LOGINมาถึงร้านขายเปาะเปี๊ยะทอดปืนก็กระตุกมือแม่เบา ๆ มองเปาะเปี๊ยะทอดตาละห้อย ปรารถนาก้มลงมองลูกแล้วใช้ภาษามือสื่อสาร ‘เจ้าอยากกินหรือ’ เขาพยักหน้าตอบ
นางหันไปถามลูกสาวอีก “เจ้าอยากกินหรือไม่”
“อยากเจ้าค่ะ” พูดพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง สายตาไม่ละจากเปาะเปี๊ยะทอดที่อยู่ในตู้กระจก
ปรารถนายืดตัวขึ้น ยังไม่ทันได้สั่งก็มีเสียงเจ้าของร้านดังขึ้น “ถ้าไม่ซื้อก็หลบไป ตัวเหม็น เดี๋ยวของที่ร้านของข้าก็มีกลิ่นพอดี”
นางไม่ได้โต้ตอบ หยิบถุงเหรียญที่นายท่านคนนั้นให้มาขึ้นมาแล้วนับดู ในถุงนั้นมีทั้งเหรียญเงินและเหรียญทอง นางคิดว่าคงมากพอที่จะใช้เลี้ยงลูกให้กินอิ่มได้อีกหลายวัน ที่ผ่านมาลูกทั้งสองไม่เคยได้กินเปาะเปี๊ยะทอดเลย นางจึงตัดสินใจซื้อให้ลูกทั้งสอง “เอาสองกล่องเจ้าค่ะ”
“ข้าขอดูเงินเจ้าก่อน” เสียงนั้นค่อนข้างห้วน สายตาที่เจ้าของร้านมองมาดูแคลนแม่ลูกไม่น้อย
นางนับเงินให้กับเจ้าของร้านห้าเหรียญเงิน เจ้าของร้านมองดูแล้วจึงยอมทำเปาะเปี๊ยะทอดให้สองกล่อง
ปรารถนาต่างคิด ไม่ว่าคนบนดาวดวงไหนก็ไม่ต่างกัน ส่วนมากมักมองคนแต่เพียงภายนอก
ลูกทั้งสองดีใจมาก ปกติแม่ไม่เคยซื้อของพวกนี้ให้กิน ยามที่พวกเขาร้องขออยากกินสิ่งนั้นสิ่งนี้แม่ล้วนตะคอกและด่าทอ ครั้งนี้แม่กลับใจดี
ปรารถนาซื้อของเสร็จก็พาลูกกลับบ้าน วันนี้นางได้วัตถุดิบมาหลายอย่าง เป็นเพราะชายผู้นั้น นางจึงมีเงินซื้อข้าวสารและของแห้งของสดมากักตุนไว้
บ้านของนางอยู่ท้ายหมู่บ้าน มาถึงนางก็รีบก่อไฟต้มน้ำให้ลูกทั้งสองทันที หมู่บ้านนี้เรียกว่าหมู่บ้านฟ้าโปร่ง บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ทำจากดินหลังคามีหญ้าสานมุงไว้อีกชั้นหนึ่ง มองจากสายตาน่าจะอยู่ได้อีกไม่เกินสามปีก็คงจะถล่มลงมาแล้วกระมัง นางทอดถอนใจก่อนจะหันกลับไปเตรียมเครื่องปรุงเพื่อทำอาหารต่อ
ต้มน้ำเสร็จเตรียมน้ำอุ่นใส่ถังไม้แล้วจึงสั่งลูก “เจ้าสองคนไปล้างหน้าให้เรียบร้อย เสร็จแล้วนั่งรอข้าอยู่ที่โต๊ะกินข้าว” เมืองนี้มีเพียงสองฤดูคือฝนกับหนาว เช่นนั้นนางคงต้องต้มน้ำให้ลูกทั้งเช้าและเย็นอีกหลายเดือน
“เจ้าค่ะ” ลูกสาวรับคำส่วนลูกชายก็พยักหน้าหงึกหงัก ทั้งสองดีใจที่วันนี้จะได้กินเปาะเปี๊ยะทอด “แล้วท่านแม่จะทำอะไรให้พวกเรากินเจ้าคะ” แม่คุยดีด้วยลูกสาวจึงกล้าถามมากขึ้น
“ข้าวต้มหมูสับ” นางพูดน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็น พร้อมกับบอกใบ้เป็นภาษามือให้ลูกชายรับรู้ด้วย
“ข้าอยากกินข้าวต้มหมูสับ”
“งั้นก็รีบไปจัดการตัวเองเสีย”
“เจ้าค่ะ” ปิ่นรับคำแล้วจูงมือพี่ชายไปล้างหน้า วันนี้แม่กำลังอารมณ์ดี พวกเขาต้องทำตัวดี ๆ หากแม่โมโหร้ายขึ้นมาพวกเขาอาจจะไม่ได้กินข้าว
สามแม่ลูกกินทั้งเปาะเปี๊ยะทอดและข้าวต้มเป็นอาหารเย็นอย่างเอร็ดอร่อย เป็นครั้งแรกที่ทั้งสามคนได้กินของดีเช่นนี้ นับว่าเป็นความโชคดีของกมลาภาที่มาอยู่ในร่างนี้ในวันที่มีข้าวกิน เท่าที่เธอนึกย้อนหลัง สามแม่ลูกกินแต่ข้าวต้มใส่เกลือนั่นคืออาหารที่ดีที่สุดแล้ว เพราะปกติจะรื้อเศษอาหารจากถังขยะมากินเพื่อประทังชีวิต ส่วนญาติทั้งฝั่งแม่และฝั่งสามีนั้นอย่าได้หวังพึ่งเลย เพราะพวกเขาตัดขาดจากนางและลูกไปตั้งนานแล้ว แม้แต่เจ้าของร่างนี้พาลูกไปเป็นขอทานในตลาด ยังไม่มีผู้ใดสนใจ
กินข้าวเสร็จเด็กทั้งสองก็มานั่งคลอเคลียกับแม่ ปืนเป็นฝ่ายสื่อสารกับแม่ก่อน ‘ข้าชอบที่ท่านแม่ใจดีแบบนี้’ ดวงตานั้นมีน้ำใสรื้นขึ้นมาคลอ ปืนกลัวพ่อมาก แต่พอพ่อจากไปเขากลับต้องระวังกับอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของแม่อีก
นางเอามือลูบหัวลูกชายด้วยความเวทนา ‘ข้าจะใจดีกับเจ้าทั้งสองให้มาก’ พูดพลางรั้งไหล่หลังลูกเข้ามากอดแล้วกดจมูกลงดมศีรษะลูกหนัก ๆ ถึงกลิ่นจะไม่ค่อยพึงประสงค์นักแต่นางก็ไม่นึกรังเกียจ
ปืนกับปิ่นยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“ข้าก็อยากให้ท่านแม่อารมณ์ดีแบบนี้ทุกวัน”
“ต่อไปข้าจะพยายามไม่อารมณ์เสียใส่พวกเจ้าอีก” นางรับปาก แล้วจุมพิตตรงหว่างคิ้วลูกสาวอีกครั้ง
ไม่ถึงสองชั่วโมงลูก ๆ ก็ง่วงนอน ปรารถนาจัดให้ทั้งสองนอนบนเตียงเตาแล้วห่มผ้าให้ เรื่องอาบน้ำให้ลูก พรุ่งนี้ค่อยคิดอีกทีว่าจะทำอย่างไรกับเด็กตัวดำพวกนี้ที่ไม่ได้อาบน้ำมานานคล้ายกับหอยจำศีลก็ไม่ปาน อย่าว่าแต่ลูกนางเองก็ไม่น้อยหน้า ดูแล้วปรารถนาคงมีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เท่านั้น
สายตามองลูกด้วยหัวใจวูบโหวง เด็กทั้งสองน่าเวทนายิ่งนัก ก่อนหน้าที่จะเป็นกมลาภา เจ้าของร่างนี้โมโหร้าย อารมณ์เสียใส่ลูกบ่อยครั้ง แต่ยังดีกว่าพ่ออยู่นิดหน่อยที่นางไม่ได้ตบตีลูกเหมือนผู้เป็นพ่อ และยังทำมาหากินเลี้ยงลูก ปรารถนาแค่นยิ้มกับชีวิตแม่ม่ายลูกติดในวัยยี่สิบห้าปีของตน ชาติก่อนยังไม่เคยมีสามี มาเกิดใหม่ชาตินี้กลายเป็นแม่ม่ายไปเสียแล้ว
นางล่าถอยออกไปนั่งรับลมหนาวอยู่ห้องโถงด้านนอก สายตาทอดมองออกไปทางหน้าต่าง คิดหาหนทางที่จะหาเงินมาเลี้ยงลูกทั้งสอง อีกทั้งยังต้องหาเงินไว้สำหรับพาลูกชายไปผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม คนที่นี่มีอาชีพทำนาเกลือ ขายถ่านขายฟืน ทำนาบ้างเล็กน้อย และร่อนทองขาย ล้วนเป็นงานที่นางไม่ถนัดสักอย่าง ก่อนหน้าที่อยู่กับสามีนางก็ร่อนทองขาย แต่ตอนนี้ทองหายากมากขึ้นทุกวันนางเองก็ร่อนทองไม่เก่ง วันหนึ่งอาจจะไม่ถึงสิบเหรียญทองแดง ร่างนี้จึงหันเหไปเป็นขอทาน เพราะอย่างไรหนึ่งวันก็ได้มากกว่าสิบเหรียญทองแดง กระนั้นก็ยังไม่พอสำหรับเลี้ยงลูก อย่าไปหวังถึงว่าจะมีเงินไปจ่ายค่าผ่าตัดหูให้กับลูกชาย
นางตักอาหารใส่หม้อขนาดเล็กวางลงในตะกร้าแล้วบอกลูก ‘เราเอาอาหารไปให้ท่านน้ากัน’“เจ้าค่ะ” ลูกทั้งสองเบี่ยงกายลงจากเก้าอี้อย่างกระตือรือร้น แล้วเดินส่ายก้นน้อย ๆ ตามแม่เดินออกมาจากบ้านดวงตะวันก็เกือบจะบอกลาท้องฟ้าไปแล้ว เห็นสามแม่ลูกกำลังวางมัดฟืนลงจากบ่าพอดีรุ้งและลูกทั้งสองหันมามองตามเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามา พวกเขาแปลกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นปรารถนากับลูกเดินเข้ามาในบ้าน ยิ่งแปลกใจมากขึ้นเมื่อทั้งสามคนอาบน้ำส่งกลิ่นหอมกำจายออกมารอบกาย ผิวพรรณดูเกลี้ยงเกลา ซ้ำผู้เป็นแม่นั้นยังแต่งแต้มใบหน้าและเรียวปากให้มีสีสันงามตา ชมดูไม่เหมือนแม่ม่ายลูกสองเลยสักนิด แท้จริงวันนี้รุ้งกับลูกเพิ่งได้ยลโฉมของนางที่ซ่อนไว้ตั้งหลายปี“พวกเจ้ามาทำไมหรือ”“ข้าเอาอาหารมาฝากเจ้าค่ะ วันนี้ข้าทำไข่พะโล้หมูสามชั้น จึงแบ่งมาให้ท่านน้ากับลูกด้วยเจ้าค่ะ” คนที่ดีกับนางและลูกมีไม่มากเช่นนั้นนางควรผูกมิตรกับคนที่มีน้ำใจกับนางด้วยไม่ใช่หรือ“เจ้ามีเงินซื้อไข่กับเนื้อหมูด้วยรึ” รุ้งมองอาหารที่อยู่ในตะกร้าด้วยความตื่นใจแกมสงสัย นางคงทำหม้อใหญ่จริง ๆ ตักมาให้มากขนาดนี้ และเป็นครั้งแรกที่นางได้รับอาหารจากปรารถนา “เจ้าค่ะ เมื
ผู้โดยสารที่ยืนอยู่เห็นขอทานแม่ลูกเดินมาหนึ่งในนั้นก็รีบพูดขึ้น “ถ้ามีสามแม่ลูกนี้ไปด้วย ข้าไม่ขึ้นเกวียนเด็ดขาด” “ข้าด้วย” “ข้าด้วย” “ข้าก็ด้วย” ทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน คนบังคับเกวียนก็ทำสีหน้ายุ่งยากใจเพราะกว่าจะได้ครบสิบคนก็ยากแล้ว ไหนเกวียนแต่ละเที่ยวถ้าคนไม่ถึงสิบต้องรอเกือบสองชั่วโมงถึงจะออกได้ “เช่นนั้นเกวียนเที่ยวนี้ข้าเหมาคนเดียวก็ได้ ท่านลุงเพ็งคิดค่าเดินทางเท่าไรเจ้าคะ” ทุกคนที่ได้ยินต่างตาโต อ้าปากหวอ แต่ความรู้สึกของทุกคนย่อมแตกต่างกันออกไป มีเพียงลุงเพ็งเท่านั้นที่ดีใจจนออกนอกหน้า “ข้าคิดห้าสิบเหรียญทองแดงเท่านั้น” “ข้าตกลง” นางว่าพร้อมกับยกของขึ้นวางบนเกวียนหน้าตาเฉย จากนั้นอุ้มลูกทั้งสองขึ้นเกวียน แล้วนางก็ตามขึ้นไป เกวียนเคลื่อนออกไปอย่างช้า ๆ ปรารถนาไม่หันกลับมามองสายตาสับสนงุนงงของคนเหล่านั้นด้วยซ้ำ วราลีหันกลับไปอ้าปากแลบลิ้นให้แล้วยิ้มเยาะ พูดออกมาเสียงดัง “สมน้ำหน้า”ปิ่นหันขวับ “ท่านแม่ว่าอะไรนะเจ้าคะ”“ข้าไม่ได้พูดสักหน่อย”“แต่ข้าได้ยินเสียงเล็ก ๆ กล่าวว่าส
พอถึงคิวของปรารถนาเถ้าแก่เส็งมองดูสามแม่ลูกที่ยืนมองเขาตาปริบ ๆ ด้วยความสงสัย ก่อนจะถามเสียงเรียบ “จะมาขออะไรอีกละ” ปกติสามแม่ลูกนี้ชอบมาขอข้าวขอน้ำกินอยู่ร่ำไป “วันนี้ภรรยาของข้าไม่ได้ทำอาหารให้ด้วยสิ มีแค่ซาลาเปาเพียงสามชิ้นเท่านั้น พวกเจ้าเอาไปแบ่งกันก็แล้วกัน” เถ้าแก่ว่าพลางหันไปหยิบซาลาเปาที่วางอยู่ในจานด้านหลัง ปรารถนารีบกล่าวใบหน้าเปื้อนยิ้ม “วันนี้ข้าไม่ได้มาขอข้าวกินเจ้าค่ะ” อย่างน้อยในตลาดนี้ก็มีเถ้าแก่เส็งที่ใจดีมีเมตตาต่อนางกับลูก “เช่นนั้นเจ้ามาทำสิ่งใด” “ข้าเอาทองมาขายเจ้าค่ะ” “เอาออกมาสิ เจ้ามีเท่าไร” สามสี่คนที่มาขายทองวันนี้รวมกันยังไม่ถึงสิบกรัมด้วยซ้ำ ปรารถนาคลี่ผ้าที่ห่อทองออกมาแล้ววางลงบนโต๊ะด้านหน้าเถ้าแก่ “นี่เจ้าค่ะ” เถ้าแก่ชมดูด้วยตาเบิกกว้างขึ้น “หนักเท่าไรกันเนี่ย น่าจะเกือบสองร้อยกรัมทีเดียว เจ้าไปร่อนเองรึ” การร่อนทองถือเป็นการเสี่ยงโชคอย่างหนึ่ง ใครโชคดีคนนั้นก็ได้มาก นางคงเป็นหนึ่งในนั้น “เจ้าค่ะ” “โอ ช่างประเสริฐจริง ๆ” ดวงตาเถ้าแก่วาววาม ยิ่งเขารับซื้อทองได้
ลูกทั้งสองพยักหน้าดีใจ ทำไมวันนี้พวกเขาถึงได้กินอาหารหรูหราเช่นนี้ ปกติตอนเช้าพวกเขาได้กินแค่ข้าวต้มใส่เกลือที่มีข้าวไม่ถึงหยิบมือด้วยซ้ำ ซดน้ำข้าวต้มมาก ๆ ก็อิ่มเอง “ท่านแม่มีเงินมากแล้วหรือเจ้าคะ” “ไม่มาก แต่ก็อยู่ได้หลายวัน” แต่อีกไม่นานอาจจะมีมากกว่านี้หลายเท่า นางหวังไว้เช่นนั้น “งั้นพวกเราต้องไปเป็นขอทานอีกหรือไม่เจ้าคะ” ปิ่นมีสีหน้าเศร้าหมองลง เมื่อคิดถึงตอนที่พวกเขาต้องไปนั่งข้างถนนเพื่อขอเงินจากคนที่เดินผ่านไปมา นางไม่ชอบสายตาที่ทุกคนมองมาอย่างเหยียดหยามเลยสักนิด “ไม่หรอก ต่อไปนี้พวกเราจะไม่เป็นขอทานอีก” ลูกทั้งสองมองแม่แล้วยิ้มอย่างพอใจ ปรารถนาเตรียมเครื่องปรุงอย่างอื่นเสร็จ จึงนำผักที่ลูกไปล้างให้สะอาดอีกครั้ง ผัดไทยใส่ไข่กุ้งสดร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นจนลูกอดน้ำลายไหลไม่ได้ เสร็จแล้วปรารถนาตักใส่จานให้ลูกคนละใบจนพูนจาน ปืนทำภาษามือว่า ‘วันนี้ทำไมได้กินอาหารเยอะจังเลยขอรับ’ ปรารถนายิ้มอ่อนให้ลูกทั้งสอง “ต่อไปนี้พวกเจ้าจะได้กินอิ่มทุกมื้อ” “ท่านแม่พูดจริงหรือเจ้าคะ”
ปรารถนานั่งคิดอยู่นาน จู่ ๆ ก็มีผึ้งตัวหนึ่งที่ดูเหมือนจะตัวโตกว่าผึ้งที่นางเคยเห็นอยู่เล็กน้อยบินมาอยู่ตรงหน้าและไม่ยอมจากไปไหน ปรารถนาที่ชื่นชอบผึ้งเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้วจึงยื่นมือออกไปให้มันเกาะ แล้วมันก็ส่งเสียงเล็กแหลมออกมา “นายหญิง” ปรารถนาตาโตเมื่อรู้ว่าผึ้งน้อยตัวนั้นพูดได้ “เจ้าพูดได้” “ข้าย่อมพูดได้” “แล้วทำไมเจ้าถึงเรียกข้าว่านายหญิง” “ก็ท่านเคยช่วยชีวิตข้า ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่าน” “ข้าช่วยเจ้าตอนไหน” นางเอียงคอถามย่นคิ้วเข้าหากัน “ตั้งแต่ชาติที่แล้วโน่น” “ชาติที่แล้ว?” นางพึมพำ คิดถึงผึ้งที่อยู่โลกเดิมที่นางเคยช่วยชีวิตไว้ “แล้วเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” “หลังจากอาผู้หญิงของท่านมาพบศพท่านเข้า นางก็จัดการทำพิธีเผาศพให้แก่ท่าน ซ้ำยังเผาทำลายรังของข้าด้วย” “โธ่เอ๋ยเวรกรรม” รังผึ้งนั้นออกใหญ่โต อาผู้หญิงทำลงไปได้อย่างไร “แต่ท่านไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะ เพราะข้าไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด” นางว่าด้วยท่าทางปลอดโปร่ง “ทำไม” นางกอดอกทำท่าพออกพอใจ
มาถึงร้านขายเปาะเปี๊ยะทอดปืนก็กระตุกมือแม่เบา ๆ มองเปาะเปี๊ยะทอดตาละห้อย ปรารถนาก้มลงมองลูกแล้วใช้ภาษามือสื่อสาร ‘เจ้าอยากกินหรือ’ เขาพยักหน้าตอบ นางหันไปถามลูกสาวอีก “เจ้าอยากกินหรือไม่” “อยากเจ้าค่ะ” พูดพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง สายตาไม่ละจากเปาะเปี๊ยะทอดที่อยู่ในตู้กระจก ปรารถนายืดตัวขึ้น ยังไม่ทันได้สั่งก็มีเสียงเจ้าของร้านดังขึ้น “ถ้าไม่ซื้อก็หลบไป ตัวเหม็น เดี๋ยวของที่ร้านของข้าก็มีกลิ่นพอดี”นางไม่ได้โต้ตอบ หยิบถุงเหรียญที่นายท่านคนนั้นให้มาขึ้นมาแล้วนับดู ในถุงนั้นมีทั้งเหรียญเงินและเหรียญทอง นางคิดว่าคงมากพอที่จะใช้เลี้ยงลูกให้กินอิ่มได้อีกหลายวัน ที่ผ่านมาลูกทั้งสองไม่เคยได้กินเปาะเปี๊ยะทอดเลย นางจึงตัดสินใจซื้อให้ลูกทั้งสอง “เอาสองกล่องเจ้าค่ะ” “ข้าขอดูเงินเจ้าก่อน” เสียงนั้นค่อนข้างห้วน สายตาที่เจ้าของร้านมองมาดูแคลนแม่ลูกไม่น้อย นางนับเงินให้กับเจ้าของร้านห้าเหรียญเงิน เจ้าของร้านมองดูแล้วจึงยอมทำเปาะเปี๊ยะทอดให้สองกล่อง ปรารถนาต่างคิด ไม่ว่าคนบนดาวดวงไหนก็ไม่ต่างกัน ส่วนมากมักมองคนแต่เพียงภายนอ







