Masukเมื่อทั้งสองอยู่กันคนละยุคต้องมาเป็นสามีภรรยากันในยุค 80 มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น แต่...ไม่เป็นไร สามีเธอคือมือสังหารมาจากยุคโบราณนี่นา เธอไม่กลัวคนพวกนั้นหรอก
Lihat lebih banyakเมื่อคืน…ก่อนนอน ‘เซี่ยเสี่ยวอวี่’ ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอน 6 โมงเช้า แต่…เสียงปลุกกลับไม่ดัง เธอถูกแรงเขย่าของใครคนหนึ่งปลุกให้ตื่น หญิงวัยกลางคนตรงหน้า ใบหน้าแหลม ดวงตาคมเรียว ดูท่าทางค่อนข้างเฉียบกราด แนะนำตัวเองด้วยเสียงห้วนว่า
“ฉันชื่อ ‘หวังสี่เนียง’ ผู้ชายที่เธอพามานั่นมันโง่ เอาไปขายให้เหมืองถ่านหินก็ไม่ได้ราคาหรอก ฉันจ่ายให้เธอ 20 หยวนก็แล้วกันนะ” เสี่ยวอวี่เกือบจะเผลอตอบกลับไปแล้วว่า
“ไม่ได้หรอก ฝูซิงแข็งแรงจะตาย ทำงานเหมือนมี 3 คนอยู่ในร่าง เพิ่มให้อีก 10 หยวนสิ”
ฝูซิง ? เหมืองถ่านหิน ? ทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ช่างคุ้นตาเสียเหลือเกิน เหมือนภาพฝันที่เธอเคยฝันเห็นซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง…
เสี่ยวอวี่เติบโตใต้ธงแดง ภายใต้ค่านิยมของศตวรรษที่ 21 เธอไม่อาจยอมรับการค้ามนุษย์ได้ เธอตกใจจนต้องรีบยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเอง กลืนคำพูดนั้นกลับลงไป เมื่อมองดูอีกที ก็เห็นชายหญิงตรงหน้าสวมเสื้อผ้าแบบยุค 70-80 วัดเก่าที่พวกเขายืนอยู่นั้นมีแต่รูปปั้นแตกหัก ฝุ่นหนา คงเป็นวัดที่ถูกทุบทำลายช่วงต่อต้านความเชื่องมงายเมื่อหลายสิบปีก่อนสินะ
ด้านหลังของสี่เนียงมีชายหัวล้านคนหนึ่ง เขาจ้องมองมาที่เสี่ยวอวี่ด้วยสายตาแปลกประหลาด แววตาเขาเหมือนเปลวไฟกำลังลุกวาบ ผิวของเธอขาวผ่อง ใบหน้าอ่อนละมุน ความงามนั้นสะดุดตาจนเขาเกือบจะคุมสติตัวเองไว้ไม่อยู่ ชีวิตนี้…เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนงดงาม นุ่มนวลเหมือนหญิงสาวตรงหน้ามาก่อน
ชายหัวหัวล้านกระซิบข้างหูสี่เนียงสองสามคำ เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่…เสี่ยวอวี่กลับรู้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ สองคนนี้กำลังวางแผนหลอกเธอไปขายต่อสินะ! ชายที่ชื่อฝูซิงหรือซิงโจวอะไรนั่นจะถูกขายให้เหมืองถ่านหิน ส่วนเธอ...จะถูกขายให้พวกชายแก่ที่อยู่อยู่ในหุบเขาลึก
เธอแทบไม่อยากเชื่อสายตา คิดว่าตัวเองกำลังฝันไป ตั้งแต่จำความได้ เธอมักฝันถึงเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนละครที่ไม่มีวันจบ ชีวิตอีกช่วงเวลาหนึ่งของเธอในโลกที่ต่างออกไป แต่…ความฝันในคืนนี้กลับแปลกกว่าเดิม เพราะประโยคเพิ่มให้อีก 10 หยวนที่เธอมักพูดทุกครั้งในฝัน กลับถูกเธอกลืนหายไปในลำคอ ไม่ยอมพูดมันออกมา
ทุกครั้งที่ฝัน มักจะเริ่มจากตอนที่เธอกับซิงโจวเดินทางเข้ามาในเมืองเพื่อจดทะเบียนสมรส แต่…เพียงชั่วขณะเดียว ภาพก็เปลี่ยน กลายเป็นเธอกำลังต่อรองราคากับพวกค้ามนุษย์แทน เพื่อจะขายเขาให้กับเหมืองถ่านหิน เพราะเธอไม่อยากแต่งงานกับคนโง่อย่างเขา เธอแค่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตในเมืองแค่นั้นเอง
และสุดท้าย เธอก็ได้รับกรรมของตัวเอง ถูกพวกค้ามนุษย์หิวเงินขายต่อให้คนบนภูเขา กลายเป็นเจ้าสาวของชายแก่ที่ไม่เคยมีเมียมาก่อน คืนนั้นเองชายแก่คนนั้นโดนเธอเตะจนพิการ สูญเสียความเป็นชายไปตลอดกาล ส่วนเธอนั้น ถูกพวกมันซ้อมจนขาหัก กว่าคนมาช่วยจะหาเธอเจอ ก็ใช้เวลา 3 ปีเต็ม
ตอนนั้นเอง ซิงโจวถึงตามหาเธอเจอ เขาพาเธอไปที่สำนักงานจดทะเบียนสมรส สุดท้าย…เธอก็ได้ใบสมรสมา หลังจากแต่งงาน ซิงโจวไม่พูดกับเธอเลย ทั้งวันเอาแต่เงียบอยู่ในมุมของตัวเอง เหมือนโลกทั้งใบของเขาไม่มีเสียงใดนอกจากความเงียบ
เสี่ยวอวี่คิดเสมอว่า เขาคงกำลังแก้แค้น ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดจะขายเขาให้กับพวกค้ามนุษย์ แต่…ความจริงคือ เธอไม่เคยจำได้เลยว่าตัวเองไปหาพวกค้ามนุษย์ตอนไหน ในความทรงจำ ทุกอย่างขาดหายไปจากช่วงที่เธอกับซิงโจวกำลังจะไปจดทะเบียนสมรส แล้วภาพต่อมาก็กลายเป็นตอนที่เธอถูกมัดไว้กลางห้องมืดกับคนแปลกหน้า
ความทรงจำช่วงนั้นว่างเปล่าเหมือนถูกลบไปทั้งตอน แม้แต่ในความฝันก็ไม่มีช่วงนั้นอยู่เลย เสี่ยวอวี่มั่นใจว่า เธอไม่เคยคิดจะขายซิงโจวอย่างแน่นอน เธอไม่ได้ทำ ไม่เคยเลยจริง ๆ หลายปีให้หลัง เธอถึงค่อย ๆ ตระหนักว่า คนที่รักและปกป้องเธอมากที่สุดในชีวิต ก็คือซิงโจว ชายหนุ่มที่เธอเคยมองข้ามไป เขารักเธอจนถึงขั้วหัวใจ
เพียงแต่...ซิงโจวเป็นคนที่มีปัญหาด้านการสื่อสาร เขาเรียนรู้เร็ว ฉลาดเหนือคนทั่วไป แต่…ไม่รู้จะพูดหรือแสดงความรู้สึกอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ซิงโวไม่ใช่คนจากยุคนี้ เขาเป็นคนที่มาจากยุคโบราณ เด็กกำพร้าที่อาจารย์เก็บมาเลี้ยงและฝึกให้เป็นมือสังหาร ในยุคที่เขาจากมานั้น ไม่มีใครเข้าใจอาการของเขา ทุกคนล้วนเรียกเขาว่าปีศาจ
แต่…ทำไมฝันนี้ยังไม่จบอีกล่ะ ? เสี่ยวอวี่เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เธอตัดสินใจจะลองทดสอบดู ว่าที่กำลังเกิดขึ้นนี้คือฝันหรือความจริงกันแน่ เธอยกแขนเรียวขาวขึ้น ตบเข้ากับใบหน้าเหี่ยวย่นที่เต็มไปด้วยความร้ายกาจตรงหน้า เพี๊ยะ!
เสียงตบดังสนั่นจนสี่เนียงหน้าชา ความอับอายผสมความโกรธแผดเผาในดวงตา หญิงคนนั้นกัดฟันกรอด หันไปพยักหน้าให้กับชายหัวล้านข้างหลัง ขายคนเดียวหรือสองคนก็ไม่ต่างกันอยู่แล้ว และสาวน้อยหน้าตาสะสวยขาวเนียนคนนี้ ยังมีค่ามากกว่าผู้ชายคนนั้นเสียอีก
“หาอะไรมาอุดปากมันไว้!! เอาเชือกมามัดให้แน่น!!” น้ำเสียงออกคำสั่งของสี่เนียงเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง
เชือกหยาบครูดกับผิวขาวละเอียดจนเกิดรอยแดง แสบไปถึงกระดูก ความเจ็บปวดแล่นวาบขึ้นมาพร้อมสัญชาตญาณแห่งความกลัว ทำให้เสี่ยวอวี่ตื่นเต็มตา ครั้งนี้...ไม่ใช่ความฝันแล้ว ทุกสิ่งรอบตัว ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งความเจ็บ ล้วนชัดเจนเกินกว่าจะเป็นภาพหลอน
ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นตามฝันที่เธอเคยฝันเห็น อีกไม่นาน สี่เนียงก็จะใช้ยาทำให้เธอหมดสติ แล้วลากตัวเธอหายไป ส่วนชายหัวล้านจะหลอกซิงโจวออกไปอีกทาง ในฝัน…ฝูซิงจะตามหาเธอให้ทั่ว เขาทุบชายหัวล้านจนสลบ แล้วร่วมมือกับตำรวจออกตามหาเธออยู่นานถึง 3 ปี ถึงได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง
แต่…ตอนนี้ เสี่ยวอวี่รู้แล้วว่าทุกอย่างมันคือความจริง เธอมีสติครบถ้วน จำได้ทุกฉากทุกตอนในฝัน และรู้ดีว่าฝูซิงอยู่ข้างนอก ห่างกันแค่ไม่กี่ก้าวจากวัดร้างนี้ เธอรวบรวมแรงทั้งหมด ตะโกนสุดเสียง
“ฝูซิง ~ ช่วยฉันด้วย!”
วันรุ่งขึ้น ซิงโจวกลับไปที่ศาลเจ้าอีกครั้ง เขาเห็นแค่ร่างของเหลียงฝูที่นอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น ร่างของเหลียงฝูเริ่มแข็งตัวแล้ว คาดคะเนเวลาที่เสียชีวิต เหลียงฝูคงมาที่นี่หลังจากที่พวกเขาออกไปจากที่นี่ ไม่รู้ว่าวิญญาณของเหลียงฝูนั้นล่องลอยไปอยู่ที่ไหน ซิงโจวเดินออกมาจากตรงนั้นอย่างเงียบ ๆสามวันต่อมา ชาวบ้านก็ได้พบศพของเหลียงฝูที่ศาลเจ้า ก็รีบลงจากเขาไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจก็รีบไปหาครอบครัวเหลียงเพื่อสอบถามดู เทียนตงร้องไห้ฟูมฟาย บอกว่าตนไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าพี่ชายไปทำอะไรอยู่ที่ศาลเจ้านั่น ในใจของเทียนตนแม้จะรู้สึกเศร้าโศก แต่...หล่อนกลับรู้สึกโล่งอกมากกว่า ในที่สุด...ก็ไม่มีใครบังคับให้หล่อนอยู่ที่ลั่วเฉิงอีกต่อไปคนเป็น ๆ หายตัวไป เสี่ยวอวี่อยากจะแจ้งความคนหาย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ก่อนหน้านี้เธอได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว พนักงานในร้านก็เป็นพยานว่าเถ้าแก่เนี้ยเกาเดินทางไปดูที่ทำเลเพื่อขยายสาขาร้านบะหมี่ เหตุผลนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สงสัยอะไร ทั้งครอบครัวต่างก็โศกเศร้าแต่...มีแค่ซิงโจวกับเสี่ยวอวี่เท่านั้นที่รู้ความจริงว่าเรื่องราวเป็นมายังไง แต่...พวกเขาก็ยังคงกังวล กังว
แต่...เกาเฟินยังห่วงทุกคนที่อยู่ที่นี่อยู่ จึงพูดกับทุกคนว่า “แต่ว่า...อวี่เอ๋อร์กำลังท้องอยู่ แม่อยากจะกลับไปคิดดูอีกที”“จะคิดอะไรอีกเล่า ทางนี้ไม่มีอะไรให้ลูกต้องห่วงเลยอาเฟิน แม่ยังแข็งแรงดี ร่างกายแม่ดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว แม่ดูแลหลานกับเหลนของแม่ได้สบาย ลูกลองคิดดูสิอาเฟิน อาจิ่งอยู่ที่นั่นคนเดียวน่าสงสารแค่ไหน อาจิ่งเฝ้ารอลูกอยู่ตลอดเวลา แม่จะบอกอะไรให้นะ แม่รู้จักลูกชายของแม่ดี ถึงแม้จะอยู่ที่อื่นอยู่บนโลกนี้ เรื่องความรักน่ะ อาจิ่งรักใครรักจริง รักฝังใจไม่แบ่งใจให้ผู้หญิงคนอื่นหรอก ถ้าลูกไม่ยอมไปอยู่กับอาจิ่งที่นั่น ลูกชายแม่จะต้องเสียใจมากแน่ ๆ เกิดในอนาคตอวี่เอ๋อร์ไม่ฝันถึงอาจิ่งอีกจะทำยังไง ? เราก็จะไม่รู้ว่าอาจิ่งจะใช้ชีวิตต่อจากนี้ยังไง ? ถึงตอนนั้นลูกต้องเสียใจมากแน่ ๆ อาเฟิน เชื่อแม่เถอะนะ ไปอยู่กับอาจิ่งที่นั่นเถอะ ฝากดูแลอาจิ่งแทนแม่ด้วย”คำพูดของย่าโจวได้ปัดเป่าความลังเลสุดท้ายของเกาเฟินออกไปจนหมดสิ้น สุดท้าย...เกาเฟินก็ตัดสินใจที่จะไปอยู่กับหวงจิ่งที่นั่น..........เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เสี่ยวอวี่ใกล้คลอดแล้ว ซิงโจวจึงรีบพาเธอมาที่โรงพยาบาล ไม่นาน...พี่ชายกับพี่ส
เกาเฟินพาเสี่ยวอวี่กลับมาพักที่บ้าน ไม่ลืมกำชับให้พักผ่อนเยอะ ๆ ร่างกายจะได้แข็งแรง จากนั้น...ก็โทรศัพท์ไปที่ทีมโบราณคดีบอกให้ซิงโจวรีบกลับมาที่บ้าน เกาเฟินไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวดีให้กับย่าโจวด้วย พอวางสายจากย่าโจว กำลังหมุนตัวจะกลับออกไปก็บังเอิญนึกได้ว่ายังไม่ได้โทรไปแจ้งข่าวดีให้กับพี่ชายกับพี่สะใภ้ของลูกสะใภ้ทราบด้วยซิงโจวทราบข่าวก็รีบตรงดิ่งมาที่บ้านทันที พอมาถึงเขาก็เห็นเสี่ยวอวี่กำลังนั่งอาบแดดอยู่บนเก้าอี้เอน เขาเดินไปนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าเธอ ก่อนจะเอาหูแนบท้องแบนราบของเธอ หวังอยากจะได้ยินเสียงหัวใจดวงน้อย ๆ สักหน่อย“คุณ ~ ตอนนี้ยังไม่ได้ยินเสียงหัวใจลูกหรอกค่ะ”“ผมได้ยินเสียงหัวใจคุณแล้ว มันแตกต่างจากปกติมาก”“คุณนี่จริง ๆ เลยนะ ฉันท้อง ก็ต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา” เสี่ยวอวี่ดึงเก้าอี้เล็ก ๆ มาให้เขานั่ง พลางพูดกับเขาว่า“วันนี้...ฉันเดินผ่านสหกรณ์ บังเอิญได้ยินเทียนตงคุยโทรศัพท์กับเหลียงฝู ฉันว่าเหลียงฝูต้องเดาออกแน่ ๆ เลยค่ะ ว่ากุนซือข้างกายองค์ชายสิบเอ็ดคือพ่อของคุณที่ทะลุมิติไปอยู่ที่นั่น”ซิงโจวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกให้เธอพักผ่อนไม่ต้องคิดมาก เขาจะจัดการเรื่องนี้
เสี่ยวอวี่ตื่นขึ้นมารู้สึกร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนไม่อยากลุกไปไหน นึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่อลหม่านกันเกือบทั้งคืน เธอก็รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคุมร่างไว้มิดชิดด้วยความเขินอาย ไม่ได้ลุกไปกินข้าว แม่สามีก็ไม่ได้มารบกวนเธอ ใกล้เที่ยง...ซิงโจวก็ได้นำมันเผาหอมกรุ่นเข้ามาให้“อวี่เอ๋อร์ คุณบ่นว่าอยากกินมันเผาไม่ใช่เหรอ ?” ทั้งสองมองหน้ากันแล้วอมยิ้มเสี่ยวอวี่รีบลุกจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟันเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วทั้งสองก็ไปนั่งกินมันเผาด้วยกันใต้ชายคาบ้าน ซิงโจวแอบหยิกแก้มขาวนวลเธอเบา ๆ ด้วย เกาเฟินยืนมองอยู่ข้างหลังพลางอมยิ้มไปด้วย แค่นี้จริง ๆ ที่ตนอยากจะเห็น ยืนมองอยู่ครู่หนึ่งก็หมุนตัวเดินกลับเข้าครัวไปทำอาหารกลางวันต่อก่อนหน้านี้ซิงโจวกับเสี่ยวอวี่ก็ดีต่อกัน แต่...รู้สึกว่ามันยังมีช่องว่างบางอย่างอยู่ระหว่างลูก ๆ สองคน ตอนนี้...ทุกอย่างราบรื่น ดีทุกอย่าง ลูกทั้งสองเข้าหอกันแล้ว ความสัมพันธ์ก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีก มื้อเที่ยงวันนี้ ตนต้องทำอาหารอร่อย ๆ บำรุงลูกทั้งสองสักหน่อยแล้วในช่วงเดือนอ้าย เสี่ยวอวี่กลับไปที่เมืองหยุนซินไปเยี่ยมพี่ชายกับพี่สะใภ้ เธอถามพี่สะใภ้ว่าอยากจะเปิดร้านบะหมี่เกาจี้
ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว วันสุดสัปดาห์ เสี่ยวอวี่ซื้อเนื้อหมู ซี่โครงหมู เห็ดหอม เต้าหู้และวุ้นเส้น ตั้งใจไปที่บ้านใหม่ย่าโจวทำหม้อไฟกิน เมื่อตามที่อยู่ไปก็เห็นว่าเป็นบ้านสี่เหลี่ยมหลังใหม่ ที่มีประตูใหญ่ดูสว่างสดใส ย่าโจวยืนรอเธอกับซิงโจวที่หน้าประตูแล้ว ท่านสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ หน้าตาดูสดใสกว่าเมื่
การที่ปู่ของซิงโจวได้รับการพิสูจน์นั้น ส่วนหนึ่งมาจากหยวนจงที่พยายามติดต่อประสานงานอย่างไม่หยุดหย่อนมาหลายปี และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายที่เปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนร่วมรบเก่า ของท่านหลังจากได้รับการฟื้นฟูเกียรติยศก็ได้รับตำแหน่งสูง ทำให้ขั้นตอนการดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นถ้าจะให้พูด เรื่
จำนวนผู้เข้าสอบในปีนี้มีมากกว่าปีที่แล้ว ทั่วประเทศมีผู้เข้าสอบกว่า 6000,000 คนก้าวเข้าสู่สนามสอบ เสี่ยวอวี่รู้ดีว่า ในบรรดา 6000,000 คนนั้น จะมีเพียง 400,000 กว่าคนเท่านั้นที่จะได้รับการคัดเลือก ซึ่งเรียกได้ว่ากองทัพนับพันนับหมื่นข้ามสะพานไม้ซุงในช่วงเวลาสำคัญอย่างนี้ พวกเขาจะพลาดไม่ได้ สนามสอบอย
หงฉาเหลือบไปมองชามข้าวของซิงโจวแล้วพูดขึ้นว่า “ขาหมูในชามข้าวของฝูซิงดูเหมือนจะใหญ่กว่านะ ไส้หมูเองก็เหมือนจะได้เยอะกว่าด้วย”ป้าเฉินโกรธเกือบจะโยนทัพพีในมือทิ้ง “เขาคือฝูซิง อยากจะกินของอร่อย ๆ เสี่ยวอวี่ก็สามารถทำให้เขากินได้ ไม่มีใครเสียดายเนื้อหมูไม่กี่ชิ้นนี้หรอกนะ ทุกคนยังอยากจะกินข้าวอยู่อีก











