ANMELDENคำตอบเดียวที่คลี่คลายทุกสิ่ง คนของไทเฮาล่าถอย แม่นมซางเหนียงจือนางเองก็ออกไปเช่นกัน บัดนี้ภายในห้องหอที่สมควรจะมีเพียงบ่าวสาวให้ได้เสพสุขกันอย่างหวานชื่น กลับดูชวนอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เพราะมีมือที่สามมานั่งตาใสอยู่กลางห้องพร้อมตุ๊กตาผ้าแสนเก่ามอมแมมหนึ่งตัว
"เชิญพวกท่านตามสะดวกเสี่ยวปิงง่วงไม่ไหวแล้ว"
เสียงเล็กบอกเสร็จนางก็ปีนขึ้นเตียงหลังโตแล้วกายน้อยก็ทิ้งดิ่งลงนอนแผ่หลาเต็มเตียง ไม่สนใจสองหนุ่มสาวที่ยืนมองหน้ากันไปมาเลยสักนิด เมื่อเป็นเช่นนั้น จางหลานเย่จึงคิดว่านางเด็กมารน้อยคงหลับไปแล้ว นางจึงคิดใช้เวลาเช่นนี้สานต่อเรื่องที่เพิ่งค้างคาเอาไว้เมื่อครู่ก่อนหน้าให้จบ
กายงดงามจึงขยับเข้าไปโอบกอดลูบไล้กายกำยำแล้วเบียดเข้าหาเชิญชวนอีกฝ่ายอย่างมากมายจริตมารยา สมกับที่นางถูกมารดาฝึกฝนมาอย่างดีก่อนออกเรือนถึงสามเดือน เช่นนี้บุรุษวัยฉกรรจ์ที่โลหิตกำลังเดือดพล่านเช่นหานไท่หมิงมีหรือจะไม่อ่อนไหวจึงดึงนางเข้ามากดจุมพิตเร่าร้อนเต็มอารมณ์
...ซ่า...
สองร่างที่กำลังนัวเนียจุมพิตกันจนอาภรณ์หลุดลุ่ยถึงกับผวาผละออกจากกันดังกับสุนัขที่กำลังกัดกันแล้วถูกน้ำสาดเข้าห้ามมิแตกต่าง เห็นแล้วเฉียวปิงเซียวนางก็ยิ้มแต้พออกพอใจอย่างยิ่ง
"เจ้า! ...เจ้าทำบ้าอันใดกัน เอาสุรามงคลมาสาดพวกข้าด้วยเหตุอันใด"
จางหลานเย่นางแทบจะกรีดร้องแล้วพุ่งกายลงไปทุบตีนางมารน้อยตรงหน้าเสียให้สาแก่ใจ ยังดีที่เป็นชินหวางหานไท่หมิงนั้นเป็นผู้ออกหน้าตวาดก้องออกไปเสียก่อน นางจึงได้สติว่าไม่สมควรแสดงกิริยาไม่ดีต่อหน้าสวามี
"ก็...พวกท่านกัดกันเช่นสุนัข เสี่ยวปิงเกรงว่าพวกท่านจะบาดเจ็บเช่นไรเล่า...แต่ชินหวางไม่ต้องขอบใจเสี่ยวปิงหรอก ถึงเสี่ยวปิงจะเป็นเด็ก แต่เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้เสี่ยวปิงไม่คิดมากเพคะ...ไม่คิดมาก ชินหวางอย่าได้เกรงใจไป"
เส้นตรงลำคอของหานไท่หมิงปูดโปนจนคาดว่าอีกนิดเดียวคงระเบิดเสียเป็นแน่ เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะข่มอารมณ์อยากบีบลำคอสั้น ๆ ของเด็กน้อยที่ยืนอุ้มตุ๊กตาผ้าแล้วทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจเขาอย่างยิ่งนั้นให้ตายคามือ จากนั้นจึงจับโยนลงไปในกรงของเสือดำที่เขาเลี้ยงไว้จนแม้แต่กระดูกก็ไม่เหลือลงไปอย่างยากเย็นเหลือเกิน
"หรือที่แท้พวกท่านไม่ได้กัดกันเพคะ? "
เด็กน้อยเอียงคอมองทั้งสองนิ่งคล้ายกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
"อ้อ...เสี่ยวปิงเข้าใจแล้วเพคะ ต้องเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน ชินหวางกับพระชายารองไม่ได้กัดกันเช่นสุนัข...ขออภัยนะเพคะ...เสี่ยวปิงผิดแล้ว...ผิดไปแล้วจริง ๆ”
คนตัวเล็กโค้งกายลงต่ำ ศีรษะเล็กแทบโขกพื้น สีหน้าก็สำนึกผิดจากใจจริง ทว่าหานไท่หมิงถึงกับสะดุ้ง เด็กน้อยผู้นี้นางเพียงหกหนาว เหตุใดจึงเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่ว่า...
"ชินหวางกับพระชายารองต้องหิวข้าวเป็นแน่...ใช่ พวกท่านคงกำลังหิวข้าว...เสี่ยวปิงก็เริ่มหิวอีกแล้ว เช่นนั้นมาเถิด...เราไปกินข้าวกัน"
...!!! ...
เผชิญศึกมาทั้งแดนเหนือวนเวียนเคลื่อนไปจวบจนสุดแดนใต้ หานไท่หมิงเขาไม่เคยรู้สึกว่าตนเองจะอับจนปัญญายากจะต่อกรเช่นนี้มาก่อนสักครา...ทว่าเพียงตบแต่งพระชายาเอกตัวน้อยเข้าตำหนักยังไม่ทันข้ามคืน ไยเขาจึงรู้สึกอับจนหนทางจนอยากจะย้ายตำหนักหนียายเด็กปีศาจน้อยตรงหน้ายิ่งนัก!
“มาสิเพคะ ชินหวางดูจะหิวจัดจนหน้าเขียวเช่นนี้ต้องรีบกิน เดี๋ยวจะเป็นลมเอาได้นะเพคะ”
คนไม่รู้ตัวว่าตนเองเข้าใกล้กรงเสือไปทุกทียังมีแก่ใจมาจับจูงคนตัวโตเท่ายักษ์ดึงไปที่โต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยอาหารและขนมมงคลสำหรับบ่าวสาวในค่ำคืนเข้าหอ
พอถึงโต๊ะคนตัวน้อยก็ไม่สนใจผู้ใหญ่ทั้งสอง นางสนใจก็เพียงอาหารตรงหน้า ถึงจะหิวมาก แต่เฉียวปิงเซียวนางก็ไม่ใช่เด็กกินมูมมาม นางกินเรียบร้อย พออิ่มก็ยังรักษามารยาทไม่ลุกขึ้นไปก่อนคนโต ต่อให้นางง่วงจนนั่งเอาศีรษะโขกกับขอบโต๊ะไปหลายรอบ แต่เด็กน้อยก็อดทนเพียรนึกถึงแต่แผ่นทองค่าจ้างที่ตนจะได้เอาไว้ไม่หยุด
…สุดท้ายค่ำคืนเข้าหอที่สูงค่ากว่าทองคำหมื่นตำลึงกลับต้องพ่ายให้แก่แผ่นทองห้าหมื่นตำลึงที่มากกว่าของไทเฮาลงไปจนได้…
เงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนมองจากมุมของหลังคาตำหนักปล่อยพิราบสื่อสารออกไปแจ้งข่าวถึงใครบางคนว่าวันนี้ดวงใจตัวน้อยของเขานางก็ปลอดภัยดีแล้ว ในตำหนักชินหวางแห่งนี้อีกหนึ่งวันขอให้นางอย่าได้ว้าวุ่นใจไปเลย ขอให้นางเร่งจัดการงานในหน้าที่ของตนเองให้ดีเช่นเดียวกันกับตัวของเขาเอง แล้วรอเวลาอีกไม่นานจะได้มาร่วมดูแลดวงใจดวงน้อยต่อไป
“คนดี…ข้าจะปกป้องเจ้าตลอดไป…อดีตข้าผิดต่อเจ้านักเช่นนี้…ต่อไปข้านั้นจะไม่ให้มีภัยร้ายใดมาทำร้ายเจ้าได้อีก…ต่อให้เป็น…ชินหวางหานไท่หมิงเองก็ตาม ข้าก็จะขัดขวางจนสุดกำลัง หรือจำเป็นให้ต้องสังหารเขาเพื่อเจ้าข้าก็ยินดีไม่คิดมากเลย”
ถึงสายลมในยามดึกจะหนาวจนปวดกระดูก แต่ก็มิอาจทำลายความตั้งใจอันแรงกล้าของบุรุษที่ตั้งใจมุ่งมั่นแล้วว่าตนเองจะตามปกป้องดูแลคนตัวน้อยให้นางปลอดภัย ต่อให้รู้แจ้งชาตินี้มิอาจเอื้อมคว้านางมาแนบเคียงข้าง แต่แค่เพียงได้มองเห็นรอยยิ้มงามกับดวงตาสีทองผ่องอำไพนั้นเต็มไปด้วยความสุข เขาก็พึงใจแล้ว
เพราะอดีตเขาทำร้ายนางมามาก ใจอำมหิตต่อนางไม่น้อย ซึ่งในยามที่มีนางเคียงใกล้เขากลับไม่เคยรู้ค่า ไม่เคยถนอมนางให้ดี วันนี้เขาได้โอกาสใหม่อีกครั้งจึงไม่ลังเลเลยที่จะหาโอกาสมาชิดใกล้เพื่อปกป้องนาง
…ทั้งชีพนี้เขาก็จะยกให้เพื่อนางผู้เดียว เพราะอดีตชีพนางเองก็ยกให้บุรุษโง่งมเช่นเขาผู้เดียวเช่นกัน…แม่น้ำแข็งก้อนน้อยของข้า ต่อให้กลายเป็นปีศาจ หรือต้องขายวิญญาณให้จอมมารท่านพี่ล้วนยอมพลีเพื่อเจ้าแล้ว...เฉียวปิงเซียว...
ดังนั้นแล้วในช่วงสายของวันต่อมา ผู้ที่สดชื่นแจ่มใสจึงมีเพียงชินหวางเฟยตัวน้อยหนึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนอีกสองชีวิตช่างมีสภาพใต้ดวงตาดำคล้ำจนชวนเห็นใจ ซึ่งหากเป็นคนนอกตำหนักเห็นเข้าคงคิดเอาว่าท่านอ๋องสิบแปดคงจะหนักมือกับค่ำคืนเข้าหอไปสักหน่อย แต่บุรุษใดก็คงจะเข้าใจ ก็ในเมื่อพระชายารองจางนั้นงดงามปานล่มเมืองจะถูกพระสวามีที่เพิ่งกลับมาจากชายแดนรังแกมากไปสักหน่อยย่อมไม่ผิด หากแต่...
"เสี่ยวปิง อาหมิง ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะจดจำคำสั่งเสียสุดท้ายของสืออีเอาไว้ให้จงดีนะ"นั่นคือสิ่งที่ฟ่านอิงเฉิงได้เอ่ยกับสองสามีภรรยาก่อนที่เขาจะจากไป ซึ่งแน่แท้ว่าเฉียวปิงเซียวและหานไท่หมิงย่อมไม่มีวันลืมว่ากว่าพวกตนจะมีวันนี้ต้องผ่านความยากลำบากอันใดมาบ้าง และต้องสูญเสียสิ่งใดไปบ้าง"เสี่ยวปิงย่อมมิอาจลืมเลือน"ซึ่งช่วงเวลาในโลกมนุษย์จะกล่าวว่ารวดเร็วนั้นก็ไม่เต็มที่ จะกล่าวว่าเนิบช้าก็มิอาจจะพูดได้เต็มปากนัก แต่ฮองเฮาเฉียวปิงเซียวกับฮ่องเต้หานกวงตี้ พวกเขานั้นก็เคียงข้างร่วมทั้งทุกข์และสุขปกครองหนานสุ่ยต่อมาอีกยี่สิบห้าหนาวก็สละราชบัลลังก์ให้แก่องค์ชายใหญ่หานกวงไถ่ได้ปกครองต่อไป ส่วนพวกเขาทั้งสองนั้นพากันหลบเร้นกายขึ้นสู่ยอดเขาอันหนิงซานในท้ายที่สุดและผ่านไปอีกสิบห้าหนาวก็มีข่าวว่าทั้งสองได้หวนคืนสวรรค์ไปไล่เลี่ยกัน ส่วนความจริงแล้วจะเป็นเช่นไรพวกเขาตายจากไปแล้วจริงหรือไม่ คงมีเพียงฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกับชินหวางและจ่างกงจู่ผู้เป็นสายโลหิตของพวกเขาเท่านั้นที่รู้แจ้ง"เป็นเช่นไรบ้างเล่าเสี่ยวปิง บัดนี้ผ่านมาหนึ่งร้อยหนาวเจ้ายังเยาว์วัยดังดรุณีวัยสิบเจ็ดหนาว ส่วนเจ้าอาหมิง ดูสิ หลานชายหล
ตอนอวสาน"เสี่ยวปิง"กายสูงใหญ่เร่งทรุดลงนั่งลงด้านบนศีรษะของเฉียวปิงเซียวที่กำลังทรมานอย่างถึงแก่น ทว่านางไร้ลมที่จะเบ่งคลอดเอาเสี่ยวหลัวโปให้ออกมาดูโลกภายนอกได้แล้ว"เสี่ยวปิงข้ารักเจ้านะ...เพราะรักจึงต้องทำเช่นนี้"กล่าวจบเขาก็ส่งเม็ดยานั้นเข้าปากตนเองแล้วบังคับบีบแก้มกลมให้นางอ้าปากออก จากนั้นเขาก็แนบริมฝีปากบังคับป้อนยาเม็ดนั้นให้นางกลืนลงไป เพราะใจนั้นกังวลไปแล้วว่าเฉียวปิงเซียวนางจะไม่ยอมกินโอสถทิพย์ที่แลกมาด้วยสามดวงจิต ทว่าเขาคิดผิด เพราะนอกจากเฉียวปิงเซียวนางจะยอมกินโดยดีแล้ว นางกลับกัดจนยาลูกกลอนเม็ดนั้นแตกเป็นสองแล้วป้อนคืนกลับให้หานไท่หมิงนั้นกินอีกด้วย"เจ้า!"คนที่ไม่ทันตั้งเตรียมใจเลยเผลอกลืนยาครึ่งเม็ดนั้นลงท้องไปเรียบร้อย จะดุนางจะว่ากล่าวนางก็ทำไม่ลง เพราะคนทำนั้นส่งยิ้มซีดเซียวนำหน้ามาก่อนจะกล่าวว่า"ท่านไม่รู้หรือว่าผู้กลืนกินโอสถทิพย์หากเป็นเทพก็จะมีปราณกล้าแกร่ง หากเป็นมนุษย์จะอายุยืนยาวกว่าคนปกติทั่วไป หากท่านคิดให้เสี่ยวปิงอายุยืนเราก็จะต้องอายุยืนไปด้วยกัน อย่ามาคิดเอาเปรียบกลับสวรรค์ก่อนกันสิเพคะ"ซึ่งหานไท่หมิงนั้นไม่มีเวลาถกเถียงกับเด็กดื้อตรงหน้า เพราะกล่
นางกระซิบน้ำเสียงเหี้ยมโหด กว่าเสิ่นลี่เย่นางจะรู้ตนว่านางพลาดไปใหญ่หลวงก็เมื่อดวงจิตค่อย ๆ แตกกระจายกลายเป็นผงธุลีไปเสียแล้ว ทว่ากายของสืออีนั้นพอแตกสลายกลับกลายเป็นต้นกล้าของดอกรุ่ยเซียงหนึ่งต้น ฟ่านอิงเฉิงจึงใช้สองมือประคองต้นกล้าดังกล่าวแล้วร่ายมนตร์ลืมเลือนหนึ่งครั้งเพื่อให้ชาวประชาหลายพันชีวิตลืมเลือนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเมื่อครู่ไปเสีย จากนั้นเขาก็ป้อนความทรงจำใหม่ว่าเป็นฮองเฮาที่ครรภ์แก่เต็มทนเหน็ดเหนื่อยเกินไปกับพิธีการจึงเป็นลม แล้วให้หานไท่หมิงเร่งพากายอวบอั๋นเข้าไปพักที่ตำหนักด้านในโดยด่วน"ฝ่าบาททรงทราบใช่หรือไม่?"นั่นคือคำถามแรกที่เฉียวปิงเซียวนางเอ่ยถามท่านปีศาจกระทิงเฒ่าแสนจะมากเล่ห์ร้อยกลของตนเอง เพราะนางจับสังเกตได้ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินแล้วเขาปกป้องนางได้ทันท่วงที โดยไม่ทำให้นางล้ม หรือกระทบกระเทือนไปถึงครรภ์เลยเช่นนี้"ยอมรับว่ารู้แจ้งที่เสิ่นลี่เย่นางสามารถหลบหนีออกมาจากน้ำเต้ากักปราณได้ จนถึงรู้ว่าเฉินเซินนั้นจะสละชีพตนเองในวันนี้ แต่เรื่องสืออีนั้นอยู่นอกเหนือแผนการทั้งสิ้น ข้าเองก็ไม่คิดว่านางจะ...จะสละชีพทั้งที่...ทั้งที่...""นางกำลังมีครรภ์อ่อน"เป็นฟ่าน
ตอนที่ 104พอถึงฤกษ์ดีเหมาะสมแก่เวลา กายสูงสง่าของหานไท่หมิงที่สวมอาภรณ์วิจิตรทรงเครื่องครบครันตามราชประเพณีก็ก้าวเท้ามั่นคงขึ้นสู่บัลลังก์ทองนั้นด้วยกิริยาสงบเยือกเย็น สีหน้านั้นมิได้หวั่นไหวตกประหม่าต่อสายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลายมากมายมืดฟ้ามัวดินตรงหน้าสักนิด ซึ่งหากกะคำนวณด้วยสายตาคงร่วมสองถึงสามพันชีวิต ข้างกายเยื้องออกไปทางด้านหลังคือเฉินเซินในชุดองครักษ์ดูเคร่งขรึมการนี้มิใช่เพียงเหล่าขุนนางของหนานสุ่ยเท่านั้น ทว่ายังรวมเอาชาวเมืองมาพร้อมกันไม่น้อยอีกด้วย ซึ่งแน่แท้แล้วว่านอกจากชาวเมืองแล้วยังมีราชทูตของต่างดินแดนต่างเผ่ามาร่วมงานนี้ไม่น้อย พิธีการต่างผ่านไปด้วยดี จวบจนในยามที่กายสูงสง่าก้าวขึ้นไปนั่งลงบนบัลลังก์เสียงแซ่ซ้องกึกก้อง ใบหน้าหล่อนั้นเปิดรอยยิ้มจริงใจส่งไปให้ปวงประชา ถึงจะทราบดีว่าห่างไกลถึงเพียงนี้พวกเขาคงยากจะมองเห็น แต่เขาก็อยากจะยิ้มมอบให้ประชาชนของตนเองอยู่ดี ...ก่อนที่ดวงตาเรียวทรงดอกท้อนั้นจะดึงกลับมาจากลานด้านล่างแล้วลุกขึ้นเดินมุ่งตรงไปเบื้องหน้า เท้าแกร่งนั้นหยัดยืนขึ้นแช่มช้า จุดหมายคือหน้ามุขซึ่งเชื่อมต่อไปยังลานกว้างที่มีชาวหนานสุ่ยมากมายรอคอยยลโฉมพระ
เช่นคราวนี้ที่หยางเทียนจวินถูกจับได้ว่าเขาถูกจิตมารเข้ากลืนกินปราณเทพอาวุโสจนถูกปลดจากอำนาจปลดลงจากตำแหน่ง ด้วยมติของสภาเทพอาวุโสและเหล่าเทพบรรพกาล และลงทัณฑ์ให้ลงมาเวียนว่ายตายเกิดยังภพมนุษย์ไปอีกหลายหมื่นปียากจะหลุดพ้นกลับคืนแดนเซียน ส่วนทางฝ่ายราชามารเช่นอวี่จงเจี้ยนนั้นต่อให้จะมิไร้หัวหรือขาดหาง แต่ก็มิได้แข็งแกร่งมากพอจะมาต่อกรกับแดนเผ่าสวรรค์ในเร็ววันนี้ดังนั้นทุกสิ่งในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาจึงสงบดีแล้วทั้งหกดินแดนสี่บรรจบ จะมีก็เพียงกลิ่นอายความแค้นของเสิ่นลี่เย่เท่านั้น นี่ต่างหากคือด่านเคราะห์อันแท้จริงของศิษย์รักหนึ่งเดียวของเขา...เฉียวปิงเซียว...หากวันนี้นางผ่านมันไปได้ อายุขัยของนางก็อาจจะยืนยาวต่อไป ทว่าหากไม่ ก็ถือว่าสองพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าชาติที่ผ่านมาบนโลกมนุษย์สูญเปล่า กับเวลาบนเผ่าเทพหนึ่งหมื่นหกพันปีสลายสิ้น เทพธิดาโอสถจะเหลือสภาพเพียงซากต้นโสมแดงหนึ่งหัวเท่านั้น มิอาจทราบได้ว่าจะต้องบำเพ็ญเพียรไปอีกกี่หมื่นกี่แสนปี นางจึงจะได้โอกาสหวนคืนทำเนียบเซียนอีกคราว"หมิงเกอ"นิ้วมือเล็กขาวนั้นถูกบีบกระชับจากฝ่ามือแกร่ง วันนี้สุดท้ายก็มาถึงจนได้ ซึ่งหานไท่หมิงเองเขาก็
ตอนที่ 103แต่เพราะบัดนี้นางสูญสิ้นอำนาจไม่พอ ท่านจอมปีศาจเนี่ยฉืออู่ผู้เป็น 'นายท่าน' ของนางเขายังถูกเจ้าเฒ่าเสวี่ยจิ่นคงจับกลับไปคุมขังยังดินแดนโลกันตร์รอรับโทษประหาร นางจึงขาดคนช่วยเหลือได้ทั้งหมด มีแต่ต้องช่วยตนเองในวันนี้ แต่ขาดกำลังผู้ช่วยเหลือนั่นยังไม่สำคัญเท่า นางไร้คนประกอบพิธีอาบโลหิตและดื่มกินดวงใจเด็กน้อยมาถึงสองรอบแล้วสภาพดวงจิตนี้อ่อนแอไม่น้อย ต่อให้นางไปยึดร่างกายมนุษย์ได้มา แต่ก็เป็นร่างกายของศพหญิงชราเท่านั้น เพียงสามวันที่ครอบครองซากศพนี้จึงมีแต่ถดถอยรอวันกายนี้เน่าสลายไปเท่านั้น เช่นนั้นเวลาของนางจึงใกล้จบสิ้นลงเต็มทน ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้เสิ่นลี่เย่นางยกความดีความชอบจนนางมิอาจปล่อยวางชำระแค้นไปได้ก็คือหนึ่งบุรุษกับหนึ่งสตรีไร้ยางอายเช่นเฉียวปิงเซียวที่มันกำลังจะสุขสมหวังทุกประการนั่นผู้เดียวเท่านั้น"หึ!...หากวันนี้เจ้ามิถูกข้าเผาผลาญจนสิ้นชาติกลายเป็นเพียงน้ำแข็งถูกสลายจนมิอาจหวนกลับคืนสวรรค์ ต้องกลายไปเป็นเพียงต้นโสมหนึ่งต้นก็อย่างได้มาเรียกข้าว่าเสิ่นลี่เย่อีกต่อไปเลยเฉียวปิงเซียว"ดวงตาคมของสตรีแก่ชราวัยใกล้เฉียดร้อยในสายตาของชาวบ้านที่พบเห็นนั้นจับจ้องไปที่เกี้







