เข้าสู่ระบบ“เจ้ากลับขึ้นไปบนรถม้าเถิด ข้าจะขี่ม้าตามไปส่งถึงจวนราชครูเอง”
“ขอบพระทัยเพคะ”
โจวลี่เซียนเดินไปหยุดหน้ารถม้า แล้วเรียกลุงหยวนคนขับรถม้า ให้ลงมาบังคับรถม้า จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนรถม้าด้วยท่าทางคล่องแคล่ว ไม่ได้หันมาสนใจมองอ๋องหนาน ที่กำลังนึกสงสัยในตัวนางอยู่หลายอย่างอีกเลย
‘นางมีวรยุทธ์ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ถึงขั้นจัดการกับนักฆ่าทั้ง 2 คนได้ด้วยตัวคนเดียว’
เมื่อเดินทางถึงจวนราชครู อ๋องหนานกงชิง ได้เดินนำหน้าโจวลี่เซียนเข้าไปยังจวนราชครู พ่อบ้านจิ้งรีบออกมาต้อนรับผู้สูงศักดิ์ด้วยความประหลาดใจ ที่อ๋องหนานผู้เคร่งขรึมเย็นชา เดินทางมาเยี่ยมเยียนจวนราชครูอย่างกะทันหัน อีกทั้งยังเข้ามาพร้อม ๆ กับคุณหนูของจวนอีกด้วย
พ่อบ้านจิ้งรีบนำความไปแจ้งแก่ราชครูโจว ที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องหนังสือของจวน หลังจากที่พึ่งกลับมาจากการไปประชุม ที่ท้องพระโรงของวังหลวง
ลี่เซียนนั่งรอพูดคุยกับบิดาอยู่ในโถงรับแขกเงียบ ๆ ข้าง ๆ กันก็มีบุรุษผู้เฉยชานั่งอยู่เงียบ ๆ เฉกเช่นกัน ลี่เซียนไม่ได้เอ่ยพูดคุยสิ่งใดกับอ๋องหนานเลย
เพราะนางมัวแต่ครุ่นคิดไปถึงนักฆ่าทั้งสองคน ว่าใครเป็นผู้บงการส่งคนให้มาทำร้ายตนเองกันแน่ ทั้ง ๆ ที่วันนี้เป็นครั้งแรกที่นางได้ออกจากจวนในรอบ 4 เดือน
“เจ้ามีศัตรูที่ไหนบ้าง”
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถามขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบสงบ จนตัวเขาชักจะอึดอัดเพราะเงียบเกินไปแล้ว ทั้งยังนึกสงสัยว่าเหตุใดโจวลี่เซียน จึงไม่เข้ามาพูดคุยกับเขาดังเช่นวันวาน
“หม่อมฉันยังนึกไม่ออกเลยเพคะ ว่าไปเดินทับเส้นทางของใคร เพราะตลอด 3 ปีกว่า ๆ มานี้ ก็พูดคุยอยู่กับท่านอ๋องเพียงคนเดียว ส่วนอีกคนก็จ้าวอิงเถา ซึ่งนิสัยแบบนางคงไม่ได้ใจร้ายส่งนักฆ่า มาทำร้ายหม่อมฉันหรอกเพคะ”
ลี่เซียนแสดงความคิดเห็นไปตามที่นางคิด และเมื่อได้ลองวิเคราะห์ลักษณะนิสัยของจ้าวอิงเถา ก็พบว่าหญิงนางนั้นเป็นเพียงดอกบัวขาวมือใหม่ ที่ไม่ได้ชั่วร้ายถึงขั้นคิดจะปลิดชีพคนอื่น
“อืม แล้วเหตุใดเจ้าจึงได้เลิกเข้ามาพูดคุยกับข้าได้ล่ะ หรือจะเป็นแผนปล่อยเพื่อจับ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเจ้าคงเสียเวลาเปล่า”
อ๋องหนานคิดหาเหตุผลมาตลอดหลายเดือน ที่โจวลี่เซียนหายหน้าหายตาไป ไม่มาตามตอแยเขาเช่นเคย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีแต่ก็ออกจะแปลกใจอยู่บ้าง และฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นางอาจจะมีแผนปล่อยเพื่อจับก็เป็นได้ จึงได้ลองพูดหยั่งเชิงออกไป
“ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ที่หลายปีมานี้ได้เข้าไปรบกวนพระองค์จนเสื่อมเสียเกียรติ ตั้งแต่รอดพ้นจากความตายกลับมา หม่อมฉันก็เข้าใจแล้วว่า คนไม่รักทำเช่นไรก็ไม่รัก แต่พระองค์ทรงสบายใจได้ เพราะหม่อมฉันไม่ได้คิดเฉกเช่นเดิมกับพระองค์แล้วเพคะ”
ลี่เซียนก้มหัวลงขอโทษอ๋องหนานด้วยใจจริง เพราะนางคนเดิมมีนิสัยที่น่ารังเกียจมากจริง ๆ บุรุษมิมีใจให้แต่นางกลับไม่ยอมแพ้ ทั้งยังตามตอแยเขามาตลอดหลายปี
“อืม เช่นนั้นเองหรอกหรือ”
“เพคะ”
เมื่อเสียงพูดคุยเงียบหายไป และกลับไปสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง อ๋องหนานก็มองเห็นราชครูโจวเยี่ยน ที่กำลังรีบเดินเข้ามาในโถงรับแขก ด้วยแววตาเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อราชครูโจวเยี่ยนได้รับแจ้งจากพ่อบ้านจิ้งว่า อ๋องหนานกงชิงเสด็จมาที่จวน พร้อมกับบุตรสาวของเขา ภายในใจของราชครูโจว นึกหวั่นเกรงว่าลี่เซียนไปทำสิ่งใด ให้ท่านอ๋องไม่พอพระทัยหรือไม่ จึงได้ติดตามกันมาที่จวนเช่นนี้
“คารวะท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
“ตามสบายเถิดขอรับท่านอาจารย์”
“ขอรับ ว่าแต่เกิดเหตุใดขึ้นหรือไม่ ลี่เอ๋อร์กับท่านอ๋องจึงได้เดินทางมาที่จวนพร้อมกันเช่นนี้”
อ๋องหนานส่งสายตาเป็นสัญญาณให้โจวลี่เซียน เป็นคนเล่าเรื่องราวของวันนี้ ให้บิดาของนางฟังด้วยตนเอง เพราะเขาไม่ได้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรก
“ท่านพ่อเจ้าคะ ท่านอ๋องแค่ผ่านทางมาเจอเหตุการณ์ ที่มีนักฆ่าตามมาดักทำร้ายลูก ระหว่างทางที่กำลังนั่งรถม้ากลับจวนของเราเจ้าค่ะ”
“ฮะ ถูกนักฆ่าดักทำร้าย แล้วลี่เอ๋อร์เจ้าเป็นอันใดหรือไม่”
“ไม่เจ้าค่ะ ลูกปลิดชีพคนร้ายไป 1 คน เพราะมันกำลังจะยิงธนูใส่ลุงหยวนคนขับรถม้าหวังฆ่าให้ตาย ส่วนอีก 1 คนท่านอ๋องให้องครักษ์จับไปส่งให้กรมอาญาคุมขัง ไว้รอการสอบสวนหาผู้บงการแล้วเจ้าค่ะ”
ลี่เซียนอธิบายให้บิดาฟังด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ไม่ได้มีหวาดกลัว หรือหวาดวิตกกับเหตุการณ์ในวันนี้เลย จนบุรุษที่กำลังนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ นึกชื่นชมในความกล้าหาญของนาง
“ขอบพระคุณท่านอ๋อง ที่เป็นธุระให้ลี่เอ๋อร์นะขอรับ”
“ไม่เป็นไรขอรับท่านอาจารย์ ข้าแค่ผ่านทางไปพบเจอเหตุการณ์ร้ายจึงได้ช่วยเหลือนาง ซึ่งก็นับว่าเป็นหน้าที่เช่นกัน เพราะตัวข้าก็มีหน้าที่การงานอยู่ในกรมอาญา”
หลังจากนั้นอ๋องหนานกงชิงก็ได้ขอตัวลากลับไป เพราะดูลักษณะของโจวลี่เซียนคงมีธุระส่วนตัว อยากพูดคุยกับบิดาของนางอยู่หลายเรื่อง เขาเลยไม่อยากรบกวนเวลาของราชครูโจว
เมื่ออ๋องหนานกลับไปแล้ว ลี่เซียนจึงหันมาสอบถามบิดา ในสิ่งที่นางกำลังสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
“ท่านพ่อวันนี้ในที่ประชุม ณ ท้องพระโรง มีเรื่องใดเกี่ยวข้องกับลูกหรือไม่เจ้าคะ”
วันนี้ราชครูโจวเยี่ยน ถูกเรียกให้เข้าประชุมตั้งแต่เช้าตรู่ ณ ท้องพระโรงของวังหลวง ต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้หนานเจ๋อติง
“อืม ลี่เอ๋อร์เจ้าช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก สมแล้วที่ในอดีตเป็นถึงสายลับมือวางอันดับหนึ่ง”
“สรุปว่ามีหรือเจ้าคะ”
“อืม ฮองเฮาอยากแต่งเจ้าเป็นพระชายาเอก ขององค์ชายใหญ่หนานหลิงหยุน ว่าที่องค์รัชทายาท แต่ฝ่าบาทไม่อยากบังคับเจ้า จึงเรียกพ่อไปสอบถามในท้องพระโรงว่าคิดเห็นเช่นไร พ่อเลยทูลฝ่าบาท ไปตามที่เจ้าเคยบอกเอาไว้ว่า เจ้ายังไม่อยากแต่งงาน และต้องการหาบุรุษมาแต่งงานด้วยตนเอง”
“ขอบพระคุณท่านพ่อมากเจ้าค่ะ ที่ทำตามคำขอของลูก แล้ววันนี้มีใครอยู่ในท้องพระโรงบ้างเจ้าคะ”
“ขุนนางตำแหน่งสูง ๆ อยู่ครบทุกคน เราจึงยังเจาะจงไม่ได้ว่า ใครส่งนักฆ่ามาจัดการเจ้าในวันนี้”
ราชครูโจวมีความคิดเห็นตรงกันกับบุตรสาวว่า เรื่องการลอบทำร้ายในวันนี้ คงเกี่ยวข้องกับตำแหน่งพระชายาเอก ของว่าที่องค์รัชทายาทเป็นแน่
“ท่านพ่อ ลูกไม่อยากอยู่รอเป็นเป้าสังหารของใคร ชีวิตนี้ลูกต้องการเพียงความสงบและร่ำรวย ซึ่งความร่ำรวยลูกก็ได้สมบัติมาจากท่านตามากแล้ว ดังนั้นเวลานี้จึงอยากไปฝึกวิชาเพิ่ม ทั้งวรยุทธ์ และการแพทย์ เพราะเมื่อชาติที่แล้วลูกมีอีกอาชีพหนึ่งคือ เป็นแพทย์หญิงของยุคสมัยนั้น ท่านพ่อพอจะมีอาจารย์ที่เก่งทั้งวรยุทธ์ และการแพทย์ให้ลูกไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หรือไม่เจ้าคะ”
โจวลี่เซียนได้ถือโอกาสนี้ บอกเล่าความต้องการของนางให้บิดาได้รับรู้ อันที่จริงนางอยากออกไปท่องยุทธภพตลอดชีวิตเสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยความเป็นห่วงครอบครัว จึงไม่อยากไปอยู่ที่ไหนไกล ๆ และอยู่ห่างจากบิดามารดา นานจนเกินไป
ลี่เซียนเลยมีความคิดที่จะไปฝึกฝนวิชาแพทย์แผนโบราณเพิ่มเติมสัก 2 ปี เพราะตัวนางในอดีตเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่ง ของโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงในกรุงปักกิ่ง อีกทั้งอยากฝึกวรยุทธ์ของคนในยุคนี้เพิ่ม ในวันข้างหน้าจะได้ไม่มีใครมาทำร้ายตัวนาง และครอบครัวได้ง่าย ๆ
“พ่อมีสหายสนิทที่เป็นหมอเทวดาอยู่คนหนึ่ง และเก่งด้านวรยุทธ์ด้วยเช่นกัน พ่อจะลองเขียนจดหมายไปสอบถามเขาดูเสียก่อน ว่าเต็มใจจะรับบุตรสาวของพ่อเป็นลูกศิษย์หรือไม่”
“ดีเจ้าค่ะท่านพ่อ เพราะกว่าลูกจะเรียนจบวิชาแพทย์กลับมา ก็คงใช้เวลาร่วม 2 ปี ได้กระมัง เวลานั้นฮองเฮาคงหาสตรีที่เหมาะสมมาแต่งเป็นพระชายาเอก ให้กับว่าที่องค์รัชทายาทได้แล้ว”
“แล้วเจ้าล่ะลี่เอ๋อร์ กลับมาเมืองหลวงอีกที ก็อายุ 20 ปีแล้ว ถือได้ว่าเป็นสาวเทื้อเต็มตัว เจ้าจะไม่อับอายชาวบ้านแน่หรือที่ยังไม่มีคู่หมาย”
“ฮ่า ฮ่า ไม่อายเลยเจ้าค่ะ ดีเสียอีก อายุ 20 ปี กำลังเป็นสาวเต็มตัวเลยนะเจ้าคะ ยามนั้นลูกคงงดงามมากกว่านี้ ใครไม่แต่งลูกก็หาได้สนใจไม่ ครอบครัวของเราร่ำรวยขนาดนี้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเลี้ยงหรอกเจ้าค่ะ”
โจวลี่เซียนพูดปลอบใจบิดา เพราะเข้าใจได้ว่าท่านเป็นห่วง กลัวนางไม่มีคนคอยดูแลยามแก่เฒ่า
“อืม มันก็จริงของเจ้า เอาล่ะ ขอให้พ่อบอกกล่าวมารดาและพี่ชายของเจ้าเสียก่อน แล้วค่อยส่งจดหมายไปหาสหายสนิทของพ่อ”
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อดีที่สุด ถ้าลูกจะมีสามีจริง ๆ ก็ขอให้บุรุษผู้นั้นเขารัก และดีกับลูกให้ได้ครึ่งหนึ่งของท่านพ่อ ลูกก็พอใจแล้ว”
นับจากวันที่บอกกล่าวบิดา เรื่องความต้องการที่จะไปศึกษาวิชาแพทย์เพิ่มเติม ก็ผ่านมาได้สองอาทิตย์แล้ว เช้าวันนี้มีจดหมายมายังจวนตระกูลโจว ซึ่งพอเห็นลายมือที่เป็นระเบียบสวยงามมีเอกลักษณ์ ราชครูโจวก็รู้ได้ทันทีว่าผู้ใดส่งจดหมายมาหาเขา
กาลเวลาผันผ่านไป 5 ปีแล้ว ยามนี้ในตำหนักของอ๋องหนานกงชิง มีอ๋องน้อยฝาแฝดชายวัย 4 หนาว ที่มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบบิดามามิมีผิดเพี้ยน ผิวกายของเด็กชายขาวเนียนละเอียดเยี่ยงมารดาของพวกเขา ทั้งยังตัวอวบอ้วนน่ารักน่าชังจนเสด็จลุงฮ่องเต้ และเสด็จป้าฮองเฮาเรียกหาให้เข้าวังอยู่เสมอ เจ้าหัวผักกาดทั้งสองคน กำลังเดินตามติดมารดาอยู่ไม่ห่าง เหตุเกิดจากบิดาของทั้งสองคนแย่งมารดาที่รักยิ่งของพวกเขาไปเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เมื่อทั้งสองตื่นขึ้นมาในยามเช้าก็ไม่พบมารดาแล้ว จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่าผู้ใดเป็นคนขโมยมารดาไปจากพวกเขา เพราะบิดามักจะทำเช่นนี้อยู่เสมอ หนานเฟยเทียน กับหนานเฟยฮุ่ย ทั้งสองคนกำลังเฝ้าตามติดมารดาไม่ให้คลาดสายตา เพราะเกรงว่าบิดาจะมาแย่งมารดาไปจากพวกเขาในยามกลางวันเฉกเช่นยามค่ำคืน เพราะแอบถามองครักษ์ฟานจงมาแล้วว่า วันนี้บิดาไม่ได้เข้าวัง และกำลังทรงงานอยู่ในห้องหนังสือของตำหนัก “เฟยเทียน เฟยฮุ่ย พวกเจ้าไม่ไปวิ่งเล่นกันหรอกหรือ เหตุใดจึงเดินตามแม่ทุกฝีก้าวเยี่ยงนี้” ลี่เซียนเอ่ยถามบุตรชายฝาแฝดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ขณะที่กำลังเดินเก็บสมุนไพรที่ท่านอ๋องให้
โจวลี่เซียนเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสวามีของนางอย่างถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี เขาช่างสง่างามจนใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น แก้มนวลก็เห่อร้อนขึ้นมาเมื่อนึกจินตนาการไปถึงบทรักอันร้อนแรง ที่นางจะมอบให้สวามีในค่ำคืนเข้าหออย่างเป็นทางการนี้ “เมาหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานเอ่ยขึ้นมาทันที เห็นสวามีเดินเข้ามาในห้องหอ โดยที่มีกลิ่นสุราอบอวลไปทั่วร่างกาย ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มออกมา ทั้งยังมีแววตากรุ้มกริ่มอย่างเห็นได้ชัด “นิดหน่อย เจ้าพวกนั้นมิปล่อยให้พี่มาหาเจ้า โดยเฉพาะเจ้าประมุขหน้าขาวผู้นั้น” “ท่านอ๋องจะดื่มน้ำแกงสร่างเมาสักหน่อยไหมเจ้าคะ ข้าจะให้สาวใช้ไปจัดเตรียมมาให้” “ลี่เอ๋อร์จากนี้ให้เรียกสามีว่าท่านพี่ได้หรือไม่ ส่วนน้ำแกงพี่ไม่ต้องการพี่ต้องการเพียงน้ำหวานเท่านั้น” เรือนกายสูงใหญ่เดินเข้ามากอดรัดเอวบางด้วยความคิดถึง “เปิดผ้าคลุมหน้าแล้วดื่มสุรามงคลกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าหนักเครื่องประดับที่หัวมากแล้ว” หลังจากอ๋องหนานกงชิงเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว และคล้องแขนดื่มสุรามงคลกันจนหมดจอก ลี่เซียนก็รู
จวนตระกูลจ้าว รองเจ้ากรมอาญาได้รับคำสั่งจากเจ้ากรมอาญา ให้ติดตามเสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมายังจวนตระกูลจ้าว เพื่อดำเนินการเนรเทศจ้าวอิงเถาให้ไปอยู่เมืองตงกง เมืองชายแดนทางทิศใต้ของแคว้นหนาน ตามพระบัญชาของฮ่องเต้ เสนาบดีจ้าวหย่งเจี้ยนมีสีหน้าราบเรียบ และอยู่ในอารมณ์นิ่งสงบ เพราะวิธีนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับทุกคนในตระกูลจ้าว หากยังพยายามแก้ต่างให้บุตรสาวที่ดื้อรั้นทั้งยังเอาแต่ใจตนเอง มีแต่จะนำพาให้ทุกคนในตระกูลเดือดร้อนกันไปทั้งหมด และตระกูลจ้าวคงได้จบสิ้นในชั่วอายุของเขาเป็นแน่ “ท่านพี่ คนจากกรมอาญามาทำอันใดที่จวนของเราเจ้าคะ” จ้าวฮูหยินสอบถามสามีด้วยความสงสัย เมื่อเห็นบุรุษหลายคนซึ่งอยู่ในอาภรณ์ที่บ่งบอกตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างชัดเจน เดินเข้ามาในจวนพร้อมกับสามี ข้างกายของจ้าวฮูหยินมีบุตรสาวคนรอง ซึ่งยามนี้จ้าวอิงเถากำลังมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “สอบถามบุตรสาวของเจ้าเถิดฮูหยิน ว่านางไปทำอันใดไว้บ้าง หากข้าไม่พาคนจากกรมอาญามาที่จวนด้วยตนเอง เห็นทีว่าคนในตระกูลจ้าว คงต้องหัวหลุดจากบ่ากันทุกคน” เสนาบดีจ้าวเอ
การสอบสวนหาตัวผู้ร้าย ที่ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้กับฮองเฮา ยังคงเป็นไปอย่างเงียบเชียบ บรรดาองค์ชายคนอื่น ๆ กับสนมหรือสตรีในวังหลังทุกคน จะยังไม่รับรู้เรื่องราวการลอบปลงพระชนม์ในครั้งนี้ จะรับรู้เพียงแค่ทั้งสองพระองค์กำลังพักฟื้นจากอาการป่วยก็เพียงเท่านั้น เนื่องจากยังต้องสืบหาตัวผู้ลงมือปองร้ายองค์รัชทายาท ที่ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดผู้ใด หากผู้ร้ายเป็นพวกเดียวกันจะได้ไม่ไหวตัวหลบหนีไปได้ทันเวลาตำหนักหวงกุ้ยเฟย ยามนี้ฮ่องเต้หนานเจ๋อติง กำลังสอบถามเอาความกับหวงกุ้ยเฟยเป็นการส่วนพระองค์ ในตำหนักของหวงกุ้ยเฟย ซึ่งมีฮองเฮานั่งรับฟังเรื่องราวทั้งหมดอยู่ข้าง ๆ กัน ฮองเฮาทรงนั่งรับฟังด้วยอาการสงบนิ่ง เพราะเรื่องราวในครั้งนี้พระนางยกให้พระสวามีเป็นผู้จัดการด้วยพระองค์เองทั้งหมด “ฝ่าบาททรงเชื่อนางกำนัลพวกนี้หรือเพคะ หม่อมฉันย่อมรักใคร่ในตัวของพระองค์ จะลอบวางยาพิษพระองค์ไปเพื่อการใด” สตรีที่หมอบคลานอยู่กับพื้นกล่าวแก้ต่างให้กับตนเอง ใบหน้างดงามตามวัยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ตั้งแต่รับรู้ข้อกล่าวหาที่พระสวามี ได้บอกกล่าวความผิดของพระนางให้แจ้งประจักษ์
หนึ่งชั่วยามต่อมา ฮ่องเต้หนานเจ๋อติงก็รู้สึกตัวฟื้นตื่นขึ้นมา ก่อนที่จะหมดสติพระองค์จดจำได้ทุกอย่าง ว่ากำลังนั่งเสวยอาหารร่วมกันกับฮองเฮาในตำหนักส่วนพระองค์ ซึ่งก็เป็นเช่นนี้เฉกเช่นทุกเช้า เพียงแต่เช้านี้หลังจากเสวยอาหารไปเพียงไม่กี่คำก็รู้สึกแน่นหน้าอก ฮองเฮาหมดสติก่อนพระองค์ เพราะพระนางดื่มน้ำชาไปหมดจอกก่อนจะเริ่มเสวยอาหาร “อาหนาน ข้ายังไม่ตายหรอกหรือ” เสียงอ่อนระโหยโรยแรงกล่าวขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน แต่สายพระเนตรก็มองเห็นน้องชายนั่งเฝ้าพระองค์อยู่ไม่ห่าง “พี่ใหญ่ ท่านกับพี่สะใภ้เกือบได้ข้ามแม่น้ำเหลืองแล้ว หากโจวลี่เซียนไม่ได้อยู่เมืองหลวง เพราะท่านถูกพิษเหมันต์พิษร้ายแรงที่ไม่สามารถตรวจสอบหาพิษด้วยวิธีการทั่ว ๆ ไป” “พี่สะใภ้เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง นางหมดสติไปก่อนข้าเสียอีก” “ปลอดภัยแล้วขอรับ อีกสักครู่ก็คงฟื้นเช่นกัน ลี่เอ๋อร์กำลังดูแลอยู่” “เสด็จพ่อ เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทเมื่อเห็นว่าพระบิดารู้สึกตัวแล้ว จึงรีบเดินลงจากเตียงมาสอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง “อาหยุนเหตุใดเจ้าจึงหน้าตาซีดเซ
บริเวณตำหนักหลวงยามนี้มีแต่ความเงียบสงบ เพราะองครักษ์เสื้อแพรได้เชิญผู้ไม่เกี่ยวข้องในการรักษาให้ออกไปทั้งหมดแล้ว “เสด็จอา เสด็จพ่อกับเสด็จแม่เป็นเช่นไรบ้างขอรับ” องค์รัชทายาทหนานหลิงหยุน รีบเสด็จมาดูอาการของพระบิดากับพระมารดา เมื่อทราบข่าวจากองครักษ์ส่วนพระองค์ ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวสักเท่าไร เขาเริ่มมีอาการอ่อนเพลียมาหลายวันแล้ว ทว่าเมื่อหมอหลวงมาตรวจร่างกาย ก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ และตัวเขาก็ระมัดระวังตนเองเป็นอย่างดี ในทุก ๆ ครั้งก่อนจะกินอาหารก็ให้กงกงคนสนิท ใช้เข็มตรวจสอบพิษในอาหารและน้ำดื่มอยู่เสมอ และไม่เคยพบเจอพิษใด ๆ เลยสักครั้ง เขาจึงคิดว่าตนเองคงแค่อ่อนเพลียเพราะทำงานหนักเป็นแน่ “ท่านอ๋อง องค์รัชทายาทถูกพิษนะเพคะ เหตุใดจึงยังไม่ได้รับการรักษาเช่นนี้” ลี่เซียนเห็นใบหน้าซีดเซียวขององค์รัชทายาท นางก็วินิจฉัยโรคได้ทันที เพราะริมฝีปากของเขาเริ่มมีสีม่วงคล้ำ บ่งบอกแน่ชัดว่าร่างกายของเขา ถูกพิษมาสักระยะหนึ่งแล้ว “หมอโจว ข้ารู้สึกอ่อนเพลียเหมือนคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงคิดว่าเกิดจากการทำงานหนัก เพราะก่อ







