยนกินเวลานานหลายเดือนจึงรู้แพ้รู้ชนะ ชื่อเสียงของแม่ทัพปีศาจแห่งค่ายหวงซานไม่มีใครที่ไม่รู้จัก อีกทั้งข่าวลือเรื่องความโหดร้ายของเขาที่มีต่อสตรี และหน้าตาที่อัปลักษณ์ชวนให้น่ากลัวของเขาทำให้เขายังขาดคู่เรียงเคียงหมอนมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่คิดว่าสตรีที่โชคร้ายคนนั้นกลับเป็นนาง สวรรค์อิจฉานางถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
อันมามาออกจากเรือนดอกบัวขาวก็รีบมารายงานฮูหยินผู้เฒ่าทันที
“เป็นอย่างไร” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามเสียงเนิบช้า วางถ้วยชาที่ยกขึ้นดื่มลงอย่างเบามือ
“อาละวาดเจ้าค่ะ”
“อืม ปล่อยนางไปก่อน อย่างไรนางก็ขัดพระราชโองการไม่ได้” เช่นเดียวกันกับหลานชายของนาง ถึงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพียงใดก็ทำอะไรไม่ได้ เช่นนั้นฮูหยินผู้เฒ่าจึงรับฟังอย่างสงบและเข้าใจทั้งสองฝ่าย สรุปก็คือทั้งสองไม่เต็มใจที่จะแต่งงาน
ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจยาวเหยียดเอ่ยกับอันมามาว่า “เจ้าก็ทำตามหน้าที่ของเจ้า อย่าได้สนใจนาง ที่เหลือคงต้องให้หยางเอ๋อร์จัดการ” อย่างไรทั้งสองก็ต้องแต่งงานกันภายในครึ่งเดือน เช่นนั้นหลิวหนิงเจียวย่อมต้องเชื่อฟังสามี
“เจ้าค่ะ”
อันมามาเดินออกไปแล้ว ลู่ซื่อจึงถามออกไป “ท่านแม่อยากพบนางหรือไม่เจ้าคะ”
“ยัง ปล่อยให้นางทำใจสักพักเถิด” เป็นใครก็ไม่ชอบการบังคับทั้งนั้น โดยเฉพาะหลานชายของนาง
“เช่นนี้นางจะไม่กำเริบเสิบสานหรือเจ้าคะ”
“เจ้าคิดว่านางทำเช่นนั้นได้หรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าถามเช่นนั้นลู่ซื่อจึงเงียบไป แน่นอนว่าหลิวหนิงเจียวย่อมทำเช่นนั้นไม่ได้
หลิวหนิงเจียวอยู่ในจวนสกุลหานห้าวันโดยไม่ออกไปพบใคร มีเพียงอันมามาที่เข้ามาอบรมนางเรื่องกฎระเบียบของจวนสกุลหานและสิ่งที่หานตงหยางชอบและไม่ชอบ เพราะนางเคยเป็นคนเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก อันมามาจึงรู้เรื่องของแม่ทัพแดนบุรพามากที่สุด คงเป็นเรื่องดีหากหลิวหนิงเจียวรู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาทั้งหมด แต่หลิวหนิงเจียวยังทำเป็นหูทวนลม ฟังบ้างไม่ฟังบ้างอย่างไม่ใส่ใจ อันมามาก็ทำตามหน้าที่ตนที่ฮูหยินผู้เฒ่าบอกเท่านั้น แต่นางยังรู้สึกหนักใจ สตรีเช่นนี้จะอยู่กับแม่ทัพหานได้อย่างไร
นอกนั้นก็ไม่มีใครมาวุ่นวายกับหลิวหนิงเจียวอีก อีกทั้งข้าวปลาอาหารนางยังกินน้อยคำ จากนั้นก็นอนอยู่บนเตียงเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก ชาตินี้นางใฝ่ฝันที่จะแต่งงานกับบุรุษรูปงาม ไม่คิดว่านอกจากนางจะต้องแต่งงานกับบุรุษที่รูปชั่วแล้วนิสัยยังโหดร้ายทารุณอีก ความฝันของนางที่จะได้อยู่ข้างกายฮ่องเต้สลายไปในชั่วข้ามคืน
หลิวหนิงเจียวอยู่ในจวนสกุลหานครบสิบวันก็ถึงวันแต่งงานของนางกับแม่ทัพแดนบูรพา นางรู้ว่าเขาเพิ่งกลับมาที่จวนเมื่อคืนและเข้าร่วมพิธีแต่งงานในตอนเช้า พิธีทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น นางรู้สึกได้ว่ามีบุรุษตัวสูงใหญ่อุ้มนางเข้าไปไว้ในห้องหอ แม้จะมีผ้าสีแดงคลุมหน้าแต่นางก็รู้ว่าบุรุษผู้นั้นมีหน้ากากเหล็กสีดำสนิทสวมอยู่ซีกซ้ายของใบหน้า หลิวหนิงเจียวขนลุกซู่อย่างห้ามไม่อยู่ นางรู้สึกกลัวและขยะแขยงขึ้นมาครามครัน
บุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีวางนางลงบนพื้นจากนั้นก็หันกายเดินออกจากห้องไปโดยไม่ได้กล่าวคำใดออกมา
วันรุ่งขึ้นเขาจึงพูดกับพอใจว่า “พี่อยากไปเที่ยวบ้านพอใจโฮมสเตย์น่ะ ใจพาพี่ไปได้ไหม” “ได้ค่ะ เพราะฉันต้องไปทำงานอยู่แล้ว” “จะไม่พักบ้างเลยเหรอ” “ไม่ค่ะ อยากทำงานมากกว่า” เพราะการทำงานของเธอก็เหมือนได้ไปพัก “งั้นพี่ขอไปทำงานด้วยนะ เดี๋ยวพี่ขับรถให้เอง” กิตติ์ณัฏฐกรอาสาเพราะเขาชอบบรรยากาศที่มีป่าเขามาก ๆ อยู่แล้ว อีกทั้งช่วงนี้ยังเป็นฤดูฝน พืชพรรณบนภูเขาคงเขียวขจีไปหมด เขาพูดแค่นั้นเธอก็โยนกุญแจรถให้แล้ว อยากขับก็ตามใจ ถ้าเหนื่อยอย่ามาบ่นก็แล้วกัน วันนั้นทั้งวันกิตติ์ณัฏฐกรจึงต้องขับรถให้พอใจอย่างเดียว เพราะเธอต้องคอยไปต้อนรับลูกค้าที่มาพักที่บ้านพอใจโฮมสเตย์ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังจัดแจงเรื่องอาหารและเครื่องดื่มกับคนงานอีกด้วย แต่เขาก็ยินดีที่ได้ขับรถเที่ยวทั้งวัน กิตติ์ณัฏฐกรทำอาชีพอิสระรับงานเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผน ออกแบบ ควบคุม และตรวจสอบการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน สะพาน อาคาร ระบบขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เขาจึงสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ โดยพื้นฐานครอบครัวของเขาท
คนที่ทำหน้าที่โปรยทานก็โปรยอย่างต่อเนื่องราวกับสายฝนที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า เหรียญโปรยทานครั้งนี้มีมูลค่ากว่าสองแสนบาท แก่นคูณกับละอองไม่ได้อยากอวดร่ำอวดรวย แต่อยากให้ทุกคนคิดว่านี่คือการทำบุญมากกว่า ได้ช่วยเหลือชาวบ้านในรูปแบบของเหรียญโปรยทานพวกเขาก็มีความสุขแล้ว นาคภาคภูมินั่งขัดสมาธิพนมมืออยู่บนรถกระบะด้วยท่วงท่าน่าเคารพนับถือ ชาวบ้านต่างกล่าวชื่นชมเป็นเสียงเดียวกัน “ลูกคนรวยก็อย่างนี้ละนะ ทำอะไรก็ดูดีไปหมด” เลื่อม ชาวบ้านบ้านผักหนามพูดขึ้น “นั่นน่ะสิ ตอนลูกชายฉันบวชฉันก็อยากจัดงานใหญ่โตแบบนี้บ้าง” จำเนียรว่าเสริมอดปลื้มใจแทนพ่อกับแม่ของนาคภาคภูมิไม่ได้ พรรณวรจที่เดินอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเข้าจึงถือโอกาสนี้สอบถามเสียเลย “เจ้าภาพเขารวยมากเหรอคะป้า” งานวันนี้มีคนมาร่วมทำบุญกันอย่างล้นหลาม พรรณวรจกับสามีจึงทำได้เพียงเข้าไปทักทายกับเจ้าภาพในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ต้องปลีกตัวออกมาแล้ว “รวยมากค่ะ เป็นทั้งเจ้าของร้านนาดูนซาลาเปา มีตึกพาณิชย์ให้คนเช่าตั้งหลายสิบห้อง เห็นว่าตอนนี้ให้นาคภูมิดูแลทั้งหมดเลยนะคะ” เลื่อมกล่าวอย่างออกรส
“ลูกตั้งใจจะทำกี่เหรียญ” “พันเหรียญค่ะ” “ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้ครบตามที่ได้ตั้งใจไว้เถอะ เพราะพ่อกับแม่จะไปงานบวชกับลูกด้วย” ปัณณพรเงยหน้ามองแม่ด้วยแววตาสงสัย “แม่พูดจริงเหรอคะ” “จริงสิ ความจริงที่พ่อพูดอย่างนั้นไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ลูกไป แต่เพราะพ่อเขากลัวว่าปัณจะถูกผู้ชายคนนั้นหลอกต่างหากล่ะ” พรรณวรจกล่าวต่อ “คบกับพี่เขามานานแล้วเหรอ” “แม่” ปัณณพรไม่คิดว่าแม่จะจับได้ว่าตนแอบมีแฟน “ไม่ต้องอายแม่หรอก บอกแม่มาตามตรงก็พอ” “แต่พ่อเคยบอกว่า…” “พ่อเขาก็รู้แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่โกรธขนาดนี้” พูดพลางเช็ดน้ำตาให้ลูก “คบมาประมาณหนึ่งปีแล้วค่ะ” “เจอกันได้ยังไง” “หนูไปกินขนมจีบที่ร้านนาดูนซาลาเปาค่ะ เขาไปขายของช่วยพ่อกับแม่ก็เลยเจอกัน” จากนั้นพรรณวรจก็หลอกถามลูกสาวอีกหลายอย่าง จนรู้ว่าลูกสาวกับภาคภูมิไม่ได้ทำอะไรเสียหาย “แล้วเขารู้ไหมว่าลูกเป็นใคร” “รู้ค่ะ” “พ่อแม่เขาล่ะ” “เรื่องนี้หนูไม่เคยถามเขาค่ะ แต่หนูคิ
หลังจากเรียนจบปริญญาโทภาคภูมิก็กลับมาขายขนมจีบช่วยพ่อกับแม่ เขาคิดเล่น ๆ ว่าจะทำเพียงสามสี่เดือนเท่านั้นแต่ไป ๆ มา ๆ นี่ก็ขายมาได้หนึ่งปีเต็มแล้ว และอีกไม่ถึงสิบวันเขาก็จะบวชพระเพื่อทดแทนบุญคุณของพ่อกับแม่ตามความเชื่อของบรรพบุรุษที่เคยสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน พ่อกับแม่ปลีกตัวไปเตรียมงานบวชลูกชาย เขาจึงได้มาเฝ้าร้านขายขนมจีบเพียงคนเดียว กับพนักงานอีกสิบห้าคน ถึงลูกค้าจะมากแค่ไหน แต่พ่อก็บแม่ก็ไม่ยอมเปิดสาขาเพิ่ม เพียงแต่พ่อกับแม่สร้างตึกใหม่เป็นสองห้องเพื่อขายขนมจีบและซาลาเปาเท่านั้น อีกทั้งชั้นสองชั้นสามของตึกพาณิชย์ยังสามารถใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้อีกด้วย พนักงานบางคนที่บ้านอยู่ไกล พ่อกับแม่ก็ให้พักที่นี่ ตัวเขาเองถ้าวันไหนขี้เกียจเดินทางก็พักอยู่ที่นี่ด้วยเช่นเดียวกัน ทางด้านของปัณณพรก็อยากไปงานบวชของภาคภูมิเช่นกัน ถึงในใจจะกลัวว่าพ่อกับแม่จะไม่ให้ไป แต่เธอก็รวบรวมความกล้าพูดออกไปขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน “พ่อคะ แม่คะ หนูขออนุญาตไปงานบวชรุ่นพี่ได้ไหมคะ” “รุ่นพี่ที่ไหน” ปฐวีเอ่ยถามลูกสาว เพราะตั้งแต่ลูกเข้าเรีย
หลายวันต่อมาเมื่อรจนาทราบข่าวการกลับมาของละออง เธอก็นั่งร้องไห้โฮจนตาบวมไม่ยอมขายของให้แม่ทั้งวัน ลำพังแก่นคูณปฏิเสธการแต่งงานกับเธอเพราะเขาไม่รัก เธอก็เสียใจมากพอแล้ว แต่นี่เขายังกลับไปจดทะเบียนสมรสใหม่กับเมียเก่าอีก “ฮือ ๆ ๆ” รจนาร้องไห้เสียงดังนั่งกินเหล้าอยู่บนแคร่ข้างโอ่งน้ำดื่มบ้านตัวเองเพียงลำพัง โยที่กำลังเก็บเกวียนอยู่ได้ยินเสียงคนร้องไห้อยู่ข้างรั้วจึงเดินมาดู เขาหัวเราะเสียงดังเมื่อเห็นรจนานั่งร้องไห้ทำปากบาน เขาจึงก้าวขาก้มศีรษะลอดรั้วไม้ไผ่มาหารจนา “ใครตายถึงได้ร้องไห้เสียงดังหนวกหูขนาดนี้” ความจริงโยทราบอยู่แล้วว่ารจนาร้องไห้ด้วยเหตุใด เพราะเขาเองก็รู้เรื่องที่รจนาโดนแก่นคูณปฏิเสธการแต่งงานเช่นกัน “ไม่ต้องมาซ้ำเติม” รจนาตวาดออก “ซ้ำเติมอะไร นี่ฉันแค่ถามว่าใครตายเท่านั้น” พูดแล้วก็หัวเราะตามหลัง “ฉันนี่แหละกำลังจะตาย พี่ไม่รู้หรือไงว่าพี่คูณจดทะเบียนสมรสใหม่กับยัยพี่อองนั่นแล้ว ฮือ ๆ” คิดมาแล้วมันช้ำใจนัก โยหัวเราะขึ้นเสียงดังกว่าเก่า ตอบออกมาเสียงเรียบว่า “รู้แล้ว” “รู้แล้วยัง
สายมากแล้วแต่แก่นคูณก็ยังไม่กลับมา น้อยนั่งรอด้วยความร้อนใจ เพราะลูกชายบอกว่าจะไปแล้วกลับภายในวันเดียว แต่ตอนนี้ก็เก้าโมงเช้าของวันใหม่แล้ว แต่ก็ยังไร้แววลูกชาย ภาคภูมิกับพอใจร้องไห้แล้วร้องไห้อีก เพราะกลัวว่าพ่อจะหนีไปอีกคน “พ่อกับแม่กลับมาแล้วค่ะพี่ภูมิ” เสียงเล็กแหลมบอกพี่ชายเสียงดัง “ไหน” “นั่นไงคะ” นิ้วป้อมน้อย ๆ ชี้ไปยังเนินเขาตรงทางขึ้นบ้าน จากนั้นทั้งสองก็วิ่งเร็วจนผมหน้าผากตั้งตรงไปยังพ่อกับแม่ “พ่อครับ” “แม่อองกลับมาแล้ว” พูดได้เท่านั้นพอใจก็เบะปากร้องไห้ พลางวิ่งไปหาแม่ ทั้งสองย่อตัวลง ละอองอุ้มพอใจ แก่นคูณอุ้มภาคภูมิเดินเข้าไปหาน้อยที่นั่งยิ้มอยู่ที่แคร่ข้างบ้าน ดีใจที่ลูกชายสามารถเอาลูกสะใภ้กลับมาฝากได้ เมื่อมีทั้งพ่อทั้งแม่ปลอบลูกทั้งสองก็หยุดร้องไห้แล้ว น้อยลุกขึ้นเดินไปรับของในมือลูกชาย ละอองเห็นแม่สามีเดินไม่ปกติจึงถามขึ้น “แม่ปวดขาอีกแล้วเหรอคะ” “อืม ปวดไม่มากหรอก แต่ก็ทำให้รำคาญก็เลยให้คูณซื้อยาที่อองเคยซื้อให้มาให้กิน” “แต่ฉันว่าแม่ควร







