LOGINนางตักอาหารใส่หม้อขนาดเล็กวางลงในตะกร้าแล้วบอกลูก ‘เราเอาอาหารไปให้ท่านน้ากัน’
“เจ้าค่ะ” ลูกทั้งสองเบี่ยงกายลงจากเก้าอี้อย่างกระตือรือร้น แล้วเดินส่ายก้นน้อย ๆ ตามแม่
เดินออกมาจากบ้านดวงตะวันก็เกือบจะบอกลาท้องฟ้าไปแล้ว เห็นสามแม่ลูกกำลังวางมัดฟืนลงจากบ่าพอดี
รุ้งและลูกทั้งสองหันมามองตามเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามา พวกเขาแปลกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นปรารถนากับลูกเดินเข้ามาในบ้าน ยิ่งแปลกใจมากขึ้นเมื่อทั้งสามคนอาบน้ำส่งกลิ่นหอมกำจายออกมารอบกาย ผิวพรรณดูเกลี้ยงเกลา ซ้ำผู้เป็นแม่นั้นยังแต่งแต้มใบหน้าและเรียวปากให้มีสีสันงามตา ชมดูไม่เหมือนแม่ม่ายลูกสองเลยสักนิด แท้จริงวันนี้รุ้งกับลูกเพิ่งได้ยลโฉมของนางที่ซ่อนไว้ตั้งหลายปี
“พวกเจ้ามาทำไมหรือ”
“ข้าเอาอาหารมาฝากเจ้าค่ะ วันนี้ข้าทำไข่พะโล้หมูสามชั้น จึงแบ่งมาให้ท่านน้ากับลูกด้วยเจ้าค่ะ” คนที่ดีกับนางและลูกมีไม่มากเช่นนั้นนางควรผูกมิตรกับคนที่มีน้ำใจกับนางด้วยไม่ใช่หรือ
“เจ้ามีเงินซื้อไข่กับเนื้อหมูด้วยรึ” รุ้งมองอาหารที่อยู่ในตะกร้าด้วยความตื่นใจแกมสงสัย นางคงทำหม้อใหญ่จริง ๆ ตักมาให้มากขนาดนี้ และเป็นครั้งแรกที่นางได้รับอาหารจากปรารถนา
“เจ้าค่ะ เมื่อวานข้ากับลูกไปร่อนทองได้เงินมาจำนวนหนึ่งจึงเอาไปซื้ออาหารมาตุนไว้เจ้าค่ะ”
“อ้อ ขอบใจเจ้ามาก” อย่างมากสุดคนที่ไปขายทองก็ได้เงินไม่เกินสิบยี่สิบเหรียญเงินเท่านั้น แต่ก็เพียงพอที่จะซื้ออาหารได้กินอิ่มหลายมื้อ
รุ้งนำอาหารไปเทใส่หม้อแล้วนำกลับมาให้ปรารถนา พร้อมทั้งหยิบถ่านให้เต็มตะกร้า “เอาไว้ทำอาหาร”
“ขอบคุณท่านน้ามากเจ้าค่ะ”
คืนนั้นรุ้งกับลูกไม่ต้องทำอาหารเย็นไปหนึ่งมื้อ ซ้ำอาหารที่ปรารถนาให้มายังอร่อยมากด้วย
ลูกทั้งสองหลับไปนานแล้ว แต่ปรารถนายังนั่งถักผ้าคลุมไหล่อยู่จนดึกดื่น นางหวังว่าจะมีคนซื้องานของนางบ้าง
ปรารถนาใช้เวลาถักผ้าคลุมไหล่จำนวนสามผืนเป็นเวลาห้าวัน เช้าวันที่หกจึงออกไปร่อนทองกับลูกและวราลีอีกครั้ง วันนี้ได้ทองเท่านิ้วก้อยเพียงก้อนเดียวเท่านั้น กระนั้นก็ยังคงได้เงินไม่น้อย
‘ทองใกล้จะหมดแล้ว’ วราลีกล่าว
‘ไม่เป็นไร เงินเก็บเรายังมีพอใช้อยู่ อีกหน่อยข้าขายผ้าคลุมไหล่และกระเป๋าได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปร่อนทองอีก’ ปรารถนาคุยกับวราลีทางจิตขณะที่นั่งเกวียนลุงเพ็งเข้ามาในตลาด
ทุกคนล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน เพ็งเห็นตอนเข้าไปรับนางกับลูกยังเอ่ยปากชม
มาถึงตลาดปรารถนาก็เข้าไปขายทองกับเถ้าแก่เส็งทันที
“มาขายทองอีกรึ” เถ้าแก่เอ่ยถาม กวาดสายตามองแม่ลูกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทั้งเนื้อทั้งตัวล้วนเป็นเสื้อผ้าเนื้อดีตัวใหม่ หน้าตาผ่องแผ้วทั้งแม่ทั้งลูก ยิ่งผู้เป็นแม่ยิ่งมองยิ่งสวยจับใจ
“เจ้าค่ะ”
“วันนี้ได้มาเท่าไร”
“ไม่มากเจ้าค่ะ” นางคลี่ห่อผ้าออก เถ้าแก่ก็ตาโตเช่นเดิม
“เท่านี้ก็ได้หลายเหรียญทองทีเดียว” กะด้วยสายตาน่าจะไม่น้อยกว่าห้าสิบเหรียญทอง
คราวนี้ชั่งได้ห้าสิบห้ากรัมแสดงว่าปรารถนาต้องได้เงินทั้งหมดห้าสิบห้าเหรียญทอง
“เจ้าร่อนทองได้มากกว่าคนในอำเภอนี้เลยนะ”
“แต่ทองก็หายากมากแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปคงไม่โชคดีเท่าครั้งนี้” ต่อไปหาทั้งวันก็คงได้ไม่เท่านี้
“อืม เจ้าก็ลองหางานอย่างอื่นทำบ้างสิ”
“เจ้าค่ะ” นางรับเงินแล้วเดินออกจากร้านเถ้าแก่ทันที
เป้าหมายต่อไปคือร้านขายเสื้อผ้า นางเดินเข้าไปในร้านที่พนักงานไม่เคยต้อนรับนางกับลูกอีกครั้ง ครั้งนี้นางแต่งกายสะอาดขึ้นพวกเขาอาจจะยอมคุยด้วย
“เจ้าจะซื้อหาสิ่งใดหรือ” วันนี้พนักงานขายยอมคุยกับนาง แต่น้ำเสียงยังติดห้วนอยู่ไม่น้อย
“ข้าไม่ได้มาซื้อของ แต่อยากคุยธุระกับเจ้าของร้านสักสองสามคำ”
“เจ้ามีเรื่องอันใดต้องการคุยกับเถ้าแก่”
“ไปตามเถ้าแก่มาก่อนเถอะ”
พนักงานมองนางด้วยสายตาที่ไม่ไว้ใจนัก แต่ก็ยอมไปตามเจ้าของร้านแต่โดยดี
เจ้าของร้านเดินออกมาแล้วเอ่ยถาม “เจ้ามีเรื่องอะไรจะคุยกับข้ารึ”
“ข้ามีสินค้ามาฝากท่านขายเจ้าค่ะ”
“มันคือสิ่งใด” เจ้าของร้านพินิจมองทั้งสินค้าและตัวบุคคล “เจ้าคือขอทานแม่ลูกใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ”
เจ้าของร้านโยนของคืนให้นางทันใด “เช่นนั้นก็ออกจากร้านข้าไปเสีย สินค้าอะไรของเจ้าหน้าตาประหลาดไม่มีใครเขาอยากซื้อหรอก ยิ่งถ้าคนรู้ว่าเป็นของที่ขอทานนำมาขายยิ่งไม่มีคนซื้อใหญ่”
“ไม่ลองดูก่อนหรือเจ้าคะ ข้าขอฝากขายเท่านั้น เถ้าแก่ยังไม่ต้องจ่ายเงินก็ได้เจ้าค่ะ” นางกล่าวอ้อนวอน
“ไม่ลอง ลองไปก็ไม่มีประโยชน์ ไปหาร้านอื่นเถอะ เผื่อใครชอบของแปลก” เจ้าของร้านพูดออกไปโดยที่ยังไม่ได้ดูสินค้าด้วยซ้ำ รู้เพียงว่าเป็นผ้าคล้ายตาข่ายถี่ ถึงสีสันต่างกันแต่มันก็แปลกเกินไป
ปรารถนาพาลูกเดินออกมา ปิ่นกับปืนเห็นแม่ทำหน้าเศร้าพวกเขาก็เศร้าตามไปด้วย “ต้องมีสักร้านที่รับซื้อของเราเจ้าค่ะ” ปิ่นเอ่ยปลอบ ปืนกระตุกแขนเสื้อให้แม่มองเขาบ้าง แล้วพยักหน้าเป็นกำลังใจให้แม่ ปรารถนาจึงยิ้มออกมาได้ คราวแรกนางคิดว่าที่นี่เป็นเมืองหนาว ผ้าคลุมไหล่ต้องขายดีแน่ ไม่คิดว่าพวกเขาจะมองว่าเป็นของประหลาด
นางกับลูกเดินหาเกือบสิบร้าน แรก ๆ ก็คุยดีด้วยแต่พอรู้ว่านางเป็นขอทานพวกเขาก็ไม่กล้ารับสินค้าจากนาง พวกเขากลัวเสียชื่อเสียงเพราะรับของจากขอทานมาขาย อีกทั้งของที่นางนำมาฝากขายยังไม่เคยมีใครทำขึ้นมาสักคน เช่นนั้นย่อมหาลูกค้าลำบาก
ผึ้งน้อยเห็นแล้วรู้สึกปวดใจจึงแนะนำนายหญิงร้านสุดท้าย ‘เราลองเอาไปฝากร้านเถ้าแก่เส็งดีหรือไม่เจ้าคะ’
‘แต่ร้านนั้นเขารับซื้อทองกับเกลือนะจะเอาเสื้อผ้าไปฝากขายได้อย่างไร’
‘ไม่ลองไม่รู้นะเจ้าคะนายหญิง’
‘อือ เช่นนั้นก็ลองดู ให้เถ้าแก่รับฝากของเราก่อนเถอะ’
ปรารถนากับลูกกลับมาที่ร้านเถ้าแก่เส็งอีกครั้ง
“มีทองมาขายอีกแล้วรึ”
นางยิ้มแห้งก่อนกล่าวออก “ไม่ใช่เจ้าค่ะ เพียงแต่ข้ามีเรื่องจะรบกวนท่านสักเล็กน้อย”
“เจ้ามีเรื่องอันใดหรือ” เถ้าแก่ถามด้วยความเมตตา
“ข้าอยากฝากสินค้าขายที่ร้านท่านเจ้าค่ะ”
“เจ้าจะฝากข้าขายสิ่งใด”
นางตักอาหารใส่หม้อขนาดเล็กวางลงในตะกร้าแล้วบอกลูก ‘เราเอาอาหารไปให้ท่านน้ากัน’“เจ้าค่ะ” ลูกทั้งสองเบี่ยงกายลงจากเก้าอี้อย่างกระตือรือร้น แล้วเดินส่ายก้นน้อย ๆ ตามแม่เดินออกมาจากบ้านดวงตะวันก็เกือบจะบอกลาท้องฟ้าไปแล้ว เห็นสามแม่ลูกกำลังวางมัดฟืนลงจากบ่าพอดีรุ้งและลูกทั้งสองหันมามองตามเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามา พวกเขาแปลกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นปรารถนากับลูกเดินเข้ามาในบ้าน ยิ่งแปลกใจมากขึ้นเมื่อทั้งสามคนอาบน้ำส่งกลิ่นหอมกำจายออกมารอบกาย ผิวพรรณดูเกลี้ยงเกลา ซ้ำผู้เป็นแม่นั้นยังแต่งแต้มใบหน้าและเรียวปากให้มีสีสันงามตา ชมดูไม่เหมือนแม่ม่ายลูกสองเลยสักนิด แท้จริงวันนี้รุ้งกับลูกเพิ่งได้ยลโฉมของนางที่ซ่อนไว้ตั้งหลายปี“พวกเจ้ามาทำไมหรือ”“ข้าเอาอาหารมาฝากเจ้าค่ะ วันนี้ข้าทำไข่พะโล้หมูสามชั้น จึงแบ่งมาให้ท่านน้ากับลูกด้วยเจ้าค่ะ” คนที่ดีกับนางและลูกมีไม่มากเช่นนั้นนางควรผูกมิตรกับคนที่มีน้ำใจกับนางด้วยไม่ใช่หรือ“เจ้ามีเงินซื้อไข่กับเนื้อหมูด้วยรึ” รุ้งมองอาหารที่อยู่ในตะกร้าด้วยความตื่นใจแกมสงสัย นางคงทำหม้อใหญ่จริง ๆ ตักมาให้มากขนาดนี้ และเป็นครั้งแรกที่นางได้รับอาหารจากปรารถนา “เจ้าค่ะ เมื
ผู้โดยสารที่ยืนอยู่เห็นขอทานแม่ลูกเดินมาหนึ่งในนั้นก็รีบพูดขึ้น “ถ้ามีสามแม่ลูกนี้ไปด้วย ข้าไม่ขึ้นเกวียนเด็ดขาด” “ข้าด้วย” “ข้าด้วย” “ข้าก็ด้วย” ทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน คนบังคับเกวียนก็ทำสีหน้ายุ่งยากใจเพราะกว่าจะได้ครบสิบคนก็ยากแล้ว ไหนเกวียนแต่ละเที่ยวถ้าคนไม่ถึงสิบต้องรอเกือบสองชั่วโมงถึงจะออกได้ “เช่นนั้นเกวียนเที่ยวนี้ข้าเหมาคนเดียวก็ได้ ท่านลุงเพ็งคิดค่าเดินทางเท่าไรเจ้าคะ” ทุกคนที่ได้ยินต่างตาโต อ้าปากหวอ แต่ความรู้สึกของทุกคนย่อมแตกต่างกันออกไป มีเพียงลุงเพ็งเท่านั้นที่ดีใจจนออกนอกหน้า “ข้าคิดห้าสิบเหรียญทองแดงเท่านั้น” “ข้าตกลง” นางว่าพร้อมกับยกของขึ้นวางบนเกวียนหน้าตาเฉย จากนั้นอุ้มลูกทั้งสองขึ้นเกวียน แล้วนางก็ตามขึ้นไป เกวียนเคลื่อนออกไปอย่างช้า ๆ ปรารถนาไม่หันกลับมามองสายตาสับสนงุนงงของคนเหล่านั้นด้วยซ้ำ วราลีหันกลับไปอ้าปากแลบลิ้นให้แล้วยิ้มเยาะ พูดออกมาเสียงดัง “สมน้ำหน้า”ปิ่นหันขวับ “ท่านแม่ว่าอะไรนะเจ้าคะ”“ข้าไม่ได้พูดสักหน่อย”“แต่ข้าได้ยินเสียงเล็ก ๆ กล่าวว่าส
พอถึงคิวของปรารถนาเถ้าแก่เส็งมองดูสามแม่ลูกที่ยืนมองเขาตาปริบ ๆ ด้วยความสงสัย ก่อนจะถามเสียงเรียบ “จะมาขออะไรอีกละ” ปกติสามแม่ลูกนี้ชอบมาขอข้าวขอน้ำกินอยู่ร่ำไป “วันนี้ภรรยาของข้าไม่ได้ทำอาหารให้ด้วยสิ มีแค่ซาลาเปาเพียงสามชิ้นเท่านั้น พวกเจ้าเอาไปแบ่งกันก็แล้วกัน” เถ้าแก่ว่าพลางหันไปหยิบซาลาเปาที่วางอยู่ในจานด้านหลัง ปรารถนารีบกล่าวใบหน้าเปื้อนยิ้ม “วันนี้ข้าไม่ได้มาขอข้าวกินเจ้าค่ะ” อย่างน้อยในตลาดนี้ก็มีเถ้าแก่เส็งที่ใจดีมีเมตตาต่อนางกับลูก “เช่นนั้นเจ้ามาทำสิ่งใด” “ข้าเอาทองมาขายเจ้าค่ะ” “เอาออกมาสิ เจ้ามีเท่าไร” สามสี่คนที่มาขายทองวันนี้รวมกันยังไม่ถึงสิบกรัมด้วยซ้ำ ปรารถนาคลี่ผ้าที่ห่อทองออกมาแล้ววางลงบนโต๊ะด้านหน้าเถ้าแก่ “นี่เจ้าค่ะ” เถ้าแก่ชมดูด้วยตาเบิกกว้างขึ้น “หนักเท่าไรกันเนี่ย น่าจะเกือบสองร้อยกรัมทีเดียว เจ้าไปร่อนเองรึ” การร่อนทองถือเป็นการเสี่ยงโชคอย่างหนึ่ง ใครโชคดีคนนั้นก็ได้มาก นางคงเป็นหนึ่งในนั้น “เจ้าค่ะ” “โอ ช่างประเสริฐจริง ๆ” ดวงตาเถ้าแก่วาววาม ยิ่งเขารับซื้อทองได้
ลูกทั้งสองพยักหน้าดีใจ ทำไมวันนี้พวกเขาถึงได้กินอาหารหรูหราเช่นนี้ ปกติตอนเช้าพวกเขาได้กินแค่ข้าวต้มใส่เกลือที่มีข้าวไม่ถึงหยิบมือด้วยซ้ำ ซดน้ำข้าวต้มมาก ๆ ก็อิ่มเอง “ท่านแม่มีเงินมากแล้วหรือเจ้าคะ” “ไม่มาก แต่ก็อยู่ได้หลายวัน” แต่อีกไม่นานอาจจะมีมากกว่านี้หลายเท่า นางหวังไว้เช่นนั้น “งั้นพวกเราต้องไปเป็นขอทานอีกหรือไม่เจ้าคะ” ปิ่นมีสีหน้าเศร้าหมองลง เมื่อคิดถึงตอนที่พวกเขาต้องไปนั่งข้างถนนเพื่อขอเงินจากคนที่เดินผ่านไปมา นางไม่ชอบสายตาที่ทุกคนมองมาอย่างเหยียดหยามเลยสักนิด “ไม่หรอก ต่อไปนี้พวกเราจะไม่เป็นขอทานอีก” ลูกทั้งสองมองแม่แล้วยิ้มอย่างพอใจ ปรารถนาเตรียมเครื่องปรุงอย่างอื่นเสร็จ จึงนำผักที่ลูกไปล้างให้สะอาดอีกครั้ง ผัดไทยใส่ไข่กุ้งสดร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นจนลูกอดน้ำลายไหลไม่ได้ เสร็จแล้วปรารถนาตักใส่จานให้ลูกคนละใบจนพูนจาน ปืนทำภาษามือว่า ‘วันนี้ทำไมได้กินอาหารเยอะจังเลยขอรับ’ ปรารถนายิ้มอ่อนให้ลูกทั้งสอง “ต่อไปนี้พวกเจ้าจะได้กินอิ่มทุกมื้อ” “ท่านแม่พูดจริงหรือเจ้าคะ”
ปรารถนานั่งคิดอยู่นาน จู่ ๆ ก็มีผึ้งตัวหนึ่งที่ดูเหมือนจะตัวโตกว่าผึ้งที่นางเคยเห็นอยู่เล็กน้อยบินมาอยู่ตรงหน้าและไม่ยอมจากไปไหน ปรารถนาที่ชื่นชอบผึ้งเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้วจึงยื่นมือออกไปให้มันเกาะ แล้วมันก็ส่งเสียงเล็กแหลมออกมา “นายหญิง” ปรารถนาตาโตเมื่อรู้ว่าผึ้งน้อยตัวนั้นพูดได้ “เจ้าพูดได้” “ข้าย่อมพูดได้” “แล้วทำไมเจ้าถึงเรียกข้าว่านายหญิง” “ก็ท่านเคยช่วยชีวิตข้า ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่าน” “ข้าช่วยเจ้าตอนไหน” นางเอียงคอถามย่นคิ้วเข้าหากัน “ตั้งแต่ชาติที่แล้วโน่น” “ชาติที่แล้ว?” นางพึมพำ คิดถึงผึ้งที่อยู่โลกเดิมที่นางเคยช่วยชีวิตไว้ “แล้วเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” “หลังจากอาผู้หญิงของท่านมาพบศพท่านเข้า นางก็จัดการทำพิธีเผาศพให้แก่ท่าน ซ้ำยังเผาทำลายรังของข้าด้วย” “โธ่เอ๋ยเวรกรรม” รังผึ้งนั้นออกใหญ่โต อาผู้หญิงทำลงไปได้อย่างไร “แต่ท่านไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะ เพราะข้าไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด” นางว่าด้วยท่าทางปลอดโปร่ง “ทำไม” นางกอดอกทำท่าพออกพอใจ
มาถึงร้านขายเปาะเปี๊ยะทอดปืนก็กระตุกมือแม่เบา ๆ มองเปาะเปี๊ยะทอดตาละห้อย ปรารถนาก้มลงมองลูกแล้วใช้ภาษามือสื่อสาร ‘เจ้าอยากกินหรือ’ เขาพยักหน้าตอบ นางหันไปถามลูกสาวอีก “เจ้าอยากกินหรือไม่” “อยากเจ้าค่ะ” พูดพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง สายตาไม่ละจากเปาะเปี๊ยะทอดที่อยู่ในตู้กระจก ปรารถนายืดตัวขึ้น ยังไม่ทันได้สั่งก็มีเสียงเจ้าของร้านดังขึ้น “ถ้าไม่ซื้อก็หลบไป ตัวเหม็น เดี๋ยวของที่ร้านของข้าก็มีกลิ่นพอดี”นางไม่ได้โต้ตอบ หยิบถุงเหรียญที่นายท่านคนนั้นให้มาขึ้นมาแล้วนับดู ในถุงนั้นมีทั้งเหรียญเงินและเหรียญทอง นางคิดว่าคงมากพอที่จะใช้เลี้ยงลูกให้กินอิ่มได้อีกหลายวัน ที่ผ่านมาลูกทั้งสองไม่เคยได้กินเปาะเปี๊ยะทอดเลย นางจึงตัดสินใจซื้อให้ลูกทั้งสอง “เอาสองกล่องเจ้าค่ะ” “ข้าขอดูเงินเจ้าก่อน” เสียงนั้นค่อนข้างห้วน สายตาที่เจ้าของร้านมองมาดูแคลนแม่ลูกไม่น้อย นางนับเงินให้กับเจ้าของร้านห้าเหรียญเงิน เจ้าของร้านมองดูแล้วจึงยอมทำเปาะเปี๊ยะทอดให้สองกล่อง ปรารถนาต่างคิด ไม่ว่าคนบนดาวดวงไหนก็ไม่ต่างกัน ส่วนมากมักมองคนแต่เพียงภายนอ







