Masukโจวลี่เซียนเดินเข้ามาในโรงน้ำชาจันทร์ฉาย พร้อมกับถิงถิง และเถียนเถียน สาวใช้คนสนิททั้งสองคน ที่มีนิสัยซื่อตรงและไม่พูดมากจนน่ารำคาญ ลี่เซียนจึงชื่นชอบที่จะออกมาเดินเที่ยวเล่น และนั่งจิบน้ำชากับพวกนางทั้งสองคน มากกว่าที่จะคบหากับพวกคุณหนูในห้องหอเหมือนเมื่อก่อน
ลี่เซียนเลือกที่นั่งบริเวณชั้นสอง เป็นที่นั่งติดระเบียงริมฝั่งถนน เพราะอยากนั่งชื่นชมบรรยากาสที่แสนคึกคักของเมืองหลวง ซึ่งในเวลานี้อากาศกำลังเย็นสบาย จึงเหมาะสมสำหรับการนั่งจิบชาแล้ว นั่งชื่นชมบรรยากาศของเมืองหลวงยิ่งนัก
“นั่งด้วยกันกับข้าเถอะ ไม่ต้องไปนั่งแยกโต๊ะ”
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยบอกสาวใช้คนสนิททั้งสอง ถึงแม้ทุกวันนี้คุณหนูของพวกนางจะใจดี ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวเช่นแต่ก่อน แต่ด้วยท่าทีที่ดูองอาจสง่างามนั้น ทำให้บ่าวไพร่ในจวนล้วนแล้วแต่เกรงใจคุณหนู มากกว่าเมื่อก่อนเสียอีก
“เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้ทั้งสองคนรับคำอย่างว่าง่าย
เมื่อได้น้ำชาสูตรพิเศษ และขนมของทางร้านแล้ว ลี่เซียนก็นั่งจิบและลิ้มรสด้วยความสุข ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มออกน้อย ๆ ด้วยเพราะถูกใจในรสชาติของน้ำชาที่นุ่มละมุนลิ้น ไม่หวานแต่ดื่มง่าย ทั้งยังรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
กิริยามารยาททุกอย่างของนาง ดูสง่างามคล่องแคล่ว ใครเดินผ่านไปมาก็ต้องหยุดมองด้วยความตกตะลึง ในใบหน้าที่งดงามเกินกว่าหญิงใด ประกอบกับท่าทางที่ดูคล่องแคล่วว่องไว จึงดูมีเสน่ห์ตราตรึงใจอย่างร้ายกาจ
บุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวของร้าน ซึ่งกำลังหันหน้าออกมาริมหน้าต่างก็ไม่ละเว้นเช่นกัน เขาจ้องมองนางอยู่นานเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ หัวใจของเขาเต้นระรัวยิ่งกว่าในครั้งแรกที่พบเจอสตรีผู้นี้
เมื่อองครักษ์คนสนิท เห็นเจ้านายมองไปยังทิศทางหนึ่งนานมากเกินไป จึงได้หันไปมองตามทิศทางนั้นบ้าง ฟานจงถึงกับตกตะลึง จนตาค้างกับภาพที่พบเห็นทันที
“งดงามกว่าเดิมหลายเท่านัก”
เสียงบ่นพึมพำขององครักษ์คนสนิท ได้ปลุกภวังค์ความคิดของอ๋องหนุ่มให้กลับมาได้สติดังเดิม
“อะ…อืม ระวังอย่าให้นางเข้าใกล้ข้าได้” เสียงนิ่งขรึมเอ่ยขึ้นเบา ๆ อย่างไม่ค่อยมั่นใจในคำสั่งของตนเอง
“หืม กระหม่อมไม่เห็นคุณหนูโจว มาตามตอแยท่านอ๋องนานหลายเดือนแล้วนะขอรับ ยังต้องระวังอีกหรือ?”
ฟานจงเอ่ยถามอย่างสงสัย เพราะโจวลี่เซียนก็ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับท่านอ๋องหนาน มานานหลายเดือนแล้ว เหตุใดยังต้องระแวงนางอีกเล่า
ให้เขาระวังคุณหนูอีกคน ยังจะมีประโยชน์เสียกว่า เพราะสายตาขององครักษ์หนุ่มมองเห็นจ้าวอิงเถา กำลังเดินเข้ามาในโรงน้ำชาจันทร์ฉายเช่นกัน
“ให้ระวังก็ทำเถอะ ถามมากจริงเชียว” น้ำเสียงติดหงุดหงิดบ่นออกไปพอให้องครักษ์ได้ยิน
“ขอรับ แล้วคุณหนูจ้าว ไม่ต้องระวังหรือขอรับ กระหม่อมเห็นนางกำลังเดินขึ้นมาบนชั้นสองแล้วเช่นกัน”
“หืม เจ้าคอยระวังพวกนางเถิด อย่าให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้อีก”
“ขอรับ”
จ้าวอิงเถารีบเดินเข้ามาในโรงน้ำชาจันทร์ฉาย เพราะมีสายข่าวรายงานว่า เห็นท่านอ๋องหนานอยู่ที่นี่ และโจวลี่เซียนก็มาที่โรงน้ำชาแห่งนี้เช่นกัน นางจึงต้องรีบมาขัดขวาง ไม่ให้โจวลี่เซียนได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับบุรุษสูงศักดิ์ ที่ตนเองหมายปอง
เมื่อกวาดสายตาไปรอบ ๆ ร้าน ก็ไม่พบท่านอ๋องหนานอย่างที่ตั้งใจ จ้าวอิงเถาจึงเข้าใจว่าเขาออกจากโรงน้ำชานี้ไปแล้ว เรือนร่างผอมบางเยี่ยงคุณหนูในห้องหอทั่ว ๆ ไป ก้าวเดินไปหยุดอยู่ที่โต๊ะของโจวลี่เซียน คู่ปรับที่นางไม่พบหน้ามานานหลายเดือน ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อครั้งนั้น
“โอ๊ะ ตกต่ำจนไม่มีสหายพูดคุย เลยต้องได้มานั่งจิบน้ำชาร่วมกับบ่าวไพร่ในเรือนเชียวหรือ”
“………..”
ลี่เซียนกับสาวใช้ทั้งสองก็เงียบ ไม่ได้ตอบอะไรออกไป เพราะไม่ได้อยากพูดคุยกับใคร ในขณะที่กำลังดื่มด่ำชื่นชมอยู่กับรสชาติของขนม และน้ำชาสูตรพิเศษของทางร้าน ที่กลมกล่อมละมุนลิ้นยิ่งนัก
“คุณหนูของข้าคุยด้วย ทำไมพวกเจ้าเสียมารยาท ไม่ตอบคุณหนูของข้า”
สาวใช้คนสนิทของจ้าวอิงเถาเอ่ยขึ้น ทั้งยังจ้องมองไปที่ถิงถิง กับเถียนเถียน สาวใช้ของลี่เซียนอย่างอิจฉาริษยา ที่ได้ลิ้มรสขนม และน้ำชาสูตรพิเศษของโรงน้ำชาจันทร์ฉาย ไปพร้อม ๆ กับคุณหนูของพวกนาง
“หืม คุยกับพวกข้าหรือ ไม่เห็นเอ่ยนาม ข้าก็นึกว่าเจ้าคุยอยู่กับแม่ซื้อของตัวเองอยู่”
โจวลี่เซียนเงยหน้าขึ้นมองจ้าวอิงเถา วาจาราบเรียบก็เอ่ยตอบออกไป แววตาที่เคยเกรี้ยวกราดโมโหร้าย บัดนี้เหลือเพียงความดุดันและสุขุม มุมปากของลี่เซียนแย้มยิ้มออกมาน้อย ๆ อย่างขบขันในพฤติกรรมเด็กน้อยของจ้าวอิงเถา
‘เมื่อก่อนข้าก็ทำยิ่งกว่านี้ น่าอายยิ่งนัก’ ลี่เซียนนึกในใจอย่างขบขัน ในพฤติกรรมเก่าก่อนของตนเอง
บุรุษที่นั่งจิบน้ำชาอยู่ในห้องส่วนตัวยามนี้ ได้หลบออกห่าง ๆ จากมุมหน้าต่างแล้ว เพราะเกรงว่าสตรีทั้งสองจะมองเห็นเขา จนก่อเรื่องเดือดร้อนขึ้นมาอีก แต่หูทั้งสองข้างก็ยังนิ่งฟังบทสนทนาของพวกนางอย่างตั้งใจ
“กลับตำหนักดีกว่าไหมขอรับ”
“…………”
เมื่อเห็นเจ้านายทำท่าทางเหมือนกำลังหลบหนีเจ้าหนี้ องครักษ์ฟานจึงเอ่ยชวนเจ้านายกลับตำหนักเสียดีกว่า แต่ก็ได้เพียงความเงียบตอบกลับมา เขาจึงได้แต่นั่งรอต่อไป หูก็เงี่ยฟังสตรีด้านนอกพูดคุยกัน เช่นเดียวกับเจ้านายของเขา
“โจวลี่เซียน เจ้ามันตกต่ำขนาดที่ว่า ไม่มีสหายที่เป็นคุณหนูให้คบหาเลยเชียวหรือ จึงคบหาบ่าวไพร่เป็นสหายเช่นนี้ น่าอับอายยิ่งนัก”
จ้าวอิงเถา จีบปากจีบคอพูดจาเย้ยหยันโจวลี่เซียน ด้วยเพราะคาดหวังให้นางอับอายผู้คนในโรงน้ำชาแห่งนี้ จนลุกขึ้นมาอาละวาดเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด
“อืม ข้าขี้เกียจคบพวกคุณหนูเพราะรำคาญ เจ้าก็น่ารำคาญเช่นกัน พูดจบรึยังคนกำลังจิบชาเพลิน ๆ เสียบรรยากาศหมด เป็นคุณหนูทำไมไม่มีมารยาทกันเสียบ้าง”
“นะ นี่เจ้า” จ้าวอิงเถาแทบพูดไม่ออกเมื่อถูกตอกกลับเช่นนี้
“ยัง ยังไม่ไปอีก ไปเสียในตอนที่ข้ายังอารมณ์ดีอยู่”
น้ำเสียงเฉยชามีอำนาจเอ่ยขึ้น จนจ้าวอิงเถานึกแปลกใจ แต่นางก็ยังไม่ยอมแพ้ มุมปากยิ้มเย้ยหยันขึ้นมา เมื่อนึกแผนการบางอย่างออก
“เจ้าไม่รู้สินะ ว่าท่านอ๋องหนานก็มาที่โรงน้ำชาแห่งนี้ จึงได้มานั่งรวมอยู่กับบ่าวไพร่เฉกเช่นนี้”
น้ำเสียงอวดเบ่งเอ่ยขึ้น อย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า ส่วนบุรุษที่กำลังถูกพาดพิงกล่าวถึง ก็สะดุ้งตกใจที่จ้าวอิงเถารู้ว่าเขาอยู่ที่โรงน้ำชาจันทร์ฉายด้วย
“อืม ไม่รู้ แล้วอย่างไรต่อ” น้ำเสียงเฉยชาเอ่ยขึ้น เพราะเบื่อหน่ายเต็มทีแล้ว
“ท่านอ๋องหนานนัดหมายกับข้า ให้มาพบเจอกันที่นี่อย่างไรเล่า เจ้าน่ะเลิกหวังในตัวท่านอ๋องได้แล้ว”
จ้าวอิงเถาเอ่ยออกไปเสียงดังฟังชัด จนบุรุษที่อยู่ในหัวข้อสนทนาของสตรีทั้งสอง ถึงกับขมวดคิ้วที่มีคนกล่าวพาดพิงถึงเขาขนาดนี้ แต่หูก็ยังนิ่งฟังสตรีอีกนาง ว่าจะตอบกลับเช่นไร
“ไม่ได้หวังแล้ว เจ้าเอาไปเถิดตามสบายเลย มีเรื่องอะไรอีกไหมข้าอยากกินขนมต่อแล้ว น้ำชาก็เย็นชืดหมด หรือเจ้าจะใจดีสั่งมาให้ข้าใหม่”
“เหอะ อวดดีไปเถอะในใจคงน้ำตาไหลจะแย่”
“เห้อ!! สรุปพูดจบรึยัง เสี่ยวเออร์นำน้ำชาสูตรพิเศษมาอีก 1 กา เก็บค่าน้ำชาที่คุณหนูจ้าวอิงเถาคนงาม ๆ คนนี้”
“ขอรับ”
เสี่ยวเออร์ที่ให้บริการลูกค้าอยู่บริเวณนั้น รีบเดินมารับคำสั่งจากคุณหนูผู้งดงามที่สุดตั้งแต่เขาเคยเห็นมา และยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่มีคำสั่งซื้อน้ำชาสูตรพิเศษบ่อยครั้ง เพราะน้ำชาสูตรพิเศษนั้นราคาไม่ใช่น้อย ๆ
“มานั่งลงด้วยกันเลยไหม เจ้าจะได้พูดจาอวดเบ่งไปเรื่อย ๆ ข้าก็จะได้ดื่มชาที่นุ่มลิ้นไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ข้าจะยอมฟังเจ้าพูดทั้งวันเลย”
ในเมื่อไล่แล้วไม่ไป ลี่เซียนจึงชวนจ้าวอิงเถามานั่งจิบชาด้วยกันเสียนี่กระไรเลย ได้จิบชาดี ๆ แบบไม่ต้องเสียตำลึงเพิ่ม นับว่าประเสริฐยิ่งนัก
“จะ….เจ้า เสี่ยวเออร์น้ำชาสูตรพิเศษกี่ตำลึง ข้าจะไปจ่ายให้คุณหนูโจวผู้ยากจนประเดี๋ยวนี้!!!”
“5 ตำลึงทองขอรับคุณหนูจ้าว เชิญทางนี้ขอรับ”
“5 ตำลึงทอง!!!”
“หึหึ รบกวนคุณหนูจ้าวผู้ร่ำรวยด้วย ข้าโจวลี่เซียนผู้นี้ยากจนยิ่งนัก”
จ้าวอิงเถาหน้าซีดเผือด เพราะนางนำตำลึงมาไม่พอจ่าย ทั้งตัวนางมีเพียง 1 ตำลึงทองเท่านั้น ครั้นจะบอกให้เสี่ยวเออร์ลงบัญชีไว้ ก็รู้สึกอับอายสายตาของคนในโรงน้ำชาแห่งนี้
ทันใดนั้นบุรุษที่นั่งฟังบทสนทนาของสตรีทั้งสอง อยู่ในห้องจิบน้ำชาส่วนตัวอยู่นานแล้ว ก็ได้เปิดประตูห้องออกมา แล้วตะโกนเรียกเสี่ยวเออร์เสียงดัง
“เสี่ยวเออร์ น้ำชากับขนมในโต๊ะของคุณหนูโจวทั้งหมด มารับตำลึงที่ข้า”
เสียงทรงอำนาจของอ๋องหนานกงชิงเอ่ยขึ้นเสียงดัง ทุกสายตาในโรงน้ำชาต่างจ้องมองมาด้วยความสนใจ ทั้งคาดหวังว่าจะได้ดูงิ้วฉากใหญ่ เรื่องรักสามเศร้าเคล้าน้ำตา ของบุรุษสูงศักดิ์ กับคุณหนูผู้งดงามทั้งสอง
กาลเวลาผันผ่านไป 5 ปีแล้ว ยามนี้ในตำหนักของอ๋องหนานกงชิง มีอ๋องน้อยฝาแฝดชายวัย 4 หนาว ที่มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบบิดามามิมีผิดเพี้ยน ผิวกายของเด็กชายขาวเนียนละเอียดเยี่ยงมารดาของพวกเขา ทั้งยังตัวอวบอ้วนน่ารักน่าชังจนเสด็จลุงฮ่องเต้ และเสด็จป้าฮองเฮาเรียกหาให้เข้าวังอยู่เสมอ เจ้าหัวผักกาดทั้งสองคน กำลังเดินตามติดมารดาอยู่ไม่ห่าง เหตุเกิดจากบิดาของทั้งสองคนแย่งมารดาที่รักยิ่งของพวกเขาไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เมื่อทั้งสองตื่นขึ้นมาในยามเช้าก็ไม่พบมารดาแล้ว จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้ใดเป็นคนขโมยมารดาไปจากพวกเขา เพราะบิดามักจะทำเช่นนี้อยู่เสมอ หนานเฟยเทียน กับหนานเฟยฮุ่ย ทั้งสองคนกำลังเฝ้าตามติดมารดาไม่ให้คลาดสายตา เพราะเกรงว่าบิดาจะมาแย่งมารดาไปจากพวกเขาในยามกลางวันเฉกเช่นยามค่ำคืน เพราะแอบถามองครักษ์ฟานจงมาแล้วว่า วันนี้บิดาไม่ได้เข้าวัง และกำลังทรงงานอยู่ในห้องหนังสือของตำหนัก “เฟยเทียน เฟยฮุ่ย พวกเจ้าไม่ไปวิ่งเล่นกันหรอกหรือ เหตุใดจึงเดินตามแม่ทุกฝีก้าวเยี่ยงนี้” ลี่เซียนเอ่ยถามบุตรชายฝาแฝดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ขณะที่กำลังเดินเก็บสมุนไพรที่ท่านอ๋องให้
โจวลี่เซียนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามีของนางอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี เขาช่างสง่างามจนใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แก้มนวลก็เห่อร้อนขึ้นมาเมื่อนึกจินตนาการไปถึงบทรักอันร้อนแรง ที่นางจะมอบให้สวามีในค่ำคืนเข้าหออย่างเป็นทางการนี้ “เมาหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นมาทันที เห็นสวามีเดินเข้ามาในห้องหอ โดยที่มีกลิ่นสุราอบอวลไปทั่วร่างกาย ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มออกมา ทั้งยังมีแววตากรุ้มกริ่มอย่างเห็นได้ชัด “นิดหน่อย เจ้าพวกนั้นมิปล่อยให้พี่มาหาเจ้า โดยเฉพาะเจ้าประมุขหน้าขาวผู้นั้น” “ท่านอ๋องจะดื่มน้ำแกงสร่างเมาสักหน่อยไหมเจ้าคะ ข้าจะให้สาวใช้ไปจัดเตรียมมาให้” “ลี่เอ๋อร์จากนี้ให้เรียกสามีว่าท่านพี่ได้หรือไม่ ส่วนน้ำแกงพี่ไม่ต้องการพี่ต้องการเพียงน้ำหวานเท่านั้น” เรือนกายสูงใหญ่เดินเข้ามากอดรัดเอวบางด้วยความคิดถึง “เปิดผ้าคลุมหน้าแล้วดื่มสุรามงคลกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าหนักเครื่องประดับที่หัวมากแล้ว” หลังจากอ๋องหนานกงชิงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว และคล้องแขนดื่มสุรามงคลกันจนหมดจอก ลี่เซียนก็รู
จวนตระกูลจ้าว รองเจ้ากรมอาญาได้รับคำสั่งจากเจ้ากรมอาญา ให้ติดตามเสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมายังจวนตระกูลจ้าว เพื่อดำเนินการเนรเทศจ้าวอิงเถาให้ไปอยู่เมืองตงกง เมืองชายแดนทางทิศใต้ของแคว้นหนาน ตามพระบัญชาของฮ่องเต้ เสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมีสีหน้าราบเรียบ และอยู่ในอารมณ์นิ่งสงบ เพราะวิธีนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับทุกคนในตระกูลจ้าว หากยังพยายามแก้ต่างให้บุตรสาวที่ดื้อรั้นทั้งยังเอาแต่ใจตนเอง มีแต่จะนำพาให้ทุกคนในตระกูลเดือดร้อนกันไปทั้งหมด และตระกูลจ้าวคงได้จบสิ้นในชั่วอายุของเขาเป็นแน่ “ท่านพี่ คนจากกรมอาญามาทำอันใดที่จวนของเราเจ้าคะ” จ้าวฮูหยินสอบถามสามีด้วยความสงสัย เมื่อเห็นบุรุษหลายคนซึ่งอยู่ในอาภรณ์ที่บ่งบอกตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างชัดเจน เดินเข้ามาในจวนพร้อมกับสามี ข้างกายของจ้าวฮูหยินมีบุตรสาวคนรอง ซึ่งยามนี้จ้าวอิงเถากำลังมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “สอบถามบุตรสาวของเจ้าเถิดฮูหยิน ว่านางไปทำอันใดไว้บ้าง หากข้าไม่พาคนจากกรมอาญามาที่จวนด้วยตนเอง เห็นทีว่าคนในตระกูลจ้าว คงต้องหัวหลุดจากบ่ากันทุกคน” เสนาบดีจ้าวเอ
การสอบสวนหาตัวผู้ร้าย ที่ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้กับฮองเฮา ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเชียบ บรรดาองค์ชายคนอื่น ๆ กับสนมหรือสตรีในวังหลังทุกคน จะยังไม่รับรู้เรื่องราวการลอบปลงพระชนม์ในครั้งนี้ จะรับรู้เพียงแค่ทั้งสองพระองค์กำลังพักฟื้นจากอาการป่วยก็เพียงเท่านั้น เนื่องจากยังต้องสืบหาตัวผู้ลงมือปองร้ายองค์รัชทายาท ที่ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดผู้ใด หากผู้ร้ายเป็นพวกเดียวกันจะได้ไม่ไหวตัวหลบหนีไปได้ทันเวลาตำหนักหวงกุ้ยเฟย ยามนี้ฮ่องเต้หนานเจ๋อติง กำลังสอบถามเอาความกับหวงกุ้ยเฟยเป็นการส่วนพระองค์ ในตำหนักของหวงกุ้ยเฟย ซึ่งมีฮองเฮานั่งรับฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ข้าง ๆ กัน ฮองเฮาทรงนั่งรับฟังด้วยอาการสงบนิ่ง เพราะเรื่องราวในครั้งนี้พระนางยกให้พระสวามีเป็นผู้จัดการด้วยพระองค์เองทั้งหมด “ฝ่าบาททรงเชื่อนางกำนัลพวกนี้หรือเพคะ หม่อมฉันย่อมรักใคร่ในตัวของพระองค์ จะลอบวางยาพิษพระองค์ไปเพื่อการใด” สตรีที่หมอบคลานอยู่กับพื้นกล่าวแก้ต่างให้กับตนเอง ใบหน้างดงามตามวัยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ตั้งแต่รับรู้ข้อกล่าวหาที่พระสวามี ได้บอกกล่าวความผิดของพระนางให้แจ้งประจักษ์
หนึ่งชั่วยามต่อมา ฮ่องเต้หนานเจ๋อติงก็รู้สึกตัวฟื้นตื่นขึ้นมา ก่อนที่จะหมดสติพระองค์จดจำได้ทุกอย่าง ว่ากำลังนั่งเสวยอาหารร่วมกันกับฮองเฮาในตำหนักส่วนพระองค์ ซึ่งก็เป็นเช่นนี้เฉกเช่นทุกเช้า เพียงแต่เช้านี้หลังจากเสวยอาหารไปเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกแน่นหน้าอก ฮองเฮาหมดสติก่อนพระองค์ เพราะพระนางดื่มน้ำชาไปหมดจอกก่อนจะเริ่มเสวยอาหาร “อาหนาน ข้ายังไม่ตายหรอกหรือ” เสียงอ่อนระโหยโรยแรงกล่าวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน แต่สายพระเนตรก็มองเห็นน้องชายนั่งเฝ้าพระองค์อยู่ไม่ห่าง “พี่ใหญ่ ท่านกับพี่สะใภ้เกือบได้ข้ามแม่น้ำเหลืองแล้ว หากโจวลี่เซียนไม่ได้อยู่เมืองหลวง เพราะท่านถูกพิษเหมันต์พิษร้ายแรงที่ไม่สามารถตรวจสอบหาพิษด้วยวิธีการทั่ว ๆ ไป” “พี่สะใภ้เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง นางหมดสติไปก่อนข้าเสียอีก” “ปลอดภัยแล้วขอรับ อีกสักครู่ก็คงฟื้นเช่นกัน ลี่เอ๋อร์กำลังดูแลอยู่” “เสด็จพ่อ เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทเมื่อเห็นว่าพระบิดารู้สึกตัวแล้ว จึงรีบเดินลงจากเตียงมาสอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง “อาหยุนเหตุใดเจ้าจึงหน้าตาซีดเซ
บริเวณตำหนักหลวงยามนี้มีแต่ความเงียบสงบ เพราะองครักษ์เสื้อแพรได้เชิญผู้ไม่เกี่ยวข้องในการรักษาให้ออกไปทั้งหมดแล้ว “เสด็จอา เสด็จพ่อกับเสด็จแม่เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทหนานหลิงหยุน รีบเสด็จมาดูอาการของพระบิดากับพระมารดา เมื่อทราบข่าวจากองครักษ์ส่วนพระองค์ ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวสักเท่าไร เขาเริ่มมีอาการอ่อนเพลียมาหลายวันแล้ว ทว่าเมื่อหมอหลวงมาตรวจร่างกาย ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ และตัวเขาก็ระมัดระวังตนเองเป็นอย่างดี ในทุก ๆ ครั้งก่อนจะกินอาหารก็ให้กงกงคนสนิท ใช้เข็มตรวจสอบพิษในอาหารและน้ำดื่มอยู่เสมอ และไม่เคยพบเจอพิษใด ๆ เลยสักครั้ง เขาจึงคิดว่าตนเองคงแค่อ่อนเพลียเพราะทำงานหนักเป็นแน่ “ท่านอ๋อง องค์รัชทายาทถูกพิษนะเพคะ เหตุใดจึงยังไม่ได้รับการรักษาเช่นนี้” ลี่เซียนเห็นใบหน้าซีดเซียวขององค์รัชทายาท นางก็วินิจฉัยโรคได้ทันที เพราะริมฝีปากของเขาเริ่มมีสีม่วงคล้ำ บ่งบอกแน่ชัดว่าร่างกายของเขา ถูกพิษมาสักระยะหนึ่งแล้ว “หมอโจว ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเหมือนคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงคิดว่าเกิดจากการทำงานหนัก เพราะก่อ







