Masuk“เราทำน้ำยำรอไว้เลยดีกว่า แบบเผ็ดไม่เผ็ด ปลาร้าไม่ปลาร้า” เอ๋ยเอ้ยกล่าวพลางจดใส่ในรายการที่ต้องทำ
“ทำแบบให้เลือกเองเลยมั้ยว่าจะกินอะไร ให้ตักเองแล้วเอามาให้เรายำ” บีลีฟขมวดคิ้วมุ่น นิ้วเรียวจับปากกาหมุนวนบนกระดาษ
“ไม่น่าดี เราไม่รู้เลยว่าลูกค้าที่นี่จะมีแบบไหนบ้าง ถ้าเจอไม่ดีหรือเรื่องมากจะแก้ไขปัญหาลำบาก” เธอพูดเองเออเองหลังจากคิดคำนวณผลดีผลเสีย
“ก็จริง ถ้ามีคนอย่างเฮียหน้าดุมาเฝ้าร้านก็คงจะดีนะ ไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาแน่นอน”
เอ๋ยเอ้ยนึกถึงตอนที่เจอกับฝูเทียนเหวินและเสวินอิง ถ้าได้บุรุษดุดันแบบนั้นมาคุมร้านก็คงไม่น่ามีผู้ใดกล้ามาหาเรื่อง
“พูดแบบนี้อยากเจอพี่หน้าหวานล่ะสิ” มือเรียวของบีลีฟวางปากกา เธอมองหน้าเพื่อนแล้วแสร้งทำเสียงเข้ม “หรือว่าอยากเจอเฮียหน้าดุกันนะ”
“บ้าหรอ เฮียหน้าดุอ่ะของแก ไปขย้ำน้องชายเขาขนาดนั้น ผิดผีแล้ว” เอ๋ยเอ้ยโวยวายต่อ “ฉันไม่แย่งผู้ชายของเพื่อน”
“ผู้ชายของเพื่อนอะไรกัน อย่ามาซี้ซั้วพูด” บีลีฟหยิบเมล็ดทานตะวันดีดใส่เอ๋ยเอ้ย “ยังไม่ได้กัน ไม่สิ ไม่ได้คบกันจะมาเหมาว่าเป็นผู้ชายของฉันได้ยังไงยะ”
“ก็ได้ๆ อีกไม่นานคงได้เรียกล่ะ” เอ๋ยเอ้ยหยิบเมล็ดทานตะวันมาแกะเข้าปาก เธอขยิบตาใส่เพื่อนสาวอย่างรู้ทัน
........
เมืองหลวง จวนสกุลฝู
“นายท่าน” บุรุษหน้านิ่งผู้หนึ่งกำลังจะกล่าวรายงานแก่เจ้านายบ้านตน “แม่นางสองคนนั้นดูเป็นปกติ ไม่ได้มีพิรุธ”
“ได้สืบที่มาของพวกนางหรือไม่” ฝูเทียนเหวินนั่งลงเก้าอี้แล้วจึงเอ่ยถาม
“ที่มาไม่ชัดเจน พบเจอพวกนางครั้งแรกที่วัดผิงอัน พวกนางช่วยชีวิตใต้เท้าโจว ใต้เท้าโจวจึงรับเป็นบุตรบุญธรรม”
“โผล่ออกมาจากวัด ช่างแปลกเสียจริง หรือว่าพวกนางจะมาจากภพอื่น หรืออาจเป็นปีศาจที่หลุดมาจากการจองจำ” เสวียนอิงขมวดคิ้วพูดน้ำเสียงจริงจัง
“เจ้าเชื่อเช่นนั้นหรือ” ฝูเทียนเหวินส่ายศีรษะเอือมระอากับคำพูดของญาติผู้น้อง เขาจริงจังแทบทุกครั้ง มีครั้งนี้ที่พูดจาเรื่อยเปื่อยไร้สาระ
“แล้วพวกนางพูดคุยกับใครบ้าง มีผู้ใดที่น่าสงสัยบ้างหรือไม่” เสวียนอิงไม่ตอบฝูเทียนเหวิน เขาถามบุรุษที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
“เรียนนายน้อย พวกนางพูดคุยกันแต่เรื่องอาหาร ไม่มีผู้ใดสนิทสนมกับพวกนางเป็นการส่วนตัว แต่ว่ามีคุณชายจากตระกูลใหญ่ๆ หลายคนคอยเข้าหาพวกนางอยู่”
นัยน์ตาของผู้ถามเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวทันที
“คุณชายตระกูลใหญ่หรือ หึ สงสัยพวกนั้นชอบของแปลก แปลกอย่างเดียวไม่พอ มือยังหนักอีก”
บุรุษหน้านิ่งเหลือบมองนายน้อยของตนสีหน้าเรียบเฉย ในใจมีข้อสงสัยอยู่ไม่น้อย มือหนัก นางต้องมีแรงมากขนาดไหนกันบุรุษที่ตัวใหญ่อย่างนายน้อยถึงบอกว่านางมือหนัก
มีเพียงฝูเทียนเหวินที่อมยิ้มขบขัน “แปลกเช่นนี้จึงทำให้เจ้าสนใจได้สินะ สตรีที่ปกติธรรมดาไหนเลยจะสะดุดตาเจ้า”
“พูดเช่นนี้ หากข้าไปสืบเรื่องพวกนาง เจ้าก็อย่าตามไปละกัน” เสวียนอิงจงใจปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“ปิดคดีเมื่อไหร่ ข้าคงกลับอิ๋นตูพักผ่อนที่บ้านยาวๆ”
........
โรงน้ำชาอ้ายซิ่น
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟปลุกติงเซียงมาช่วยทำน้ำปลาและน้ำปลาร้าปรุงรสตั้งแต่เช้ามืด กลิ่นของปลาร้าจะได้หายไปก่อนที่พระอาทิตย์จะทอแสงสว่างบนฟ้า
“อาทิตย์นี้นอนที่ร้านดีกว่า ตื่นเช้าเกินไปขี้เกียจเดินทาง” บีลีฟบ่นแต่มือก็ยังไม่หยุดทำอาหาร
เมื่อวานตอนที่กลับถึงจวน ต้วนหยาอันก็มาบอกว่าที่ร้านควรจะทำอาหารพวกซุปไว้หลายๆ อย่าง ดังนั้นวันนี้พวกเธอจึงทำกระดูกหมูตุ๋นเห็ดหอม ไก่ตุ๋นมะระ กระดูกหมูต้มรากบัว
“อืม ทำเล้งแซ่บด้วยมั้ย” เอ๋ยเอ้ยมองอาหารในซึ้ง ใจอยากกินอาหารรสชาติจัดจ้าน
“เรามีกระดูกเล้ง น้ำกระเทียม พริก หัวหอม แครอทและก็เลมอน เครื่องปรุงรสอื่นก็มีครบหมด จะทำก็ได้นะ ขายไม่ออกก็กินกันเอง”
คราวก่อนหญิงสาวอธิบายลักษณะและรสชาติของมะนาวให้โจวโหวหยวนฟัง เมื่อไม่นานมานี้ได้รับข่าวว่าทางตอนใต้ของแคว้นมีปลูกผลไม้ชนิดนี้อยู่ โจวโหวหยวนจึงสั่งให้มาส่งที่จวนโดยไม่รอช้า
แค่บุตรสาวบุญธรรมบอกว่าสิ่งนี้จะทำให้อาหารอร่อยขึ้นหลายเท่าตัว เขาก็สั่งให้ขนส่งข้ามเมืองมาอย่างไม่ลังเลใจแม้เพียงนิดเดียว
“ทำเสร็จก็น่าจะถึงเวลาเปิดร้านพอดี”
ในระหว่างนี้คนครัวของจวนสกุลโจวก็มาส่งซาลาเปาและหมั่นโถวเข้าร้าน เนื่องจากกลัวเอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟจะต้องทำงานหนักมากเกินไป อาหารบางชนิดต้วนหยาอันเลยให้ห้องครัวที่จวนทำเอง ทั้งยังเพื่อส่งคนมาอยู่เป็นเพื่อนหญิงสาวทั้งสองไปในตัว
เข้าสู่กลางยามเฉิน โรงน้ำชาอ้ายซินก็พร้อมเปิดร้านต้อนรับแขก
“คุณหนูจะเปลี่ยนชุดก่อนหรือไม่เจ้าคะ” ติงเซียงถามคุณหนูบ้านตนเสียงใส นัยน์ตาไร้เดียงสา
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟมองหน้ากัน ตอนแรกก็ยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อได้กลิ่นปลาร้าที่ต้มตอนเช้าติดตามเสื้อผ้า พวกเธอจึงรีบวิ่งไปอาบน้ำที่บ้านน้อยด้านหลังโรงน้ำชา
จะแค่เปลี่ยนชุดทำไม อาบน้ำอีกรอบก็สิ้นเรื่อง
วันนี้โจวโหวหยวนและต้วนหยาอันไม่ได้มา ทำให้เมื่อเปิดร้านก็ค่อนข้างเงียบเหงา มีหลายคนเดินผ่านหน้าร้านแต่ก็ยังลังเลไม่กล้าเข้า
“เชิญได้เลยนะเจ้าคะ เรามีซาลาเปาหมั่นโถว บะหมี่ ยำ และก็พวกซุปต่างๆ ราคากันเอง ชาเริ่มต้นที่หนึ่งอีแปะ อาหารเริ่มต้นที่สองอีแปะ”
เมื่อได้ยินว่าราคาค่อนข้างเป็นมิตรจึงมีคนกล้าเข้าร้าน
“ติงเซียง” บีลีฟเรียกสตรีน้อยที่อยู่ไม่ไกล
“ไปหากระดานชนวนขนาดประมาณนี้มานะ” เธอทำมือบอก จากนั้นติงเซียงก็พยักหน้าแล้วเข้าตัวเมืองไปตลาดอย่างว่องไว
สั่งติงเซียงเสร็จ บีลีฟและเอ๋ยเอ้ยก็ไปรับแขกตามโต๊ะ
มือเล็กยื่นรายการอาหาร “ชาขาว ชาเขียว ชาดำ อู่หลงก็มีนะเจ้าคะ ซาลาเปาไส้หมู ไส้เนื้อ ไส้ผัก ไส้เหมยกานไช่ บะหมี่ เกี๊ยวแห้งน้ำ เหลียงปั้น (ยำ) แล้วก็พวกซุปกระดูกหมูตุ๋นเห็ดหอม ไก่ตุ๋นมะระ กระดูกหมูต้มรากบัว ราคาตามที่เขียนเลยเจ้าค่ะ ถ้าสั่งถึงสิบอีแปะมีแถมซวนล่าไผกู่ทัง (เล้งแซ่บ) หนึ่งถ้วย”
รับคำสั่งซื้อเสร็จทั้งสองก็ไปทำอาหารตามสั่งด้วยความคล่องแคล่ว
เมื่อถึงยามอู่ ก็มีบุรุษหลายคนเข้ามาเป็นแขกในร้าน ส่วนใหญ่เป็นแขกที่มาตั้งแต่วันงานเปิดร้าน
ติงเซียงเดินมากระซิบเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟ นางพยักเพยิดหน้าไปทางโต๊ะของแขกผู้ชายเหล่านั้น
“โต๊ะสองคุณชายเก๋อ โต๊ะสามคุณชายซย่า โต๊ะห้าคุณชายลู่ โต๊ะแปดคุณชายหยวน โต๊ะเก้าคุณชายเหยียน”
สตรีทั้งสองมองไปยังแต่ละโต๊ะ
“หน้าตาก็ไม่เท่าไหร่นะ แต่ว่ามาดคุณชายไปหน่อย ดูทรงถูกสปอยมาตั้งแต่เด็ก หรือไม่ก็ต้องมีคนคอยมาเอาอกเอาใจ”
“ต้องดูด้วยว่าสายเปย์หรือเปล่า ถ้าหล่อ บ้านรวย นิสัยไม่แย่ก็พอเข้าท่า”
“กลัวว่าพวกผู้หญิงจะเต็มจวนน่ะสิ”
“หรอ งั้นไม่เอาล่ะ กลัวโรค”
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟพูดคุยกันภายใต้สายตาของติงเซียง สตรีน้อยมองซ้ายทีขวาทีแล้วก็เกาศีรษะด้วยความงุนงง คุณหนูคุยอะไรกันทำไมนางฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
“เถ้าแก่เนี้ย มารับแขกด้วย”
เสียงดังกังวานอยู่ที่ประตูทางเข้า หญิงสาวทั้งสองมองไปก็เห็นบุรุษหน้าตาคุ้นเคยสองคนยืนอยู่
“เฮียสองคนเขาคิดว่ายืนทำเอ็มวีอยู่หรือไง” บีลีฟมุ่นคิ้วประหลาดใจ แต่ในใจกลับลิงโลด
ส่วนเอ๋ยเอ้ยอมยิ้ม “เท่ห์ดีออก ป่ะ ไปรับแขก” แล้วจึงไปต้อนรับแขกแต่ละโต๊ะอย่างอารมณ์ดี
รับคำสั่งซื้อของแขกโต๊ะอื่นเสร็จบีลีฟก็แยกไปเตรียมอาหาร เธอให้เอ๋ยเอ้ยไปรับแขกสองคนที่เพิ่งเข้าร้าน
“ไม่ทราบว่าคุณชายทั้งสองจะรับอะไรหรือเจ้าคะ” เอ๋ยเอ้ยปั้นหน้าเรียบเฉยไม่ให้แสดงอาการอะไรออกมา
เสวียนอิงทำเป็นไม่สนใจผู้พูด เขาเปิดรายการอาหาร พลิกดูแต่ละหน้า มีเพียงฝูเทียนเหวินที่มองหน้าหญิงสาวและกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“มีอาหารอะไรแนะนำบ้าง”
เอ๋ยเอ้ยพูดเหมือนเดิมกับที่รับแขกโต๊ะอื่นอีกครั้ง แต่สำหรับโต๊ะนี้เธอตั้งใจพูดเพิ่ม
“คุณชายดูไม่ค่อยอึดเท่าไหร่ข้าน้อยแนะนำเหลียงปั้นหมู่ลี่ (ยำหอยนางรม) เพิ่ม ส่วนคุณชาย” เธอหันไปทางเสวียนอิง “เพื่อนของข้าน้อยบอกว่าท่านค่อนข้างใจร้อนไปนิด แนะนำกระดูกหมูต้มรากบัว ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำให้คลายเครียด ลดความหงุดหงิดได้”
มุมปากของฝูเทียนเหวินยกยิ้ม ใบหน้าผู้ฟังดูอารมณ์ดีไม่ขุ่นมัวแม้แต่น้อย “เถ้าแก่เนี้ยรับแขกดีเสียจริง เพียงแค่มาถึงก็แนะนำอาหารได้ถึงขนาดนี้”
นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ แต่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกว่าเขากำลังวางอำนาจ นี่เป็นบุคลิกที่ออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ข้าว่าข้าก็อึดมากกว่าบุรุษใดในแคว้นนะ แต่ถ้าเถ้าแก่เนี้ยคิดว่ายังไม่พอก็จัดมาหนึ่งที่”
เขาปรายสายตามองเสวียนอิง ชายหนุ่มมัวมองแต่บีลีฟที่กำลังทำอาหารอยู่บริเวณครัวรู้สึกว่าถูกมองจึงหันมาตอบ
“เอาตามที่เจ้าว่าอีกหนึ่งที่ และก็เอารายการอาหารที่คิดว่าอร่อยต้องลองชิมมา”
“ก็อร่อยทุกอย่างนะเจ้าคะ” เอ๋ยเอ้ยพูดเสียงหวาน เธอเพิ่งรู้ว่าการเสนอขายแบบนี้ก็สนุกอยู่ไม่น้อย
“เช่นนั้นก็เอามาให้หมด” ฝูเทียนเหวินชิงตอบตัดหน้าเสวียนอิง “ค่อยๆ ยกมาครั้งละสองสามอย่าง อย่ายกมาทีเดียวหมด”
“ได้เจ้าค่ะ ผู้มีอุปการคุณรายใหญ่ รอสักครู่นะเจ้าคะ ถ้าเบื่อทางสนามเด็กเล่นมีชิงช้าให้นั่ง แต่ของเล่นเด็กอย่าเล่นนะ มันรองรับน้ำหนักผู้ใหญ่อย่างท่านไม่ไหว”
เอ๋ยเอ้ยเอ่ยเสียงหวาน มีหนุ่มหล่อออกแนวแบดมาให้กระเซ้าเย้าแหย่ถือเป็นเรื่องผ่อนคลายอย่างหนึ่ง
“เอ่อ สตรีในจวนใต้เท้า ใช่ว่าข้าจะไม่สนใจ” เขาพูดอ้อมแอ้ม ท่าทางเคอะเขินจนจับสังเกตได้ “หา พี่ชายข้าสนใจสตรีด้วยหรือ” เยว่ชุนน้องชายอุทานด้วยความตื่นเต้น “ข้าอยากเห็นจังว่าสตรีนางใดทำให้ภูเขาน้ำแข็งคนนี้หวั่นไหวได้” “เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่” ผู้เป็นมารดาหรี่ตาจับผิดบุตรชายบ้านตน “เอ่อ อันที่จริงข้าก็พานางมาที่นี่ด้วย เพียงแต่คืนนี้ให้นางพักที่โรงเตี๊ยม” เยว่ชิวตอบ ใบหูเริ่มแดงชัดเจน “ข้าอยากเห็นๆ” เยว่ชุนร้องโวยวายไม่ต่างจากเด็กน้อย&n
ความเดิมตอนที่แล้ว“ฮือ ฮือ ฮือ”เสียงร้องไห้ทั้งวันและเกือบทุกวันของติงเซียงรบกวนโสตประสาทของเยว่ชิว ชายหน้านิ่งที่ถูกสั่งให้เฝ้าห้องน้ำวัด“รบกวนเงียบได้หรือไม่” เขากล่าวเสียงเรียบกับสตรีน้อยด้านข้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดปากพูดกับหญิงสาว“ไม่ได้” ติงเซียงเงยหน้าจ้องมองเขาด้วยใบหน้าโศกเศร้าเจือหงุดหงิด“คุณหนูหายไปหลายวันแล้วไม่กลับมาสักที ข้าคิดถึง ใต้เท้าทั้งสองก็คงคิดถึงไม่ต่างกัน”“คุณหนูเจ้าแค่หายตัวไป ไม่ได้ตายเสียหน่อย”เยว่ชิวยังคงเอ่ยเสียงเรียบ ไม่สะทกสะท้านกับความน่าสงสารของสตรีเลยแม้แต่น้อย“ปากเสีย อย่าพูดเรื่องตายเชียวนะ ตบปากเจ้าซะ”
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟเมื่อถูกสามีตามไปเฝ้าถึงในห้องน้ำก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ถึงจะเป็นคนยุคใหม่ แต่เรื่องนี้มันก็น่าอายนะแต่เมื่อคิดว่าต่อไปในอนาคต หากสามีภรรยาไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจ็บป่วย ก็ต้องดูแลกันถึงในห้องน้ำอยู่ดี ดูแลกันแม้ยามเจ็บป่วยแก่เฒ่า อยู่ด้วยกันทั้งชีวิตพวกเธอจึงไม่ไล่สามีของตนออกจากห้องน้ำ เพียงแค่บอกให้เขายืนหันหลังก็พอหลังจากหญิงสาวทั้งสองทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว พวกเธอก็ออกมายืนพิจารณาหน้าห้องน้ำห้องน้ำทั้งสองห้องนี้ถูกสร้างไว้ด้วยความวิจิตรบรรจง ประตูและหน้าต่างถูกแกะสลักประณีตงดงาม ลวดลายที่ถูกแกะสลักก็หนีไม่พ้นนกยวนยาง (เป็ดแมนดาริน) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้ จับคู่เพียงตัวเดียวตลอดชีวิต“ประทับใจใช่หรือไม่” เสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเอ่ยถามภรรยาของตนพร้อมกันราวกับเตี๊ยมกันมา
กลับมาถึงเมืองอิ๋นตู ก็มีเรื่องต้องประหลาดใจ ความจริงก็ไม่ต่างจากที่เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟคาดไว้เท่าใดนักวันที่พวกเธอกลับมาถึงจวน เยว่ชิวหรือพี่หน้านิ่งก็จูงมือติงเซียงเข้ามาหาพวกเขาทั้งสี่และขออนุญาตแต่งงานโดยบอกว่าพวกเขาทั้งสองได้คบหาดูใจมาสักระยะหนึ่งแล้วได้ยินดังนั้น เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็รีบจูงติงเซียงออกมาซักถามเป็นการส่วนตัว“ตั้งแต่เมื่อไหร่” เอ๋ยเอ้ยเป็นคนเปิดประเด็กถามสาวใช้ตัวน้อยติงเซียงยืนบิดตัวด้วยความเขินอาย“ก็ตั้งแต่เฝ้าคุณหนูหน้าห้องน้ำน่ะเจ้าค่ะ” นางเงียบไปพักหนึ่งก่อนเล่าต่อ“ข้าร้องไห้หน้าห้องน้ำ พี่เยว่ชิวเลยคอยพาข้าเดินวนรอบวัด คนอื่นจะได้ไม่เข้าใจผิดคิดว่าญาติข้าเสียในห้องน้ำ”เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟนิ่งเงียบพร้อมกัน เธอควรขำหรือร้องไห้ตามดีพาไปเดินวนรอบวัดหรือพาไปเดินจงกรมกันแน่ ส่วนที่ว่าญาติเสียในห้องน้ำหมายถึงพวกเธอใช่หรือไม่เฮ้อ จะมีใครย้อนเวลามาทางนี้แบบพวกเธอบ้างช่างน่าอายเสียจริง“พวกเจ้าสองคนได้เสียกันหรือยัง” บีลีฟเปลี่ยนเรื่องถามเช่นผู้ใหญ่ถามเด็กอย่างไรเสียเธอก็อาบน้ำร้อนมาก่อนใบหูของติงเซียงเริ่มแดงขึ้นมาทันใดจากนั้นก็ลามไปทั่วใบหน้า หญิงสาวอ้ำๆ อึ้งๆ ก่อน
เมืองจินไห่ เมืองท่าติดทะเลริมชายหาดส่วนตัวแห่งหนึ่ง มีกระโจมสองหลังตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก กระโจมทั้งสองนี้หันหน้าเข้าหาทะเล ด้านหน้ากระโจมมีพรมผืนใหญ่ปูอยู่ บนพรมตั้งโต๊ะเตี้ย รอบล้อมด้วยเก้าอี้สี่ตัวพวกเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟมาฮันนีมูนนอกสถานที่กันเพียงสี่คน ไม่ได้ให้คนอื่นติดตามมาปล่อยให้พี่หน้านิ่งเยว่ชิวกับติงเซียงมีเวลากันมากขึ้น เผื่อจะมีข่าวดีเร็วๆ“สุกแล้ว”เอ๋ยเอ้ยส่งเสียงบอกแต่ละคน เธอหยิบปลาหมึกตัวใหญ่ที่ย่างจนสุกมาหั่นแล้วจัดใส่จานส่วนบีลีฟกำลังทำน้ำจิ้มซีฟู๊ดอย่างตั้งอกตั้งใจ สายตาเหลือบมองเสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเป็นระยะเห็นชายหนุ่มสองคนกำลังแกะหอยนางรมด้วยความขะมักเขม้นไม่รู้ว่าชอบกินหรือจะโด๊ปกันแน่เ
อีกฝั่งของป่า บนก้อนหินก้อนใหญ่ มีร่างของชายหนุ่มหญิงสาวนั่งพิงไหล่กัน มองดวงดาวที่ส่องประกายแสงบนท้องฟ้าท่ามกลางราตรีที่มืดมิด“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”ฝูเทียนเหวินบอกเอ๋ยเอ้ยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยอารมณ์คะนึงหา“ข้าก็คิดถึงเจ้า ว่าแต่ ข้าหายไปนานขนาดไหนหรือ”เอ๋ยเอ้ยถามสามีตน มือเล็กกอดแขนบุรุษไว้แน่นราวกับว่ากลัวจะต้องจากกันอีกครั้ง“ประมาณสี่เดือน” ฝูเทียนเหวินตอบ เป็นสี่เดือนที่ทรมานใจเหลือเกิน ภรรยาที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่กี่วันหายไปในเวลาที่ต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่ข้างนอกหากไม่ต้องทำงานเขาอยากจะเป็นคนเฝ้าห้องน้ำที่วัดเองด้วยซ้ำไปเอ๋ยเอ้ยซบไหล่ชายหนุ่ม ซักพักก็กอดเขา ฝูเทียนเหวินไม่รีรอรวบร่างของเธอในอ้อมแขนแล้วกอด







