LOGINต่อหน้าไป๋เถียนและเกาจินซี ทั้งสองย่อมต้องรับปากอย่างดี ด้วยงานของไป๋เฉียนในราชสำนักจำต้องพึ่งบารมีของพี่ชายตนเอง แต่ลับหลังกลับเขียนจดหมายไปใส่ร้ายไป๋ถิงเหวินและไป๋อี้เหยาอยู่บ่อยๆ
และเงินที่ใช้จ่ายภายในจวนทั้งหมดล้วนมาจากการค้าของเกาจินซี ถึงแม้จะไม่ชอบลูกสะใภ้คนโตที่บุตรเลี้ยงหามาเองผู้นี้ แต่ฝูซื่อก็จำต้องยอมลงให้นางหลายส่วน
ไป๋อี้เหยานางไม่เหมือนพี่ชายของนางที่อารมณ์ร้อน ขาดการยับยั้งชั่งใจจนตกหลุมพรางของฝูซื่อและพานซื่ออยู่บ่อยครั้ง เขาคบหาสหายที่เป็นตัวสร้างเรื่องในเมืองหลวง
“เจ้าไม่ต้องพูดสิ่งใดแล้ว เมื่อกลับถึงจวนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”
ไป๋อี้เหยาเดินตามหลังพี่ชายกลับออกไปหาบ่าวที่รออยู่ด้านนอก “พี่ใหญ่ ท่านใกล้จะสิบแปดหนาวแล้ว อีกไม่กี่เดือนท่านต้องเข้าสอบจวี่เหริน ท่านตั้งใจเรียนเถิดเจ้าค่ะ”
“ข้ารู้แล้ว” น้องสาวเขาพูดวันละสามมื้ออาหาร เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร
“พี่รองจะเข้าสอบพร้อมกับท่านด้วย ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าหากท่านสอบไม่ผ่านและพี่รองสอบผ่าน ท่านจะถูกถากถางเพียงใด” อี้เหยากระตุ้นพี่ชายของนาง
“หึ สอบซิ่วไฉเมื่อปีที่แล้วผลเป็นเช่นใดเล่า ต่อให้ข้าไม่ทบทวนตำราก็ยังได้อันดับที่ดีกว่าเจ้าหัวทึบนั้น” เขาเบ้ปากอย่างดูแคลน เมื่อเอ่ยถึงไป๋หมิ่ง บุตรชายของบ้านรอง
“ข้ารู้ว่าท่านหัวดี แต่ก็ไม่อยากให้ท่านประมาทเจ้าค่ะ”
ไป๋ถิงเหวินหันมาดีดหน้าผากน้องสาวเบาๆ “เจ้าเลิกห่วงเรื่องเรียนของพี่ได้แล้ว เจ้าถูกใจคุณชายจวนใดบ้างแล้วหรือไม่ ปลายปีท่านพ่อ ท่านแม่จะกลับมาแล้ว ถึงตอนนั้นคงได้พูดคุยเรื่องหมั้นหมายของเจ้าเสียที” ปลายปีไป๋อี้เหยานางอายุได้สิบหน้าหนาวจะเข้าสิบหกหนาวแล้ว เมื่อบิดามารดากลับมาคงเริ่มพูดคุยเรื่องหมั้นหมายของน้องสาว จะเป็นการดีหากนางได้แต่งกับบุรุษที่พึงใจ
ไป๋อี้เหยาย่นจมูก นางลูบหน้าผากที่ถูกพี่ชายดีดไปด้วย “ข้าอยากอยู่ข้างกายท่านพ่อ ท่านแม่อีกสักสองปีเจ้าค่ะ”
“ต่อให้เจ้าไม่ออกเรือนไปชั่วชีวิต ข้าก็เลี้ยงดูเจ้าได้”
“ดีเจ้าค่ะ” ไป๋อี้เหยากอดแขนไป๋ถิงเหวินอย่างน่าเอ็นดู สองพี่น้องเดินไปได้ไม่ไกล รถม้าก็มาจอดรับพวกเขากลับจวน
ความสุขของสองพี่น้องหมดลงทันที เมื่อเดินเข้ามาภายในจวนตระกูลไป๋ เมื่อสาวใช้ของฝูซื่อมาดักรอทั้งคู่อยู่ที่หน้าประตูจวน
“คุณชายใหญ่ คุณหนูใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่ารอพวกท่านอยู่ที่ห้องโถงเรือนหลักเจ้าค่ะ”
“หึ เหยาเหยา เจ้ากลับเรือนพักของเจ้าไปเถิด พี่ไปเพียงผู้เดียวก็พอ คนที่ท่านย่าต้องการพบคงเป็นข้าไม่ใช่เหยาเหยากระมัง” ประโยคหลังไป๋ถิงเหวินหันไปถามสาวใช้ของฝูซื่อ
“ฮูหยินผู้เฒ่ากำชับว่าต้องให้คุณหนูใหญ่ไปพบให้ได้เจ้าค่ะ” สาวใช้เอ่ยขัดอย่างเกรงกลัว
ต่อให้ผู้เป็นนายของนางจะเป็นฝูซื่อที่คุมอำนาจทั้งหมดในจวนตอนนี้ แต่นางก็ไม่กล้ากับไป๋ถิงเหวินอยู่ดี
“ไปเถิดเจ้าค่ะ” ไป๋อี้เหยาดึงแขนพี่ชายของนางให้ออกเดิน เมื่อเห็นเขาทำท่าจะไม่ยอมให้นางตามไปถูกตำหนิด้วย
แต่ภายในห้องโถงไม่ได้มีแค่ฝูซื่อและพ่นซื่อนั่งรอตำหนิสองพี่น้องเช่นทุกที แต่ครั้งนี้ภายในห้องโถงมีบุรุษวัยเดียวกับไป๋ถิงเหวินนั่งอยู่ด้วย
“พวกเจ้ากลับมาแล้วหรือ” ฝูซื่อยิ้มแย้มทักทายหลานทั้งสอง แม้แววตาของนางจะไม่มีรอยยิ้มออกมาก็ตาม
ไป๋ถิงเหวินคร้านจะแสดงงิ้วเช่นที่ท่านย่าผู้แสนดีทำ แต่เมื่อมีมือของน้องสาวคอยกระตุกแขนเสื้อของเขาอยู่ เขาจึงเอ่ยตอบนางด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ขอรับ ไม่รู้ว่าท่านย่ามีแขก หากเป็นเช่นนั้นไว้ข้าจะพาน้องสาวมาพบท่านในภายหน้าขอรับ” เขาเตรียมจะดึงมืออี้เหยาให้กลับเรือนพัก แต่เสียงของพานซื่อก็เอ่ยรั้งเอาไว้ก่อน
“แขกเหรื่ออันใดกัน อาซุน หลานชายข้าเอง พวกเจ้ามาทำความรู้จักกันไว้ก่อน อาซุนจะมาพักอยู่ที่ตระกูลไป๋เพื่อรอสอบจวี่เหรินด้วย”
ไป๋ถิงเหวินหรี่ตามอง พานเหิงซุนอย่างมุ่งร้าย เพราะสายตาที่เขาจ้องมองมาที่อี้เหยาเปิดเผยออกมาหมดว่าต้องการสิ่งใด
พอแขนเสื้อถูกกระตุกอีกครั้งไป๋ถิงเหวินก็ก้มหน้าเก็บซ่อนสายตาของตนเอง “คุณชายพาน” เขาเอ่ยเรียกเสียงเย็น อี้เหยาก็เอ่ยเรียกเช่นกัน
“คุณชายใหญ่ไป๋ คุณหนูใหญ่ไป๋ ข้าคงต้องคำชี้แนะจากพวกท่านอีกมากขอรับ”
“หึหึ คงไม่ต้องถึงมือข้าสองพี่น้องกระมัง อาหมิ่งกับเจียวเจียวคงจะแนะนำเจ้าได้ดีกว่า” ไป๋ถิงเหวินกดยิ้มเย็นที่มุมปาก เขาจะไม่ยอมให้พานเหิงซุนเข้าใกล้น้องสาวเป็นอันขาด
“เออ...” พานเหิงซุนเองก็ตกตะลึงไม่น้อย แม้จะได้รับคำเตือนเรื่องนิสัยของไป๋ถิงเหวินมาแล้ว แต่ไม่คิดว่าเพียงเจอกันครั้งแรกก็แสดงความร้ายกาจใส่เขาแล้ว
“พี่ใหญ่คงเห็นว่าพี่รองกับเจียวเจียวเป็นญาติใกล้ชิดกับท่านมากกว่า คงจะแนะนำเรื่องต่างๆ ในเมืองหลวงได้ดีกว่าพวกข้าสองพี่น้อง อีกอย่าง...” นางยิ้มหวานหันไปมองฝูซื่อและพานซื่อ “พี่รองเฉลียวฉลาดกว่าพี่ใหญ่มากนัก คงช่วยท่านทบทวนตำราได้ดียิ่งเจ้าค่ะ” นางเน้นคำว่าเฉลียวฉลาดและดียิ่งเข้าไป ฝูซื่อและพานซื่อจะไม่รู้เลยหรือว่าไป๋อี้เหยากำลังถากถางความรู้อันน้อยนิดของไป๋หมิ่งอยู่
“เหยาเหยาพูดได้ดี พวกข้าเพิ่งกลับมาจากด้านนอก คงต้องขอตัวกลับเรือนพักก่อน คุณชายพานท่านตามสบายเถิด”
เกาจินซีประคองใบหน้าของสามีเอาไว้ “ยี่สิบปีที่รู้จักท่าน ไม่มีวันใดที่ข้านึกเสียใจเลยสักวัน” พอสิ้นคำริมฝีปากของทั้งสองก็ประกบเข้าหากัน จุมพิตอันเร่าร้อนสิ้นสุดลง เมื่อรถม้าจอดลงที่หน้าประตูจวนไป๋หลังจากนั้นไม่นานเมื่อเซียวหานจวินสอบผ่านจิ้นซื่อจนได้เป็นจอหงวนท่ามกลางสายตาเหลือเชื่อของคนทั่วเมืองหลวง ทางวังหลวงก็ส่งเจ้ากรมพิธีการมาประกาศราชโองการสมรสระหว่างเขากับไป๋อี้เหยาไป๋เถียนถูกแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมศาลต้าฉีทำงานอยู่ในเมืองหลวงไม่ต้องเดินทางตรวจสอบขุนนางทั่วแคว้นอีกแล้ว บ่อยครั้งที่ฉีหมิงฮวนและเซียวฮองเฮาเรียกตัวซีซีเข้าไปสนทนาในวังหลวง ขุนนางทั่วเมืองหลวงไม่มีคนใดไม่อิจฉาสองสามีภรรยาตระกูลไป๋ที่ได้รับความเมตตามากเพียงนี้แต่ถ้ารู้ว่า...ฉีหมิงฮวนฮ่องเต้ที่คนทั่วแคว้นต้องหมอบกราบถูกซีซีทุบตีเกือบทุกครั้งที่เรียกตัวนางเข้าวัง ไม่รู้ว่าจะทำหน้ากันเช่นใดฉีหมิงฮวนถึงแม้จะรู้ว่าซีซีนางกลายเป็นผู้ฝึกตนไปแล้ว แต่เขามิคิดที่จะกลายเป็นผู้ฝึกตนเช่นนาง เพราะรู้ดีว่าตำแหน่งที่ตนนั่งอยู่มิอาจจะยึดครองเอาไว้เพียงผู้เดียวได้ ย่อมต้องเปลี่ยนให้พระโอรสของตนขึ้นมานั่งแทนซีซีกับไป๋เถียนหลังจากที่ไป
ซีซีเริ่มหมดความอดทน ตั้งแต่เห็นหน้าจ้าวกงกงนางก็อยากจะถอยหลังกลับแล้ว นางดึงไป๋เถียนให้ลุกขึ้นยืน “ต้องให้ข้าพูดเช่นใด หรือต้องลงมือทุบตีท่านเล่า ถึงจะทำให้ท่านพอใจ” นางถลึงตามองเขา“เออ...นี่มันเรื่องอันใดกันซีซี” ไป๋เถียนอดที่จะเอ่ยถามไม่ได้“จ้าวกงกงพาสามีข้าไปนั่งรอก่อน”“ขอรับ” จ้าวกงกงรีบดึงตัวไป๋เถียนที่ดูเหมือนจะไม่ยอมถอยไป ให้ออกเดิน“ท่านจะตามหาข้าเพื่ออันใด ในเมื่อข้าพูดกับท่านไปแล้วไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่แต่งเป็นอนุของท่าน เหอะ...เดิมข้าก็คิดว่ามีฮูหยินเพียงผู้เดียวแต่นี่...” ซีซีหวนนึกถึงเรื่องเก่าก็โมโหขึ้นมา“โอ๊ยยย เบามือหน่อย...อย่าให้โดนหน้าข้า” ฉีหมิงฮวนร้องเสียงหลง คนด้านนอกได้แต่ตกใจจะเข้ามาช่วยเหลือ แต่ถูกจ้าวกงกงเอ่ยห้ามเอาไว้ไป๋เถียนเองก็ตกตะลึงเช่นกัน ไม่คิดว่าภรรยาของตนจะกล้าลงมือกับฮ่องเต้ “นางทุบตีฝ่าบาทหรือ”“ครั้งที่สองแล้วขอรับ” จ้าวกงกงอมยิ้มมองไป๋เถียนทุบตีจนหนำใจซีซีก็นั่งลงดื่มชาโดยมีฉีหมิงฮวนนั่งหน้าเขียวช้ำอยู่ด้านข้าง“ผ่านมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ท่านอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องเก่าขึ้นมาอีกเป็นอันขาด หากข้ารู้ว่าเจ้าเด็กแซ่เซียวนั้นเป็นบุตรชายของท่าน อย่างไร
ไป๋เถียนและซีซีพาบุตรทั้งสองติดตามไปตรวจสอบขุนนางทั่วแคว้น พอไป๋ถิงเหวินอายุได้สิบหนาวก็ถูกทิ้งเอาไว้ที่เมืองหลวงโดยมีเกาสืออยู่ข้างกายคอยดูแลเพื่อให้เขาเข้าเรียนในสำนักศึกษาเช่นเด็กวัยเดียวกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไป๋ถิงเหวินคบหาเซียวหานจวินเป็นสหาย ถึงแม้ทั้งสองจะกลายเป็นอันธพาลตัวน้อย แต่หากไม่ถูกหาเรื่องก่อนทั้งสองก็ไม่คิดจะทุบตีผู้ใด เกาสือจึงรายงานบ้างไม่รายงานบ้างให้ซีซีรู้ เพราะถึงรู้นางก็ไม่คิดที่จะว่าบุตรชายของนางเมื่อมีเหตุผลมาโต้แย้งนางมากพอไป๋อี้เหยายังคงอยู่ข้างกายบิดามารดา จนนางอายุสิบสี่หนาวก็คร้านที่จะติดตามไปทั่วแล้ว อีกเหตุผลคืออยากอยู่ข้างกายพี่ชายคอยห้ามปรามมิให้เขาทำตัวเหลวไหลก่อนจะทิ้งบุตรทั้งสองให้อยู่ที่จวน ซีซีเตือนนางพานซื่อและนางฝูซื่อเอาไว้แล้วว่าหากรักแกบุตรของนาง เมื่อนางกลับมาจะคิดบัญชี แต่พวกนางคงคิดว่าซีซีนางอยู่ข้างนอกคงไม่รู้เรื่องราวภายในจวนมากนัก เมื่อรังแกเด็กทั้งสองบ่อยเขาแต่ไม่ได้รับจดหมายจากไป๋เถียนหรือซีซีก็ยิ่งได้ใจ คอยเรียกมาตำหนิ ถากถางอยู่บ่อยครั้งจนเมื่อซีซีนางกลับมาเมืองหลวง ด้วยรู้ว่าครั้งนี้ฮ่องเต้คงแต่งตั้งไป๋เถียนอยู่เมืองหล
“ไม่ทำอันใด บุตรชายข้าจะเป็นอันธพาลก็ย่อมได้ ในเมื่อ...มีข้าคอยหนุนหลัง”“เพ้ย!!! ความคิดอันใดของท่านกัน ข้าจะพูดกับพี่เถียนให้เขาสั่งสอนบุตรชายของเขาให้ดี”“หึหึ ข้าก็คิดว่าเจ้ามาเรือนข้าเพื่ออยากพูดกับข้าเสียอีก ที่แท้...ก็อยากพูดกับสามีข้า”“จะ เจ้า...” ฝูเจินใบหน้าแดงก่ำไปด้วยความอาย “ข้าจะรอดูว่าต่อไปบุตรชายของเจ้าจะกลายเป็นอันธพาลหรือไม่”“รอดูได้เลย ข้าจะสอนให้เขาเป็นอันธพาลเอง เหวินเออร์...ต่อไปเจ้าไม่ชอบผู้ใดก็ตีปากมันไปเลย แม่มีเงินจ่ายค่าเสียหาย” ประโยคหลังซีซีนางหันไปพูดกับบุตรชายวัยสามหนาวของนาง“ขอรับ” ไป๋ถิงเหวินยิ้มกว้างจนเห็นฟันไม่กี่ซี่ของเขาให้มารดาดูฝูเจินจำต้องกลับไปเพราะไม่อาจหาคำมาโต้เถียงกับซีซีได้ ไป๋เถียนกลับมาถึงจวนก็ถูกนางพานซื่อเรียกไปสนทนาเรื่องเด็กทั้งสองคนที่มีเรื่องกันยกใหญ่“เจ้าพูดจริงหรือว่าจะเลี้ยงให้เหวินเออร์เป็นอันธพาล” เขาถอดเสื้อคลุมออกรับตัวไป๋ถิงเหวินที่อ้าแขนให้บิดาอุ้มแล้วถามซีซีไปด้วย“จริง ข้าเป็นเจ้าสำนักหยวนซี บุตรชายข้าจะไม่เป็นอันธพาลน้อยได้อย่างไร จริงหรือไม่เหวินเออร์” นางบีบแก้มบุตรชายเบาๆไป๋เถียนส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ “ซีซี เจ้
กลับมาเมืองหลวง ซีซีนางยังได้รู้ข่าวใหญ่ที่กำลังลือกันอยู่ตอนนี้ ถึงแม้นางจะรู้เรื่องราวทั้งหมดโดยละเอียดแล้ว แต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นใดเซียวฮองเฮาคลอดพระโอรสองค์ที่สามออกมาแต่สิ้นพระชนม์สร้างความเศร้าโศกให้พระนางเป็นอย่างมาก จนต้องรับตัวหลานชาย เซียวหานจวิน ที่สูญเสียบิดาในสนามรบและสูญเสียมารดาจากการตรอมใจเข้ามาเลี้ยงดูในวังหลวง ถึงแม้ความเป็นจริงเซียวหานจวินจะเป็นพระโอรสที่เซียวฮองเฮาทรงประสูติด้วยตนเอง แต่เพราะตระกูลเซียวยอมสละชีพในสนามรบบุรุษตระกูลเซียวไม่มีผู้ใดเหลือรอด จึงยอมยกพระโอรสองค์ที่สามให้ใช้แซ่เซียว เรื่องนี้คนที่รู้มีเพียงไม่กี่คนนางกำนัล และหมอตำแยที่ทำคลอดในคืนนั้นล้วนถูกปิดปากจนสิ้น แม้แต่สาวใช้ในจวนตระกูลเซียวที่รู้เห็นการสับเปลี่ยนตัวทารกก็ไม่อาจรอดชีวิตไปได้เช่นกัน ฮ่องเต้ยอมจ่ายทองหลายหีบใหญ่เพื่อให้สำนักหยวนซีห้ามขายข่าวสำหรับขุนนางที่อยากรู้อยากเห็น ซีซีที่เป็นถึงเจ้าสำนักนางย่อมต้องรู้เรื่องทั้งหมดก่อนที่ไป๋ถิงเหวินจะครบหนึ่งหนาว อาการป่วยของผู้เฒ่าไป๋ก็ทรุดหนักลง ไป๋เถียนที่ตรวจสอบขุนนางอยู่ต่างเมืองต้องรีบเดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อมาดู
หากเสี่ยวหยวนไม่เตือนว่ากลัวคุณชายจะหนาวทั้งสองก็คงยังไม่ขึ้นจากน้ำ พอซีซีนางอุ้มเด็กทารกออกจากมิติไป เกาสือกับเกาจิ่วก็กระโดดตัวลอยก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว“คลอดแล้วหรือขอรับ เช่นนั้น...หมอตำแยที่เตรียมเอาไว้”“พานางไปส่ง มอบเงินค่าแรงให้นางไปด้วย” ไป๋เถียนสั่งความกับเกาจิ่วบุตรชายของไป๋เถียนและซีซีมีนามว่า ไป๋ถิงเหวิน เขาต่างจากเด็กทารกที่เพิ่งเกิดไม่น้อย นอกจากกินแล้วนอนน้อยครั้งนักที่จะเห็นเขาร้องงอแง พอไป๋ถิงเหวินอายุได้สามเดือน ไป๋เถียนก็เดินทางกลับเมืองหลวงพอเดินทางมาถึงเมืองหลวง ไป๋เถียนนำหลักฐานที่ตรวจสอบมาได้ไปส่งที่กรมตุลาการ สองแม่ลูกจึงกลับไปที่ตระกูลไป๋ก่อน เมื่อก้าวเท้าเข้าจวนก็ต้องพบความวุ่นวายด้านในทันทีเกาสือรีบเดินเข้าไปถามบ่าวหน้าประตู “ด้านในเกิดเรื่องใดขึ้น”“ฮูหยินรองกำลังจะคลอดแล้วขอรับ” ฮูหยินใหญ่รีบเข้าไปเถิดขอรับ”“กลับเรือนก่อน เหวินเออร์คงอยากจะนอนพักแล้ว นางคงยังไม่คลอดหรอกรอคลอดข้าค่อยไปดู” เกาสือจึงสั่งให้คนรีบช่วยขนของเข้าไปด้านในซีซีพาไป๋ถิงเหวินไปพบผู้เฒ่าไป๋ที่ตอนนี้ลาออกจากขุนนางมารักษาตัวอยู่ที่จวน“ท่านพ่อ ข้าพาเหวินเออร์มาพบท่านเ







