เข้าสู่ระบบปรารถนานั่งคิดอยู่นาน จู่ ๆ ก็มีผึ้งตัวหนึ่งที่ดูเหมือนจะตัวโตกว่าผึ้งที่นางเคยเห็นอยู่เล็กน้อยบินมาอยู่ตรงหน้าและไม่ยอมจากไปไหน ปรารถนาที่ชื่นชอบผึ้งเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้วจึงยื่นมือออกไปให้มันเกาะ แล้วมันก็ส่งเสียงเล็กแหลมออกมา “นายหญิง”
ปรารถนาตาโตเมื่อรู้ว่าผึ้งน้อยตัวนั้นพูดได้ “เจ้าพูดได้”
“ข้าย่อมพูดได้”
“แล้วทำไมเจ้าถึงเรียกข้าว่านายหญิง”
“ก็ท่านเคยช่วยชีวิตข้า ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่าน”
“ข้าช่วยเจ้าตอนไหน” นางเอียงคอถามย่นคิ้วเข้าหากัน
“ตั้งแต่ชาติที่แล้วโน่น”
“ชาติที่แล้ว?” นางพึมพำ คิดถึงผึ้งที่อยู่โลกเดิมที่นางเคยช่วยชีวิตไว้ “แล้วเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“หลังจากอาผู้หญิงของท่านมาพบศพท่านเข้า นางก็จัดการทำพิธีเผาศพให้แก่ท่าน ซ้ำยังเผาทำลายรังของข้าด้วย”
“โธ่เอ๋ยเวรกรรม” รังผึ้งนั้นออกใหญ่โต อาผู้หญิงทำลงไปได้อย่างไร
“แต่ท่านไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะ เพราะข้าไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด” นางว่าด้วยท่าทางปลอดโปร่ง
“ทำไม”
นางกอดอกทำท่าพออกพอใจ “เพราะข้าอยากมาอยู่กับท่านอย่างไรเล่า”
“แล้วเจ้าสามารถทำอะไรได้บ้างล่ะ”
“อืม…ข้าสามารถต่อยคนได้ เมื่อตอนเย็นข้ายังต่อยเจ้าโจรชั่วนั่นด้วย” กล่าวจบก็หัวเราะร่า
“เป็นฝีมือเจ้า?”
“ข้าเก่งหรือไม่”
“ผึ้งก็ต้องต่อยเป็นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” มีอะไรพิเศษกัน
“แต่ข้าพิเศษกว่าผึ้งทั่วไป”
“อย่างไร ว่ามา” ปรารถนาเริ่มสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ข้าสามารถต่อยคนได้อย่างไม่จำกัด โดยไม่ตกตายไปเสียก่อน”
“อ้อ เป็นเช่นนั้น” นางบุ้ยปากพยักหน้าตาม ผึ้งส่วนมากเมื่อปล่อยเหล็กในแล้วจะตาย แต่นี่นางมีความพิเศษอย่างนี้นี่เอง
“นี่แน่ะ นายหญิง ท่านกำลังมีเรื่องเครียดอยู่ใช่หรือไม่” ผึ้งถามเป็นการเป็นงานมากขึ้น
“อือ เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“แววตาท่านมันฟ้อง”
“หึ รู้ดี” นางมองค้อนเล็กน้อย “ข้ากำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีเงินมาเลี้ยงลูกและมีเงินพาปืนไปรักษา” นางนั่งเท้าความถึงเหตุการณ์วันที่เจ้าของร่างนี้ทะเลาะกับสามีใหญ่โตเพราะเขาแอบไปคบชู้กับผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็กลายเป็นภรรยาคนใหม่ของเขาไปแล้ว
วันนั้นผู้ชายคนนั้นเมามาก และเดินมาขอหย่ากับนางต่อหน้าลูก เจ้าของร่างนี้ก็ไม่ยอมเช่นกันทั้งสองจึงเกิดมีปากเสียงกันจนลูกทั้งสองร้องไห้ลั่นบ้าน เมื่อนางไม่ยอมหย่า เขาที่โมโหเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงไปพาลลงกับลูกชาย ตบกกหูทั้งสองข้างอัดเข้าหากัน นับแต่วันนั้นมาปืนก็กลายเป็นคนพิการทางหู เขาไม่ยอมปริปากพูดอีกเลยนับแต่นั้น ทั้งยังกลายเป็นคนกลัวพ่อจนขึ้นสมองทั้งพี่ทั้งน้อง หลังจากวันนั้นสามีของนางก็ขู่ว่าจะฆ่านางกับลูกหากนางไม่ยอมหย่า ปรารถนาจึงยอมหย่ากับเขาโดยดี และตั้งแต่วันที่เขาจากไปเขาก็ไม่เคยกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีกเลย ไม่เคยสนใจว่าลูกทั้งสองจะกินอยู่อย่างไร ไม่สนใจว่าลูกชายที่เขาทำร้ายจิตใจจะย่ำแย่แค่ไหน
“ข้ามีวิธี” น้ำเสียงของผึ้งน้อยแจ่มใส
“อย่างไร”
“ท่านหลับตาก่อนสิ”
“เรื่องมากจริง” ปรารถนาว่าพลางปิดเปลือกตาลง
ผึ้งตัวนั้นหัวเราะน้อย ๆ แล้วหยิบของบางอย่างออกมาจากมิติของตน “ลืมตาได้แล้ว”
ปรารถนามองดูบนโต๊ะที่นางเท้าแขนอยู่ก็พบว่ามีอุปกรณ์การถักโครเชต์วางอยู่อย่างครบครัน นางมองดูด้วยความตื่นตะลึง “เจ้าเอามาจากไหน” เหมือนของที่บ้านนางในโลกเดิมไม่มีผิด
“ที่บ้านของท่าน” ผึ้งน้อยค่อย ๆ หยิบทั้งเข็มทั้งเชือกถักออกมาจากโพรงอก มีผ้าคลุมไหล่สองผืน และกระเป๋าถือใบเล็กสองใบที่นางยังไม่ได้ขายออกไป ปรารถนายังอ้าปากค้างไม่หุบ ผึ้งตัวนั้นกล่าวขึ้นอย่างอวดโอ่ “อกของข้าสามารถเก็บของได้มาก ของพวกนี้ข้าก็เอาออกมาได้โดยไม่จำกัด ท่านใช้มากเท่าไรก็ได้”
“เจ้าพูดจริงเหรอ” ปรารถนาถามเสียงสั่นน้ำตาเอ่อคลอเบ้า
“จริงสิ”
“แต่ก่อนอื่นข้าต้องหาเงินมาสักก้อนหนึ่งก่อน ขืนถักผ้าไปขายมีหวังคนสงสัยแน่” จู่ ๆ ขอทานอย่างนางจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อของพวกนี้
“งั้นพรุ่งนี้ข้าจะพาท่านไปร่อนทอง”
“เจ้าทำเป็นหรือ” นางถามอย่างตื่นเต้น
“ไม่เป็น แต่ข้าสามารถชี้จุดให้ท่านได้”
“อือ งั้นดีเลย” ดวงตาของปรารถนาทอประกายเจิดจ้าเมื่อรู้ว่าจะหาเงินก้อนแรกมาได้อย่างไร
“คืนนี้ท่านก็เข้านอนอย่างสบายใจเถอะ”
“เอ่อ… แล้วเจ้าคิดว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นอะไรมากหรือไม่” ตอนออกจากโรงหมอนางไม่ได้หันกลับไปมองเขาอีก และเขาก็คงไม่สนใจนางด้วย
“คนไหน”
“ก็คนที่โดนแทง”
“ข้าว่าไม่น่าจะมากนะ ตอนออกจากโรงหมอเขามีรถม้ามารับด้วยนะ” ปรารถนาพยักหน้า “นายหญิงเป็นห่วงเขารึ หน้าตาเขาหล่อดีนะ”
“ไม่เกี่ยวกับหน้าตาหรอกน่า” นางกล่าว แต่ผู้ชายคนนั้นก็ตัวสูงโปร่ง ถึงจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าธรรมดาแต่ก็ดูดี ใบหน้าคมเข้มเกลี้ยงเกลา อายุน่าจะราว ๆ ยี่สิบเก้าหรือสามสิบกระมัง “ก็เขาให้เงินข้ามาตั้งมาก เขามีบุญคุณต่อข้ากับลูก”
“เขาไม่เป็นอะไรมากหรอก ท่านอย่าห่วงไปเลย”
“อืม”
ผึ้งน้อยกำลังจะบินจากไป ปรารถนาจึงถามขึ้น “เจ้าชื่ออะไร”
“เรียกข้าว่าวราลี”
“แล้วคืนนี้เจ้าจะนอนที่ใด”
“ที่บ้านของท่านนี่แหละ”
“อือ งั้นข้าเข้านอนแล้วนะ”
“ตามสบาย”
ปรารถนาลูบคลำของที่วราลีหยิบออกมาจากมิติด้วยความคิดถึง เก็บไว้เป็นอย่างดีก่อนเข้านอนด้วยใจอันเบิกบาน
รุ่งขึ้นปรารถนาล้างหน้าให้ลูกเสร็จจากนั้นจึงปลีกตัวไปทำอาหาร ไม่นานก็มีเด็กน้อยสองคนเดินตามเข้ามา “ท่านแม่ข้ากับพี่ชายอยากช่วยท่านทำอาหารเจ้าค่ะ” ดวงตาแวววาวสองคู่มองนางอย่างอ้อนวอน
“เช่นนั้นเจ้ากับพี่ชายช่วยข้าล้างถั่วงอกกับต้นหอมก็แล้วกัน” นางสื่อภาษามือให้ลูกชายเข้าใจด้วย
“เจ้าค่ะ” ทั้งสองเริ่มเข้าหาแม่มากขึ้น เมื่อคืนแม่ยังนอนกอดพวกเขาด้วย ก่อนหน้าแม่ชอบนอนเตียงเตาที่เคยนอนกับพ่อ แต่เมื่อคืนแม่กลับมานอนกับพวกเขา
ปรารถนามองลูกทั้งสองด้วยความเอ็นดู แต่อย่างไรนางก็ต้องนำผักมาล้างอีกรอบอยู่ดี
ปืนสื่อสารผ่านภาษามือถามแม่ว่า ‘ท่านแม่กำลังจะทำอะไรหรือขอรับ’
ปรารถนายิ้มก่อนตอบ “ข้ากำลังจะทำผัดไทยกุ้งสด”
นางตักอาหารใส่หม้อขนาดเล็กวางลงในตะกร้าแล้วบอกลูก ‘เราเอาอาหารไปให้ท่านน้ากัน’“เจ้าค่ะ” ลูกทั้งสองเบี่ยงกายลงจากเก้าอี้อย่างกระตือรือร้น แล้วเดินส่ายก้นน้อย ๆ ตามแม่เดินออกมาจากบ้านดวงตะวันก็เกือบจะบอกลาท้องฟ้าไปแล้ว เห็นสามแม่ลูกกำลังวางมัดฟืนลงจากบ่าพอดีรุ้งและลูกทั้งสองหันมามองตามเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามา พวกเขาแปลกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นปรารถนากับลูกเดินเข้ามาในบ้าน ยิ่งแปลกใจมากขึ้นเมื่อทั้งสามคนอาบน้ำส่งกลิ่นหอมกำจายออกมารอบกาย ผิวพรรณดูเกลี้ยงเกลา ซ้ำผู้เป็นแม่นั้นยังแต่งแต้มใบหน้าและเรียวปากให้มีสีสันงามตา ชมดูไม่เหมือนแม่ม่ายลูกสองเลยสักนิด แท้จริงวันนี้รุ้งกับลูกเพิ่งได้ยลโฉมของนางที่ซ่อนไว้ตั้งหลายปี“พวกเจ้ามาทำไมหรือ”“ข้าเอาอาหารมาฝากเจ้าค่ะ วันนี้ข้าทำไข่พะโล้หมูสามชั้น จึงแบ่งมาให้ท่านน้ากับลูกด้วยเจ้าค่ะ” คนที่ดีกับนางและลูกมีไม่มากเช่นนั้นนางควรผูกมิตรกับคนที่มีน้ำใจกับนางด้วยไม่ใช่หรือ“เจ้ามีเงินซื้อไข่กับเนื้อหมูด้วยรึ” รุ้งมองอาหารที่อยู่ในตะกร้าด้วยความตื่นใจแกมสงสัย นางคงทำหม้อใหญ่จริง ๆ ตักมาให้มากขนาดนี้ และเป็นครั้งแรกที่นางได้รับอาหารจากปรารถนา “เจ้าค่ะ เมื
ผู้โดยสารที่ยืนอยู่เห็นขอทานแม่ลูกเดินมาหนึ่งในนั้นก็รีบพูดขึ้น “ถ้ามีสามแม่ลูกนี้ไปด้วย ข้าไม่ขึ้นเกวียนเด็ดขาด” “ข้าด้วย” “ข้าด้วย” “ข้าก็ด้วย” ทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน คนบังคับเกวียนก็ทำสีหน้ายุ่งยากใจเพราะกว่าจะได้ครบสิบคนก็ยากแล้ว ไหนเกวียนแต่ละเที่ยวถ้าคนไม่ถึงสิบต้องรอเกือบสองชั่วโมงถึงจะออกได้ “เช่นนั้นเกวียนเที่ยวนี้ข้าเหมาคนเดียวก็ได้ ท่านลุงเพ็งคิดค่าเดินทางเท่าไรเจ้าคะ” ทุกคนที่ได้ยินต่างตาโต อ้าปากหวอ แต่ความรู้สึกของทุกคนย่อมแตกต่างกันออกไป มีเพียงลุงเพ็งเท่านั้นที่ดีใจจนออกนอกหน้า “ข้าคิดห้าสิบเหรียญทองแดงเท่านั้น” “ข้าตกลง” นางว่าพร้อมกับยกของขึ้นวางบนเกวียนหน้าตาเฉย จากนั้นอุ้มลูกทั้งสองขึ้นเกวียน แล้วนางก็ตามขึ้นไป เกวียนเคลื่อนออกไปอย่างช้า ๆ ปรารถนาไม่หันกลับมามองสายตาสับสนงุนงงของคนเหล่านั้นด้วยซ้ำ วราลีหันกลับไปอ้าปากแลบลิ้นให้แล้วยิ้มเยาะ พูดออกมาเสียงดัง “สมน้ำหน้า”ปิ่นหันขวับ “ท่านแม่ว่าอะไรนะเจ้าคะ”“ข้าไม่ได้พูดสักหน่อย”“แต่ข้าได้ยินเสียงเล็ก ๆ กล่าวว่าส
พอถึงคิวของปรารถนาเถ้าแก่เส็งมองดูสามแม่ลูกที่ยืนมองเขาตาปริบ ๆ ด้วยความสงสัย ก่อนจะถามเสียงเรียบ “จะมาขออะไรอีกละ” ปกติสามแม่ลูกนี้ชอบมาขอข้าวขอน้ำกินอยู่ร่ำไป “วันนี้ภรรยาของข้าไม่ได้ทำอาหารให้ด้วยสิ มีแค่ซาลาเปาเพียงสามชิ้นเท่านั้น พวกเจ้าเอาไปแบ่งกันก็แล้วกัน” เถ้าแก่ว่าพลางหันไปหยิบซาลาเปาที่วางอยู่ในจานด้านหลัง ปรารถนารีบกล่าวใบหน้าเปื้อนยิ้ม “วันนี้ข้าไม่ได้มาขอข้าวกินเจ้าค่ะ” อย่างน้อยในตลาดนี้ก็มีเถ้าแก่เส็งที่ใจดีมีเมตตาต่อนางกับลูก “เช่นนั้นเจ้ามาทำสิ่งใด” “ข้าเอาทองมาขายเจ้าค่ะ” “เอาออกมาสิ เจ้ามีเท่าไร” สามสี่คนที่มาขายทองวันนี้รวมกันยังไม่ถึงสิบกรัมด้วยซ้ำ ปรารถนาคลี่ผ้าที่ห่อทองออกมาแล้ววางลงบนโต๊ะด้านหน้าเถ้าแก่ “นี่เจ้าค่ะ” เถ้าแก่ชมดูด้วยตาเบิกกว้างขึ้น “หนักเท่าไรกันเนี่ย น่าจะเกือบสองร้อยกรัมทีเดียว เจ้าไปร่อนเองรึ” การร่อนทองถือเป็นการเสี่ยงโชคอย่างหนึ่ง ใครโชคดีคนนั้นก็ได้มาก นางคงเป็นหนึ่งในนั้น “เจ้าค่ะ” “โอ ช่างประเสริฐจริง ๆ” ดวงตาเถ้าแก่วาววาม ยิ่งเขารับซื้อทองได้
ลูกทั้งสองพยักหน้าดีใจ ทำไมวันนี้พวกเขาถึงได้กินอาหารหรูหราเช่นนี้ ปกติตอนเช้าพวกเขาได้กินแค่ข้าวต้มใส่เกลือที่มีข้าวไม่ถึงหยิบมือด้วยซ้ำ ซดน้ำข้าวต้มมาก ๆ ก็อิ่มเอง “ท่านแม่มีเงินมากแล้วหรือเจ้าคะ” “ไม่มาก แต่ก็อยู่ได้หลายวัน” แต่อีกไม่นานอาจจะมีมากกว่านี้หลายเท่า นางหวังไว้เช่นนั้น “งั้นพวกเราต้องไปเป็นขอทานอีกหรือไม่เจ้าคะ” ปิ่นมีสีหน้าเศร้าหมองลง เมื่อคิดถึงตอนที่พวกเขาต้องไปนั่งข้างถนนเพื่อขอเงินจากคนที่เดินผ่านไปมา นางไม่ชอบสายตาที่ทุกคนมองมาอย่างเหยียดหยามเลยสักนิด “ไม่หรอก ต่อไปนี้พวกเราจะไม่เป็นขอทานอีก” ลูกทั้งสองมองแม่แล้วยิ้มอย่างพอใจ ปรารถนาเตรียมเครื่องปรุงอย่างอื่นเสร็จ จึงนำผักที่ลูกไปล้างให้สะอาดอีกครั้ง ผัดไทยใส่ไข่กุ้งสดร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นจนลูกอดน้ำลายไหลไม่ได้ เสร็จแล้วปรารถนาตักใส่จานให้ลูกคนละใบจนพูนจาน ปืนทำภาษามือว่า ‘วันนี้ทำไมได้กินอาหารเยอะจังเลยขอรับ’ ปรารถนายิ้มอ่อนให้ลูกทั้งสอง “ต่อไปนี้พวกเจ้าจะได้กินอิ่มทุกมื้อ” “ท่านแม่พูดจริงหรือเจ้าคะ”
ปรารถนานั่งคิดอยู่นาน จู่ ๆ ก็มีผึ้งตัวหนึ่งที่ดูเหมือนจะตัวโตกว่าผึ้งที่นางเคยเห็นอยู่เล็กน้อยบินมาอยู่ตรงหน้าและไม่ยอมจากไปไหน ปรารถนาที่ชื่นชอบผึ้งเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้วจึงยื่นมือออกไปให้มันเกาะ แล้วมันก็ส่งเสียงเล็กแหลมออกมา “นายหญิง” ปรารถนาตาโตเมื่อรู้ว่าผึ้งน้อยตัวนั้นพูดได้ “เจ้าพูดได้” “ข้าย่อมพูดได้” “แล้วทำไมเจ้าถึงเรียกข้าว่านายหญิง” “ก็ท่านเคยช่วยชีวิตข้า ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่าน” “ข้าช่วยเจ้าตอนไหน” นางเอียงคอถามย่นคิ้วเข้าหากัน “ตั้งแต่ชาติที่แล้วโน่น” “ชาติที่แล้ว?” นางพึมพำ คิดถึงผึ้งที่อยู่โลกเดิมที่นางเคยช่วยชีวิตไว้ “แล้วเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” “หลังจากอาผู้หญิงของท่านมาพบศพท่านเข้า นางก็จัดการทำพิธีเผาศพให้แก่ท่าน ซ้ำยังเผาทำลายรังของข้าด้วย” “โธ่เอ๋ยเวรกรรม” รังผึ้งนั้นออกใหญ่โต อาผู้หญิงทำลงไปได้อย่างไร “แต่ท่านไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะ เพราะข้าไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด” นางว่าด้วยท่าทางปลอดโปร่ง “ทำไม” นางกอดอกทำท่าพออกพอใจ
มาถึงร้านขายเปาะเปี๊ยะทอดปืนก็กระตุกมือแม่เบา ๆ มองเปาะเปี๊ยะทอดตาละห้อย ปรารถนาก้มลงมองลูกแล้วใช้ภาษามือสื่อสาร ‘เจ้าอยากกินหรือ’ เขาพยักหน้าตอบ นางหันไปถามลูกสาวอีก “เจ้าอยากกินหรือไม่” “อยากเจ้าค่ะ” พูดพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง สายตาไม่ละจากเปาะเปี๊ยะทอดที่อยู่ในตู้กระจก ปรารถนายืดตัวขึ้น ยังไม่ทันได้สั่งก็มีเสียงเจ้าของร้านดังขึ้น “ถ้าไม่ซื้อก็หลบไป ตัวเหม็น เดี๋ยวของที่ร้านของข้าก็มีกลิ่นพอดี”นางไม่ได้โต้ตอบ หยิบถุงเหรียญที่นายท่านคนนั้นให้มาขึ้นมาแล้วนับดู ในถุงนั้นมีทั้งเหรียญเงินและเหรียญทอง นางคิดว่าคงมากพอที่จะใช้เลี้ยงลูกให้กินอิ่มได้อีกหลายวัน ที่ผ่านมาลูกทั้งสองไม่เคยได้กินเปาะเปี๊ยะทอดเลย นางจึงตัดสินใจซื้อให้ลูกทั้งสอง “เอาสองกล่องเจ้าค่ะ” “ข้าขอดูเงินเจ้าก่อน” เสียงนั้นค่อนข้างห้วน สายตาที่เจ้าของร้านมองมาดูแคลนแม่ลูกไม่น้อย นางนับเงินให้กับเจ้าของร้านห้าเหรียญเงิน เจ้าของร้านมองดูแล้วจึงยอมทำเปาะเปี๊ยะทอดให้สองกล่อง ปรารถนาต่างคิด ไม่ว่าคนบนดาวดวงไหนก็ไม่ต่างกัน ส่วนมากมักมองคนแต่เพียงภายนอ







