Masuk“เสี่ยวเออร์ ไม่ต้องรบกวนท่านอ๋องหรอก ข้าโจวลี่เซียนผู้นี้พอจะมีตำลึงไว้ใช้จ่ายอยู่บ้าง”
น้ำเสียงหวานแต่ทว่าทรงพลังเช่นกัน เอ่ยขึ้นมาอย่างมั่นใจ และค้านสายตาผู้ชมที่มารอชมงิ้วฉากใหญ่ อยู่ในโรงน้ำชาแห่งนี้
“คารวะท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันขออนุญาตไม่รบกวนตำลึงของท่านอ๋องนะเพคะ พอดีมากับสาวใช้ที่เรือน เพราะต้องการเลี้ยงน้ำชากับขนม เป็นของรางวัลตอบแทนที่พวกนางดูแลหม่อมฉันเป็นอย่างดี ถ้าวันนี้รบกวนท่านอ๋องจ่ายให้ เกรงว่าวันหน้าคงต้องลำบากเดินทางมาเลี้ยงกันใหม่อีกรอบ”
โจวลี่เซียน ก้มหัวลงคำนับทักทายผู้สูงศักดิ์ตามธรรมเนียมปฏิบัติ และเอ่ยปฏิเสธออกไปอย่างสุภาพ พร้อมแจ้งเหตุผลที่ปฏิเสธตามมารยาทที่พึงกระทำ
จากนั้นลี่เซียนก็พยักหน้าให้สาวใช้คนสนิททั้งสอง เป็นสัญญาณให้รีบเดินตามนางลงไปจ่ายค่าน้ำชากับขนม เพราะไม่อยากข้องเกี่ยวกับบุรุษผู้นี้อีกแม้แต่เพลาเดียว โดยที่ไม่ได้สนใจสายตาของอ๋องหนานกงชิง ที่กำลังยืนจ้องมองนางจนตาไม่กะพริบอีกเลย
“ท่านอ๋องเพคะ ขอบพระทัยที่ทรงมาช่วยหม่อมฉัน ให้หลุดพ้นจากการถูกขูดรีดนะเพคะ”
น้ำเสียงหวานของจ้าวอิงเถา ที่พยายามดัดเสียงให้อ่อนหวานยิ่งกว่าเดิมเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นโจวลี่เซียนเดินออกจากโรงน้ำชาไปแล้ว
“ข้าไม่เคยนัดหมายกับเจ้าเลยสักครั้ง เหตุใดจึงพูดออกมาเช่นนั้น รู้หรือไม่ว่าไม่สมควรกระทำ ข้าอ๋องหนานกงชิงผู้นี้ สามารถเอาชื่อมาแอบอ้างได้ด้วยหรือ”
สุรเสียงดังเข้ม และดุดัน เอ่ยออกมาท่ามกลางสายตาของผู้ชม ที่มารอชมงิ้วฉากใหญ่ จนทุกคนต้องรีบสลายตัวกันไป ด้วยความหวาดกลัวในบารมีของอ๋องหนาน ที่ได้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมและเฉยชามากที่สุดในราชวงศ์หนาน
“ขะ ขอประทานอภัยเพคะท่านอ๋อง หม่อมฉันผิดไปแล้ว”
จ้าวอิงเถาเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่บ่งบอกอารมณ์ว่า ท่านอ๋องหนานกำลังโมโหเป็นอย่างยิ่ง ก็เกิดความหวาดกลัวจนตัวสั่น ปากสั่น ยืนทรงตัวแทบไม่ไหว จนสาวใช้ต้องรีบเข้ามาประคองไม่ให้นางล้มลงไป
“ฟานจง ส่งหนังสือแจ้งเตือนไปยังตระกูลจ้าว เกี่ยวกับพฤติกรรมของจ้าวอิงเถาในวันนี้ ที่กระทำการลบหลู่ดูหมิ่นเราต่อหน้าประชาชน”
น้ำเสียงดุดันยังคงเปล่งออกมา เมื่ออ๋องหนานพูดธุระเสร็จแล้ว ก็เดินออกไปจากโรงน้ำชาจันทร์ฉายทันที ด้วยท่วงท่าองอาจสง่างาม ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างเงียบเสียงลง ไม่ให้มีเสียงดังรบกวนท่านอ๋องหนาน ขณะกำลังเจรจาอยู่กับคุณหนูผู้บอบบาง
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง”
ในรถม้าคันใหญ่ของจวนราชครูโจว โจวลี่เซียนนอนเอกเขนกเอนกายอย่างสบายอารมณ์ ข้างกายมีสาวใช้คนสนิทคอยบีบนวดที่แขนให้อย่างเอาใจ
“ถิงถิง เถียนเถียน ครั้งหน้าข้าจะพาพวกเจ้าไปจิบชาสูตรพิเศษ กับกินขนมที่โรงน้ำชาจันทร์ฉายอีกนะ วันนี้มีมารผจญข้ากินไม่อิ่มเลย ทั้งเสียดายน้ำชามากด้วย”
“เจ้าค่ะคุณหนู/เจ้าค่ะคุณหนู”
รถม้าคันใหญ่จากจวนราชครู ขับเคลื่อนไปตามเส้นทางกลับจวนตระกูลโจว ระหว่างทางต้องขับผ่านทั้งร้านค้า และย่านตลาด ที่มีผู้คนเดินผ่านพลุกพล่านไปมา และพอใกล้ถึงจวนตระกูลโจว รถม้าจะต้องขับผ่านทุ่งโล่ง ๆ ทั้งยังไม่มีบ้านเรือนประชาชนอยู่ในละแวกนี้
ลี่เซียนที่นอนหลับตาพริ้มในรถม้า เมื่อกำลังได้รับการปรนนิบัติจากสาวใช้อยู่อย่างสบายใจ ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาทันที เพราะสัมผัสได้ถึงไอสังหาร ที่กำลังมุ่งหน้ามาทางรถม้าของตน
“ถิงถิง เถียนเถียน นอนหมอบลงไปกับพื้นรถม้า แล้วห้ามลุกขึ้นจนกว่าข้าจะสั่ง”
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
ถึงจะนึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่สาวใช้ทั้งสองคน ก็ไม่เคยคิดที่จะขัดคำสั่งคุณหนูเลยสักครั้ง พวกนางลงมือปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด จนลี่เซียนนึกเอ็นดูเป็นอย่างมาก
ฟิ้ววววว ฉึก!!!!
ทันใดนั้น เสียงแหวกอากาศของวัตถุบางอย่างก็ดังขึ้น และสาดใส่เข้ามาในรถม้าอย่างรวดเร็ว ลูกธนูที่แหลมคมจำนวนหลายดอก เสียบทะลุเข้ามาภายในห้องโดยสารของรถม้าอย่างน่าหวาดกลัว
ฉึก ฉึก!!!
เคร้งงงง!!!!
เสียงดาบตัดลูกธนูที่สาดเข้ามาในรถม้า จนขาดเป็นสองท่อนทุกดอก ด้วยความคล่องแคล่วว่องไว ในรถม้าของโจวลี่เซียนนั้นมีอาวุธครบครัน ทั้งดาบ และธนู เพื่อเอาไว้ป้องกันตนเองในยามคับขันเฉกเช่นเวลานี้ ส่วนในตัวของนางก็พกเพียงมีดสั้นติดกายไว้ใช้ยามจำเป็น
“กรี๊ดดด…… คุณหนูระวังเจ้าค่ะ”
สาวใช้ทั้งสองกรีดร้องเสียงดังด้วยความตกใจ และเป็นห่วงคุณหนูของพวกนาง แต่ก็ไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมามองดูเหตุการณ์ตรงหน้า เพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ตอนนี้ทั้งสองคนเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณหนู จึงสั่งให้พวกนางนอนหมอบลงกับพื้นรถม้าเช่นนี้
“เหอะ ข้าเพียงแค่ก้าวขาออกจากจวนเพื่อมาจิบน้ำชา ไม่นึกว่าจะพบเจอเรื่องปวดหัวเข้าเสียแล้ว”
ลี่เซียนบ่นออกมาอย่างหงุดหงิด ในใจก็คิดหาทางหนีทีไล่ เพราะนางไม่ได้ขอผู้ติดตามของบิดามาด้วย ยามนี้ในรถม้าจึงมีแต่สตรี และคนขับรถม้าวัยกลางคนเพียงเท่านั้น
ดวงตากลมโตจ้องมองออกไปนอกรถม้า ผ่านรอยแยกของผ้าม่านกั้นประตู เห็นบุรุษแต่งกายด้วยอาภรณ์รัดกุมสีดำตามแบบฉบับของคนร้าย กำลังวิ่งตามรถม้าของนางมา 2 คน และหนึ่งในนั้นกำลังง้าง คันธนู เพื่อจะยิงธนูเข้าใส่คนขับรถม้า
เรือนร่างระหงพุ่งทะลุออกไปนอกรถม้าทันทีที่เห็นเหตุการณ์นั้น มีดสั้นที่เคยพกติดกายของนางไว้ตลอด ได้พุ่งออกไปเสียบตัดขั้วหัวใจของคนร้าย ที่กำลังหมายปลิดชีพคนขับรถม้าอยู่
ฟิ้ววววว!!!! ฉึก!!!
“ลุงหยวน หลบเข้าไปอยู่ในรถม้าเร็วเข้า”
“ขอรับคุณหนู”
คนขับรถม้าที่พึ่งรอดพ้นจากความตาย โดยได้รับความช่วยเหลือจากคุณหนูของเขา ก็รีบทำตามคำสั่งทันทีเพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นตัวถ่วงของเจ้านาย
“อั่ก อั่ก!!”
เสียงกระอักเลือดและขาดใจตายของหนึ่งในคนร้าย ทำให้คนร้ายอีกคนที่กำลังวิ่งตามมาเกิดโทสะเป็นอย่างยิ่ง จึงได้วิ่งถือดาบเข้าฟาดฟันกับสตรีที่งดงาม แต่ทว่าฝีมือของนางช่างร้ายกาจยิ่ง
เคร้ง เคร้ง!!!!
“อ้ากกกกกกก”
กุบกับ กุบกับ……
เสียงฝีเท้าที่รวดเร็วของอาชาศึกสองตัว ดังเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกเสียงดัง ให้สตรีที่กำลังจัดการกับบุรุษชุดดำหันมามองที่เขา ซึ่งยามนี้ฝ่าเท้าของนาง กำลังเหยียบย่ำอยู่กลางอกของคนร้าย ที่กำลังส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
“โจวลี่เซียน เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”
ลี่เซียนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษบนหลังม้า ด้วยแววตาดุดันเหี้ยมโหด ทั้งยังหวาดระแวงประหนึ่งว่ากำลังพบเจอกับผู้ร้ายที่เข้ามาใหม่ มือที่ถือดาบอยู่ก็พร้อมจะฟาดฟันเข้าใส่ คนที่คิดร้ายกับตนเองโดยไม่มีข้อยกเว้น!!!
อ๋องหนานกงชิง มองเห็นแววตาปรปักษ์ในดวงตาของโจวลี่เซียน จึงได้รีบเอ่ยอธิบายออกไปทันที ก่อนที่สตรีตรงหน้าจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้
“ข้าแค่ผ่านทางมา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนร้าย เจ้าอย่ามองข้าด้วยสายตาหวาดระแวงเช่นนี้”
น้ำเสียงเฉยชาเปล่งออกมาแก้ไขความคิดที่ผิดเพี้ยน ของสตรีที่เคยตามตอแยเขามาหลายปี แทนที่นางจะดีใจที่เขาเข้ามาช่วยเหลือ เหตุไฉนยามนี้ถึงได้มองเขาเป็นพวกเดียวกันกับคนร้ายไปเสียได้!!
“ขอประทานอภัยเพคะท่านอ๋อง เหตุการณ์มันคาบเกี่ยวกัน หม่อมฉันจึงต้องระวังตนเองเอาไว้”
ลี่เซียนก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อขออภัยอ๋องหนานกงชิง แต่นางก็คิดว่าตนเองไม่ได้มีความผิดอะไร ถ้าเกิดวันนี้อ๋องหนานเป็นคนร้ายขึ้นมาจริง ๆ แล้วนางไม่ระวังก็คงได้ตายไปแล้ว
“ฟานจง จับคนร้ายที่รอดชีวิตไปส่งทางการ เพื่อรอการไต่สวนหาผู้บงการ คดีนี้ข้าจะติดตามด้วยตนเอง”
น้ำเสียงทรงอำนาจประกาศออกไปเสียงดัง เพื่อยืนยันว่าเขาไม่ใช่คนร้าย และจะสืบหาคนร้ายตัวจริงให้นางเอง
“ขอรับท่านอ๋อง”
กาลเวลาผันผ่านไป 5 ปีแล้ว ยามนี้ในตำหนักของอ๋องหนานกงชิง มีอ๋องน้อยฝาแฝดชายวัย 4 หนาว ที่มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบบิดามามิมีผิดเพี้ยน ผิวกายของเด็กชายขาวเนียนละเอียดเยี่ยงมารดาของพวกเขา ทั้งยังตัวอวบอ้วนน่ารักน่าชังจนเสด็จลุงฮ่องเต้ และเสด็จป้าฮองเฮาเรียกหาให้เข้าวังอยู่เสมอ เจ้าหัวผักกาดทั้งสองคน กำลังเดินตามติดมารดาอยู่ไม่ห่าง เหตุเกิดจากบิดาของทั้งสองคนแย่งมารดาที่รักยิ่งของพวกเขาไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เมื่อทั้งสองตื่นขึ้นมาในยามเช้าก็ไม่พบมารดาแล้ว จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้ใดเป็นคนขโมยมารดาไปจากพวกเขา เพราะบิดามักจะทำเช่นนี้อยู่เสมอ หนานเฟยเทียน กับหนานเฟยฮุ่ย ทั้งสองคนกำลังเฝ้าตามติดมารดาไม่ให้คลาดสายตา เพราะเกรงว่าบิดาจะมาแย่งมารดาไปจากพวกเขาในยามกลางวันเฉกเช่นยามค่ำคืน เพราะแอบถามองครักษ์ฟานจงมาแล้วว่า วันนี้บิดาไม่ได้เข้าวัง และกำลังทรงงานอยู่ในห้องหนังสือของตำหนัก “เฟยเทียน เฟยฮุ่ย พวกเจ้าไม่ไปวิ่งเล่นกันหรอกหรือ เหตุใดจึงเดินตามแม่ทุกฝีก้าวเยี่ยงนี้” ลี่เซียนเอ่ยถามบุตรชายฝาแฝดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ขณะที่กำลังเดินเก็บสมุนไพรที่ท่านอ๋องให้
โจวลี่เซียนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามีของนางอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี เขาช่างสง่างามจนใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แก้มนวลก็เห่อร้อนขึ้นมาเมื่อนึกจินตนาการไปถึงบทรักอันร้อนแรง ที่นางจะมอบให้สวามีในค่ำคืนเข้าหออย่างเป็นทางการนี้ “เมาหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นมาทันที เห็นสวามีเดินเข้ามาในห้องหอ โดยที่มีกลิ่นสุราอบอวลไปทั่วร่างกาย ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มออกมา ทั้งยังมีแววตากรุ้มกริ่มอย่างเห็นได้ชัด “นิดหน่อย เจ้าพวกนั้นมิปล่อยให้พี่มาหาเจ้า โดยเฉพาะเจ้าประมุขหน้าขาวผู้นั้น” “ท่านอ๋องจะดื่มน้ำแกงสร่างเมาสักหน่อยไหมเจ้าคะ ข้าจะให้สาวใช้ไปจัดเตรียมมาให้” “ลี่เอ๋อร์จากนี้ให้เรียกสามีว่าท่านพี่ได้หรือไม่ ส่วนน้ำแกงพี่ไม่ต้องการพี่ต้องการเพียงน้ำหวานเท่านั้น” เรือนกายสูงใหญ่เดินเข้ามากอดรัดเอวบางด้วยความคิดถึง “เปิดผ้าคลุมหน้าแล้วดื่มสุรามงคลกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าหนักเครื่องประดับที่หัวมากแล้ว” หลังจากอ๋องหนานกงชิงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว และคล้องแขนดื่มสุรามงคลกันจนหมดจอก ลี่เซียนก็รู
จวนตระกูลจ้าว รองเจ้ากรมอาญาได้รับคำสั่งจากเจ้ากรมอาญา ให้ติดตามเสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมายังจวนตระกูลจ้าว เพื่อดำเนินการเนรเทศจ้าวอิงเถาให้ไปอยู่เมืองตงกง เมืองชายแดนทางทิศใต้ของแคว้นหนาน ตามพระบัญชาของฮ่องเต้ เสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมีสีหน้าราบเรียบ และอยู่ในอารมณ์นิ่งสงบ เพราะวิธีนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับทุกคนในตระกูลจ้าว หากยังพยายามแก้ต่างให้บุตรสาวที่ดื้อรั้นทั้งยังเอาแต่ใจตนเอง มีแต่จะนำพาให้ทุกคนในตระกูลเดือดร้อนกันไปทั้งหมด และตระกูลจ้าวคงได้จบสิ้นในชั่วอายุของเขาเป็นแน่ “ท่านพี่ คนจากกรมอาญามาทำอันใดที่จวนของเราเจ้าคะ” จ้าวฮูหยินสอบถามสามีด้วยความสงสัย เมื่อเห็นบุรุษหลายคนซึ่งอยู่ในอาภรณ์ที่บ่งบอกตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างชัดเจน เดินเข้ามาในจวนพร้อมกับสามี ข้างกายของจ้าวฮูหยินมีบุตรสาวคนรอง ซึ่งยามนี้จ้าวอิงเถากำลังมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “สอบถามบุตรสาวของเจ้าเถิดฮูหยิน ว่านางไปทำอันใดไว้บ้าง หากข้าไม่พาคนจากกรมอาญามาที่จวนด้วยตนเอง เห็นทีว่าคนในตระกูลจ้าว คงต้องหัวหลุดจากบ่ากันทุกคน” เสนาบดีจ้าวเอ
การสอบสวนหาตัวผู้ร้าย ที่ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้กับฮองเฮา ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเชียบ บรรดาองค์ชายคนอื่น ๆ กับสนมหรือสตรีในวังหลังทุกคน จะยังไม่รับรู้เรื่องราวการลอบปลงพระชนม์ในครั้งนี้ จะรับรู้เพียงแค่ทั้งสองพระองค์กำลังพักฟื้นจากอาการป่วยก็เพียงเท่านั้น เนื่องจากยังต้องสืบหาตัวผู้ลงมือปองร้ายองค์รัชทายาท ที่ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดผู้ใด หากผู้ร้ายเป็นพวกเดียวกันจะได้ไม่ไหวตัวหลบหนีไปได้ทันเวลาตำหนักหวงกุ้ยเฟย ยามนี้ฮ่องเต้หนานเจ๋อติง กำลังสอบถามเอาความกับหวงกุ้ยเฟยเป็นการส่วนพระองค์ ในตำหนักของหวงกุ้ยเฟย ซึ่งมีฮองเฮานั่งรับฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ข้าง ๆ กัน ฮองเฮาทรงนั่งรับฟังด้วยอาการสงบนิ่ง เพราะเรื่องราวในครั้งนี้พระนางยกให้พระสวามีเป็นผู้จัดการด้วยพระองค์เองทั้งหมด “ฝ่าบาททรงเชื่อนางกำนัลพวกนี้หรือเพคะ หม่อมฉันย่อมรักใคร่ในตัวของพระองค์ จะลอบวางยาพิษพระองค์ไปเพื่อการใด” สตรีที่หมอบคลานอยู่กับพื้นกล่าวแก้ต่างให้กับตนเอง ใบหน้างดงามตามวัยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ตั้งแต่รับรู้ข้อกล่าวหาที่พระสวามี ได้บอกกล่าวความผิดของพระนางให้แจ้งประจักษ์
หนึ่งชั่วยามต่อมา ฮ่องเต้หนานเจ๋อติงก็รู้สึกตัวฟื้นตื่นขึ้นมา ก่อนที่จะหมดสติพระองค์จดจำได้ทุกอย่าง ว่ากำลังนั่งเสวยอาหารร่วมกันกับฮองเฮาในตำหนักส่วนพระองค์ ซึ่งก็เป็นเช่นนี้เฉกเช่นทุกเช้า เพียงแต่เช้านี้หลังจากเสวยอาหารไปเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกแน่นหน้าอก ฮองเฮาหมดสติก่อนพระองค์ เพราะพระนางดื่มน้ำชาไปหมดจอกก่อนจะเริ่มเสวยอาหาร “อาหนาน ข้ายังไม่ตายหรอกหรือ” เสียงอ่อนระโหยโรยแรงกล่าวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน แต่สายพระเนตรก็มองเห็นน้องชายนั่งเฝ้าพระองค์อยู่ไม่ห่าง “พี่ใหญ่ ท่านกับพี่สะใภ้เกือบได้ข้ามแม่น้ำเหลืองแล้ว หากโจวลี่เซียนไม่ได้อยู่เมืองหลวง เพราะท่านถูกพิษเหมันต์พิษร้ายแรงที่ไม่สามารถตรวจสอบหาพิษด้วยวิธีการทั่ว ๆ ไป” “พี่สะใภ้เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง นางหมดสติไปก่อนข้าเสียอีก” “ปลอดภัยแล้วขอรับ อีกสักครู่ก็คงฟื้นเช่นกัน ลี่เอ๋อร์กำลังดูแลอยู่” “เสด็จพ่อ เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทเมื่อเห็นว่าพระบิดารู้สึกตัวแล้ว จึงรีบเดินลงจากเตียงมาสอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง “อาหยุนเหตุใดเจ้าจึงหน้าตาซีดเซ
บริเวณตำหนักหลวงยามนี้มีแต่ความเงียบสงบ เพราะองครักษ์เสื้อแพรได้เชิญผู้ไม่เกี่ยวข้องในการรักษาให้ออกไปทั้งหมดแล้ว “เสด็จอา เสด็จพ่อกับเสด็จแม่เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทหนานหลิงหยุน รีบเสด็จมาดูอาการของพระบิดากับพระมารดา เมื่อทราบข่าวจากองครักษ์ส่วนพระองค์ ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวสักเท่าไร เขาเริ่มมีอาการอ่อนเพลียมาหลายวันแล้ว ทว่าเมื่อหมอหลวงมาตรวจร่างกาย ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ และตัวเขาก็ระมัดระวังตนเองเป็นอย่างดี ในทุก ๆ ครั้งก่อนจะกินอาหารก็ให้กงกงคนสนิท ใช้เข็มตรวจสอบพิษในอาหารและน้ำดื่มอยู่เสมอ และไม่เคยพบเจอพิษใด ๆ เลยสักครั้ง เขาจึงคิดว่าตนเองคงแค่อ่อนเพลียเพราะทำงานหนักเป็นแน่ “ท่านอ๋อง องค์รัชทายาทถูกพิษนะเพคะ เหตุใดจึงยังไม่ได้รับการรักษาเช่นนี้” ลี่เซียนเห็นใบหน้าซีดเซียวขององค์รัชทายาท นางก็วินิจฉัยโรคได้ทันที เพราะริมฝีปากของเขาเริ่มมีสีม่วงคล้ำ บ่งบอกแน่ชัดว่าร่างกายของเขา ถูกพิษมาสักระยะหนึ่งแล้ว “หมอโจว ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเหมือนคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงคิดว่าเกิดจากการทำงานหนัก เพราะก่อ







