LOGINพูดเสร็จเอ๋ยเอ้ยก็กึ่งเดินกึ่งกระโดดกลับมาที่ครัวด้วยใบหน้าสดใส แต่ติงเซียงปรี่มาหาเธอด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“คุณหนูพูดจาต่อปากต่อคำกับใต้เท้าฝูและใต้เท้าเสวียนมาหรือเจ้าคะ คราวหน้าอย่าทำเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ อันตรายไปแล้ว”
“อันตรายอย่างไร” สองสาวถามพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ก็ใต้เท้าฝูกับใต้เท้าเสวียนเป็นถึงรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร ตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต ใครพบเจอก็ต้องเกรงใจหลายส่วน แม้พวกท่านจะไม่ใช่คนเมืองอิ๋นตูแต่ก็น่าจะรู้เรื่องขององครักษ์เสื้อแพรอยู่บ้างนะเจ้าคะ” ติงเซียงพูดพลางลูบแขนตัวเองทำท่าขนลุกขนพอง
บีลีฟพยักหน้า “ก็พอรู้มาบ้างว่าฟังแค่คำสั่งฮ่องเต้ ใหญ่โตอวดเบ่งได้ไม่เบา แล้วทำไมไม่ใส่ชุดทำงานมาบ้างล่ะ อยากเห็นว่าจะสวยเหมือนในซีรีส์หรือเปล่า”
“โธ่ คุณหนูก็พูดเข้า อย่าพูดให้ใต้เท้าทั้งสองได้ยินเชียวนะเจ้าคะ” ติงเซียงทำเสียงกระซิบราวกับเกรงว่าเสียงของตนเองจะดังไปถึงโต๊ะของบุรุษที่ถูกกล่าวถึง
“แต่ข้าได้ยินแล้ว”
เสียงเคร่งขรึมดังขึ้นข้างหลัง แม้เสียงของหญิงสาวทั้งสามดังไปไม่ถึงโต๊ะที่พวกเขานั่ง แต่ผู้ที่ถูกพูดถึงกลับลุกมาพอดี
บีลีฟหันไปมองก็เห็นร่างสูงของเสวียนอิงยืนตระหง่านอยู่ด้านหลังไม่ไกลนัก
“อ๊ะ” เธอร้องตกใจ ก่อนที่จะปรับอารมณ์เป็นปกติ “ใต้เท้าจะเอาอะไรหรือเจ้าคะ”
“ที่นี่ไม่มีสุราหรือ อาหารร้านเจ้าเหมาะกับการกินคู่กับสุรา”
บุรุษกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาไม่ได้โมโหเรื่องที่กลุ่มสตรีกำลังนินทาอยู่ ใจนึกเพียงว่าเดินมาถึงครัวเพราะต้องการสิ่งใด
บีลีฟหัวเราะชอบใจ “ข้าก็ว่าอย่างนั้น เหลียงปั้นเข้ากับสุราอย่างมาก กินด้วยกันถึงจะอร่อย” เธอหรี่ตาจ้องมองบุรุษรูปร่างกำยำสูงใหญ่ราวกับพูดคุยกับคนกันเอง
“แต่ว่าที่นี่ไม่มีสุราหรอกนะเจ้าคะ ใต้เท้าเอาเงินมาเดี๋ยวข้าจะให้คนไปซื้อให้”
เสวียนอิงจ้องตาหญิงสาวกลับ “งั้นก็ฝากด้วย” เขาหยิบเงินยื่นให้หญิงสาวไม่มีอิดออด
เอ๋ยเอ้ยยืนมองอยู่ใกล้ๆ คิดในใจ คู่นี้จ้องตากันอีกแล้ว จ้องกันไปจ้องกันมา ได้กันแน่ๆ รับรองได้เลย
เมื่อเสวียนอิงเดินกลับโต๊ะแล้ว ติงเซียงก็กระซิบด้วยความวิตก “จะดีหรือเจ้าคะ คุณหนูจะให้ใต้เท้าทั้งสองดื่มสุราในร้าน”
บีลีฟอมยิ้ม นิ้วเรียวหยิกแก้มน้อยของนาง
“โถ เด็กโง่ หากที่ร้านเรามีรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรสองคนนั่งเฝ้าอยู่ทั้งวันใครจะกล้าก่อเรื่อง”
“อีกอย่าง เวลาผู้ชายโต๊ะอื่นเห็นพวกข้าพูดคุยกับโต๊ะนั้นนาน เขาจะได้ไม่กล้ามาตอแยยุ่มย่ามอีก บางคนนิสัยน่ารำคาญ ผู้หญิงไม่เล่นด้วยยังจะชวนคุยอยู่ได้”
พวกคุณชายโต๊ะอื่นทำได้ก็เพียงชวนพูดคุย บางคนชวนพวกเธอไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นสุภาพชน ไม่กล้าแสดงอาการไม่พอใจหรือวีนเหวี่ยงเมื่อไม่ถูกใจ
หากพวกเขาเห็นว่าเสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเป็นแขกพิเศษของโรงน้ำชาอ้ายซิ่น หลายคนก็อาจจะถอนตัวจากการเข้าหาหญิงสาว
“ถ้าพวกใต้เท้ารู้ว่าถูกคุณหนูหลอกใช้ต้องโกรธมากแน่ๆ” ติงเซียงยังทำเสียงหวาดกลัว
นางไม่รู้เลยว่า นี่ก็คือความตั้งใจแรกของบุรุษทั้งสอง พวกเขาตั้งใจมานั่งแช่ที่นี่ทั้งวันอยู่แล้ว เพื่อคอยจับผิดหญิงสาวและกันไม่ให้บุรุษอื่นเข้าใกล้
“ไม่ต้องพูดมาก หาคนไปซื้อสุราเลย” เอ๋ยเอ้ยสั่งสาวใช้ตัวน้อย
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ ข้าวิ่งไปเอง” ติงเซียงเสนอตัว นางคว้าเงินแล้ววิ่งออกจากร้านอย่างรวดเร็ว
........
ฝูเทียนเหวินกับเสวียนอิงนั่งอยู่ที่มุมเงียบๆ ของร้าน พวกเขากินไปพูดคุยกันไป สายตาก็คอยเหลือบมองผู้คนโต๊ะอื่นและจ้องมองเอ๋ยเอ๋ยกับบีลีฟอยู่เป็นระยะ
“ถ้าพวกเฮียแกไม่ได้ทำงาน ฉันคงคิดว่าพวกเขามานั่งแช่เพราะติดหญิง” เอ๋ยเอ้ยนั่งบริเวณครัวกระซิบกระซาบกับบีลีฟ
“ก็จริง แต่พอรู้ว่าเป็นองครักษ์เสื้อแพร นี่มาสืบคดีป่าวนะ คงไม่ได้สงสัยพวกเรานานขนาดนั้นมั้ง”
“แต่พวกเราก็น่าสงสัยจริงๆ น่ะแหละ”
“สงสัยก็สงสัยไป เราไม่ได้ทำผิดกฎหมายสักหน่อย”
........
เริ่มเข้าสู่ยามเซิน (15.00 – 16.59) พวกเธอจึงปิดร้าน แม้ว่าพวกฝูเทียนเหวินจะกินดื่มยังไม่เสร็จ แต่เอ๋ยเอ้ยก็สั่งให้ติงเซียงคอยอยู่เพื่อส่งแขกและเก็บร้าน
ส่วนพวกเธอทั้งสองไปยังลำธารที่อยู่ไม่ไกล ตั้งใจจะจับปูเพื่อดองน้ำปลา
ลำธารที่หญิงสาวมามีความกว้างไม่มากนัก น้ำในลำธารก็สูงเพียงแค่ระดับหน้าแข้ง มีก้อนหินใหญ่อยู่ประปราย ริมลำธารเป็นพื้นดินอ่อนนุ่มที่มีหญ้าต้นเตี้ยๆ ปกคลุม บรรยากาศให้ความรู้สึกน่านอนเล่นพักผ่อนอย่างยิ่ง
“นู่นๆ ซุกอยู่ตามโขดหิน” เอ๋ยเอ้ยชี้ให้บีลีฟดู
“ถอดรองเท้าก่อน”
บีลีฟพูดพลางนำเอ๋ยเอ้ยถอดรองเท้าถุงเท้าและถกชุดให้อยู่เหนือเข่า ก่อนจะค่อยๆ ก้าวลงน้ำอย่างระมัดระวัง ในมือของเธอแต่ละคนถือเครื่องจักสานลักษณะคล้ายข้องใส่ปลา
“แยกกันหานะจะได้หาได้เยอะๆ”
หญิงสาวพยักหน้าให้กัน คนหนึ่งเดินไปทางต้นน้ำ อีกคนเดินลงทางปลายน้ำ
........
“พักล้างหน้าก่อน”
ฝูเทียนเหวินจับเสวียนอิงนั่งลงกับพื้น ชายหนุ่มทั้งสองนั่งร่ำสุรากันหลายชั่วยามจนมึนเมาถึงได้ออกจากโรงน้ำชาอ้ายซิ่น
“พวกนางไม่ต้มน้ำแกงสร่างเมาให้ ใจดำเสียจริง อย่าให้เจอตัวนะ” เสวียนอิงวักน้ำล้างหน้าเพื่อให้รู้สึกตัวมากขึ้น
ขณะที่เขาพูดก็ได้ยินเสียงของบีลีฟพอดี “ข้าไปล่ะ”
เขายกฝ่ามือขึ้นมาตบใบหน้าสองสามครั้งแล้วลุกขึ้นเดินไปตามเสียงของบีลีฟ
ฝูเทียนเหวินถอนหายใจเอือมระอากับญาติผู้น้อง เขาเดินไปยังฝั่งตรงข้ามเพื่อหาที่นั่งพักผ่อน
........
ขณะที่เสวียนอิงเดินตามหาบีลีฟ สายตาก็เห็นร่างบางของหญิงสาวก้าวลงบนก้อนหินอย่างระมัดระวัง
“เจ้าน่ะ” เขาส่งเสียงเรียกหญิงสาว
บีลีฟที่กำลังตั้งสมาธิเมื่อได้ยินเสียงของเขาก็ตกใจ “ว้าย” เธอเสียหลักลื่นไถลบนก้อนหินที่อยู่ในลำธารนั้น
ก่อนที่ร่างบางจะหงายหลังลงน้ำ เสวียนอิงก็รีบพุ่งเข้ามารองรับทันเวลาพอดี
‘โครม’
คนทั้งสองตกลงสู่พื้นน้ำ ดีที่ระดับน้ำในลำธารบริเวณนี้สูงเหนือตาตุ่มเล็กน้อย เสวียนอิงก็โอบกอดบีลีฟไว้ในอ้อมแขน เธอจึงไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
เสื้อผ้าที่เปียกน้ำแนบตามลำตัว ร่างกายของทั้งสองทาบทับกันแนบชิด สายตาของหนุ่มสาวจ้องมองกัน นัยน์ตาของทั้งคู่มีประกายบางอย่างเกิดขึ้น เป็นความรู้สึกที่คนทั้งสองไม่อาจอธิบายได้ ที่รับรู้ได้ก็คือหัวใจที่เต้นโครมครามอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
‘บรรยากาศเป็นใจมาก บีลีฟเอ๋ย ถ้าแกไม่ฉวยโอกาสตอนนี้ก็หายากแล้วนะ’
ในหัวเธอมีแต่ภาพฉากพระเอกนางเอกในซีรีส์ลอยขึ้นมา สัญชาตญาณหญิงสาวบอกว่า ผู้ชายหน้าตาใช้ได้อยู่ตรงหน้า ไม่คว้าไว้ก็โง่น่ะสิ
‘ถ้าหลับตารอให้ถูกจูบ แต่ผู้ชายไม่รู้เจตนาก็อด แต่ถ้าจูบผู้ชายก่อนก็ไม่ดี’
บีลีฟขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ในชั่วพริบตาเธอก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
ร่างบางขยับภายในอ้อมแขนของชายหนุ่ม ยิ่งขยับก้อนเนื้อนุ่มสองก้อนก็ถูกับแผงอกแกร่งของเขา เธอแกล้งหยุดเมื่อริมฝีปากอวบอิ่มของตนซุกอยู่ในซอกคอของอีกฝ่าย
เสวียนอิงสะดุ้ง ความรู้สึกมึนศีรษะจากฤทธิ์ของสุราเมื่อถูกความอ่อนนุ่มทั่วทั้งร่างของหญิงสาวปลุกกระตุ้น เขาก็เริ่มขยับตัวตามสัญชาตญาณ
แขนแกร่งอุ้มร่างบางขึ้นเหนือน้ำไปนอนบนพื้นหญ้าริมลำธาร ริมฝีปากของเขาประทับลงบนริมฝีปากของเธอแผ่วเบาดุจแมลงปอแตะผิวน้ำ มือหนาลูบไล้ทั่วเรือนร่างอรชร
มือเรียวของบีลีฟก็ไม่อยู่นิ่ง เธอโอบกอดเขาราวกับกลัวว่าเขาจะผละออกจากตนเอง
‘จูบเป็นหรือเปล่าเนี่ย’ หญิงสาวรอจุมพิตที่ลึกซึ้งจากเขา เมื่อเห็นเขาค่อยๆ อ้อยอิ่งแตะบนริมฝีปากตน เธอก็เปลี่ยนเป็นเผยอปากแล้วงับริมฝีปากเขาแทน
เธอดูดเม้มริมฝีปากของเขาสักพักแล้วก็หยุด สายตายั่วเย้าแล้วจึงหันหน้าหนี
ยั่วให้อยากแล้วก็หยุด รอดูสิว่าเขาจะทำอย่างไรต่อ
เสวียนอิงที่กำลังเพลิดเพลินกับการถูกจุมพิต เขาลืมตามองดวงตาของอีกฝ่ายเมื่อเธอหยุดนิ่ง เห็นสายตาของเธอเขาก็ตีความได้ว่า เธอกำลังดูถูกเขาอยู่ว่า ‘ทำไม่เป็น’
บุรุษไม่รอช้า ส่งริมฝีปากของตนเข้าประกบริมฝีปากอวบอิ่มอีกครั้ง บดแนบริมฝีปากของอีกฝ่าย อ้าปากเล็กน้อย ทั้งดูดเม้มและขยับหามุม ปลายลิ้นก็ค่อยๆ สอดเข้าไปในปากของหญิงสาว
‘ต้องอย่างนี้สิ’ บีลีฟที่รออยู่ก่อนแล้ว เมื่ออีกฝ่ายส่งลิ้นอุ่นรุกล้ำเข้ามาภายในโพรงปาก เธอก็ขยับลิ้นของตัวเองเข้าไปสัมผัสกับลิ้นของเขา อวัยวะที่อ่อนนุ่มเกี่ยวกระหวัดกันอย่างดูดดื่มลึกซึ้ง
อุณหภูมิภายในร่างกายของคนทั้งคู่ค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ มือของแต่ละคนต่างปลดเปลื้องอาภรณ์ของอีกฝ่ายอย่างไม่อาย
เสวียนอิงมองผิวสีแทนของหญิงสาวที่อยู่ใต้ร่างตน เห็นหน้าอกที่อวบอิ่ม ก็กลืนน้ำลายอย่างลืมตัว
“เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว”
เขารู้ว่าหญิงสาวถึงวัยที่ออกเรือนได้แล้ว แต่หากอ่อนวัยกว่าเขามาก เขาก็ไม่อยากจะฉวยโอกาสล่วงเกิน
‘ถามอายุด้วยแฮะ’ บีลีฟรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เธอรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งแตกเนื้อสาว ต้องรักนวลสงวนตัวดีไหมนะ สายตาของเธอเริ่มกรอกซ้ายขวาไปมา
“ย่างเข้ายี่สิบสอง” เธอบอกเสียงเบา ในใจตุ้มๆ ต่อมๆ กลัวว่าเขาจะรังเกียจ ก็เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ในยุคปัจจุบันถือว่ายังเด็กอยู่ แต่สมัยนี้คือแก่มาก
“ข้ายี่สิบห้า” เขาตอบ ดวงตาคมของบุรุษจ้องมองใบหน้าที่เริ่มเขินอายของหญิงสาว จากนั้นก็มองทั่วเรือนร่างงาม
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าริมฝีปากและลำคอของตนเองแห้งผาก ร่างกายร้อนรุ่ม อวัยวะบางส่วนตื่นตัวราวกับต้องการทำบางสิ่งบางอย่าง
“ก็ไม่เด็กแล้ว โตพอแล้ว” เขาก้มลงกระซิบข้างหูหญิงสาว ริมฝีปากและปลายจมูกค่อยๆ สัมผัสที่ซอกคอเธอแล้วเลื่อนลงอย่างแผ่วเบา
“เอ่อ สตรีในจวนใต้เท้า ใช่ว่าข้าจะไม่สนใจ” เขาพูดอ้อมแอ้ม ท่าทางเคอะเขินจนจับสังเกตได้ “หา พี่ชายข้าสนใจสตรีด้วยหรือ” เยว่ชุนน้องชายอุทานด้วยความตื่นเต้น “ข้าอยากเห็นจังว่าสตรีนางใดทำให้ภูเขาน้ำแข็งคนนี้หวั่นไหวได้” “เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่หรือไม่” ผู้เป็นมารดาหรี่ตาจับผิดบุตรชายบ้านตน “เอ่อ อันที่จริงข้าก็พานางมาที่นี่ด้วย เพียงแต่คืนนี้ให้นางพักที่โรงเตี๊ยม” เยว่ชิวตอบ ใบหูเริ่มแดงชัดเจน “ข้าอยากเห็นๆ” เยว่ชุนร้องโวยวายไม่ต่างจากเด็กน้อย&n
ความเดิมตอนที่แล้ว“ฮือ ฮือ ฮือ”เสียงร้องไห้ทั้งวันและเกือบทุกวันของติงเซียงรบกวนโสตประสาทของเยว่ชิว ชายหน้านิ่งที่ถูกสั่งให้เฝ้าห้องน้ำวัด“รบกวนเงียบได้หรือไม่” เขากล่าวเสียงเรียบกับสตรีน้อยด้านข้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดปากพูดกับหญิงสาว“ไม่ได้” ติงเซียงเงยหน้าจ้องมองเขาด้วยใบหน้าโศกเศร้าเจือหงุดหงิด“คุณหนูหายไปหลายวันแล้วไม่กลับมาสักที ข้าคิดถึง ใต้เท้าทั้งสองก็คงคิดถึงไม่ต่างกัน”“คุณหนูเจ้าแค่หายตัวไป ไม่ได้ตายเสียหน่อย”เยว่ชิวยังคงเอ่ยเสียงเรียบ ไม่สะทกสะท้านกับความน่าสงสารของสตรีเลยแม้แต่น้อย“ปากเสีย อย่าพูดเรื่องตายเชียวนะ ตบปากเจ้าซะ”
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟเมื่อถูกสามีตามไปเฝ้าถึงในห้องน้ำก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ถึงจะเป็นคนยุคใหม่ แต่เรื่องนี้มันก็น่าอายนะแต่เมื่อคิดว่าต่อไปในอนาคต หากสามีภรรยาไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจ็บป่วย ก็ต้องดูแลกันถึงในห้องน้ำอยู่ดี ดูแลกันแม้ยามเจ็บป่วยแก่เฒ่า อยู่ด้วยกันทั้งชีวิตพวกเธอจึงไม่ไล่สามีของตนออกจากห้องน้ำ เพียงแค่บอกให้เขายืนหันหลังก็พอหลังจากหญิงสาวทั้งสองทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว พวกเธอก็ออกมายืนพิจารณาหน้าห้องน้ำห้องน้ำทั้งสองห้องนี้ถูกสร้างไว้ด้วยความวิจิตรบรรจง ประตูและหน้าต่างถูกแกะสลักประณีตงดงาม ลวดลายที่ถูกแกะสลักก็หนีไม่พ้นนกยวนยาง (เป็ดแมนดาริน) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรักแท้ จับคู่เพียงตัวเดียวตลอดชีวิต“ประทับใจใช่หรือไม่” เสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเอ่ยถามภรรยาของตนพร้อมกันราวกับเตี๊ยมกันมา
กลับมาถึงเมืองอิ๋นตู ก็มีเรื่องต้องประหลาดใจ ความจริงก็ไม่ต่างจากที่เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟคาดไว้เท่าใดนักวันที่พวกเธอกลับมาถึงจวน เยว่ชิวหรือพี่หน้านิ่งก็จูงมือติงเซียงเข้ามาหาพวกเขาทั้งสี่และขออนุญาตแต่งงานโดยบอกว่าพวกเขาทั้งสองได้คบหาดูใจมาสักระยะหนึ่งแล้วได้ยินดังนั้น เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็รีบจูงติงเซียงออกมาซักถามเป็นการส่วนตัว“ตั้งแต่เมื่อไหร่” เอ๋ยเอ้ยเป็นคนเปิดประเด็กถามสาวใช้ตัวน้อยติงเซียงยืนบิดตัวด้วยความเขินอาย“ก็ตั้งแต่เฝ้าคุณหนูหน้าห้องน้ำน่ะเจ้าค่ะ” นางเงียบไปพักหนึ่งก่อนเล่าต่อ“ข้าร้องไห้หน้าห้องน้ำ พี่เยว่ชิวเลยคอยพาข้าเดินวนรอบวัด คนอื่นจะได้ไม่เข้าใจผิดคิดว่าญาติข้าเสียในห้องน้ำ”เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟนิ่งเงียบพร้อมกัน เธอควรขำหรือร้องไห้ตามดีพาไปเดินวนรอบวัดหรือพาไปเดินจงกรมกันแน่ ส่วนที่ว่าญาติเสียในห้องน้ำหมายถึงพวกเธอใช่หรือไม่เฮ้อ จะมีใครย้อนเวลามาทางนี้แบบพวกเธอบ้างช่างน่าอายเสียจริง“พวกเจ้าสองคนได้เสียกันหรือยัง” บีลีฟเปลี่ยนเรื่องถามเช่นผู้ใหญ่ถามเด็กอย่างไรเสียเธอก็อาบน้ำร้อนมาก่อนใบหูของติงเซียงเริ่มแดงขึ้นมาทันใดจากนั้นก็ลามไปทั่วใบหน้า หญิงสาวอ้ำๆ อึ้งๆ ก่อน
เมืองจินไห่ เมืองท่าติดทะเลริมชายหาดส่วนตัวแห่งหนึ่ง มีกระโจมสองหลังตั้งอยู่ไม่ห่างกันนัก กระโจมทั้งสองนี้หันหน้าเข้าหาทะเล ด้านหน้ากระโจมมีพรมผืนใหญ่ปูอยู่ บนพรมตั้งโต๊ะเตี้ย รอบล้อมด้วยเก้าอี้สี่ตัวพวกเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟมาฮันนีมูนนอกสถานที่กันเพียงสี่คน ไม่ได้ให้คนอื่นติดตามมาปล่อยให้พี่หน้านิ่งเยว่ชิวกับติงเซียงมีเวลากันมากขึ้น เผื่อจะมีข่าวดีเร็วๆ“สุกแล้ว”เอ๋ยเอ้ยส่งเสียงบอกแต่ละคน เธอหยิบปลาหมึกตัวใหญ่ที่ย่างจนสุกมาหั่นแล้วจัดใส่จานส่วนบีลีฟกำลังทำน้ำจิ้มซีฟู๊ดอย่างตั้งอกตั้งใจ สายตาเหลือบมองเสวียนอิงและฝูเทียนเหวินเป็นระยะเห็นชายหนุ่มสองคนกำลังแกะหอยนางรมด้วยความขะมักเขม้นไม่รู้ว่าชอบกินหรือจะโด๊ปกันแน่เ
อีกฝั่งของป่า บนก้อนหินก้อนใหญ่ มีร่างของชายหนุ่มหญิงสาวนั่งพิงไหล่กัน มองดวงดาวที่ส่องประกายแสงบนท้องฟ้าท่ามกลางราตรีที่มืดมิด“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”ฝูเทียนเหวินบอกเอ๋ยเอ้ยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยอารมณ์คะนึงหา“ข้าก็คิดถึงเจ้า ว่าแต่ ข้าหายไปนานขนาดไหนหรือ”เอ๋ยเอ้ยถามสามีตน มือเล็กกอดแขนบุรุษไว้แน่นราวกับว่ากลัวจะต้องจากกันอีกครั้ง“ประมาณสี่เดือน” ฝูเทียนเหวินตอบ เป็นสี่เดือนที่ทรมานใจเหลือเกิน ภรรยาที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่กี่วันหายไปในเวลาที่ต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่ข้างนอกหากไม่ต้องทำงานเขาอยากจะเป็นคนเฝ้าห้องน้ำที่วัดเองด้วยซ้ำไปเอ๋ยเอ้ยซบไหล่ชายหนุ่ม ซักพักก็กอดเขา ฝูเทียนเหวินไม่รีรอรวบร่างของเธอในอ้อมแขนแล้วกอด







