LOGINหมับ!
“นึกว่าเจ้าหลบหนีไปแล้วเสียอีก ข้าคิดจะไม่เอาความนางมารน้อยเช่นเจ้าแล้วโดยแท้ แต่เจ้ากลับย้อนกลับมาเช่นนั้นความแค้นนี้ข้าคงต้องชำระเสียในค่ำคืนนี้แล้วคุณหนูสี่”
สวรรค์!
นางไปล่วงเกินผู้ใดบนแดนเทพเซียนเอาไว้กันแน่ ราตรีนี้จึงไม่ง่ายดายเช่นนี้ หลุดพ้นจากเงื้อมมือของนางอสรพิษหน้าขาวม่านอวี้ก็มาตกอยู่ในกำมือของบุรุษแปลกหน้าที่มีร่างกายใหญ่โตราวกับยักษ์ มองหาทางรอดล้วนไม่เห็นเช่นนี้
“ปล่อยข้า…”
สติของนางกำลังจะไม่ไหวอีกครั้ง แต่กลับมาติดอยู่กับบุรุษแปลกหน้าที่ตนดันไปก่อความแค้นให้อีกฝ่ายเอาไว้ ถานเมิ่งจีอยากกรีดร้องออกมากกับโชคชะตาของตนยิ่งนัก แต่ที่ทำได้มีเพียงต้องจิกเล็บลงไปบนฝ่ามือ หวังใช้ความเจ็บปวดฉุดดึงสติเอาไว้อีกครั้ง เพราะบัดนี้นางหอมกลิ่นกายของคนผู้นี้จนเคลิบเคลิ้มไปหมดแล้ว
“คุณชายได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด ที่ล่วงเกินเมื่อครู่ล้วนมิได้ตั้งใจ หรือหากคุณจะถือโทษให้จงได้ เช่นนั้นท่านเพียงแจ้งชื่อแซ่ของท่านมา พรุ่งนี้มาเยือนเมิ่งจีจะไม่คิดรีรอนำของกำนัลพร้อมบิดาไปขอโทษจนถึงจวนของท่านไม่บิดพลิ้วแน่แท้เจ้าค่ะ”
“? …”
หลี่ปิงเฉิงจากเมืองหลวงไปสามหนาว มิคาดกลับคราวนี้นางมารน้อยที่เคยทำสตรีที่เขารักใคร่รองจากมารดาแท้ ๆ ต้องตายอย่างอนาถจะเปลี่ยนไปราวกับไม่ใช่คนผู้เดียวกันเช่นนี้ไปได้ จึงจับกายเล็กให้ตกอยู่ใต้แสงของโคมไฟ กลับยิ่งตกใจกับสภาพที่เห็นจนพูดไม่ออกไปเป็นครู่ใหญ่ เพราะสายตาที่นางมองมานั้นว่างเปล่าสิ้นเชิง! ที่แท้สามหนาวผ่านมาคุณหนู่สี่ผู้นี้นั้นเป็นอันใดไปกันเล่า?
“เจ้าบาดเจ็บนี่ ไม่ใช่ว่าไปก่อเรื่องใดมาอีกกระมัง หึ! หวังว่าเจ้าคงไม่ได้ไปรังแก หรือทำร้ายสตรีของไท่จื่อคนใดมาอีกแล้วหรอกนะเมิ่งจี”
กว่าจะควานหาเสียง และเรียบเรียงความคิดได้ก็ใช้เวลาไปพอสมควร ซึ่งพอตั้งสติได้หลี่ปิงเฉิงก็คิดได้ในทันทีว่านางมารน้อยเมิ่งจีไม่มีวันไปทำเรื่องดี อีกทั้งไม่มีทางถูกผู้อื่นรังแก หรือทำร้าย เพราะมีแต่นางเท่านั้นที่จะทำร้ายผู้อื่น ก็ตลอดมาที่เขาจดจำภาพของคุณหนูสี่ของถานไท่เว่ยล้วนไม่มีความดีเลยสักครั้งนี่นา เช่นนั้นจะให้เชื่อโดยง่ายว่านางนั้นเปลี่ยนไปเห็นจะยากสักหน่อย
“ขออภัยที่ต้องเสียมารยาทถาม ระหว่างพวกเราเคยรู้จักก่อนมาก่อนหรือเจ้าคะคุณชาย…”
เพราะดูจากกิริยาที่อีกฝ่ายแสดงกับตนทั้งสองครั้งที่พบกัน ดูเช่นไรคนผู้นี้ก็คล้ายจะรู้จักคุ้นเคยกับถานเมิ่งจีมาก่อนเพียงแต่นางนั้นไม่ใช่ถานเมิ่งจีในอดีต ความทรงจำทั้งหมดผ่านมาหนึ่งหนาวกลับจำได้ไม่ถึงสามในสิบส่วน ดังนั้นบุรุษตรงหน้านางยามนี้เป็นผู้ใด เคยพบหน้ากันมาก่อนหรือไม่ หรือกระทั่งสนิทชิดเชื้อกันเพียงใด นางล้วนจำเขาไม่ได้สักนิดจริง ๆ
“???”
เป็นอีกครั้งที่หลี่ปิงเฉิงต้องจับจ้องใบหน้าที่ดูยับเยินนิ่ง ๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ ด้วยหวังจะจับผิดว่านางโกหกหรือกำลังเล่นตลกอันใดกับตนเองอยู่กันแน่ หากแต่แสงสะท้อนจากโคมไฟกลับมีเพียงแววตาสงสัยจริง ไร้ร่องรอยมากเล่ห์และร้ายกาจเช่นในอดีตเมื่อครั้งนางยังมีวัยเพียงสิบสามหนาวอีกเลย นางในยามนี้มีแต่แววตาสงสัยอยู่สามส่วน กับอีกเจ็ดส่วนดูดำมืดไปด้วยเพลิงเสน่หา!
“หากเราเคยรู้จักกันเมิ่งจีต้องขออภัย เพราะอุบัติเหตุเมื่อหนึ่งหนาวก่อนที่รถม้าของเมิ่งจีตกลงไปในแม่น้ำฮวงเหอ กว่าจะถูกช่วยขึ้นมาก็สาหัสอยู่หลายวัน ดังนั้นจนถึงวันนี้ความทรงจำของข้านั้นก็ยังไม่กลับมา เช่นนั้นแล้ววันนี้ล่วงเกินคุณชายไป เมิ่งจีต้องขออภัยจากใจจริงเจ้าค่ะ”
นางถอยกายออกไปเล็กน้อย จากนั้นจึงคารวะอีกฝ่ายด้วยกิริยาสุภาพที่สุดเท่าที่ตนเองจะสามารถทำได้ภายในใจนั้นก็ภาวนาให้เขายอมปล่อยนางกลับไปที่รถม้าสักครา เพราะอีกไม่นานงานเลี้ยงจะเลิก ให้ตายนางก็ยอมให้ผู้คนพบพานสภาพของตนที่ยับเยินราวกับไปตบตีกับใครมาเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
“มือของเจ้าบาดเจ็บ!”
มารดาห่านมันตายเถอะ!
ถานเมิ่งจีสบถได้เพียงในใจ เพราะต้องคีปลุกคุณหนูสี่ผู้บอบบางและไร้เดียงสา ต่อให้สติไม่เต็มร้อยเพียงใดแต่เรื่องรักษาหน้านี้นางกลับจำได้ขึ้นใจไม่จางหายเลยทีเดียว
“คุณชายท่านนี้ เมิ่งจีขอบคุณที่ห่วงใย ทว่าไม่เป็นอันใดจริง ๆ นี่คืออุบัติเหตุเล็กน้อยเท่านั้น เมิ่งจีขอตัว”
นางจะไม่ไหวแล้วจริง ๆ ต่อให้มีบาดแผลที่ฝ่ามือ และมันลึกไม่น้อย ทว่าบัดนี้ฤทธิ์ยานรกนั้นกำลังจะมีอิทธิพลเหนือทุกสิ่งแล้วจริง ๆ เรือนกายอรชรเริ่มสั่นสะท้านจนหลี่ปิงเฉิงที่ผ่านประสบการณ์ทั้งดีและร้ายมายี่สิบเจ็ดหนาวขมวดคิ้วแน่นเขาจับไปที่ข้อมือเล็ก ใบหน้าพลันตึงเครียดเพราะชีพจรของเด็กสาวตรงหน้าบอกเขาได้ว่านางไม่ปกติ ยิ่งรวมกับแววตาคู่งามของนางด้วยแล้ว เห็นทีจะไม่ผิดไปเป็นแน่ว่านางตกอยู่ในฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัดเข้าเสียแล้ว
“เจ้าเล่นของร้ายแรงทีเดียวนะคุณหนูสี่”
มุมปากแกร่งแสยะยิ้มดุดัน ยิ่งเขาสังเกตนางให้ถี่ถ้วนกลับยิ่งใบหน้าบึ้งตึง เพราะบัดนี้ผิวหน้าและผิวกายของเด็กสาวตรงหน้าแดงก่ำชวนตกใจ แต่ยังไม่ทันเอ่ยอันใดกลับมีเสียงคนคุยกันใกล้เข้ามา ด้วยสัญชาตญาณนักรบหลี่ปิงเฉิงจึงดึงร่างเล็กเข้ามากอดเอาไว้ในมุมมืด ซึ่งการกระทำเช่นนั้นคล้ายกับอีกฝ่ายถีบให้ถานเมิ่งจีที่ถูกฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดครอบงำลงนรกในทันใด
เด็กสาวจิกเล็บย้ำลงไปบนรอยแผล แต่คราวนี้กลับแทบไร้ผล สติของนางกำลังเตลิดเพราะกลิ่นกายของบุรุษ แต่ถึงสติจะริบหรี่เหลือไม่ถึงสองส่วน ทว่านางก็พยายามสูดลมหายใจเข้าท้องแล้วเริ่มท่องบ่นบททวดมนต์เท่าที่จะจำได้ แต่นรกมันเถอะ!
ยิ่งนางสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นกายของบุรุษตรงหน้ากลับยิ่งยั่วยวนจนนางมือไม้สั่นอยากฉีกกระชากอาภรณ์ของอีกฝ่ายให้ขาดกระจุย ในหัวเริ่มมีภาพไม่สมควร ขันติที่เพียรสร้างพลันกลายเป็นขันแตก นางเริ่มไถลปลายจมูกเรียวเล็กไปตามหน้าอกแกร่ง เพราะความสูงของตนสูงเพียงแค่หน้าอกแกร่งของบุรุษแปลกหน้า มือเล็กสองข้างก็เริ่มอยู่ไม่นิ่ง
“ได้โปรด...”
สติอันเลือนรางบอกให้นางวิงวอนหวังให้เขาเมตตา แต่คนที่มีความแค้นเก่าก่อนแน่นอุรามานานถึงสามหนาวกลับหาได้เห็นอกเห็นใจ เขาเฝ้ารอวันที่เด็กสาวแสนยิ่งยโสต้องวิงวอนร้องขอความเมตตาจากเขามาโดยตลอด ไหนจะเจ้าไท่หยาง พี่ชายต่างมารดานิสัยต่ำทรามตัวแสบผู้นั้นก็อีก หากเขาช่วงชิงคนของมันมาเป็นของเขาได้คงสาแก่ใจไม่น้อย ยิ่งครั้งนี้เป็นนางที่รนหาที่ มิใช่เขาที่เริ่มต้นสักหน่อย
“ได้สิคุณหนูสี่ ข้าจะเมตตาเจ้าเอง!”
รอยยิ้มราวกับปีศาจร้ายนั้นถานเมิ่งจีมองไม่เห็น เพราะสติของนางขาดหายไปแล้วชั่วขณะ หลี่ปิงเฉิงจึงยกมือเป็นสัญญาณให้คนสนิทของตนทั้งสองเปิดทางสะดวกให้ แล้วเขาจึงยกร่างเล็กขึ้นบ่าแบกตรงไปยังตำหนักรับรอง แทนที่จะเลือกกลับตำหนักของตนยังนอกเมืองลั่วหยางเช่นปกติที่เคยปฏิบัติมานับจากได้แยกตำหนักเมื่อครบวัยสิบหกหนาว
“หลังจากนี้อีกหนึ่งชั่วยาม เจ้าต้องหาทางให้คนไปพบข้ากับนางอยู่ร่วมกันให้จงได้”
มุมปากแกร่งกระตุกอย่างพึงใจหลังจากสั่งคนของตนให้ดำเนินตามแผนที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาเมื่อครู่ที่ตนสัมผัสได้ว่าคุณหนูสี่ตัวร้ายกำลังเผชิญเรื่องลำบาก แน่นอนว่าบุรุษผู้ผ่าเผยเช่นเขาย่อมไม่ทิ้งโอกาสชำระแค้นที่นางกับหลี่ไท่หยางร่วมกันทำกับ ‘เหลิ่งหลิงจู’ คุณหนูใหญ่ของท่านอัครมหาเสนาบดีเหลิ่ง สตรีที่เขารักปักใจจนคิดตบแต่งนางมาเป็นพระชายาคู่เคียงใจ หากแต่เพราะหลี่ไท่หยางและถานเมิ่งจีก็มาพรากชีวิตของนางไปจากเขาเมื่อสามหนาวก่อน จนเขามิอาจรั้งอยู่เมืองหลวง ต้องหลบไปเลียแผลใจไกลถึงแคว้นหย่ง แล้ววันนี้นางเดินมาวิงวอนเขาด้วยตนเอง หากไม่ ‘เอาคืน’ ก็ไม่ใช่หลี่ปิงเฉิงตัวจริงแล้ว
“ท่านจะพาข้าไปที่ใด”
ช่วงหนึ่งที่สติคืนกลับ ถานเมิ่งจีก็ร้องถามขึ้น หากแต่กลับไร้คำตอบ นางวิงเวียนที่ตนเองถูก ‘แบก’ เดินลัดเลาะเป็นครู่ เลยทำให้เด็กสาวยิ่งเลือนรางแทบจำไม่ได้แล้วว่าตนเองคือผู้ใด บิดามารดาชื่ออันใดไปแล้ว
“พาไปขึ้นสวรรค์”
‘หลังจากนั้นเจ้าจะตกลงไปในขุมนรกกับข้าไปชั่วชีวิต!’ ประโยคหลังทั้งหลายแน่นอนว่าหลี่ปิงเฉิงนั้นไม่ได้กล่าวออกไป ฝ่ายคนถูกแบกราวกับกระสอบข้าวก็วิงเวียนจนไม่เข้าใจอันใดทั้งสิ้น ยิ่งรวมกับฤทธิ์ยาที่กำลังพุ่งขึ้นสูงสุด สติที่พึงมีเลยไม่เหลือ จากที่สมควรหวาดกลัวบุรุษแปลกหน้า เด็กสาวจึงไม่รับรู้ ดังนั้นพอร่างน้อยถูกวางลงบนเตียงกว้าง สาวน้อยจึงยิ้มหวานหยาดเยิ้มแทนที่จะด่าทอหรือตบอีกฝ่ายให้คว่ำเช่นนิสัยปกติของตนเอง
“ให้ข้าช่วยเจ้านะ”
ถานเมิ่งจีมองอีกฝ่ายที่ค่อย ๆ คืบคลานขึ้นมาบนเตียงแล้วลมหายใจพลันสะดุด ร่างกายแกร่งเริ่มปลดอาภรณ์ตนเองเรือนกายแกร่งค่อย ๆ ปรากฏให้เด็กสาวหน้ามืดตาลาย รู้สึกเมากล้ามเนื้ออันสมบูรณ์ของอีกบุรุษตรงหน้าไปหมด ยิ่งมองลงต่ำ ลมหายใจของนางติดขัดขาดห้วง
“เช็ดน้ำลายหน่อยดีหรือไม่คุณหนูสี่”
ผู้เพิ่งเคยต้องลงทุนยั่วยวนสตรีด้วยรูปกายของตนยิ้มร้ายกาจในยามที่แลเห็นสายตาของเด็กสาวมองเขาราวกับอยากจะกลืนกินลงท้องเสียเดี๋ยวนี้ เขาก็ยิ่งสนุกอย่างที่ชีวิตหนุ่มหลายหนาวไม่เคยพบพาน
“อยากสัมผัสข้าหรือไม่เล่า?”
ไม่เพียงแค่ถาม แต่หลี่ปิงเฉิงนั้นยังขยับกายของตนเข้าไปใกล้เรือนกายอรชรอีกนิด แล้วจับมือเรียวเล็กและเนียนนุ่มมาสัมผัสเรือนกายแกร่งของตนเอง เริ่มจากหน้าอกตึงแน่น และเพียงนางสัมผัส กลับเป็นเขาที่ลมหายใจสะดุด อารมณ์เสน่หาพลันปะทุเดือดราวกับเป็นเขาเองที่ถูกฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด
“ข้าปลดอาภรณ์แล้ว เจ้าก็อย่าเอาเปรียบกันเลยนะเมิ่งจี”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่เป็นไปเอง หาได้ตั้งใจ พร้อมมือแกร่งที่ลูบไล้ข้อเท้าเล็กแล้วปลดรองเท้าผ้าไหมอย่างดีโยนออกไปทีละข้าง จากนั้นจึงขยับมือลูบไล้เรียวขางดงามสูงขึ้นจนเจ้าของเรียวขาถึงกับสั่นสะท้าน เสียงหวานก็หลุดออกมาจากเรียวปากจิ้มลิ้ม
“ทรมานมากใช่หรือไม่เล่าเมิ่งจี?” เสียงแหบห้าวเอ่ยถามหยอกเย้าชวนวาบหวามไม่น้อย
“อืม...ข้าทรมานยิ่งนัก”
“แล้วอยากให้ข้าช่วยเจ้าหรือไม่เล่า?”
มือแกร่งลูบไล้สูงขึ้นไปจนเฉียดใกล้บุปผางามที่กำลังปวดหนึบ ลมหายใจของถานเมิ่งจียิ่งหอบแรงจนทรวงอกขนาดพอดีตัวสะท้านไหว ทุกการกระทำเหล่านั้นยั่วยุจนบัดนี้เด็กสาวไม่หลงเหลือสติใดอีกต่อไป ตัวตนของนางเป็นผู้ใดเด็กสาวก็สับสนไปหมด
“ช่วย...ฉันต้องการคุณ...ต้องการคุณจริง ๆ ได้โปรด...”
เด็กสาวทรมานจนน้ำตาไหลออกมาทางหางตา ส่วนลึกภายในใจของนางต่อต้าน แต่ยากจะฝืนทนกับความฤทธิ์แรงร้อนจากยาปลุกกำหนัดที่ถานม่านอวี้ตั้งใจจัดหาที่แรงที่สุดมามอบให้น้องสาวที่เกิดมาก็แย่งทุกสิ่งทุกอย่างไปจากตน จนสุดท้ายบัดนี้นางสับสนไปหมดว่าที่แท้ตนเป็นผู้ใดกันแน่ เลยเอ่ยวาจาออกมาเป็นภาษาแปลก ๆ ฝ่ายหลี่ปิงเฉิงเมื่อได้ฟังคำกล่าวนั้นออกจะแปลกใจ เพราะไม่คุ้นหู แต่ก็เข้าใจได้ว่านางกำลังวิงวอนสมดังใจปรารถนาแล้วจึงไม่รีรอ เพราะเวลาของตนนั้นมีเพียงหนึ่งชั่วยาม ซึ่งแน่นอนคุณหนูสี่ผู้เป็นบุตรสาวของถานไท่เว่ยมาสูญหายไปภายในวังหลวงย่อมต้องเป็นเรื่องใหญ่สมดังที่เขาต้องการ เพียงคิดว่าหลี่ไท่หยางจะต้องเจ็บปวดเสียหน้าเช่นที่ตนเองประสบ เขาก็แทบจะรอให้ถึงเวลานั้นไม่ไหวอีกแล้ว
ถานเมิ่งจีรับรู้ได้ถึงแรงขยับเคลื่อนกายขึ้นมาคร่อมอยู่เหนือร่างเล็กของตนจากบุรุษแปลกหน้า ส่วนลึกบอกให้นางผลักหรือถีบเขา แต่มันก็เป็นเพียงเสียงร้องตะโกนมาจากที่ไกลแสนไกลจนไร้ผลใดให้นางทำตาม เด็กสาวแหงนหน้าขึ้นไปมองสบตาคู่ดุด้วยกิริยาเลื่อนลอย หลี่ปิงเฉิงเห็นเช่นนั้นก็พลันกดมุมปากจนบังเกิดรอยยิ้มร้ายออกมาหนึ่งสาย แล้วจึงลดใบหน้าลงไปกัดติ่งหูเล็กน่ารักอย่างยากจะหักห้ามใจ
“เจ้าไม่เปลี่ยนใจแน่นะเมิ่งจี” กระซิบแล้วจึงเป่าลมร้อนไปที่ใบหูขาวผ่องราวเติมเชื้อเพลิงลงไปในกองไฟที่กำลังลุกโชนแสงให้ยิ่งแรงร้อนจนยากจะดับได้
“ไม่...ไม่เปลี่ยน”
แน่นอนอยู่แล้วว่าคำตอบของนางต้องเป็นเช่นนี้ ดังนั้นเพียงจบสิ้นคำตอบที่เขารู้แจ้งอยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าคมสันจึงโน้มลงไปซุกไซ้ซอกคอระหงที่ผู้เป็นเจ้าของก็เต็มใจเปิดทางให้ด้วยดี กลิ่นหอมของเด็กสาวที่เขาชิงชังมาตลอดสามหนาวช่างหอมหวนชวนให้เขาแทบควบคุมตนเองไม่ไหว และเพียงริมฝีปากร้อนนั้นขบเม้มไปตามผิวอ่อนของตนเอง ถานเมิ่งจีก็ได้สัมผัสกับความซ่านสยิวเป็นครั้งแรกในชีวิตสาวที่นับรวมสองชีวิตคือยี่สิบเอ็ดหนาว จนสติไม่มีเหลืออยู่แล้วยิ่งมัวเมาไปกับรสเสน่หาขึ้นไปอีกหลายส่วน!
ตลอดงานพิธีการในช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่ลงจากหลังม้าจนยกน้ำชาให้กับฮ่องเต้และฮองเฮา ถานเมิ่งจีทำทุกสิ่งถูกต้องเพราะนางทำใจได้แล้ว คิดว่านับจากนี้นางคือลูกจ้าง ส่วนท่านอ๋องแปดคือนายจ้าง เรื่องทางกายนางคิดหลบหลีกคงยาก ซึ่งคิดให้ดีหลี่ปิงเฉิงเปิดเผยพูดจาจริงใจยังดีกว่าหลอกลวงให้นางคิดเข้าข้างตนเอง‘เป็นเช่นนี้ย่อมดีแล้ว’ นางคิดในใจอย่างไม่ถือโทษโกรธท่านอ๋องแปดอีกต่อไป เพราะเขาชัดเจน นางเองก็จะได้ชัดเจนเช่นกัน ระหว่างนางกับเขามีเพียงความใคร่ หากร่วมหมอนจะไม่มีสิ่งใดเกินไปจากนั้น“เจ้าเหนื่อยเกินไปจนสติวิปลาสไปแล้วหรือ?”หลี่ปิงเฉิงที่สังเกตมาพักใหญ่แล้วเห็นว่าถานเมิ่งจีนั้นดูยิ้มแย้มใบหน้าผ่องใส ผิดกับเมื่อครั้งลงจากหลังม้ามาพร้อมกัน ก็ให้สงสัยว่าที่ตนพูดออกไปอาจทำร้ายจิตใจนางจนสติวิปลาสไปแล้วหรือไม่ จึงดูกลับมาร่าเริงได้ไวถึงเพียงนี้ หรือผู้ใดแอบเอาน้ำชาต้าหมา (กัญชา) ให้นางกินเข้าไป จึงดูอารมณ์ดีเกินไปเช่นนี้“เหนื่อยนั้นมาก แต่รู้สึกว่าการแต่งงานนี้ที่จริงก็หาได้เลวร้าย จึงทำให้หม่อมฉันอารมณ์ดีเพคะ” หญิงสาวหันไปคุยกับเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มออกมาจากใจจริงแท้ ดูอย่างไรนางก็ไม่ได้เสแสร้งจนเ
ตอนที่ 14แปดวันช่างผ่านไปเร็วนัก นับตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาถานเมิ่งจีและถานม่านอวี้ถูกเหล่าฮูหยินถานและถานไท่เว่ยพาเข้าไปยังหอบรรพชนโดยมี ‘ถานเหยียนซ่ง’ บุตรชายคนรองสายตรงที่จะรับตำแหน่งผู้นำสกุลถานคนต่อไป ซึ่งเพิ่งกลับมาจากชายแดนถึงสกุลถานเมื่อสองวันก่อนก็เข้าไปร่วมชมพิธี ‘อำลาบรรพชน’ เช่นสตรีทุกคนในดินแดนต้าเซิ่งแห่งนี้ล้วนต้องกระทำเมื่อยามออกเรือน และถานเหยียนซ่งในอนาคตแน่นอนว่าจะต้องทำหน้าที่บิดาส่งบุตรสาวออกเรือนต่อจากถานหมิงฮ่าวคนเดียวที่ไม่อาจเข้าร่วมมีเพียงถานเถียนหย่ง ถึงภายนอกอีกฝ่ายไม่แสดงกิริยาไม่พึงใจออกไป แต่ภายในใจของคุณชายสามกลับเต็มไปด้วยความริษยาพร้อมจะสาดเพลิงโทสะสังหารพี่ชายต่างมารดาที่ได้ดีมีหน้ากว่าตนทุกสิ่ง โดยไม่สนใจว่ากว่าถานเหยียนซ่งเขาจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ลำบากยากเข็ญเพียงใด ต้องฝึกฝนวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่วัยเพียงห้าหนาว จนเก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋นและบู๊ต่างจากเด็กวัยเดียวกันมากเพียงใด“เริ่มท่องคติธรรมครองเรือนแห่งต้าเซิ่งได้แล้ว เสี่ยวม่าน เสี่ยวเมิ่ง”สองกายอรชรในอาภรณ์สีแดงลวดลายนกยวนยางคู่สีทองนั่งบนเบาะหน้าแท่นวางป้ายวิญญาณคนสกุลถานเคียงข้างกัน โดยมีเห
ตอนที่ 13หน้าจวนสกุลถานไท่เว่ยวันนี้พอได้ฟังว่าหลานสาวตัวน้อยกำลังจะกลับจวน เหล่าฮูหยินถานก็ไม่กลัวแดดกลัวลมสั่งให้บ่าวไพร่ชายหญิงยกเก้าอี้มาให้นั่งรอตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันสาดแสงเลยด้วยซ้ำ เห็นแล้วสองพี่น้องถานเถียนหย่งและถานม่านอวี้ต่างก็ริษยาจนขนตาแทบไหม้“ท่านย่ากลับไปรอในโถงกลางดีหรือไม่เจ้าคะ แดดเริ่มแรงแล้ว ประเดี๋ยวจะป่วยเอาได้นะเจ้าคะ” ถานม่านอวี้ที่ไม่ยอมพลาดทุกการเคลื่อนไหวของศัตรูตัวร้ายของตนเร่งรุดตรงไปเอาหน้ากับผู้เป็น ‘ท่านย่า’ เพื่อประจบสอพลอ แต่ดูไม่ประจบสอพลอ ทว่ากิริยานั้นดูห่วงใยจากใจจริง แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาขนาดเหล่าฮูหยินมีหรือจะมองไม่ออก ถึงนางมองออกและเท่าทันอย่างไร เหล่าฮูหยินถานกลับไม่แสดงออกมา นางเลือกที่จะเก็บจดทดเอาไว้ในใจเพียงเท่านั้น เพราะหนึ่งในอดีตนางเคยใจร้ายกับมารดาของถานม่านอวี้ จนสุดท้ายพอคลอดถานเถียนหย่งออกมาได้เพียงเจ็ดวัน สตรีผู้นั้นก็แขวนคอตายจากไปกับสองเพราะนางผ่านโลกมานานจึงทราบว่ายิ่งตนเองตำหนิถานม่านอวี้ก็คล้ายดังนางโยนถ่านร้อน ๆ ไปใส่ถานเมิ่งจี เช่นนี้ที่ผ่านมานางจึงทำราวกับเป็นคนแก่สายตาไม่ดีหูก็ตึง ถานม่านอวี้รังแกถานเมิ่งจีบ
ผ่านไปถึงเจ็ดวันกว่าที่ถานเมิ่งจีจะลุกขึ้นจากเตียงไหว แต่ยังดีว่านับจากค่ำคืนนั้นหลี่ปิงเฉิงก็ไม่โผล่หน้ามาให้นางได้ลำบากใจอีกเลย ช่างดีต่อใจของนางอย่างยิ่งจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาถึงสิบเอ็ดวัน นางจึงได้โอกาสกลับจวนสกุลถาน เพราะเหลือเวลาสำหรับเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวอีกเพียงแปดวันเท่านั้น ซึ่งตลอดเวลาถานเมิ่งจีก็มีความสุขไม่น้อย เพราะที่ตำหนักซ่างหยางนี้ไม่มีถานม่านอวี้คอยทำให้นางปวดสมองกับความร้ายกาจที่มาในคราบของผู้ถูกกระทำ แล้วผลักภาระบทนางร้ายให้นางแสดงอยู่ทุกวัน ยิ่งท่านอ๋องแปดทำตัวดังกับว่าได้ตายจากไปแล้วนางยิ่งสุขล้น!“รถม้ามารอที่หน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะพระชายาถาน” คนที่กำลังเตรียมตัวจะลุกขึ้นเดินถึงกับสะดุดแทบล้ม ยังดีมีลู่เจียวช่วยประคอง เพราะอยู่ดี ๆ กลับถูกท่านกงกงอาวุโสเรียกนางว่า ‘พระชายาถาน’ ทั้งที่อีกตั้งแปดวันงานแต่งงานพระราชทานจะมาถึง“ทะ ท่านหลิ่วกงกง ข้ายังเป็นเพียงคุณหนูสี่เท่านั้น” นางเอ่ยแก้ความเข้าใจของท่านกงกงซึ่งดูจากหลายวันที่ผ่านมาแล้ว นางคิดว่ากงกงผู้นี้คงดูแลตำหนักซ่างหยางแห่งนี้ทั้งหมดเป็นแน่ อนาคตนางจะมาอาศัยที่ตำหนักแห่งนี้ก็สมควรพูดจาให้ดีกับกงกงผู้นี้เอาไ
ตอนที่ 11กึก! กึก!เสียงฝีเท้าหนักดังปลุกให้ลู่เจียวที่หลับอยู่หน้าเตียงของคุณหนูสี่สะดุ้งก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้าเลิ่กลั่ก ก่อนจะซีดจนขาวเมื่อเห็นจนกระจ่างว่าผู้มาเยือนในยามดึกดื่นนั้นคือ ‘ท่านอ๋องแปด’ หาใช่คนร้ายที่ใด แต่สำหรับนางแล้วให้เป็นคนร้ายยังน่ากลัวน้อยกว่าท่านอ๋องแปดหลายส่วนนัก!“ท่านอ๋องแปด!” “หุบปาก แล้วตามคนของเปิ่นหวางไปพักข้างนอก” ลู่เจียวนั้นยังคงนิ่ง เพราะไม่คิดทิ้งคุณหนูสี่ไว้กับบุรุษร้ายกาจนาม ‘หลี่ปิงเฉิง’ ต่อให้อีกฝ่ายมีใจคออำมหิตเพียงใดสาวใช้ผู้จงรักภักดีต่อนายสาวก็ไม่กลัวตาย“อยากตายสินะ!” กระบี่ในมือตวัดไปพาดบนลำคอเล็กของสาวใช้ไม่กลัวตายตรงหน้าเตียง แต่ถึงลู่เจียวจะหวาดกลัวจนตัวสั่นหน้าซีดเผือด แต่นางกลับไม่ยอมขยับเปิดทางให้แก่ท่านอ๋องแปดแม้เพียงเสี้ยวธุลี หลี่ปิงเฉิงจับจ้องสาวใช้ของคุณหนูสี่ราวกับจะฉีกเนื้อเลาะกระดูก นางเองก็กัดฟันจ้องตอบเช่นกัน กลัวตายนั้นนางก็มีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ แต่นางมีหน้าที่ ‘ปกป้อง’ คุณหนูสี่ ต่อให้ต้องตายลงเดี๋ยวนี้นางก็ไม่เสียใจ“!!!” ลู่เจียวเร่งหลับตาลงทันทีที่เห็นว่าท่านอ๋องแปดเงื้อมือที่กำด้ามกระบี่ขึ้นสูงสุดปลายแขน ทำใจเ
ตอนที่ 10และตลอดทั้งบ่ายไปจนถึงตลอดคืน ไข้ของถานเมิ่งจีก็ยังสูงอย่างน่าเป็นห่วง จนหลี่ปิงเฉิงต้องเรียกให้ท่านหมอหลวงจางมาพักค้างแรมภายในตำหนักซ่างหยางของตนเสีย เนื่องจากเกรงว่าหากคุณหนูสี่อาการทรุดหนักก็จะได้มีหมอรักษาได้ทันเวลาไม่ประมาทอีกต่อไป“บาดแผลของคุณหนูสี่นั้นไม่ธรรมดา เป็นไข้หนักถึงเพียงนี้ยังนับว่าน้อยหรือ หากให้กระหม่อมกล่าวความจริงจากใจก็คือนางไม่ตายก็นับว่าแกร่งเกินบุรุษบางคนอยู่มากแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋องแปด” ท่านอ๋องแปดรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะออกคำสั่งให้ซ่งจินนั้นไปรับตัวสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสี่แซ่ถานมาดูแลในช่วงสายของอีกวัน เพราะเขามีข้อราชกิจต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในช่วงค่ำของวันนี้ ไม่ไปไม่ได้ และคนในตำหนักข้างกายที่ตนวางใจได้มีแต่บุรุษทั้งสิ้น คงมีแต่วิธีเท่านั้นจึงพอคลายความกังวลว่านางอาจถูกอีกฝ่ายส่งคนมา ‘ซ้ำรอย’ จนนางถึงแก่ความตายไป เช่นนั้นแผนของเขาเห็นทีจะเสียหายไปไม่มากก็น้อยเป็นแน่“ข้าได้ข่าวว่าถานเมิ่งจีถูกลอบสังหาร เรื่องนี้จริงเท็จเป็นประการใดกันแน่ปิงเอ๋อร์” หลังจากประชุมขุนนางเสร็จเมื่อช่วงบ่าย บัดนี้จึงเป็นมื้อค่ำพร้อมหน้าทั้งไท่จื่อ กู้ฮองเฮา ร







