LOGINมื้อเย็นวันนี้ชิงเหยาเข้าครัวทำอาหารด้วยตัวเอง เพราะนึกถึงรสชาติอาหารในโลกก่อน นางจึงให้ชิงม่านสั่งโรงครัวเตรียมวัตถุดิบตามต้องการเอาไว้
โดยชิงเหยานึกอยากกินอาหารแบบตะวันตกมากจึงลงมือทำสเต๊กเนื้อราดซอสเห็ดพริกไทยดำด้วยตนเอง
นอกจากนั้นยังทำสลัดผักผลไม้ราดด้วยน้ำสลัดรสเปรี้ยวอมหวานซึ่งทำขึ้นมาง่ายๆจากไข่ไก่ ใส่เกลือ พริกไทย น้ำตาล น้ำส้มสายชู น้ำมะนาวและน้ำมันพืช
ข้อดีของวังหลวงคือไม่ว่าวัตถุดิบหายากราคาแพงเพียงใดก็มีคนจัดสรรมาให้นางอย่างครบถ้วน
อย่างสุดท้ายชิงเหยาทำซุปเห็ดที่ใช้นมวัวมาเป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงแต่ง มีกลิ่นหอมและหน้าตารสชาติอร่อยแปลกประหลาดจนพ่อครัวในวังหลวงต่างพากันสนใจ
โดยชิงเหยาใจดีสอนวิธีปรุงอาหารให้แก่เหล่าบรรดาพ่อครัวหลวง พร้อมทำเผื่อให้ได้ลิ้มชิมรสชาติอาหารฝีมือนางดูด้วย ซึ่งทุกคนล้วนแล้วแต่ถูกใจในหน้าตา รสชาติแปลกใหม่และชอบมันมากทีเดียว
ตั้งแต่ชิงเหยาเข้ามาอยู่ตำหนักชิงอ๋อง นางทำตัวเป็นกันเองกับนางกำนัลและบ่าวรับใช้ข้าหลวงทั่วไป ไม่ถือตัว มีน้ำใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส รู้จักแบ่งปัน ทั้งยังมักจะเข้าครัวทำอาหารทานเองอยู่บ่อยครั้ง
ที่สำคัญยังชอบทำอะไรด้วยตัวเองเสียส่วนใหญ่ โดยมีเพียงนางกำนัลคนสนิทอย่างชิงม่านคอยรับใช้ข้างกายเท่านั้น
แม้นจะมีผู้คนนินทาว่าร้ายชิงเหยาแทบทุกวัน หากแต่ก็มีอีกหลายส่วนที่ชื่นชมยกย่องนับถือนางเช่นกัน
“สินจง เจ้าว่าคุณหนูรองสกุลเสิ่นเป็นคนอย่างไร เสแสร้งแสดงตบตาผู้คนเก่งหรือไม่”
ฟางหรงเอ่ยปากถามคนสนิทหลังจากได้รับรายงานเกี่ยวกับชิงเหยาโดยละเอียดตั้งแต่วันแรกที่นางสมรสเข้ามาอยู่ในตำหนักชินอ๋อง
“หม่อมฉันรู้สึกว่านางเหมือนจะไม่ได้เสแสร้งนะพ่ะย่ะค่ะ” สินจงที่เรียกได้ว่าเกิดและเติบโตขึ้นมาในวังหลวงพร้อมๆกับฟางหรง พบเจอผู้คนจอมปลอมเสแสร้งร้ายกาจมากมายเอ่ยตอบกลับไป
“แม้นแต่เจ้าที่เติบโตมาด้วยกันและติดตามข้ามานานก็ยังโดนนางหลอกได้”
“สินจงข้าบอกไว้เลยนะว่าอย่าได้ไว้ใจสตรีเจ้าเล่ห์เช่นนั้น คอยดูกันต่อไปเถอะ” ฟางหรงเอ่ยอย่างผู้ที่ไม่ไว้วางใจผู้ใดโดยง่าย
ในขณะที่สินจงทำท่าว่าจะเอ่ยโต้แย้งกลับไปแต่ก็หยุดชะงักไว้ เพราะความไม่เชื่อใจไว้ใจผู้อื่นทำให้ท่านอ๋องของเขารอดพ้นจากความตายมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วจริงๆ ระแวดระวังตัวเอาไว้นับว่าเป็นเรื่องดี
ยามเซิน(15:00 – 17:00) ฟางหรงได้ยินว่าชิงเหยาเข้าครัวทำอาหารทานเองเป็นที่เลื่องลือในหมู่พ่อครัวหลวงไม่น้อย
เขาจึงคิดสนใจ หลังเสร็จสิ้นจากงานราชกิจสำคัญจึงเสด็จมุ่งหน้าไปยังที่พำนักของชิงเหยาทันที
เมื่อมาถึงก็ได้กลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายสอลอยมาแต่ไกล เป็นกลิ่นที่เขาไม่คุ้นเคยหรือสัมผัสที่ใดมาก่อน จึงมุ่งหน้าเข้าไปดูด้วยความสนใจพร้อมอยากรู้ว่าอาหารฝีมือชิงเหยาจะหน้าตาเช่นไร
ฟางหรงเห็นเนื้อย่างถูกจัดเป็นชิ้นใหญ่พอควรวางอยู่ในจานราดด้วยน้ำปรุงรสออกสีน้ำตาลข้นๆ มีผักสามสี่อย่างย่างและดูเหมือนจะมีเนื้อมันต้มบดละเอียดโรยด้านบนด้วยพริกไทยอยู่เคียงกัน
ทั้งยังมีผักผลไม้หั่นเป็นชิ้นพอคำ ราดด้วยน้ำปรุงรสออกสีเหลืองนวล ตามด้วยอีกจานหนึ่งเป็นน้ำซุปสีขาวข้นกับเห็ดที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งถูกจัดวางเอาไว้สองชุดด้วยกัน
“นี่เจ้ารู้ด้วยงั้นเหรอว่าข้าจะมาที่นี่” ฟางหรงเอ่ยพร้อมรอยยิ้มยินดี เมื่อเห็นว่าอาหารถูกจัดเตรียมไว้สองที่ด้วยกัน
ชิงเหยาเหลือบมองอาหารบนโต๊ะนิดหนึ่งก่อนกล่าวตอบไป
“หากท่านอ๋องทรงคิดว่าอาหารอีกสำรับหนึ่งเป็นของท่าน ทรงเข้าพระทัยผิดแล้วล่ะเพคะ”
“อาหารชุดนั้นถูกเตรียมไว้สำหรับข้าและชิงม่านคนของข้างต่างหากล่ะ”
“ที่พำนักของข้าพวกเราอยู่กันเสมือนครอบครัวถึงเวลาก็นั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกันได้ หวังว่าท่านอ๋องคงไม่ทรงถือสาอะไรนะเพคะ”
ชิงเหยาตอบ ฟางหรงถึงกับสะอึกนิ่งไป ส่วนสินจงที่ติดตามมาด้วยก็ทำหน้าไม่ถูกเช่นกัน
“ถ้าท่านอ๋องทรงไม่รังเกียจอาหารฝีมือข้า และยินดีที่จะร่วมโต๊ะกับพวกเราก็เชิญเสวยร่วมกันเถอะเพคะ สินจง..เจ้าก็ด้วยนะ”
ชิงเหยาเอ่ยยืนยันความตั้งใจเดิมที่จะให้ชิงม่านร่วมโต๊ะด้วย ทั้งยังชวนสินจงเพิ่มมาอีกคน ซึ่งทั้งสองตั้งใจจะปฏิเสธแต่ชิงเหยาไม่ยอม ฟางหรงทำหน้านิ่งไม่บ่งบอกอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้น
“นี่เป็นตำหนักที่พำนักของเจ้า เจ้าอยากทำเช่นใดก็ทำตามนั้นเถอะ” ฟางหรงเอ่ยอย่างใจกว้างจนทุกคนต่างพากันประหลาดใจ
หากเพียงครู่เดียวชิงเหยาก็สั่งนางกำนัลให้ไปแจ้งห้องครัวนำอาหารที่นางทำเผื่อเอาไว้มาเพิ่มเติมสำหรับฟางหรงและสินจง ซึ่งร่วมโต๊ะอยู่ทานอาหารร่วมกัน
เมื่อเข้ามานั่งจิบชาในเรือนสกุลหานได้พักหนึ่ง ฟางหรงก็เอื้อนเอ่ยในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้กับทุกคน“เดินทางมาเยือนเรือนสกุลหานครั้งนี้ ข้าอยากจะมาขออภัยพวกท่านที่ข้าดูแลเหยาเหยากับเสี่ยวจิวไม่ดี”“เมื่อแรกก็ทำให้นางเข้าใจผิดจึงต้องหนีมาไกลถึงเพียงนี้ ทั้งยังไม่รู้ว่านางตั้งครรภ์ปล่อยให้นางลำบากดูแลบุตรชายเพียงลำพังด้วยตนเอง ข้ารู้สึกละอายแก่ใจจริงๆ”ฟางหรงเอ่ยขออภัยจากใจจริง จนสกุลหานรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของชินอ๋องเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ที่ยอมวางศักดิ์ศรี ลดสถานะของตนเองลงมาขออภัยพวกเขาเช่นนี้ “ข้าได้รับรู้เรื่องราวระหว่างท่านกับเหยาเอ๋อแล้วว่าเกิดจากความเข้าใจผิด”“ดังนั้นเมื่อท่านปรับความเข้าใจกับเหยาเอ๋อได้ด้วยดี พวกเราก็พร้อมยอมรับสถานะระหว่างท่านกับเหยาเอ๋อและเสี่ยวจิวด้วยเช่นกัน”นายผู้เฒ่าหานเอ่ยแทนทุกคนซึ่งพยักหน้าและส่งยิ้มให้กับฟางหรง “ขอบใจพว
หลังชิงเหยากับฟางหรงช่วยกันเตรียมมื้อเย็นจนเกือบจะเสร็จแล้วก็ให้บ่าวในเรือนมารับช่วงต่อส่วนพวกเขากลับขึ้นไปชำระล้างร่างกายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะลงมาด้านล่างแล้วพบว่าเยว่หัวนำทุกคนกลับเรือนมาแล้ว “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้วขอรับ”เสี่ยวจิวน้อยเอ่ยทักทายพ่อแม่ด้วยรอยยิ้มมีความสุขพร้อมถือกลองป๋องแป๋งสีสันสดใสในมือวิ่งหน้าตั้งไปหาพวกเขาซึ่งฟางหรงเห็นบุตรชายวิ่งเข้ามาหาเขาเช่นนั้นก็อ้าแขนต้อนรับ พร้อมฉวยคว้าเสี่ยวจิวน้อยขึ้นมาอุ้มทันที “เสี่ยวจิว ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างลูก คงสนุกน่าดูเลยสินะ” ฟางหรงเอ่ยถามบุตรชายส่วนชิงเหยาเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นมาบนหน้าผากเจ้าตัวน้อยอย่างอ่อนโยน “ท่านลุงเยว่หัวพาข้าไปเที่ยวเล่นที่ตลาดในเมืองและซื้อขนมของเล่นให้เยอะแยะเลยขอรับ”เสี่ยวจิวน้อยเ
เมื่อเวลาล่วงเลยไปถึงยามหวู่(11:00 – 13:00) ชิงเหยาก็เตรียมน้ำชาพร้อมของว่างเป็นขนมเง่ปั้นหรือขนมโกฐจุฬาลัมพาเป็นขนมที่ใช้ใบเง่(ใบโกฐจุฬาลัมพา) บดผสมกับแป้งข้าวเหนียวและมันเทศนึ่งใส่น้ำผึ้งเติมแต่งรสชาติ ใส่ไส้ถั่วลิสงและงาบดหอมๆจากนั้นก็นำไปนึ่งให้สุกหอมอร่อยน่ากินด้วยรสและกลิ่นพิเศษของใบเง่ซึ่งเมื่อสุกแล้วตัวขนมเง่ปั้นจะออกมาเป็นสีเขียวเข้มแวววาวเหมือนหยก ทานคู่กับชากลีบบัวหอมระรื่นชื่นใจยิ่งนักชิงเหยานำขนมกับน้ำชามาให้ฟางหรงและตัวเองทานรองท้องไปก่อน ระหว่างที่รอทำอาหารมื้อหลักจากนั้นจึงกลับเข้าไปเตรียมมื้อกลางวันง่ายๆเป็นบะหมี่ผัดใส่เนื้อหมู กุ้งสด เห็ดหอม เห็ดหูหนูดำ พริกหวาน เมล็ดถั่วลันเตา ผักกวางตุ้ง ต้นหอมโดยชิงเหยาจัดใส่ชามและทอดไข่โปะลงไปด้านบนด้วยอีกหนึ่งฟอง ดูน่ากินและส่งกลิ่นหอมหวนชวนหิวไปทั่วนอกจากนั้นนางยังทำซุปรากบัวซี่โครงหมูใส่ถั่วลิสง เห็ดหอมและสมุนไพรมาซดเคียงกันทั้งยังมียำก้านโอซุ่นสดแต่งรสชาติเผ็ดร้อนด้วยน้ำมันพริกสูตรน้ำมันงา พร้อมปรุงรสให้ออกเปรี้ยวอมหวานสดชื่น ตบท้ายโดยการใส่ถั่วลิสงคั่วบดคล
เช้าวันรุ่งขึ้นชิงม่านกับสินจงช่วยกันดูแลท่านอ๋องน้อยของพวกเขาอย่างรู้หน้าที่เสี่ยวจิวน้อยเองก็เฉลียวฉลาดเข้าใจเรื่องราว ปล่อยให้บิดามารดาได้ใช้เวลาร่วมกันตามลำพังโดยไม่เข้าไปรบกวนพวกเขา เมื่อชิงเหยากับฟางหรงตื่นขึ้นมาพร้อมช่วยปรนนิบัติดูแลกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เรียกหาเสี่ยวจิวน้อยทันทีแต่บ่าวในเรือนมารายงานว่าเยว่หัวและคนสนิทของพวกเขาพาเสี่ยวจิวออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกรวมทั้งไปช่วยกันเปิดร้านซางเฉินในตัวเมืองแล้ว ทั้งยังฝากผ่านข้อความมาว่าให้พวกเขาสองสามีภรรยาใช้เวลาร่วมกันได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องกังวลถึงสิ่งใดอีก สองสามีภรรยาได้รับรู้ดังนั้นก็มองสบตายิ้มให้กัน เต็มใจตอบรับความปรารถนาดีที่ทุกคนมอบให้ชิงเหยาเข้าครัวทำอาหารมื้อเช้ายามสายให้ฟางหรงโดยเขาติดตามมาช่วยหยิบนู่นหยิบนี่ทำตามที่ฮูหยินสั่งไม่ห่างกายไม่นานนักมื้อเช้าซึ่งเป็นโจ๊กหมูสับเห็ดหอมใส่ไข่ลวกปาท่องโก๋ตัวยาว ซาลาเปาหมูสับ
หลังจากฟางหรงและชิงเหยาส่งเสี่ยวจิวน้อยเข้านอนแล้ว พวกเขาก็กลับมายังห้องพักของชิงเหยาซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักเมื่อเข้ามาในห้องส่วนตัวฟางหรงก็เข้าไปโอบกอดฮูหยินไว้แน่นพร้อมเอาหน้าซุกซบลงไปตรงซอกคอ พิงซบอยู่กับไหล่บอบบางของนาง“ฟางหรง..ท่านคงเดินทางเหน็ดเหนื่อยตรากตรำมามากสินะ จึงได้ซูบผอมลงเช่นนี้”ชิงเหยากล่าวพร้อมดันตัวเองออกมาเล็กน้อย ใช้สองมือเกาะกุมใบหน้าสามีให้แหงนเงยขึ้นมามองสบตากัน“ข้าทั้งเหน็ดเหนื่อยและทุกข์ใจมากจนเจ้าคาดไม่ถึงเลยล่ะ”“นับจากนี้ไปข้าคงต้องขอให้เจ้าชดเชยให้ข้ามากหน่อยจะได้หรือไม่” ฟางหรงกล่าวด้วยน้ำเสียง ท่าทีรวมทั้งแววตาดูออดอ้อนออเซาะน่าเห็นใจยิ่งนัก“เช่นนั้นก็ให้ข้าปรนนิบัติดูแลท่านเถอะ” ชิงเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน อ่อนหวานยิ่งนักฟางหรงยิ้มนัยน์ตาแพรวพราวเป็นประกาย ก่อนจะก้มหน้าลงหมายจุมพิตเชยชมนางให้หายคิดถึง“ข้าให้ม่านเอ๋อเตรียมน้ำเอาไว้แล้ว ท่านไปอาบน้ำแช่ตัวให้ผ่อนคลายลงเสียหน่อยเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะช่วยโกนหนวดเครานี่ให้ด้วย
เยว่หัวยอมแพ้ไม่คิดฝืนโชคชะตาวาสนาอีก ปล่อยให้คนที่เขารักทั้งสองคนได้มีความสุขร่วมกัน ใจเขาเองก็อิ่มเอมไปด้วย “ไม่คิดเลยนะว่าที่แท้แล้วพระชายาที่ท่านอ๋องทรงพูดให้ฟังอยู่บ่อยครั้งคือเหยาเหยา..บุตรีของสกุลหานน้องสาวข้านี่เอง” เยว่หัวเอ่ยโดยบอกสถานะตัวเองกับชิงเหยาอย่างรู้งานทุกคนต่างพากันยิ้มแย้มยินดีที่ทุกสิ่งจบลงอย่างราบรื่น ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งที่สำคัญยังมีอ๋องน้อยทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งชินอ๋องต่อจากฟางหรงถือกำเนิดขึ้นมาเป็นเด็กชายที่น่ารักน่าเอ็นดูเฉลียวฉลาดยิ่งนักอีกคนหนึ่งด้วย“ท่านแม่ขอรับ..ข้าเรียกท่านอาฟางหรงว่าท่านพ่อได้หรือไม่ขอรับ”เสี่ยวจิวน้อยที่ได้ยินผู้ใหญ่พูดกันไปมาถึงสถานะของฟางหรง ทำให้สมองน้อยๆอันเฉลียวฉลาดรับรู้ได้ว่าบุรุษสูงใหญ่เบื้องหน้าคือผู้ให้กำเนิดเขาแต่เจ้าตัวจ้อยยังคงสับสนอยู่เล็กน้อยเนื่องจากตั้งแต่เขาจำความได้เหล่าบรรดาผู้อาวุโส แม้นกระทั่งมารดาของเขาเองยังบอกว่าบิดาของเขาได้ตายจากไปแล้วถ้าเช่นนั้นบุ
ฟางหรงฟังคำอธิบายพร้อมเหตุผลของชิงเหยาในคำกล่าวที่ว่ารั่วเหรินกับมารดานางเป็นผู้วางแผนทำร้ายชิงเหยาและวางยาเขา โดยเจตนาเข้าไปเป็นสนมของฮ่องเต้แต่ไม่มีทางได้รับเลือกแน่นอน ด้วยเหตุผลที่ถูกต้องทุกประการ ทำให้เขาประหลาดใจและพึงพอใจในความเฉลียวฉลาด รู้จักคิดพิจารณาของชิงเหยาไม่น้อย&ld
ชิงเหยารู้สึกตกใจในท่าทีและการกระทำของฟางหรงที่ดูเหมือนจะตั้งใจร่วมหอกับนาง “ท่านอ๋อง พระองค์ไม่สมควรทำเช่นนี้นะเพคะ” ชิงเหยาลุกขึ้นมานั่งพร้อมใช้สองมือยันอกแกร่งของฟางหรงเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาได้กระทำตามต้องการ
“รสชาติแปลกประหลาดดีจริง ไม่เคยกินที่ใดมาก่อน”ฟางหรงกล่าวหลังได้ชิมอาหารฝีมือชิงเหยาสินจงพยักหน้าเห็นด้วยทั้งยังลงมือกินสเต๊กที่ชิงเหยาสอนวิธีการกินโดยใช้มีดกับส้อมมาหั่นเนื้อเป็นชิ้นพอคำ พร้อมจิ้มเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย&n
รั่วเหรินเชิดหน้าชูคอพยายามทำหน้าหนาเอาไว้เพื่อให้ได้ใช้เวลาร่วมกับฟางหรงและยั่วยวนเขากลับคืนมาหลังผิดหวังจากการคัดเลือกเข้าเป็นสนมนางในของฮ่องเต้แล้วจึงคิดทวงตำแหน่งพระชายาชินอ๋องคืนมาให้ได้ “นี่อาหารอะไรกัน







