Mag-log inปัจจุบัน
"เชิญครับคุณผู้หญิง"
เสียงการ์ดเปิดประตูพร้อมกับร่างบางของมินตราที่ก้าวเข้ามา ดึงคินน์กลับมาจากภวังค์
เขาวางแก้วไวน์ลง แล้วเงยหน้ามองเหยื่อที่เขาเฝ้าดูมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม... วันนี้เธอกำลังเดินเข้ามาในกรงขังของเขาด้วยขาของตัวเอง ตามแผนที่เขาวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบ
คินน์เหยียดยิ้มเย็น... แววตาวาวโรจน์ด้วยความสะใจ
ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความจริงนะ คุณหนูหยาง
"เชิญนั่งสิ"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูอย่างประหลาดดังขึ้นทำลายความเงียบ มินตราที่กำลังก้มหน้าด้วยความประหม่าค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียง... และวินาทีนั้น ลมหายใจของเธอก็สะดุดกึก
เบื้องหลังโต๊ะทำงานไม้สักทองขนาดใหญ่... ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำสนิทกำลังนั่งไขว่ห้างหมุนแก้วไวน์ในมือด้วยท่วงท่าทรงอำนาจ ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับรูปสลัก นัยน์ตาสีรัตติกาลที่ลึกล้ำดุจหลุมดำกำลังจ้องมองเธออยู่
"คุณ..."
มินตราอุทานเสียงแผ่ว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ภาพความทรงจำในร้านสะดวกซื้อกะดึกไหลย้อนกลับมาฉายชัดในหัวราวกับม้วนฟิล์ม...
...ผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ชอบมาซื้อบุหรี่ตอนตีสองเกือบทุกคืน... ...ลูกค้าหน้านิ่งที่ไม่เคยพูดอะไร นอกจากมองเธอจัดของด้วยสายตาแปลกๆ
เสียงวี๊ดว้ายกระตู้วู้ของเพื่อนร่วมกะดังแว่วเข้ามาในความทรงจำ
"แกๆ! มาแล้วๆ ลูกค้าหล่อเทพบุตรของฉันมาแล้ว!"
เสียงเพื่อนสาวพนักงานเซเว่นสะกิดแขนเธอรัวๆ ด้วยความตื่นเต้น แย่งกันชะโงกหน้ามองผ่านชั้นวางขนม
"ฉันจองนะเว้ย คืนนี้ฉันจะไปคิดเงินเอง"
"ไม่ได้ๆ คืนนี้เวรฉัน แกอย่ามาแย่ง"
มินตราจำได้ว่าเพื่อนๆ ในร้านต่างพากันแย่งมาเข้ากะดึก เพียงเพื่อจะได้เจอหน้าลูกค้าปริศนาคนนี้ แต่สำหรับเธอ... เธอไม่เคยเข้าใจความคลั่งไคล้นั้นเลย
"หล่อตรงไหนแก..."
มินตราในวันนั้นกระซิบแย้งเพื่อนพลางจัดขวดน้ำ
"หน้าซีดๆ นิ่งๆ แถมยังใส่ชุดดำทั้งตัว... น่ากลัวจะตายไป ยังกับพวกแวมไพร์ หรือแดร๊กคิวล่าอะไรพวกนั้น"
"ดูสายตาเขาสิ เย็นชาเหมือนคนตายเลยนะ"
แต่เพื่อนของเธอกลับหัวเราะคิกคัก พลางทำท่าเพ้อฝัน
"โอ๊ย ยัยมิน! แกนี่มันตาต่ำจริงๆ"
เพื่อนสาวบิดตัวไปมาด้วยความขัดเขิน
"ถ้าหล่อวัวตายความล้มขนาดนี้นะ... ต่อให้เป็นแวมไพร์ ฉันก็ยอมถวายคอให้กัดเลยย่ะ! ต่อให้เขาดูดเลือดจนหมดตัวก็ย๊อมมม!"
วูบ...
ภาพอดีตตัดจบลง กลับมาสู่ปัจจุบันที่แสนโหดร้าย มินตรามองชายตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวจนเลือดในกายเย็นเฉียบ... คำพูดเล่นๆ ของเพื่อนในวันนั้น กลายเป็นลางบอกเหตุที่แม่นยำจนน่าขนลุก
เขาเหมือน แวมไพร์ จริงๆ อย่างที่เธอเคยพูด หน้านิ่ง เย็นชา และกำลังจ้องมองเธอราวกับกระหายเลือด ผิดกันตรงที่... เธอไม่ได้ เต็มใจ ให้เขาดูดเลือดเหมือนที่เพื่อนเธอเคยพูดเล่นไว้
"จะมองหน้าฉันอีกนานไหม?"
คินน์เอ่ยถามเสียงเรียบ ปลุกมินตราให้ตื่นจากภวังค์ เขายกยิ้มมุมปาก ราวกับอ่านความคิดของเธอออก
"ทะ... ทำไม..."
มินตราพูดไม่ออก สมองสับสนไปหมด
"คุณคือ... ลูกค้าคนนั้น?"
คินน์แสยะยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ต่างจากตอนเจอกันที่ร้านสะดวกซื้อโดยสิ้นเชิง... มันไม่ใช่รอยยิ้มของลูกค้าผู้สุภาพ แต่เป็นรอยยิ้มของ นักล่า ที่ต้อนเหยื่อจนมุม
"ความจำดีนี่... น้องมิน"
เขาเรียกชื่อเล่นของเธอ... ชื่อเดียวกับที่ติดอยู่บนป้ายชื่อพนักงานร้านสะดวกซื้อ
"โลกกลมดีนะว่าไหม? เมื่อวานเธอยังคิดเงินค่าไฟแช็กฉันอยู่เลย... แต่วันนี้เธอกลับมายืนสั่นเป็นลูกนกอยู่ที่นี่"
"คุณ... คุณเป็นเจ้าหนี้ของพ่อเหรอคะ?"
มินตราถามเสียงสั่น ความกลัวเริ่มเข้าเกาะกุมหัวใจเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวได้ แสดงว่าที่ผ่านมา... เขาไม่ได้แค่บังเอิญไปซื้อของ แต่เขา จงใจ ไปดูว่าเธอทำงานที่ไหนงั้นเหรอ?
"นั่งลงก่อนสิ"
คินน์ผายมือไปที่เก้าอี้หนังฝั่งตรงข้าม แต่แววตากลับออกคำสั่งชัดเจน
"เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว... เกี่ยวกับ พ่อ ของเธอ"
"ข... ขอบคุณค่ะ"
เธอนั่งลงที่ขอบเก้าอี้อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว สองมือกอดซองเอกสารสีน้ำตาลไว้แน่นราวกับมันเป็นเกราะป้องกันตัวเพียงชิ้นเดียว
เธอพยายามหลบสายตาเขา แต่กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ที่ลอยมาจากตัวเขา กลิ่นเดียวกับที่ติดตัวลูกค้าปริศนาคนนั้น... ยิ่งตอกย้ำความจริงที่น่าหวาดหวั่น เธอไม่เคยลืมกลิ่นนี้เลย
"คุณชัย... พ่อของเธอสบายดีไหม?"
คินน์ถามด้วยการเริ่มบทสนทนา แต่คราวนี้มินตรารู้สึกได้ถึงนัยยะที่เย้ยหยันมากกว่าเดิม
เขายกแก้วไวน์ขึ้นจิบ สายตาคมกริบไล่มองใบหน้าสวยหวานอย่างจาบจ้วง เขาพิจารณาตั้งแต่ดวงตากลมโตที่สั่นระริก จมูกรั้นเชิดนิดๆ ไปจนถึงริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ... ทุกอย่างบนใบหน้าเธอช่างดูไร้เดียงสาจนเขานึกสมเพชในใจ
'ถ้าคนตระกูลหยางรู้ว่าแก้วตาดวงใจมาตายน้ำตื้นที่นี่จะเป็นอย่างไร'
"คะ... ค่ะ เอ้ย ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ค่ะ"
มินตราแก้คำพูดตัวเองด้วยความประหม่า เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามไรผม
"พ่อเครียดเรื่อง... เรื่องหนี้สินมาก ท่านเลยให้ดิฉันนำเอกสารนี้มาให้คุณคินน์พิจารณาค่ะ"
เธอยื่นซองเอกสารให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา
คินน์รับซองนั้นไปวางบนโต๊ะกระจกตรงหน้า แต่เขากลับไม่ได้เปิดมันดูทันที นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนหน้าซองเป็นจังหวะช้าๆ...
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงนั้นดังก้องในความเงียบ กดดันหัวใจคนฟังจนแทบหยุดเต้น
"เธอรู้ไหมมินตรา... ว่าในโลกธุรกิจ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ"
คินน์เอ่ยเสียงเรียบ โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยจนมินตราได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ "หนี้ห้าสิบล้าน... แลกกับลายเซ็นแกร๊กเดียว มันดูง่ายไปหน่อยไหม?"
"ตะ...แต่คุณพ่อบอกว่าคุยกับเลขาของคุณแล้ว..."
ใบหน้าหวานเริ่มซีดเผือด
"ท่านบอกว่าทางคุณยอมประนอมหนี้..."
[ ดาดฟ้าเรือยอชต์ส่วนตัว "The Queen" — กลางทะเลอ่าววิกตอเรีย — 3 เดือนต่อมา ]แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดแสงสีทองกระทบผืนน้ำทะเลเป็นประกายระยิบระยับ เรือยอชต์ลำหรูขนาดใหญ่แล่นตัดคลื่นลมอย่างนุ่มนวล มุ่งหน้าสู่เส้นขอบฟ้าที่ไร้ที่สิ้นสุด บรรยากาศบนเรือวันนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยความตึงเครียดหรือการหลบหนีเหมือนเมื่อ 6 ปีก่อน... แต่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแห่งชัยชนะและความสุขสมบูรณ์แบบ“ป๊ะป๋าเบลซ! รับนะฮะ!”เสียงตะโกนของ อาลัน ดังลั่น ก่อนที่เด็กชายวัย 6 ขวบจะกระโดดตีลังกาม้วนตัวจากชั้นสองของเรือลงสู่สระว่ายน้ำท้ายเรือด้วยท่วงท่าที่สวยงามและทรงพลังเกินเด็กตูม!“เยี่ยมมากไอ้เสือ! 10 คะแนนเต็ม!” เบลซ ที่ยืนถอดเสื้อโชว์กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ อยู่หน้าเตาบาร์บีคิว ปรบมือเชียร์ลูกชาย “ขึ้นมาเลย! เนื้อวากิวย่างเสร็จแล้ว!”ที่เก้าอี้ผ้าใบข้างสระ... เอริน นั่งจิบน้ำผลไม้ปั่นสวยๆ ใส่แว่นกันแดดอันโต โดยมี โซล คอยทาครีมกันแดดให้ที่แขนอย่างทะนุถนอม“ป๊ะป๋าโซลคะ... แดดแรงแบบนี้ค่ายูวีเท่าไหร่คะ?” เอรินถามเสียงเจื้อยแจ้ว“ประมาณ 6 ครับเจ้าหญิง...” โซลตอบยิ้มๆ “แต่ไม่ต้องห่วงนะ ครีมกันแดดสูตรพิเศษที่ป๊ะป๋าผสมเอง กันได้
การล้างแค้นของนางพญา (ต่อ)“พวกมันกำลังฉลองอะไร?” ซูหนี่เลิกคิ้ว“ฉลองที่ฆ่าผมได้สำเร็จไงครับ” คินน์ แสยะยิ้มมุมปาก นัยน์ตาวาวโรจน์ “ข่าวลือแพร่ไปแล้วว่าผู้นำ Devil's Den ถูกยิงตายที่โกดังร้าง... พวกมันเลยคิดว่าตอนนี้คุณไร้ทางสู้”เบลซ หักนิ้วดังกรอบแกรบ หยิบมีดพกขึ้นมาหมุนเล่น “งั้นเราไปเซอร์ไพรส์งานศพพวกมันกันหน่อยไหม? ผมเตรียมของขวัญไว้ให้แล้ว”ซูหนี่เดินไปหยิบปืนพกสีเงินกระบอกงามที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาตรวจสอบแม็กกาซีนด้วยท่าทางชำนาญ “ไปกันเถอะ ใครก็ตามที่มันกล้าแตะต้องลูกมังกร... มันต้องเจอกับแม่มังกร”[ Club 88 - โซน VVIP ชั้นดาดฟ้า - เวลา 22:00 น. ]เสียงเพลงแจ๊สบรรเลงคลอเบาๆ แชมเปญราคาแพงถูกเปิดฉลอง กรรมการหวัง นั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟาหนัง หัวเราะร่าเริงกับ ชายหน้ากากเงิน ที่ตอนนี้ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีแผลเป็นน่ากลัว“ฮ่าๆๆ! งานเยี่ยมมาก!” กรรมการหวังชนแก้ว “ไอ้คินน์ตาย... นังซูหนี่ก็เหมือนเสือสิ้นลาย พรุ่งนี้หุ้นหยางกรุ๊ปจะตกรูด แล้วฉันจะกว้านซื้อบริษัทคืนในราคาถูกๆ!”“เสียดายที่ไม่ได้ตัวเด็กมา...” มือปืนแสยะยิ้ม “แต่ได้ฆ่าหัวหน้า Devil's Den ก็คุ้มค่าจ้างแล้ว”“ดื่ม!
จู่ๆ ก็มีไอร้อนผ่าวพุ่งออกมาจากร่างกายของคินน์ ตรงจุดที่สัมผัสโดนน้ำตาและริมฝีปากของเอริน เลือดที่เคยไหลทะลักเริ่มหยุดชะงัก... เนื้อเยื่อที่ฉีกขาดเริ่มสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วด้วยตาเปล่า ราวกับมีการถักทอเซลล์ขึ้นมาใหม่ด้วยเวทมนตร์“เฮ้ย! นั่นมันอะไรวะ!” เบลซที่มองกระจกหลังอยู่ตะโกนลั่นจนรถเกือบเสียหลักโซลเบิกตากว้าง ขยับแว่นเพ่งมองปรากฏการณ์ตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน “ปฏิกิริยาเร่งการแบ่งตัวของเซลล์ระดับสูง... นี่มัน...”เอรินยังคงร้องไห้ ไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เธอรู้แค่ว่าเธออยากช่วยพ่อ น้ำลายและน้ำตาของเอรินที่เปรอะเปื้อนหน้าคินน์ ซึมซาบลงสู่ผิวหนัง... สีหน้าซีดเผือดของคินน์เริ่มกลับมามีเลือดฝาด ลมหายใจที่แผ่วเบาเริ่มกลับมาสม่ำเสมอและลึกขึ้นเฮือก!คินน์สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ดวงตาเบิกโพลง เขาลุกพรวดขึ้นนั่ง หอบหายใจถี่ๆ เหมือนคนที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำ ความเจ็บปวดเจียนตายเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง“คินน์!” ซูหนี่โผเข้ากอดเขาทันที ร้องไห้โฮด้วยความดีใจ “นายฟื้นแล้ว! นายไม่ตาย!”คินน์งุนงง จับที่หน้าอกและแผ่นหลังตัวเอง... แผลฉกรรจ์เมื่อครู่ หายไปจนสนิท เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ เท่า
[ ภายในรถ SUV หุ้มเกราะ – บนถนนมุ่งหน้าโรงพยาบาล — เวลา 19:10 น. ]บรรยากาศภายในห้องโดยสารอัดแน่นไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งและความตึงเครียดระดับวิกฤต เบลซ เหยียบคันเร่งจนมิดไมล์ เครื่องยนต์คำรามลั่นขณะรถพุ่งทะยานปาดซ้ายขวาด้วยความเร็วสูง เพื่อแย่งชิงลมหายใจของพี่ชายจากมือพญามัจจุราชที่เบาะหลัง... ร่างสูงใหญ่ของ คินน์ นอนหายใจรวยรินอยู่บนตักของ ซูหนี่ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยคมเข้มบัดนี้ซีดเผือดจนไร้สีเลือด ริมฝีปากเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำจากภาวะขาดออกซิเจนรุนแรงกระสุนปืนไรเฟิลเจาะเข้าที่กลางหลังทะลุปอด... ส่งผลให้เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาไม่หยุด แม้ โซล จะพยายามใช้ผ้ากอซกดปากแผลไว้อย่างสุดความสามารถ แต่ของเหลวสีชาดก็ยังซึมออกมาจนชุ่มมือที่สั่นเทาของเขา“คินน์... คินน์! มองหน้าฉันสิ! อย่าหลับนะ!” ซูหนี่ตะโกนเรียกสติทั้งน้ำตา มือบางที่เปื้อนเลือดประคองแก้มเขาไว้แน่น “โซล! ทำอะไรสักอย่างสิ! เขาจะหยุดหายใจแล้ว!”“ชีพจรอ่อนมาก...” โซลกัดฟันกรอด เหงื่อกาฬแตกพลั่กขณะเช็กสัญญาณชีพที่เริ่มแผ่วลงทุกวินาที “กระสุนตัดเส้นเลือดใหญ่และปอดฉีกขาด... เราต้องผ่าตัดเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเขาไม่รอดถึงโรงพย
[ ท่าเรือเก่า โกดังหมายเลข 12 - เวลา 18:30 น. ]สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้งราวกับฟ้าเป็นใจ บรรยากาศรอบโกดังเก่าทรุดโทรมริมอ่าววิกตอเรีย เต็มไปด้วยกลิ่นสนิมและคาวปลาจากทะเล เงาตะคุ่มของชายฉกรรจ์ติดอาวุธเดินลาดตระเวนอยู่รอบบริเวณอย่างหนาแน่นรถ SUV หุ้มเกราะสองคันจอดดับเครื่องซุ่มอยู่ในมุมมืดห่างออกไป 500 เมตร ภายในรถ... โซล กำลังรัวนิ้วบนคีย์บอร์ด ควบคุมโดรนขนาดจิ๋วให้บินเข้าไปสำรวจพื้นที่“มีศัตรูติดอาวุธสงคราม 20 คนรอบนอก... 10 คนข้างใน” โซลรายงานเสียงเครียด ภาพจากกล้องอินฟราเรดฉายขึ้นบนหน้าจอ “เป้าหมาย... อาลันและเอริน ถูกมัดอยู่กลางโกดัง ห้อยโตงเตงอยู่เหนือถังสารเคมี... และมีเด็กผู้ชายอีกคนน่าจะเป็นลูกของจิง ถูกมัดรวมอยู่ด้วย”“ไอ้สารเลว!” ซูหนี่ กำปืนในมือแน่น เมื่อเห็นภาพลูกถูกทรมาน “ฉันจะฆ่ามัน!”“ใจเย็นซูหนี่...” คินน์ วางมือบนไหล่เธอ แววตาคมกริบประเมินสถานการณ์ “นี่มันเป็นกับดัก... พวกมันจงใจเปิดพื้นที่โล่งให้เราบุกเข้าไป เพื่อจะตลบหลัง”“แล้วจะเอายังไง?” เบลซ ถามอย่างหัวเสีย นิ้วเคาะไกปืนกลเบาๆ “บุกเลยไหม? กูพร้อมระเบิดภูเขาเผากระท่อมแล้ว”“เราจะเล่นตามเกมมัน... แต่เล่นในแ
[ คฤหาสน์ตระกูลหยาง — เวลา 17:15 น. ]บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกดั่งขั้วโลกเหนือ โซล จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เขม็ง นิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะที่บ่งบอกถึงความเครียดขีดสุด จุดสีแดงกะพริบถี่ๆ บนแผนที่... มันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงออกจากห้างสรรพสินค้า แล้วมุ่งหน้าตรงกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลหยาง“มันกำลังมาที่นี่...” โซลพูดเสียงเรียบ “พิกัดของเอริน... หยุดอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านเราแล้ว”คินน์ และ เบลซ สบตากันทันที ความเข้าใจบางอย่างแล่นผ่านสายตาโดยไม่ต้องพูด“เตรียมรับแขก...” คินน์สั่งเสียงต่ำ มือกระชับปืนพกที่เอวแน่น[ โถงรับแขกใหญ่ — เวลา 17:20 น. ]ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออก พี่เลี้ยงจิง วิ่งถลากเข้ามาในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าฉีกขาดเล็กน้อย และใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา เธอทิ้งตัวลงคุกเข่ากลางห้อง ร้องไห้โฮอย่างน่าเวทนา“ช่วยด้วยค่ะ! คุณหนู! ท่านเจ้าสัว!” จิงกรีดร้องเสียงหลง “ช่วยคุณหนูอาลันกับคุณหนูเอรินด้วย! พวกมัน... ฮือๆ... พวกมันจับตัวไป!”ซูหนี่ ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สีหน้าเรียบเฉยจนน่ากลัว ข้างกายมีสามหนุ่มยืนคุมเชิงอยู่เงียบๆ“เกิดอะไรขึ้นจิง?” ซูหนี่ถามเสียงเย็น “ไหนบอกว่าพาเด็กๆ
ภาพในคลิปสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะแพนไปที่ใบหน้าของชัยที่กำลังร้องครวญครางจากการถูกชายฉกรรจ์รุมซ้อม จากนั้นกล้องก็หันกลับมา... เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคยพร้อมรอยยิ้มเย็นยะเยือก "อาเชน..." มินตราอุทานเสียงแผ่วจนแทบไม่มีใครได้ยินในคลิป เชนพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงความอำมหิต "ส
มินตราก้าวขึ้นรถลีมูซีนสีดำประตูรถปิดลง...ขบวนรถเคลื่อนตัวออกไป...ตัดขาดโลกของเขากับเธอออกจากกันตลอดกาลคินน์ยืนอยู่กลางล็อบบี้ที่ว่างเปล่าเช็คมูลค่า5,000ล้านบาทยังคงลอยอยู่แทบเท้าแต่เขาไม่สนใจมันเขามองไปที่ประตูที่มินตราเพิ่งเดินออกไป...มองไปจนกระทั่งขบวนรถลับหายไปในความมืด...มองไปจนกระทั่งแสงไฟท
"ใคร?" คินน์ถามเสียงห้วน "ไม่ทราบครับ แต่ดูเหมือนจะเป็น... คนจีน"คินน์แลกสายตากับเบลซและโซล ทั้งสามคนเข้าใจตรงกันทันที 'เจ้าสัวหยาง... มาถึงแล้ว'กึก... กึก... กึก... เสียงไม้เท้าหัวมังกรหยกกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะ ช้า หนักแน่น และทรงอำนาจ ประตูกระจกบานใหญ่ถูกการ์ดชุดดำผลัก
มินตราเผยอปากเล็กน้อย ส่งผ่านน้ำลายและความชุ่มชื้นจากโพรงปากของเธอไหลผ่านเข้าไปในปากของธีร์ เธอตั้งใจส่งผ่าน พลังชีวิต ให้กับเขาคินน์อยากจะเข้าไปกระชากเธอออก แต่ขาของเขากลับก้าวไม่ออก... เพราะลึกๆ แล้ว เขารู้ดีว่า... เธอไม่เคยจูบเขาแบบนี้ ไม่เคยจูบเขาด้วยความเต็มใจ... ไม่เคยจูบเขาเพื่อให้ชีวิต ทุก







