로그인รอยยิ้มราวกับปีศาจร้ายนั้นถานเมิ่งจีมองไม่เห็น เพราะสติของนางขาดหายไปแล้วชั่วขณะ หลี่ปิงเฉิงจึงยกมือเป็นสัญญาณให้คนสนิทของตนทั้งสองเปิดทางสะดวกให้ แล้วเขาจึงยกร่างเล็กขึ้นบ่าแบกตรงไปยังตำหนักรับรอง แทนที่จะเลือกกลับตำหนักของตนยังนอกเมืองลั่วหยางเช่นปกติที่เคยปฏิบัติมานับจากได้แยกตำหนักเมื่อครบวัยสิบหกหนาว
“หลังจากนี้อีกหนึ่งชั่วยาม เจ้าต้องหาทางให้คนไปพบข้ากับนางอยู่ร่วมกันให้จงได้”
มุมปากแกร่งกระตุกอย่างพึงใจหลังจากสั่งคนของตนให้ดำเนินตามแผนที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาเมื่อครู่ที่ตนสัมผัสได้ว่าคุณหนูสี่ตัวร้ายกำลังเผชิญเรื่องลำบาก แน่นอนว่าบุรุษผู้ผ่าเผยเช่นเขาย่อมไม่ทิ้งโอกาสชำระแค้นที่นางกับหลี่ไท่หยางร่วมกันทำกับ ‘เหลิ่งหลิงจู’ คุณหนูใหญ่ของท่านอัครมหาเสนาบดีเหลิ่ง สตรีที่เขารักปักใจจนคิดตบแต่งนางมาเป็นพระชายาคู่เคียงใจ หากแต่เพราะหลี่ไท่หยางและถานเมิ่งจีก็มาพรากชีวิตของนางไปจากเขาเมื่อสามหนาวก่อน จนเขามิอาจรั้งอยู่เมืองหลวง ต้องหลบไปเลียแผลใจไกลถึงแคว้นหย่ง แล้ววันนี้นางเดินมาวิงวอนเขาด้วยตนเอง หากไม่ ‘เอาคืน’ ก็ไม่ใช่หลี่ปิงเฉิงตัวจริงแล้ว
“ท่านจะพาข้าไปที่ใด”
ช่วงหนึ่งที่สติคืนกลับ ถานเมิ่งจีก็ร้องถามขึ้น หากแต่กลับไร้คำตอบ นางวิงเวียนที่ตนเองถูก ‘แบก’ เดินลัดเลาะเป็นครู่ เลยทำให้เด็กสาวยิ่งเลือนรางแทบจำไม่ได้แล้วว่าตนเองคือผู้ใด บิดามารดาชื่ออันใดไปแล้ว
“พาไปขึ้นสวรรค์”
‘หลังจากนั้นเจ้าจะตกลงไปในขุมนรกกับข้าไปชั่วชีวิต!’ ประโยคหลังทั้งหลายแน่นอนว่าหลี่ปิงเฉิงนั้นไม่ได้กล่าวออกไป ฝ่ายคนถูกแบกราวกับกระสอบข้าวก็วิงเวียนจนไม่เข้าใจอันใดทั้งสิ้น ยิ่งรวมกับฤทธิ์ยาที่กำลังพุ่งขึ้นสูงสุด สติที่พึงมีเลยไม่เหลือ จากที่สมควรหวาดกลัวบุรุษแปลกหน้า เด็กสาวจึงไม่รับรู้ ดังนั้นพอร่างน้อยถูกวางลงบนเตียงกว้าง สาวน้อยจึงยิ้มหวานหยาดเยิ้มแทนที่จะด่าทอหรือตบอีกฝ่ายให้คว่ำเช่นนิสัยปกติของตนเอง
“ให้ข้าช่วยเจ้านะ”
ถานเมิ่งจีมองอีกฝ่ายที่ค่อย ๆ คืบคลานขึ้นมาบนเตียงแล้วลมหายใจพลันสะดุด ร่างกายแกร่งเริ่มปลดอาภรณ์ตนเองเรือนกายแกร่งค่อย ๆ ปรากฏให้เด็กสาวหน้ามืดตาลาย รู้สึกเมากล้ามเนื้ออันสมบูรณ์ของอีกบุรุษตรงหน้าไปหมด ยิ่งมองลงต่ำ ลมหายใจของนางติดขัดขาดห้วง
“เช็ดน้ำลายหน่อยดีหรือไม่คุณหนูสี่”
ผู้เพิ่งเคยต้องลงทุนยั่วยวนสตรีด้วยรูปกายของตนยิ้มร้ายกาจในยามที่แลเห็นสายตาของเด็กสาวมองเขาราวกับอยากจะกลืนกินลงท้องเสียเดี๋ยวนี้ เขาก็ยิ่งสนุกอย่างที่ชีวิตหนุ่มหลายหนาวไม่เคยพบพาน
“อยากสัมผัสข้าหรือไม่เล่า?”
ไม่เพียงแค่ถาม แต่หลี่ปิงเฉิงนั้นยังขยับกายของตนเข้าไปใกล้เรือนกายอรชรอีกนิด แล้วจับมือเรียวเล็กและเนียนนุ่มมาสัมผัสเรือนกายแกร่งของตนเอง เริ่มจากหน้าอกตึงแน่น และเพียงนางสัมผัส กลับเป็นเขาที่ลมหายใจสะดุด อารมณ์เสน่หาพลันปะทุเดือดราวกับเป็นเขาเองที่ถูกฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด
“ข้าปลดอาภรณ์แล้ว เจ้าก็อย่าเอาเปรียบกันเลยนะเมิ่งจี”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่เป็นไปเอง หาได้ตั้งใจ พร้อมมือแกร่งที่ลูบไล้ข้อเท้าเล็กแล้วปลดรองเท้าผ้าไหมอย่างดีโยนออกไปทีละข้าง จากนั้นจึงขยับมือลูบไล้เรียวขางดงามสูงขึ้นจนเจ้าของเรียวขาถึงกับสั่นสะท้าน เสียงหวานก็หลุดออกมาจากเรียวปากจิ้มลิ้ม
“ทรมานมากใช่หรือไม่เล่าเมิ่งจี?” เสียงแหบห้าวเอ่ยถามหยอกเย้าชวนวาบหวามไม่น้อย
“อืม...ข้าทรมานยิ่งนัก”
“แล้วอยากให้ข้าช่วยเจ้าหรือไม่เล่า?”
มือแกร่งลูบไล้สูงขึ้นไปจนเฉียดใกล้บุปผางามที่กำลังปวดหนึบ ลมหายใจของถานเมิ่งจียิ่งหอบแรงจนทรวงอกขนาดพอดีตัวสะท้านไหว ทุกการกระทำเหล่านั้นยั่วยุจนบัดนี้เด็กสาวไม่หลงเหลือสติใดอีกต่อไป ตัวตนของนางเป็นผู้ใดเด็กสาวก็สับสนไปหมด
“ช่วย...ฉันต้องการคุณ...ต้องการคุณจริง ๆ ได้โปรด...”
เด็กสาวทรมานจนน้ำตาไหลออกมาทางหางตา ส่วนลึกภายในใจของนางต่อต้าน แต่ยากจะฝืนทนกับความฤทธิ์แรงร้อนจากยาปลุกกำหนัดที่ถานม่านอวี้ตั้งใจจัดหาที่แรงที่สุดมามอบให้น้องสาวที่เกิดมาก็แย่งทุกสิ่งทุกอย่างไปจากตน จนสุดท้ายบัดนี้นางสับสนไปหมดว่าที่แท้ตนเป็นผู้ใดกันแน่ เลยเอ่ยวาจาออกมาเป็นภาษาแปลก ๆ ฝ่ายหลี่ปิงเฉิงเมื่อได้ฟังคำกล่าวนั้นออกจะแปลกใจ เพราะไม่คุ้นหู แต่ก็เข้าใจได้ว่านางกำลังวิงวอนสมดังใจปรารถนาแล้วจึงไม่รีรอ เพราะเวลาของตนนั้นมีเพียงหนึ่งชั่วยาม ซึ่งแน่นอนคุณหนูสี่ผู้เป็นบุตรสาวของถานไท่เว่ยมาสูญหายไปภายในวังหลวงย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่สมดังที่เขาต้องการ เพียงคิดว่าหลี่ไท่หยางจะต้องเจ็บปวดเสียหน้าเช่นที่ตนเองประสบ เขาก็แทบจะรอให้ถึงเวลานั้นไม่ไหวอีกแล้ว
ถานเมิ่งจีรับรู้ได้ถึงแรงขยับเคลื่อนกายขึ้นมาคร่อมอยู่เหนือร่างเล็กของตนจากบุรุษแปลกหน้า ส่วนลึกบอกให้นางผลักหรือถีบเขา แต่มันก็เป็นเพียงเสียงร้องตะโกนมาจากที่ไกลแสนไกลจนไร้ผลใดให้นางทำตาม เด็กสาวแหงนหน้าขึ้นไปมองสบตาคู่ดุด้วยกิริยาเลื่อนลอย หลี่ปิงเฉิงเห็นเช่นนั้นก็พลันกดมุมปากจนบังเกิดรอยยิ้มร้ายออกมาหนึ่งสาย แล้วจึงลดใบหน้าลงไปกัดติ่งหูเล็กน่ารักอย่างยากจะหักห้ามใจ
“เจ้าไม่เปลี่ยนใจแน่นะเมิ่งจี” กระซิบแล้วจึงเป่าลมร้อนไปที่ใบหูขาวผ่องราวเติมเชื้อเพลิงลงไปในกองไฟที่กำลังลุกโชนแสงให้ยิ่งแรงร้อนจนยากจะดับได้
“ไม่...ไม่เปลี่ยน”
แน่นอนอยู่แล้วว่าคำตอบของนางต้องเป็นเช่นนี้ ดังนั้นเพียงจบสิ้นคำตอบที่เขารู้แจ้งอยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าคมสันจึงโน้มลงไปซุกไซ้ซอกคอระหงที่ผู้เป็นเจ้าของก็เต็มใจเปิดทางให้ด้วยดี กลิ่นหอมของเด็กสาวที่เขาชิงชังมาตลอดสามหนาวช่างหอมหวนชวนให้เขาแทบควบคุมตนเองไม่ไหว และเพียงริมฝีปากร้อนนั้นขบเม้มไปตามผิวอ่อนของตนเอง ถานเมิ่งจีก็ได้สัมผัสกับความซ่านสยิวเป็นครั้งแรกในชีวิตสาวที่นับรวมสองชีวิตคือยี่สิบเอ็ดหนาว จนสติไม่มีเหลืออยู่แล้วยิ่งมัวเมาไปกับรสเสน่หาขึ้นไปอีกหลายส่วน!
"เสี่ยวปิง อาหมิง ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะจดจำคำสั่งเสียสุดท้ายของสืออีเอาไว้ให้จงดีนะ"นั่นคือสิ่งที่ฟ่านอิงเฉิงได้เอ่ยกับสองสามีภรรยาก่อนที่เขาจะจากไป ซึ่งแน่แท้ว่าเฉียวปิงเซียวและหานไท่หมิงย่อมไม่มีวันลืมว่ากว่าพวกตนจะมีวันนี้ต้องผ่านความยากลำบากอันใดมาบ้าง และต้องสูญเสียสิ่งใดไปบ้าง"เสี่ยวปิงย่อมมิอาจลืมเลือน"ซึ่งช่วงเวลาในโลกมนุษย์จะกล่าวว่ารวดเร็วนั้นก็ไม่เต็มที่ จะกล่าวว่าเนิบช้าก็มิอาจจะพูดได้เต็มปากนัก แต่ฮองเฮาเฉียวปิงเซียวกับฮ่องเต้หานกวงตี้ พวกเขานั้นก็เคียงข้างร่วมทั้งทุกข์และสุขปกครองหนานสุ่ยต่อมาอีกยี่สิบห้าหนาวก็สละราชบัลลังก์ให้แก่องค์ชายใหญ่หานกวงไถ่ได้ปกครองต่อไป ส่วนพวกเขาทั้งสองนั้นพากันหลบเร้นกายขึ้นสู่ยอดเขาอันหนิงซานในท้ายที่สุดและผ่านไปอีกสิบห้าหนาวก็มีข่าวว่าทั้งสองได้หวนคืนสวรรค์ไปไล่เลี่ยกัน ส่วนความจริงแล้วจะเป็นเช่นไรพวกเขาตายจากไปแล้วจริงหรือไม่ คงมีเพียงฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกับชินหวางและจ่างกงจู่ผู้เป็นสายโลหิตของพวกเขาเท่านั้นที่รู้แจ้ง"เป็นเช่นไรบ้างเล่าเสี่ยวปิง บัดนี้ผ่านมาหนึ่งร้อยหนาวเจ้ายังเยาว์วัยดังดรุณีวัยสิบเจ็ดหนาว ส่วนเจ้าอาหมิง ดูสิ หลานชายหล
ตอนอวสาน"เสี่ยวปิง"กายสูงใหญ่เร่งทรุดลงนั่งลงด้านบนศีรษะของเฉียวปิงเซียวที่กำลังทรมานอย่างถึงแก่น ทว่านางไร้ลมที่จะเบ่งคลอดเอาเสี่ยวหลัวโปให้ออกมาดูโลกภายนอกได้แล้ว"เสี่ยวปิงข้ารักเจ้านะ...เพราะรักจึงต้องทำเช่นนี้"กล่าวจบเขาก็ส่งเม็ดยานั้นเข้าปากตนเองแล้วบังคับบีบแก้มกลมให้นางอ้าปากออก จากนั้นเขาก็แนบริมฝีปากบังคับป้อนยาเม็ดนั้นให้นางกลืนลงไป เพราะใจนั้นกังวลไปแล้วว่าเฉียวปิงเซียวนางจะไม่ยอมกินโอสถทิพย์ที่แลกมาด้วยสามดวงจิต ทว่าเขาคิดผิด เพราะนอกจากเฉียวปิงเซียวนางจะยอมกินโดยดีแล้ว นางกลับกัดจนยาลูกกลอนเม็ดนั้นแตกเป็นสองแล้วป้อนคืนกลับให้หานไท่หมิงนั้นกินอีกด้วย"เจ้า!"คนที่ไม่ทันตั้งเตรียมใจเลยเผลอกลืนยาครึ่งเม็ดนั้นลงท้องไปเรียบร้อย จะดุนางจะว่ากล่าวนางก็ทำไม่ลง เพราะคนทำนั้นส่งยิ้มซีดเซียวนำหน้ามาก่อนจะกล่าวว่า"ท่านไม่รู้หรือว่าผู้กลืนกินโอสถทิพย์หากเป็นเทพก็จะมีปราณกล้าแกร่ง หากเป็นมนุษย์จะอายุยืนยาวกว่าคนปกติทั่วไป หากท่านคิดให้เสี่ยวปิงอายุยืนเราก็จะต้องอายุยืนไปด้วยกัน อย่ามาคิดเอาเปรียบกลับสวรรค์ก่อนกันสิเพคะ"ซึ่งหานไท่หมิงนั้นไม่มีเวลาถกเถียงกับเด็กดื้อตรงหน้า เพราะกล่
นางกระซิบน้ำเสียงเหี้ยมโหด กว่าเสิ่นลี่เย่นางจะรู้ตนว่านางพลาดไปใหญ่หลวงก็เมื่อดวงจิตค่อย ๆ แตกกระจายกลายเป็นผงธุลีไปเสียแล้ว ทว่ากายของสืออีนั้นพอแตกสลายกลับกลายเป็นต้นกล้าของดอกรุ่ยเซียงหนึ่งต้น ฟ่านอิงเฉิงจึงใช้สองมือประคองต้นกล้าดังกล่าวแล้วร่ายมนตร์ลืมเลือนหนึ่งครั้งเพื่อให้ชาวประชาหลายพันชีวิตลืมเลือนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเมื่อครู่ไปเสีย จากนั้นเขาก็ป้อนความทรงจำใหม่ว่าเป็นฮองเฮาที่ครรภ์แก่เต็มทนเหน็ดเหนื่อยเกินไปกับพิธีการจึงเป็นลม แล้วให้หานไท่หมิงเร่งพากายอวบอั๋นเข้าไปพักที่ตำหนักด้านในโดยด่วน"ฝ่าบาททรงทราบใช่หรือไม่?"นั่นคือคำถามแรกที่เฉียวปิงเซียวนางเอ่ยถามท่านปีศาจกระทิงเฒ่าแสนจะมากเล่ห์ร้อยกลของตนเอง เพราะนางจับสังเกตได้ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วเขาปกป้องนางได้ทันท่วงที โดยไม่ทำให้นางล้ม หรือกระทบกระเทือนไปถึงครรภ์เลยเช่นนี้"ยอมรับว่ารู้แจ้งที่เสิ่นลี่เย่นางสามารถหลบหนีออกมาจากน้ำเต้ากักปราณได้ จนถึงรู้ว่าเฉินเซินนั้นจะสละชีพตนเองในวันนี้ แต่เรื่องสืออีนั้นอยู่นอกเหนือแผนการทั้งสิ้น ข้าเองก็ไม่คิดว่านางจะ...จะสละชีพทั้งที่...ทั้งที่...""นางกำลังมีครรภ์อ่อน"เป็นฟ่าน
ตอนที่ 104พอถึงฤกษ์ดีเหมาะสมแก่เวลา กายสูงสง่าของหานไท่หมิงที่สวมอาภรณ์วิจิตรทรงเครื่องครบครันตามราชประเพณีก็ก้าวเท้ามั่นคงขึ้นสู่บัลลังก์ทองนั้นด้วยกิริยาสงบเยือกเย็น สีหน้านั้นมิได้หวั่นไหวตกประหม่าต่อสายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลายมากมายมืดฟ้ามัวดินตรงหน้าสักนิด ซึ่งหากกะคำนวณด้วยสายตาคงร่วมสองถึงสามพันชีวิต ข้างกายเยื้องออกไปทางด้านหลังคือเฉินเซินในชุดองครักษ์ดูเคร่งขรึมการนี้มิใช่เพียงเหล่าขุนนางของหนานสุ่ยเท่านั้น ทว่ายังรวมเอาชาวเมืองมาพร้อมกันไม่น้อยอีกด้วย ซึ่งแน่แท้แล้วว่านอกจากชาวเมืองแล้วยังมีราชทูตของต่างดินแดนต่างเผ่ามาร่วมงานนี้ไม่น้อย พิธีการต่างผ่านไปด้วยดี จวบจนในยามที่กายสูงสง่าก้าวขึ้นไปนั่งลงบนบัลลังก์เสียงแซ่ซ้องกึกก้อง ใบหน้าหล่อนั้นเปิดรอยยิ้มจริงใจส่งไปให้ปวงประชา ถึงจะทราบดีว่าห่างไกลถึงเพียงนี้พวกเขาคงยากจะมองเห็น แต่เขาก็อยากจะยิ้มมอบให้ประชาชนของตนเองอยู่ดี ...ก่อนที่ดวงตาเรียวทรงดอกท้อนั้นจะดึงกลับมาจากลานด้านล่างแล้วลุกขึ้นเดินมุ่งตรงไปเบื้องหน้า เท้าแกร่งนั้นหยัดยืนขึ้นแช่มช้า จุดหมายคือหน้ามุขซึ่งเชื่อมต่อไปยังลานกว้างที่มีชาวหนานสุ่ยมากมายรอคอยยลโฉมพระ
เช่นคราวนี้ที่หยางเทียนจวินถูกจับได้ว่าเขาถูกจิตมารเข้ากลืนกินปราณเทพอาวุโสจนถูกปลดจากอำนาจปลดลงจากตำแหน่ง ด้วยมติของสภาเทพอาวุโสและเหล่าเทพบรรพกาล และลงทัณฑ์ให้ลงมาเวียนว่ายตายเกิดยังภพมนุษย์ไปอีกหลายหมื่นปียากจะหลุดพ้นกลับคืนแดนเซียน ส่วนทางฝ่ายราชามารเช่นอวี่จงเจี้ยนนั้นต่อให้จะมิไร้หัวหรือขาดหาง แต่ก็มิได้แข็งแกร่งมากพอจะมาต่อกรกับแดนเผ่าสวรรค์ในเร็ววันนี้ดังนั้นทุกสิ่งในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาจึงสงบดีแล้วทั้งหกดินแดนสี่บรรจบ จะมีก็เพียงกลิ่นอายความแค้นของเสิ่นลี่เย่เท่านั้น นี่ต่างหากคือด่านเคราะห์อันแท้จริงของศิษย์รักหนึ่งเดียวของเขา...เฉียวปิงเซียว...หากวันนี้นางผ่านมันไปได้ อายุขัยของนางก็อาจจะยืนยาวต่อไป ทว่าหากไม่ ก็ถือว่าสองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าชาติที่ผ่านมาบนโลกมนุษย์สูญเปล่า กับเวลาบนเผ่าเทพหนึ่งหมื่นหกพันปีสลายสิ้น เทพธิดาโอสถจะเหลือสภาพเพียงซากต้นโสมแดงหนึ่งหัวเท่านั้น มิอาจทราบได้ว่าจะต้องบำเพ็ญเพียรไปอีกกี่หมื่นกี่แสนปี นางจึงจะได้โอกาสหวนคืนทำเนียบเซียนอีกคราว"หมิงเกอ"นิ้วมือเล็กขาวนั้นถูกบีบกระชับจากฝ่ามือแกร่ง วันนี้สุดท้ายก็มาถึงจนได้ ซึ่งหานไท่หมิงเองเขาก็
ตอนที่ 103แต่เพราะบัดนี้นางสูญสิ้นอำนาจไม่พอ ท่านจอมปีศาจเนี่ยฉืออู่ผู้เป็น 'นายท่าน' ของนางเขายังถูกเจ้าเฒ่าเสวี่ยจิ่นคงจับกลับไปคุมขังยังดินแดนโลกันตร์รอรับโทษประหาร นางจึงขาดคนช่วยเหลือได้ทั้งหมด มีแต่ต้องช่วยตนเองในวันนี้ แต่ขาดกำลังผู้ช่วยเหลือนั่นยังไม่สำคัญเท่า นางไร้คนประกอบพิธีอาบโลหิตและดื่มกินดวงใจเด็กน้อยมาถึงสองรอบแล้วสภาพดวงจิตนี้อ่อนแอไม่น้อย ต่อให้นางไปยึดร่างกายมนุษย์ได้มา แต่ก็เป็นร่างกายของศพหญิงชราเท่านั้น เพียงสามวันที่ครอบครองซากศพนี้จึงมีแต่ถดถอยรอวันกายนี้เน่าสลายไปเท่านั้น เช่นนั้นเวลาของนางจึงใกล้จบสิ้นลงเต็มทน ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เสิ่นลี่เย่นางยกความดีความชอบจนนางมิอาจปล่อยวางชำระแค้นไปได้ก็คือหนึ่งบุรุษกับหนึ่งสตรีไร้ยางอายเช่นเฉียวปิงเซียวที่มันกำลังจะสุขสมหวังทุกประการนั่นผู้เดียวเท่านั้น"หึ!...หากวันนี้เจ้ามิถูกข้าเผาผลาญจนสิ้นชาติกลายเป็นเพียงน้ำแข็งถูกสลายจนมิอาจหวนกลับคืนสวรรค์ ต้องกลายไปเป็นเพียงต้นโสมหนึ่งต้นก็อย่างได้มาเรียกข้าว่าเสิ่นลี่เย่อีกต่อไปเลยเฉียวปิงเซียว"ดวงตาคมของสตรีแก่ชราวัยใกล้เฉียดร้อยในสายตาของชาวบ้านที่พบเห็นนั้นจับจ้องไปที่เกี้
ซึ่งทุกกิริยาของฉู่อิงฮวาล้วนตกอยู่ในสายตาของถานเมิ่งจีทั้งสิ้นเรียวปากงามจึงกระตุกเป็นรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาหนึ่งสายแล้วจางหายไปเร็วไว พอออกพ้นเขตของอารามหลวงมาได้ราวครึ่งชั่วยามท้องฟ้าก็ยังไม่กระจ่าง รวมกับมีหมอกจางๆ ช่างเป็นบรรยากาศที่ถานเมิ่งจีนั้นต้องการอย่างยิ่ง นางหันไปสบตากับไป๋ลู่ชั่วขณะหนึ่
อนพิเศษ หลังจากเหตุการณ์ทุกสิ่งผ่านพ้นไปสามเดือนสกุลกู้และกู้ฮองเฮาถูกประหารจนสิ้นรวมถึงอีกหลายสกุลที่ร่วมมือกับสกุลกู้ ส่วนตำแหน่งไท่จื่อที่ว่างลงคราวแรกทุกคนล้วนคิดว่าจะต้องเป็นท่านอ๋องแปดแน่แล้วที่จะขึ้นมาแทนที่หลี่ไท่หยาง หากทว่ากลับผิดคาดเพราะท่านอ๋องแปดปฏิเสธของเป็นเพียงท่านอ๋องปกครองแคว้นหน
สุดท้ายนางไม่กล้ามองสบตาคู่นั้นของท่านอ๋องแปดจึงหลับตาลงเสียหากแต่เพียงนางหลับตากลับจับสัมผัสของปลายนิ้วเรียวยาวได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิมความต้องการตามธรรมชาติกำลังเล่นงานสาวน้อยแทบแดดิ้น ถานเมิ่งจีพยายามหุบเรียวขาเข้าหากันแต่ก็ติดที่ร่างใหญ่นั้นขวางกั้นยากจะต่อต้านยิ่งเขาเพิ่มจังหวะเร่งเร้ารุนแรง
ถึงอ่อนล้าปวดตึงไปหมดทั้งร่างแต่ถานเมิ่งจีก็ไม่กล้าบ่นเพราะยิ่งนานนางก็ยิ่งทราบว่าแท้จริงแล้วท่านอ๋องแปดนั้นเป็นบุรุษที่จริงจังกับทุกสิ่งและแสนจะเข้มงวดนางยังไม่อยากถูกอีกฝ่ายลงโทษทั้งที่อีกฝ่ายก็ไม่เคยเอ่ยคำว่าจะลงโทษกันมาก่อนก็ตามแต่กลิ่นกายของเขานับวันยิ่งรับรู้ได้แต่กลิ่นอายอำมหิตนี่นาไม่กลัวเข







