LOGINเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟมาเจอกันที่หน้าบ้านร้างหลังแรก แต่ละคนต่างมีพิรุธอย่างชัดเจน
เอ๋ยเอ้ยมองบีลีฟ ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามสิ่งใดบีลีฟก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นเสียเอง
“ไม่ต้องถามมาก แค่ลวนลามผู้ชายก่อนเลยถูกเอาคืน”
เธอพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่เขินเลยสักเล็กน้อย แต่นี่ก็ไม่ได้ทำให้เอ๋ยเอ้ยประหลาดใจ
พวกเธอคบกันมาตั้งแต่ยังเล็ก เรื่องอะไรก็เล่าให้ฟังหมด รู้ไส้รู้พุงกันดี
“อ่อ แต่เราโดนลวนลามมา” สีหน้าของอีกฝ่ายไม่มีโกรธเคืองแต่คล้ายกับเสียดายมากกว่า
“ติดใจล่ะสิ” บีลีฟกระเซ้าเย้าแหย่เพื่อนสาว
“ก็มีบ้าง” เอ๋ยเอ่ยหน้าแดงระเรื่อเหมือนมะเขือเทศสุก “มาคุยอะไรตรงนี้ กลับบ้านค่อยคุยกัน” เธอส่งสายตาดุ ก่อนลากบีลีฟออกนอกบริเวณหมู่บ้านร้าง
“หากผู้ชายพวกนั้นมาได้ยินก็น่าอายเกินไปแล้ว” เธอกระซิบข้างหูเพื่อนของตน
บีลีฟพยักหน้าเห็นด้วย หญิงสาวทั้งสองรีบกลับจวนสกุลโจวทันที
ไม่เจอผีแต่เจอผู้ เล่าให้คนอื่นฟังไม่ได้ล่ะ รู้กันเองสองคนก็พอ
........
จวนสกุลโจว
“อะไรนะ แกขยุ้มไอ้นั่นของเฮียหน้าดุคนนั้นหรอ”
เอ๋ยเอ้ยหัวเราะคิกคัก เธอไล่ติงเซียงไปนอนตั้งแต่เย็น สตรีน้อยจะได้ไม่มาได้ยินเรื่องน่าอายเช่นนี้
“ก็ใช่น่ะสิ ใครใช้ให้มาดุนขาฉันล่ะ” บีลีฟตอบสีหน้าทะเล้น มือน้อยหยิบข้าวโพดคั่วมากินราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“แล้วทำไมลิปสติกเลอะปาก” ดวงตาหวานของเอ๋ยเอ้ยยังคงจับจ้องเพื่อนสาวราวกับจะได้ยินเรื่องอะไรที่สนุกกว่านี้
“แค่บอกว่า ก็ไม่เท่าไหร่ ไม่เห็นรู้สึกอะไร เลยถูกเอาคืน” บีลีฟทำท่าแยกเขี้ยว เธอเริ่มหงุดหงิดเมื่อคิดถึงเจ้าหมอนั่น
“มีเสน่ห์เหมือนกันนะ ปกติผู้ชายยุคนี้ถ้ารังเกียจก็ไม่แตะต้องผู้หญิงหรอก แต่เฮียหน้าดุนั่นแต๊ะอั๋งกลับ พระเอกละครชัดๆ บีบมาจูบกลับไม่โกง” เอ๋ยเอ้ยพลิกตัวบนเตียงแล้วหัวเราะชอบใจ
“แหม แกนั่นแหละ ตกลงกับหนุ่มหน้าหวานเกิดอะไรขึ้น” บีลีฟเปลี่ยนเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง
“โอ้ย ไม่อยากเล่า น่าอายชะมัด คืองี้ ฉันโดนพี่หน้าหวานค้นตัวน่ะ”
หญิงสาวหัวเราะคิกคักทำหน้าเขินอายก่อนเล่าต่อ
“พี่แกไม่ใช่แค่ลูบไง บางจุดก็เหมือนโดนจับ บางจุดก็เหมือนถูกนวด โอ้ย จั๊กจี้และก็เสียว”
“มีไรต่อมั้ย” บีลีฟขยับตัวทำท่าตั้งใจฟัง
“ก็แค่เผลอครางออกมา แล้วก็ไม่มีอะไรแล้ว อ่อ เขาบอกว่าครั้งหน้าจะทำให้ฉันมีความสุขมากกว่านี้ ก็ไม่รู้จะทำอะไร” หญิงสาวเล่าพร้อมทำสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
“เขาหลอกให้อยากแล้วก็จากไปตั้งหาก ไม่ต้องไปสนใจสองคนนั้นแล้ว พวกเราเตรียมเปิดร้านดีกว่า” บีลีฟเปลี่ยนอารมณ์จนเอ๋ยเอ้ยตามไม่ทัน
“อะไรเนี่ย อยู่ดีๆ ก็เข้าโหมดขยันซะงั้น”
เอ๋ยเอ้ยปรับสีหน้าแล้วก็ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง หญิงสาวทั้งสองพูดคุยกันเรื่องการเปิดร้านเพื่อเตรียมเอาไปบอกกับโจวโหวหยวน
หลังจากนั้นไม่นาน บนกิ่งไม้ใกล้เรือนโบตั๋นที่พวกเธอทั้งสองพักอยู่ มีเงาร่างสีดำนั่งบนกิ่งไม้อยู่สองร่าง พวกเขาเพิ่งมาถึง ตั้งใจมาแอบฟังว่าหญิงสาวทั้งสองพูดถึงพวกเขาบ้างหรือไม่ คิดไม่ถึงว่าพวกนางคุยกันแต่เรื่องเปิดโรงน้ำชา
อะไรกัน เรื่องของเขาไม่ทำให้หญิงสาวจิตใจสั่นหวั่นไหวเลยหรืออย่างไร
“อ่อนหัด” เป็นคำแรกและคำเดียวที่ฝูเทียนเหวินกล่าวออกมา
“อะไร เจ้าว่าข้าหรือ” เสวียนอิงปรายสายตามองด้วยความขุ่นเคือง เขารู้สึกเหมือนอยู่ดีๆ ก็ถูกด่า
“เปล่า ข้าจะบอกว่าพวกนางช่างไร้เดียงสา”
ฝูเทียนเหวินโยนใส่เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟแทน ที่จริงเขาหมายถึงตัวเขาและเสวียนอิงที่อ่อนหัด แค่สตรีสองคนยังทำให้พวกนางคิดถึงไม่ได้ ช่างอ่อนหัดเสียจริง
“จัดการงานเสร็จแล้ว พรุ่งนี้คงต้องกลับเมืองหลวง รอหาวันว่างมาโรงน้ำชาของพวกนางละกัน”
เขาบอกเสวียนอิง เห็นอีกฝ่ายไม่โต้แย้งอะไรก็หมายความว่าเห็นด้วยกับคำพูดของเขา
ไว้ค่อยหาเวลาไปเยี่ยมพวกนางที่โรงน้ำชา
........
โรงน้ำชาอ้ายซิ่น
โรงน้ำชาเปิดใหม่ บรรยากาศร่มรื่นท่ามกลางสวนสไตล์จีนโมเดิร์นมินิมอล ของแต่งสวนดูเรียบง่ายแต่สวยงามแปลกตา มีสนามเด็กเล่นสำหรับเด็กตัวน้อย เครื่องเล่นแต่ละอย่างมีป้ายบอกวิธีการเล่นและข้อควรระวังไว้ชัดเจน
เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟสวมชุดสีแดงสดใส วันนี้เป็นวันเปิดร้านวันแรก โจวโหวหยวนจัดพิธีเปิดค่อนข้างเรียบง่ายแต่แขกที่มากลับอุ่นหนาฝาคั่ง
ส่วนใหญ่ก็คือคนที่รู้จักนับถือโจวโหวหยวนและฮูหยิน พวกเขามาเพื่อพบปะสังสรรค์ และก็อยากเห็นหน้าคร่าตาบุตรบุญธรรมทั้งสอง รวมถึงลิ้มลองอาหารที่ว่ากันว่าหารับประทานที่อื่นไม่ได้
ถ้าอยากลองต้องมาที่โรงน้ำชาอ้ายซิ่นเท่านั้น
ดังนั้นแขกที่มาวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ตั้งใจมาหรือว่าแขกที่ผ่านทางมา โจวโหวหยวนล้วนเชิญให้กินดื่มฟรี
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟเมื่อรับแขกสำคัญของบิดามารดาบุญธรรมเรียบร้อย พวกเธอก็ไปยังบริเวณปรุงอาหาร วันนี้แขกที่มาค่อนข้างเยอะ คนครัวที่จวนสกุลโจวจึงมาช่วยที่ร้านหลายคน
“คุณหนูจะทำอาหารอะไรเจ้าคะ”
ติงเซียงถามด้วยความกระตือรือร้น นางเห็นแขกเหรื่อมากมายแต่ละคนหน้าตายิ้มแย้ม ในใจจึงมีความสุขตาม
“ตำผลไม้รวม ตำข้าวโพดกุ้งสด ยำคอหมูย่าง ปีกไก่ทอด”
คืนวันก่อนเอ๋ยเอ้ยคุยกับบีลีฟ พวกเธอแค่เปิดโรงน้ำชาขนาดย่อมไม่ใช่ร้านอาหาร เมนูอาหารจึงเหลือเพียงไม่กี่อย่าง ให้สะดวกและรวดเร็วสำหรับแม่ค้าและลูกค้าที่มาใช้บริการ
อาหารก็จะมีซาลาเปา หมั่นโถว บะหมี่และก็พวกยำต่างๆ ทั้งยำแบบจีน ตำและยำแบบไทย แต่พวกเธอปรับรสชาติให้เผ็ดน้อยลง เพราะคนเมืองอิ๋นตูกินเผ็ดไม่ค่อยเก่ง
ผลไม้ที่ใช้ก็เป็นผลไม้ท้องถิ่น มีทั้งหยางเหมย ผูเถา(องุ่น) หมีโหวถาว (กีวี่) ผีผา ลี่จือ (ลิ้นจี่) ลูกท้อ ลูกพลับและหลงเหยี่ยน (ลำไย)
ที่สำคัญ เมื่อเป็นโรงน้ำชา ต้วนหยาอันจึงเลือกชาชื่อดังต่างๆ มาไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นชาเขียว ชาขาว ชาอู่หลง ชาเถี่ยกวนอิน ชาสมุนไพรและชาดอกไม้ผลไม้ที่นิยมกัน
“ถ้าไม่ติดว่ากลัวพวกขี้เมาอาละวาดก็อยากขายเหล้าอยู่นะ” บีลีฟบ่นกับเอ๋ยเอ้ย “ร้านเรากับแกล้มอร่อยเสียด้วย”
เอ๋ยเอ้ยหัวเราะชอบใจ “กินกับน้ำชาก็ดีอยู่แล้ว เหล้าน่ะ ไว้ชนแก้วกันเองสองคนก็พอ”
หญิงสาวมองตากันอย่างรู้ทัน พวกเธอรีบทำอาหารแล้วสั่งให้ติงเซียงและคนอื่นๆ ยกอาหารที่เสร็จแล้วไปวางที่โต๊ะของแขก ตอนแรกพวกเธอวางแผนไว้ว่าอยากทำแบบบุฟเฟต์ให้แขกตักอาหารด้วยตัวเอง แต่ว่ากลัวจะมีปัญหาเกิดขึ้น ยกเป็นโต๊ะใครโต๊ะมันปลอดภัยที่สุดแล้ว
เมื่ออาหารถูกจัดวาง แต่ละคนก็มองทันที ความสวยงามและสีสันของอาหารถูกจัดลงบนจานได้อย่างพิถีพิถัน รวมถึงกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ทั้งหมดนี้ล้วนกระตุ้นความอยากอาหารให้เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ตะเกียบถูกจับแล้วคีบใส่ปาก เสียงชมดังขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดสาย โจวโหวหยวนและต้วนหยาอันยิ้มแย้มพึงพอใจ พวกเขาพูดคุยกับแขกแต่ละโต๊ะด้วยความเพลิดเพลิน ส่วนเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟชะเง้อคอมองดูว่าอาหารจานไหนที่คนนิยมกินมากที่สุด โต๊ะที่ไกลจนมองไม่เห็นก็สั่งให้ติงเซียงและคนอื่นๆ ไปแอบดูเงียบๆ จากนั้นค่อยมารายงาน
“ว่าแล้วไม่มีผิด พวกผู้หญิงจะชอบตำผลไม้ ตำข้าวโพด ส่วนผู้ชายจะชอบยำคอหมู เด็กน้อยชอบไก่ทอด”
“บางคนสั่งข้าวสวยกับหมั่นโถวมากินด้วยกัน ไม่ต่างจากที่คิดเท่าไหร่”
พวกเธอต่างจดรวบรวมสิ่งที่พบเจอในวันนี้ ทั้งลักษณะวิธีการรับประทานอาหารของคนส่วนใหญ่ ความชื่นชอบส่วนตัวของบางคน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงในวันที่ขายวันแรกให้ดียิ่งขึ้น
แม้ว่าแขกส่วนใหญ่ต้องการมาพบกับโจวโหวหยวน แต่ก็มีแขกที่เป็นชายหนุ่มจำนวนมากมาเพื่อดูหน้าตาของเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟตามคำสั่งของผู้ใหญ่บ้านตน
พวกเขาเห็นหน้าตาที่ร่าเริงแจ่มใส กระตือรือร้นกระฉับกระเฉงของหญิงสาวต่างก็พึงพอใจอยู่ไม่น้อย เอ๋ยเอ้ยมีผิวขาวกระจ่างใส รูปร่างหน้าตางดงามตามความนิยมของบุรุษที่นี่ ส่วนบีลีฟแม้ว่าจะผิวสีแทน ผมเป็นลอนหยักศกเล็กน้อย ดูแปลกตาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการแปลกตาในแบบที่สวยงามดึงดูดใจของบุรุษที่พบเห็น
เดาได้ไม่ยากเลยว่าหลังจากนี้คงมีบุรุษมากมายมาอุดหนุนที่โรงน้ำชาแห่งนี้
อาหารอร่อย คนขายก็งาม ใครเล่าอยากปล่อยให้หลุดมือ
โจวโหวหยวนและต้วนหยาอันกวาดสายตาสอดส่องท่าทางของบุรุษแต่ละคน พวกเขาล้วนเป็นบุตรหลานของขุนนางหรือไม่ก็คหบดีที่มีชื่อเสียง มีความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ฉวยโอกาสกับสตรี ทำให้ทั้งคู่รู้สึกวางใจอยู่ไม่น้อย
ไม่มีอันธพาลก็ดีแล้ว
แต่ในบรรดาแขกเหรื่อของงานวันนี้ ก็มีบางคนที่ไม่ได้มาเพราะโจวโหวหยวนหรือหญิงสาวทั้งสอง แต่มาเพราะคำสั่งของเจ้านายบ้านตน
ให้มาจับตาดูบุตรบุญธรรมทั้งสองของโจวโหวหยวน หากมีสิ่งใดไม่ชอบมาพากลให้รายงานทันที ไม่สิ ถึงไม่มีสิ่งใดสะดุดตาน่าสงสัย แต่ก็ต้องรายงานทุกอย่างอยู่ดี
“เอ่อ สตรีในจวนใต้เท้า ใช่ว่าข้าจะไม่สนใจ” เขาพูดอ้อมแอ้ม ท่าทางเคอะเขินจนจับสังเกตได้ “หา พี่ชายข้าสนใจสตรีด้วยหรือ” เยว่ชุนน้องชายอุทานด้วยความตื่นเต้น “ข้าอยากเห็นจังว่าสตรีนางใดทำให้ภูเขาน้ำแข็งคนนี้หวั่นไหวได้” “เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่” ผู้เป็นมารดาหรี่ตาจับผิดบุตรชายบ้านตน “เอ่อ อันที่จริงข้าก็พานางมาที่นี่ด้วย เพียงแต่คืนนี้ให้นางพักที่โรงเตี๊ยม” เยว่ชิวตอบ ใบหูเริ่มแดงชัดเจน “ข้าอยากเห็นๆ” เยว่ชุนร้องโวยวายไม่ต่างจากเด็กน้อย&n
ความเดิมตอนที่แล้ว“ฮือ ฮือ ฮือ”เสียงร้องไห้ทั้งวันและเกือบทุกวันของติงเซียงรบกวนโสตประสาทของเยว่ชิว ชายหน้านิ่งที่ถูกสั่งให้เฝ้าห้องน้ำวัด“รบกวนเงียบได้หรือไม่” เขากล่าวเสียงเรียบกับสตรีน้อยด้านข้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดปากพูดกับหญิงสาว“ไม่ได้” ติงเซียงเงยหน้าจ้องมองเขาด้วยใบหน้าโศกเศร้าเจือหงุดหงิด“คุณหนูหายไปหลายวันแล้วไม่กลับมาสักที ข้าคิดถึง ใต้เท้าทั้งสองก็คงคิดถึงไม่ต่างกัน”“คุณหนูเจ้าแค่หายตัวไป ไม่ได้ตายเสียหน่อย”เยว่ชิวยังคงเอ่ยเสียงเรียบ ไม่สะทกสะท้านกับความน่าสงสารของสตรีเลยแม้แต่น้อย“ปากเสีย อย่าพูดเรื่องตายเชียวนะ ตบปากเจ้าซะ”
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟเมื่อถูกสามีตามไปเฝ้าถึงในห้องน้ำก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ถึงจะเป็นคนยุคใหม่ แต่เรื่องนี้มันก็น่าอายนะแต่เมื่อคิดว่าต่อไปในอนาคต หากสามีภรรยาไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจ็บป่วย ก็ต้องดูแลกันถึงในห้องน้ำอยู่ดี ดูแลกันแม้ยามเจ็บป่วยแก่เฒ่า อยู่ด้วยกันทั้งชีวิตพวกเธอจึงไม่ไล่สามีของตนออกจากห้องน้ำ เพียงแค่บอกให้เขายืนหันหลังก็พอหลังจากหญิงสาวทั้งสองทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว พวกเธอก็ออกมายืนพิจารณาหน้าห้องน้ำห้องน้ำทั้งสองห้องนี้ถูกสร้างไว้ด้วยความวิจิตรบรรจง ประตูและหน้าต่างถูกแกะสลักประณีตงดงาม ลวดลายที่ถูกแกะสลักก็หนีไม่พ้นนกยวนยาง (เป็ดแมนดาริน) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้ จับคู่เพียงตัวเดียวตลอดชีวิต“ประทับใจใช่หรือไม่” เสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเอ่ยถามภรรยาของตนพร้อมกันราวกับเตี๊ยมกันมา
กลับมาถึงเมืองอิ๋นตู ก็มีเรื่องต้องประหลาดใจ ความจริงก็ไม่ต่างจากที่เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟคาดไว้เท่าใดนักวันที่พวกเธอกลับมาถึงจวน เยว่ชิวหรือพี่หน้านิ่งก็จูงมือติงเซียงเข้ามาหาพวกเขาทั้งสี่และขออนุญาตแต่งงานโดยบอกว่าพวกเขาทั้งสองได้คบหาดูใจมาสักระยะหนึ่งแล้วได้ยินดังนั้น เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็รีบจูงติงเซียงออกมาซักถามเป็นการส่วนตัว“ตั้งแต่เมื่อไหร่” เอ๋ยเอ้ยเป็นคนเปิดประเด็กถามสาวใช้ตัวน้อยติงเซียงยืนบิดตัวด้วยความเขินอาย“ก็ตั้งแต่เฝ้าคุณหนูหน้าห้องน้ำน่ะเจ้าค่ะ” นางเงียบไปพักหนึ่งก่อนเล่าต่อ“ข้าร้องไห้หน้าห้องน้ำ พี่เยว่ชิวเลยคอยพาข้าเดินวนรอบวัด คนอื่นจะได้ไม่เข้าใจผิดคิดว่าญาติข้าเสียในห้องน้ำ”เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟนิ่งเงียบพร้อมกัน เธอควรขำหรือร้องไห้ตามดีพาไปเดินวนรอบวัดหรือพาไปเดินจงกรมกันแน่ ส่วนที่ว่าญาติเสียในห้องน้ำหมายถึงพวกเธอใช่หรือไม่เฮ้อ จะมีใครย้อนเวลามาทางนี้แบบพวกเธอบ้างช่างน่าอายเสียจริง“พวกเจ้าสองคนได้เสียกันหรือยัง” บีลีฟเปลี่ยนเรื่องถามเช่นผู้ใหญ่ถามเด็กอย่างไรเสียเธอก็อาบน้ำร้อนมาก่อนใบหูของติงเซียงเริ่มแดงขึ้นมาทันใดจากนั้นก็ลามไปทั่วใบหน้า หญิงสาวอ้ำๆ อึ้งๆ ก่อน
เมืองจินไห่ เมืองท่าติดทะเลริมชายหาดส่วนตัวแห่งหนึ่ง มีกระโจมสองหลังตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก กระโจมทั้งสองนี้หันหน้าเข้าหาทะเล ด้านหน้ากระโจมมีพรมผืนใหญ่ปูอยู่ บนพรมตั้งโต๊ะเตี้ย รอบล้อมด้วยเก้าอี้สี่ตัวพวกเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟมาฮันนีมูนนอกสถานที่กันเพียงสี่คน ไม่ได้ให้คนอื่นติดตามมาปล่อยให้พี่หน้านิ่งเยว่ชิวกับติงเซียงมีเวลากันมากขึ้น เผื่อจะมีข่าวดีเร็วๆ“สุกแล้ว”เอ๋ยเอ้ยส่งเสียงบอกแต่ละคน เธอหยิบปลาหมึกตัวใหญ่ที่ย่างจนสุกมาหั่นแล้วจัดใส่จานส่วนบีลีฟกำลังทำน้ำจิ้มซีฟู๊ดอย่างตั้งอกตั้งใจ สายตาเหลือบมองเสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเป็นระยะเห็นชายหนุ่มสองคนกำลังแกะหอยนางรมด้วยความขะมักเขม้นไม่รู้ว่าชอบกินหรือจะโด๊ปกันแน่เ
อีกฝั่งของป่า บนก้อนหินก้อนใหญ่ มีร่างของชายหนุ่มหญิงสาวนั่งพิงไหล่กัน มองดวงดาวที่ส่องประกายแสงบนท้องฟ้าท่ามกลางราตรีที่มืดมิด“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”ฝูเทียนเหวินบอกเอ๋ยเอ้ยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยอารมณ์คะนึงหา“ข้าก็คิดถึงเจ้า ว่าแต่ ข้าหายไปนานขนาดไหนหรือ”เอ๋ยเอ้ยถามสามีตน มือเล็กกอดแขนบุรุษไว้แน่นราวกับว่ากลัวจะต้องจากกันอีกครั้ง“ประมาณสี่เดือน” ฝูเทียนเหวินตอบ เป็นสี่เดือนที่ทรมานใจเหลือเกิน ภรรยาที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่กี่วันหายไปในเวลาที่ต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่ข้างนอกหากไม่ต้องทำงานเขาอยากจะเป็นคนเฝ้าห้องน้ำที่วัดเองด้วยซ้ำไปเอ๋ยเอ้ยซบไหล่ชายหนุ่ม ซักพักก็กอดเขา ฝูเทียนเหวินไม่รีรอรวบร่างของเธอในอ้อมแขนแล้วกอด







