LOGIN“ปล่อยข้านะ!”
เพราะสติกำลังจะเลือนหายอีกครั้ง ถานเมิ่งจีจึงแสดงความรู้สึกออกมาโดยมิทันได้ตรึกตรองให้ดีเสียก่อน ทำให้คราวนี้ทุกสายตามองมาที่นางคล้ายจะตำหนิ จนถานม่านอวี้กดยิ้มร้ายส่งให้เด็กสาวอย่างสาแก่ใจที่คราวนี้ก็เป็นเช่นในอดีตที่ทุกคนมองนางเป็นพี่สาวที่ดี แต่นางมารน้อยเมิ่งจีนั้นมีผู้ใดไม่ทราบบ้างเล่าว่านางไม่เอาไหนจนถึงขั้นนิสัยแย่เพียงใด
“โธ่...น้องสี่ เจ้าคงทรมานมากใช่หรือไม่ ผู้ใดช่างลงมือเหี้ยมโหดกับน้องสี่เช่นนี้”
คราวนี้ถานเมิ่งจีถึงกับกัดฟันกรอด ควบคุมสติให้มั่นคงก่อนจะปั้นรอยยิ้มอ่อนหวานออกมาได้ราวกับเมื่อครู่นางไม่ได้แสดงกิริยาอยากฆ่าคนออกมาจนสิ้น
“พี่หญิงใหญ่ เมิ่งจีนั้นทรมานอย่างยิ่ง แต่เมิ่งจีโง่เขลาจึงมิอาจทราบได้ว่าเป็นนางปีศาจอสรพิษตนใดมันสารเลวลงมือกับเมิ่งจีเช่นนี้หึ!”
กล่าวจบเด็กสาวก็บีบน้ำตาออกมาดังสั่งได้ให้ทุกผู้ได้เห็นว่านางทั้งอ่อนแอและบอบบางเพียงใด ทั้งที่นิ้วทั้งสิบของตนกำลังจิกลงไปบนเนื้อหนังของถานม่านอวี้ จนอีกฝ่ายถึงกับผงะถอยหนี ‘หึ! อยากเล่นบทพี่น้องรักใคร่ลึกซึ้งข้าย่อมสนองตอบอยู่แล้วนางปีศาจอสรพิษม่านอวี้’ ภายในใจนั้นคิดเช่นนั้น หากแต่ที่กล่าวออกไปกลับเป็น
“พี่หญิงใหญ่จะไปที่ใด ฮือ...ท่านไม่รักน้องสี่แล้วหรือ?”
หากแต่คราวนี้ถานม่านอวี้ไม่กล้าเข้าใกล้นางมารน้อยเมิ่งจีอีกแล้ว เพราะเนื้อหนังตรงท้องแขนของตนนั้นแทบขาดหลุดติดเล็บของอีกฝ่ายไปเมื่อครู่ ย่อมเป็นบทเรียนที่ดีว่าถึงถานเมิ่งจีจะตกอยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดหลายส่วน ทว่านางมารน้อยก็ยังคงเป็นนางมาร ไม่ยอมทิ้งลวดลายร้ายกาจดังที่เห็น
“เอาละ ในเมื่อหมอหลวงมาแล้ว ทางนี้ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของหมอหลวงไป พวกเราออกไปด้านนอกกันเถิด”
หลี่อี้ฝานเอ่ยออกมาหลังจากหมอหลวงสตรีเข้ามาตรวจ และเริ่มวิธีถอนพิษให้แก่ถานเมิ่งจีแล้ว ทุกคนจึงออกจากห้องนอนใหญ่ภายในตำหนักรับรอง แล้วตรงไปรวมตัวกันยังอีกห้องที่จัดเอาไว้รับรองแขกเมื่อมีงานเลี้ยงภายใน
“เถียนหย่ง เจ้าพาพี่หญิงใหญ่กลับจวนไปก่อน” พอออกมายืนอยู่ภายนอกห้องแล้วถานหมิงฮ่าวจึงคิดส่งบุตรสาวคนโตนั้นกลับจวนไปก่อน เพราะคาดว่าราตรีนี้คงต้องมีหลายสิ่งให้เขาต้องจัดการอีกไม่น้อยเป็นแน่
“เห็นทีจะไม่สมควรกระมังถานไท่เว่ย เพราะราตรีนี้ผู้ที่ข้าสงสัยว่าวางยาคุณหนูสี่จะเป็นคุณหนูใหญ่ถานผู้นี้มิผิดไป นางจึงสมควรรั้งอยู่ก่อน มิสมควรออกไปจากวังเด็ดขาด”
เพียงจบคำของท่านอ๋องแปดหลี่ปิงเฉิงที่แต่งกายเรียบร้อยย้อนคืนกลับมายังห้องโถงกลางอีกครั้ง โลหิตในกายของถานม่านอวี้นั้นคล้ายจะเป็นน้ำแข็งโดยพลัน แข้งขานั้นก็สิ้นแรงจนทรุดลงไปนั่งกับพื้น ใบหน้ายิ่งขาวซีดดังซากศพ เพราะมิคาดว่าจะเป็นท่านอ๋องแปดอีกแล้วที่ออกหน้าแทนนางมารน้อยเมิ่งจีเช่นนี้
‘เจ้าคนเสียสติผู้นี้มันหลงเสน่ห์นางมารน้อยเมิ่งจีแล้วเป็นแน่ จึงลืมสิ้นความแค้นครั้งเก่า!’ ถานม่านอวี้คิดด้วยความคับแค้นใจ
“ท่านพ่อ มิใช่นะเจ้าคะ! มิใช่จริง ๆ ม่านอวี้มิเคยคิดร้ายกับเมิ่งจีเลยสักครั้ง”
นางหันไปจับที่ขาแกร่งของผู้เป็นบิดา ก่อนจะปล่อยให้น้ำตามากมายไหลลงมาอาบแก้ม จนใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาเช่นนี้หากผู้ใดพบเห็นล้วนสงสาร แล้วมีหรือผู้เป็นบิดาเห็นแล้วจะไม่พลันในใจอ่อนยวบยาบ เพราะถานม่านอวี้นั้นแต่เด็กแต่น้อยก็ถูกผู้คนในจวนรังแกมาโดยตลอด และผู้ที่รังแกบุตรสาวคนนี้มากที่สุดจะเป็นผู้ใดไปมิได้นอกเสียจากถานเมิ่งจี บิดาเช่นเขาจึงไม่อาจคิดไม่ดีกับบุตรสาวคนโตไปได้
“ท่านอ๋องแปดกล่าวเช่นนี้ก็ดูจะให้ร้ายพี่สาวของกระหม่อมไปหรือไม่” ถานเถียนหย่งผู้เป็นที่ปรึกษาขององค์ไท่จื่อหลี่ไท่หยางเป็นคนแรกที่ออกหน้าปกป้องพี่สาวคนโตของตน ซึ่งนอกจากจะถูกมารยาของพี่สาวหลอกลวงแล้ว ตัวของเขายังชิงชังท่านอ๋องแปดอยู่ก่อนแล้วอีกด้วย จึงเอ่ยปากถกเถียงโดยลืมคิดไปว่าน้องสาวคนเล็กบัดนี้น่าเห็นใจเกินกว่าผู้ใด
“ใช่ เกรงว่าน้องแปดจะให้ร้ายคุณหนูใหญ่ถานเกินไปแล้ว ทั่วมหานครซั่วหยางแห่งนี้มีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่าคุณหนูใหญ่รักใคร่เมิ่งจีเพียงใด หากไร้หลักฐานจะมากล่าวให้ร้ายป้ายสีคน ถึงเป็นท่านอ๋องแปดก็ไม่สมควร”
ถานม่านอวี้หันไปมองหลี่ไท่หยางด้วยสายตาซาบซึ้งใจ จนมุมปากแกร่งของหลี่ปิงเฉิงกระตุก อารมณ์คันมือคันเท้าอยากถีบสตรีพลันบังเกิดอย่างไม่สมควร
“หากเมิ่งจีมาได้ยินคู่หมายแก้ต่างให้สตรีร้ายกาจ นางคงเสียใจยากจะบรรยายเป็นแน่”
“นี่เจ้า!”
“เอาละ ๆ พวกเจ้าหยุด อย่าได้ถกเถียงกันให้ข้าอับอายขายขี้หน้าได้หรือไม่ หยางเอ๋อร์ ปิงเอ๋อร์”
หลี่อี้ฝ่านยกมือขึ้นแตะไปยังข้างขมับของตนเอง ก่อนจะนวดไปมา เพราะปวดหัวอย่างยิ่งที่บุตรชายทั้งสองไม่รักใคร่กลมเกลียว มีเพียงมองกันและกันเป็นศัตรูคู่อาฆาต ผู้ใดพลาดมีแต่จะแทงข้างหลังกันให้ย่อยยับ
“เรื่องสืบหาคนร้ายนั้นต้องทำแน่ แต่ยังรอช้าได้ ทว่าที่รอช้ามิได้เห็นทีจะเป็นเรื่องของพวกเจ้าทั้งสองคนแล้ว”
ที่ฮ่องเต้กล่าวมามีหรือทุกผู้ที่อยู่ภายในห้องนี้จะไม่กระจ่าง เพราะถานเมิ่งจีคือคู่หมายของหลี่ไที่หยาง แต่ภาพที่ได้เห็นเมื่อครู่ใหญ่ทุกคนล้วนยิ่งกว่ากระจ่างว่าอันใดเป็นอันใด ระหว่างคุณหนูสี่กับท่านอ๋องแปดเกินเลยจนข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปจนสิ้นแล้ว เช่นนี้สัญญาเก่าก่อนก็ยากแล้ว
“เช่นนั้นก็เปลี่ยนจากคุณหนูสี่เป็นคุณหนูใหญ่เถิดเพคะฝ่าบาท”
เป็นกู้ฮองเฮาที่ออกความคิดเห็น หลี่ปิงเฉิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่เขาจะไม่ยื่นเท้าไปขัดขวางแผนการของนางเป็นแน่ เพราะเพียงแค่นางขยับปาก ที่สงสัยแต่แรกว่าเหตุใดสตรีเช่นถานม่านอวี้จึงฮึกเหิมจนถึงขั้นบังอาจทำเรื่องต่ำทรามเช่นวางยาปลุกกำหนัดภายในวังหลวงได้หากไร้ผู้มากอำนาจหนุนหลังจึงกระจ่างชัดเจน
“หากแต่เพราะม่านอวี้เป็นเพียงบุตรสาวสายรอง เช่นนั้นคงเป็นได้เพียงพระชายารองในไท่จื่อได้เท่านั้น มิอาจแต่งเข้ามาเป็นไท่จื่อเฟยเช่นที่เคยตกลงกันไว้”
‘หึ! ช่างสมกับเป็นนางปีศาจเฒ่าแห่งวังหลังจริง ๆ’
"เสี่ยวปิง อาหมิง ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะจดจำคำสั่งเสียสุดท้ายของสืออีเอาไว้ให้จงดีนะ"นั่นคือสิ่งที่ฟ่านอิงเฉิงได้เอ่ยกับสองสามีภรรยาก่อนที่เขาจะจากไป ซึ่งแน่แท้ว่าเฉียวปิงเซียวและหานไท่หมิงย่อมไม่มีวันลืมว่ากว่าพวกตนจะมีวันนี้ต้องผ่านความยากลำบากอันใดมาบ้าง และต้องสูญเสียสิ่งใดไปบ้าง"เสี่ยวปิงย่อมมิอาจลืมเลือน"ซึ่งช่วงเวลาในโลกมนุษย์จะกล่าวว่ารวดเร็วนั้นก็ไม่เต็มที่ จะกล่าวว่าเนิบช้าก็มิอาจจะพูดได้เต็มปากนัก แต่ฮองเฮาเฉียวปิงเซียวกับฮ่องเต้หานกวงตี้ พวกเขานั้นก็เคียงข้างร่วมทั้งทุกข์และสุขปกครองหนานสุ่ยต่อมาอีกยี่สิบห้าหนาวก็สละราชบัลลังก์ให้แก่องค์ชายใหญ่หานกวงไถ่ได้ปกครองต่อไป ส่วนพวกเขาทั้งสองนั้นพากันหลบเร้นกายขึ้นสู่ยอดเขาอันหนิงซานในท้ายที่สุดและผ่านไปอีกสิบห้าหนาวก็มีข่าวว่าทั้งสองได้หวนคืนสวรรค์ไปไล่เลี่ยกัน ส่วนความจริงแล้วจะเป็นเช่นไรพวกเขาตายจากไปแล้วจริงหรือไม่ คงมีเพียงฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกับชินหวางและจ่างกงจู่ผู้เป็นสายโลหิตของพวกเขาเท่านั้นที่รู้แจ้ง"เป็นเช่นไรบ้างเล่าเสี่ยวปิง บัดนี้ผ่านมาหนึ่งร้อยหนาวเจ้ายังเยาว์วัยดังดรุณีวัยสิบเจ็ดหนาว ส่วนเจ้าอาหมิง ดูสิ หลานชายหล
ตอนอวสาน"เสี่ยวปิง"กายสูงใหญ่เร่งทรุดลงนั่งลงด้านบนศีรษะของเฉียวปิงเซียวที่กำลังทรมานอย่างถึงแก่น ทว่านางไร้ลมที่จะเบ่งคลอดเอาเสี่ยวหลัวโปให้ออกมาดูโลกภายนอกได้แล้ว"เสี่ยวปิงข้ารักเจ้านะ...เพราะรักจึงต้องทำเช่นนี้"กล่าวจบเขาก็ส่งเม็ดยานั้นเข้าปากตนเองแล้วบังคับบีบแก้มกลมให้นางอ้าปากออก จากนั้นเขาก็แนบริมฝีปากบังคับป้อนยาเม็ดนั้นให้นางกลืนลงไป เพราะใจนั้นกังวลไปแล้วว่าเฉียวปิงเซียวนางจะไม่ยอมกินโอสถทิพย์ที่แลกมาด้วยสามดวงจิต ทว่าเขาคิดผิด เพราะนอกจากเฉียวปิงเซียวนางจะยอมกินโดยดีแล้ว นางกลับกัดจนยาลูกกลอนเม็ดนั้นแตกเป็นสองแล้วป้อนคืนกลับให้หานไท่หมิงนั้นกินอีกด้วย"เจ้า!"คนที่ไม่ทันตั้งเตรียมใจเลยเผลอกลืนยาครึ่งเม็ดนั้นลงท้องไปเรียบร้อย จะดุนางจะว่ากล่าวนางก็ทำไม่ลง เพราะคนทำนั้นส่งยิ้มซีดเซียวนำหน้ามาก่อนจะกล่าวว่า"ท่านไม่รู้หรือว่าผู้กลืนกินโอสถทิพย์หากเป็นเทพก็จะมีปราณกล้าแกร่ง หากเป็นมนุษย์จะอายุยืนยาวกว่าคนปกติทั่วไป หากท่านคิดให้เสี่ยวปิงอายุยืนเราก็จะต้องอายุยืนไปด้วยกัน อย่ามาคิดเอาเปรียบกลับสวรรค์ก่อนกันสิเพคะ"ซึ่งหานไท่หมิงนั้นไม่มีเวลาถกเถียงกับเด็กดื้อตรงหน้า เพราะกล่
นางกระซิบน้ำเสียงเหี้ยมโหด กว่าเสิ่นลี่เย่นางจะรู้ตนว่านางพลาดไปใหญ่หลวงก็เมื่อดวงจิตค่อย ๆ แตกกระจายกลายเป็นผงธุลีไปเสียแล้ว ทว่ากายของสืออีนั้นพอแตกสลายกลับกลายเป็นต้นกล้าของดอกรุ่ยเซียงหนึ่งต้น ฟ่านอิงเฉิงจึงใช้สองมือประคองต้นกล้าดังกล่าวแล้วร่ายมนตร์ลืมเลือนหนึ่งครั้งเพื่อให้ชาวประชาหลายพันชีวิตลืมเลือนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเมื่อครู่ไปเสีย จากนั้นเขาก็ป้อนความทรงจำใหม่ว่าเป็นฮองเฮาที่ครรภ์แก่เต็มทนเหน็ดเหนื่อยเกินไปกับพิธีการจึงเป็นลม แล้วให้หานไท่หมิงเร่งพากายอวบอั๋นเข้าไปพักที่ตำหนักด้านในโดยด่วน"ฝ่าบาททรงทราบใช่หรือไม่?"นั่นคือคำถามแรกที่เฉียวปิงเซียวนางเอ่ยถามท่านปีศาจกระทิงเฒ่าแสนจะมากเล่ห์ร้อยกลของตนเอง เพราะนางจับสังเกตได้ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วเขาปกป้องนางได้ทันท่วงที โดยไม่ทำให้นางล้ม หรือกระทบกระเทือนไปถึงครรภ์เลยเช่นนี้"ยอมรับว่ารู้แจ้งที่เสิ่นลี่เย่นางสามารถหลบหนีออกมาจากน้ำเต้ากักปราณได้ จนถึงรู้ว่าเฉินเซินนั้นจะสละชีพตนเองในวันนี้ แต่เรื่องสืออีนั้นอยู่นอกเหนือแผนการทั้งสิ้น ข้าเองก็ไม่คิดว่านางจะ...จะสละชีพทั้งที่...ทั้งที่...""นางกำลังมีครรภ์อ่อน"เป็นฟ่าน
ตอนที่ 104พอถึงฤกษ์ดีเหมาะสมแก่เวลา กายสูงสง่าของหานไท่หมิงที่สวมอาภรณ์วิจิตรทรงเครื่องครบครันตามราชประเพณีก็ก้าวเท้ามั่นคงขึ้นสู่บัลลังก์ทองนั้นด้วยกิริยาสงบเยือกเย็น สีหน้านั้นมิได้หวั่นไหวตกประหม่าต่อสายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลายมากมายมืดฟ้ามัวดินตรงหน้าสักนิด ซึ่งหากกะคำนวณด้วยสายตาคงร่วมสองถึงสามพันชีวิต ข้างกายเยื้องออกไปทางด้านหลังคือเฉินเซินในชุดองครักษ์ดูเคร่งขรึมการนี้มิใช่เพียงเหล่าขุนนางของหนานสุ่ยเท่านั้น ทว่ายังรวมเอาชาวเมืองมาพร้อมกันไม่น้อยอีกด้วย ซึ่งแน่แท้แล้วว่านอกจากชาวเมืองแล้วยังมีราชทูตของต่างดินแดนต่างเผ่ามาร่วมงานนี้ไม่น้อย พิธีการต่างผ่านไปด้วยดี จวบจนในยามที่กายสูงสง่าก้าวขึ้นไปนั่งลงบนบัลลังก์เสียงแซ่ซ้องกึกก้อง ใบหน้าหล่อนั้นเปิดรอยยิ้มจริงใจส่งไปให้ปวงประชา ถึงจะทราบดีว่าห่างไกลถึงเพียงนี้พวกเขาคงยากจะมองเห็น แต่เขาก็อยากจะยิ้มมอบให้ประชาชนของตนเองอยู่ดี ...ก่อนที่ดวงตาเรียวทรงดอกท้อนั้นจะดึงกลับมาจากลานด้านล่างแล้วลุกขึ้นเดินมุ่งตรงไปเบื้องหน้า เท้าแกร่งนั้นหยัดยืนขึ้นแช่มช้า จุดหมายคือหน้ามุขซึ่งเชื่อมต่อไปยังลานกว้างที่มีชาวหนานสุ่ยมากมายรอคอยยลโฉมพระ
เช่นคราวนี้ที่หยางเทียนจวินถูกจับได้ว่าเขาถูกจิตมารเข้ากลืนกินปราณเทพอาวุโสจนถูกปลดจากอำนาจปลดลงจากตำแหน่ง ด้วยมติของสภาเทพอาวุโสและเหล่าเทพบรรพกาล และลงทัณฑ์ให้ลงมาเวียนว่ายตายเกิดยังภพมนุษย์ไปอีกหลายหมื่นปียากจะหลุดพ้นกลับคืนแดนเซียน ส่วนทางฝ่ายราชามารเช่นอวี่จงเจี้ยนนั้นต่อให้จะมิไร้หัวหรือขาดหาง แต่ก็มิได้แข็งแกร่งมากพอจะมาต่อกรกับแดนเผ่าสวรรค์ในเร็ววันนี้ดังนั้นทุกสิ่งในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาจึงสงบดีแล้วทั้งหกดินแดนสี่บรรจบ จะมีก็เพียงกลิ่นอายความแค้นของเสิ่นลี่เย่เท่านั้น นี่ต่างหากคือด่านเคราะห์อันแท้จริงของศิษย์รักหนึ่งเดียวของเขา...เฉียวปิงเซียว...หากวันนี้นางผ่านมันไปได้ อายุขัยของนางก็อาจจะยืนยาวต่อไป ทว่าหากไม่ ก็ถือว่าสองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าชาติที่ผ่านมาบนโลกมนุษย์สูญเปล่า กับเวลาบนเผ่าเทพหนึ่งหมื่นหกพันปีสลายสิ้น เทพธิดาโอสถจะเหลือสภาพเพียงซากต้นโสมแดงหนึ่งหัวเท่านั้น มิอาจทราบได้ว่าจะต้องบำเพ็ญเพียรไปอีกกี่หมื่นกี่แสนปี นางจึงจะได้โอกาสหวนคืนทำเนียบเซียนอีกคราว"หมิงเกอ"นิ้วมือเล็กขาวนั้นถูกบีบกระชับจากฝ่ามือแกร่ง วันนี้สุดท้ายก็มาถึงจนได้ ซึ่งหานไท่หมิงเองเขาก็
ตอนที่ 103แต่เพราะบัดนี้นางสูญสิ้นอำนาจไม่พอ ท่านจอมปีศาจเนี่ยฉืออู่ผู้เป็น 'นายท่าน' ของนางเขายังถูกเจ้าเฒ่าเสวี่ยจิ่นคงจับกลับไปคุมขังยังดินแดนโลกันตร์รอรับโทษประหาร นางจึงขาดคนช่วยเหลือได้ทั้งหมด มีแต่ต้องช่วยตนเองในวันนี้ แต่ขาดกำลังผู้ช่วยเหลือนั่นยังไม่สำคัญเท่า นางไร้คนประกอบพิธีอาบโลหิตและดื่มกินดวงใจเด็กน้อยมาถึงสองรอบแล้วสภาพดวงจิตนี้อ่อนแอไม่น้อย ต่อให้นางไปยึดร่างกายมนุษย์ได้มา แต่ก็เป็นร่างกายของศพหญิงชราเท่านั้น เพียงสามวันที่ครอบครองซากศพนี้จึงมีแต่ถดถอยรอวันกายนี้เน่าสลายไปเท่านั้น เช่นนั้นเวลาของนางจึงใกล้จบสิ้นลงเต็มทน ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เสิ่นลี่เย่นางยกความดีความชอบจนนางมิอาจปล่อยวางชำระแค้นไปได้ก็คือหนึ่งบุรุษกับหนึ่งสตรีไร้ยางอายเช่นเฉียวปิงเซียวที่มันกำลังจะสุขสมหวังทุกประการนั่นผู้เดียวเท่านั้น"หึ!...หากวันนี้เจ้ามิถูกข้าเผาผลาญจนสิ้นชาติกลายเป็นเพียงน้ำแข็งถูกสลายจนมิอาจหวนกลับคืนสวรรค์ ต้องกลายไปเป็นเพียงต้นโสมหนึ่งต้นก็อย่างได้มาเรียกข้าว่าเสิ่นลี่เย่อีกต่อไปเลยเฉียวปิงเซียว"ดวงตาคมของสตรีแก่ชราวัยใกล้เฉียดร้อยในสายตาของชาวบ้านที่พบเห็นนั้นจับจ้องไปที่เกี้
สุดท้ายนางไม่กล้ามองสบตาคู่นั้นของท่านอ๋องแปดจึงหลับตาลงเสียหากแต่เพียงนางหลับตากลับจับสัมผัสของปลายนิ้วเรียวยาวได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิมความต้องการตามธรรมชาติกำลังเล่นงานสาวน้อยแทบแดดิ้น ถานเมิ่งจีพยายามหุบเรียวขาเข้าหากันแต่ก็ติดที่ร่างใหญ่นั้นขวางกั้นยากจะต่อต้านยิ่งเขาเพิ่มจังหวะเร่งเร้ารุนแรง
ถึงอ่อนล้าปวดตึงไปหมดทั้งร่างแต่ถานเมิ่งจีก็ไม่กล้าบ่นเพราะยิ่งนานนางก็ยิ่งทราบว่าแท้จริงแล้วท่านอ๋องแปดนั้นเป็นบุรุษที่จริงจังกับทุกสิ่งและแสนจะเข้มงวดนางยังไม่อยากถูกอีกฝ่ายลงโทษทั้งที่อีกฝ่ายก็ไม่เคยเอ่ยคำว่าจะลงโทษกันมาก่อนก็ตามแต่กลิ่นกายของเขานับวันยิ่งรับรู้ได้แต่กลิ่นอายอำมหิตนี่นาไม่กลัวเข
ซึ่งทุกกิริยาของฉู่อิงฮวาล้วนตกอยู่ในสายตาของถานเมิ่งจีทั้งสิ้นเรียวปากงามจึงกระตุกเป็นรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาหนึ่งสายแล้วจางหายไปเร็วไว พอออกพ้นเขตของอารามหลวงมาได้ราวครึ่งชั่วยามท้องฟ้าก็ยังไม่กระจ่าง รวมกับมีหมอกจางๆ ช่างเป็นบรรยากาศที่ถานเมิ่งจีนั้นต้องการอย่างยิ่ง นางหันไปสบตากับไป๋ลู่ชั่วขณะหนึ่
อนพิเศษ หลังจากเหตุการณ์ทุกสิ่งผ่านพ้นไปสามเดือนสกุลกู้และกู้ฮองเฮาถูกประหารจนสิ้นรวมถึงอีกหลายสกุลที่ร่วมมือกับสกุลกู้ ส่วนตำแหน่งไท่จื่อที่ว่างลงคราวแรกทุกคนล้วนคิดว่าจะต้องเป็นท่านอ๋องแปดแน่แล้วที่จะขึ้นมาแทนที่หลี่ไท่หยาง หากทว่ากลับผิดคาดเพราะท่านอ๋องแปดปฏิเสธของเป็นเพียงท่านอ๋องปกครองแคว้นหน







