Mag-log inคุณหนูฟ่านหรือชื่อปลอมคือเหอเจียอี ถึงกับกลั้นหัวเราะจนตัวโยนเมื่อเห็นนายกองซ่งควบม้ากลับค่ายพยัคฆ์เหินจนฝุ่นตลบ
“คุณหนูเจ้าคะ ดูเหมือนนายกองผู้นั้นจะถูกส่งมาดูตัวคุณหนูนะเจ้าคะ” เหอหงเซ่อน้องสาวอุปโลกน์ยิ้มกลั้วหัวเราะ “ข้าเห็นมานั่งเมียงๆ มองๆ จ้องประตูทางเข้าครัวอยู่นานสองนานแล้วเจ้าค่ะ”
“ต่อให้เขาไม่มา ข้าก็ต้องหาทางบีบเขาจนได้นั่นล่ะ ในที่สุดข่าวลือก็ทะลุทะลวงเข้าไปถึงในค่าย เป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆ อาวุธที่ไม่มีตาและมีพลังทำลายล้างมากที่สุดชนิดหนึ่งก็คือ ลมปากของคน”
“คุณหนูกล่าวได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ” เถ้าแก่เนี้ยเหอเดินชดช้อยมายืนยิ้มอยู่ด้านหลัง “เป็นอย่างไรบ้าง ”
“เป็นจริงดังคาด นายกองซ่งน่าจะถูกส่งให้มาดูตัวข้าว่าเป็นอย่างคำร่ำลือจริงหรือไม่ ”
“ถ้าเช่นนั้น อีกไม่นานท่านแม่ทัพคงจะมาเยือนร้านของเราแน่”
เหอเจียอีส่ายหน้า “ยังหรอก หมิงจิ้นเหอเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เคร่งครัดในวินัยทหารยิ่งนัก ระยะนี้เขาต้องฝึกทหารใหม่ คงจะออกมาจากค่ายในเดือนนี้ ระหว่างนี้ ข้าจะกระพือข่าวให้เขารู้สึกอยากจะเห็นหน้าข้ามากๆ มากจนวันแรกของการฝึกทหารเสร็จต้องรีบบึงมาที่นี่”
เหอเจียวางแผนปล่อยข่าวเรื่องความงามของตนเองอยู่พักใหญ่ เริ่มจากจ้างคนไปพูดเรื่องรูปโฉมของนางในตลาดเพื่อให้บ่าวรับใช้ตระกูลใหญ่ในพยัคฆ์เหินได้ยินเข้า แล้วนำเรื่องนี้ไปพูดในแต่ละคฤหาสน์
หลังจากปิดครัว นางก็แต่งกายงดงามออกมานั่งจิบน้ำชา ส่งสายตาให้กับคุณชายร่ำรวยที่อุตส่าห์นั่งรถม้าคันใหญ่เพื่อมาทานอาหารในเพิงเล็กๆ ของสกุลเหอ ทำเอาข่าวลือเรื่องรูปโฉมลามเร็วยิ่งกว่าฝีมือการทำอาหาร
ความงามของสองแม่ลูกร้านตระกูลเหอ ดึงดูดผู้คนได้ดียิ่ง คุณชายทั้งหลายต่างหมายมั่นปั้นมืออยากได้เหอเจียอีมาเป็นภรรยา พวกเขาต่างอาสาส่งคนงานมาช่วยก่อสร้างร้านอาหาร
“ทั้งคุณชายกัง คุณชายหวัง คุณชายเถียน ต่างส่งคนงานมาช่วย อีกไม่นานร้านของคุณหนูก็จะเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม...พลังของบุรุษทั้งหลาย ทำให้งานของข้าก้าวหน้ารวดเร็วยิ่ง หงเซ่อในเมื่อข้าสร้างข่าวลือปลอมได้ ข่าวลือจริงนั้นยิ่งไม่ยาก คราวนี้หมิงจิ้นเหอจะได้รู้ว่า การต้องไปตื้อคนอื่นเป็นเรื่องคับข้องใจเพียงใด”
จินหงเซ่อสาวใช้คนสนิทของคุณหนูฟ่านยิ้มพอใจ “ดีเจ้าค่ะ นายท่านเคยไปขอร้องท่านอ๋อง คราวนี้ท่านอ๋องจะได้มาขอร้องนายท่านคืนบ้าง”
“แค้นนี้ข้าต้องชำระให้ท่านพ่ออย่างแน่นอน”
เหอเจียอีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองพยัคฆ์เหิน ยามนี้นางกลายเป็นเจ้าของภัตตาคารใหญ่ที่อยู่ใกล้ค่ายทหาร ฝีมือการทำอาหารว่ายอดเยี่ยมแล้วแต่ความงดงามกลับถึงขั้นบัณฑิตหนุ่มทั้งหลายต้องร่ายกลอนสรรเสริญ
คุณชายทั้งหลายให้จิตรกรวาดรูปของนางออกมาแล้วเอาไปแขวนไว้ยังห้องนอน พร่ำเพ้ออยากจะได้นางมาเป็นภรรยา ยามนี้ในเมืองพยัคฆ์เหิน แม่ครัวสกุลเหอ กลายเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งไปเสียแล้ว
“แม่สื่อมาทาบทามท่านอีกแล้วเจ้าค่ะคุณหนู นี่ข้าก็หาทางปฏิเสธพวกเขาไปเรียบร้อยแล้ว อ้างว่าดวงของท่านในปีนี้ไม่เหมาะจะแต่งงาน” เหอฮูหยินหัวเราะหึๆ พอใจ
เหอเจียอียิ้มมีเลศนัย “ป่านนี้ข่าวของข้าคงจะอยู่ในปากของทหารกว่าครึ่งกองทัพแล้วล่ะ”
จริงอย่างที่เหอเจียอีคาด เรื่องของนางกลายเป็นหัวข้อสนทนาของเหล่าทหารในกองทัพ ซ้ำหลายคนยังมีภาพวาดของนางเก็บเอาไว้
“เจ้าได้มาอย่างไรหรือ ”
“ข้าซื้อมาจากเหล่าซานน่ะสิ เมื่อวานมันติดตามพ่อครัวออกไปหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร เห็นว่ามีภาพของแม่นางเหอวางขายอยู่ก็เลยซื้อมา เมื่อเช้าต้องแย่งกันกับพวกทหารม้า ดีที่ได้มาภาพหนึ่ง”
“ไหนๆ ข้าขอดูหน่อย เขาว่านางสวยราวกับนางฟ้า เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ”
“ดูเอาเองสิ” เจ้าของภาพยื่นให้สหายกลุ่มใหญ่ดู
เสียงฮือฮาดังขึ้นไม่ขาดสาย นายกองซ่งเดินเข้ามาเห็นพลทหารพากันรุมล้อมส่งเสียงเอะอะก็เดินไปดุ ครั้นเห็นในมือคนผู้หนึ่งมีภาพวาดของสาวงามก็รีบขอดู
“นี่มันแม่นางเหอนี่ ”
“ขอรับ ภาพของนางตอนนี้มีขายเต็มตลาดไปหมด บุรุษทั้งหลายล้วนซื้อหาไปครอบครอง”
“ภาพนี้เจ้าขายต่อข้าได้หรือไม่ ”
พลทหารหนุ่มได้ยินว่านายกองซ่งจะขอซื้อต่อโดยให้ราคามากกว่าซื้อมาถึงหนึ่งเท่า เขาก็รีบพยักหน้า ในใจก็นึกว่าหากนายกองซ่งคิดจะริบเขาก็คงจะไม่ได้เงินสักอีแปะ
นายกองซ่งถือภาพวาดของเหอเจียอีไปเก็บไว้ที่ห้องทำงานของตนด้วยความรื่นรมย์ สาวงามที่เขาเคยเห็นมาในชีวิตนี้ ไม่มีผู้ใดสวยเท่านางเลยสักคน
...หรือนางจะเป็นนางฟ้าที่ตกสวรรค์มายังเมืองพยัคฆ์เหิน...
ยังไม่ทันที่จะม้วนเก็บภาพของนางลงในลิ้นชักตู้ด้านหลัง รองแม่ทัพมู่ก็ปรากฏกายขึ้นแล้วยื่นมือมากุมม้วนภาพนั้นเอาไว้
“ข้าว่าภาพนี้เจ้าชมแล้ว ขายต่อข้าเสียดีกว่า”
นายกองซ่งทำสีหน้าปั้นยาก หากว่ารองแม่ทัพมู่ข่มขู่เอาภาพนี้จากเขาไปเฉยๆ เขาก็คงไม่ได้เงินคืนสักอีแปะ สู้ดียอมขายไปเสียดีกว่า นายกองซ่งได้กำไรจากการขายภาพเหอเจียอีให้กับมู่หลี่เฉียงสามร้อยอีแปะ
ชายหนุ่มผู้ครอบครองภาพหญิงงามเดินยิ้มแย้มแจ่มใสไปยังห้องทำงานของท่านแม่ทัพที่อยู่สุดทางเดิน ชายหนุ่มผู้กุมกองกำลังใหญ่ที่สุดในแคว้นหมิงกำลังตรวจบัญชีเสบียงอย่างคร่ำเคร่ง พอได้ยินเสียงเคาะประตูก็เงยหน้าขึ้นเอ่ยอนุญาต
“มีอันใดหรือ สีหน้าเจ้าดูมีเลศนัยพิลึก”
“ก็มีนะสิ ท่านดูเอาเถิดว่าอานุภาพความงามของแม่นางเหอ ทะลุทะลวงกำแพงค่ายทหารของเราเข้ามาได้แล้ว”
“อย่างไรหรือ ”
มู่หลี่เฉียงยื่นม้วนภาพวาดของเหอเจียอีมาตรงหน้า
“ภาพวาดของนางถูกซื้อมาจากในตลาด ท่านอยากเห็นหรือไม่ว่าเหอเจียอีผู้ที่ทำอาหารได้ถูกปากถูกใจท่านไปเสียทุกอย่าง รูปร่างหน้าตาเป็นเช่นใด ”
หมิงจิ้นเหอใจเต้นรัวขึ้นเล็กน้อย ระยะนี้เขาได้ยินชื่อของนางอยู่บ่อยครั้ง ดูเหมือนทหารในค่ายของเขาจะพูดถึงนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“ขอดูหน่อยสิว่านางสวยสมกับที่คนทั้งหลายพร่ำเพ้อหรือไม่ ”
เขารับม้วนภาพของนางไปคลี่ออกดู หญิงสาวที่ถูกวาดเอาไว้นั้นมีใบหน้างดงามอ่อนหวาน ดวงตาดุจกวางน้อย รูปร่างอ้อนแอ้นอวบอิ่ม ชายหนุ่มตะลึงไปเล็กน้อย
“นี่ก็แค่ภาพวาด ไม่รู้ว่าตัวจริงจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ ”
“อีกสิบวันการฝึกทหารก็จะเสร็จสิ้นแล้ว ท่านค่อยออกไปดูนางก็ได้ ข้าเห็นนางบ่อยแล้ว ภาพนี้ข้าซื้อต่อเขามา ในฐานะที่ท่านเลี้ยงอาหารข้าอยู่บ่อยๆ ข้ายกให้ท่านก็แล้วกัน”
ใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา แต่มู่หลี่เฉียงรู้สึกว่าสหายของเขารู้สึกสนใจหญิงสาวในภาพเข้าให้แล้ว รองแม่ทัพมู่ยิ้มน้อยๆ สายตาของหมิงจิ้นเหอเมื่อครู่ดูเหมือนจะถูกใจหญิงสาวในภาพเข้าให้แล้ว
“หากว่าท่านแม่ทัพสนใจในตัวนาง ข้าก็จะยอมหลีกทางให้”
จวิ้นอ๋องปรายตาขึ้นมองสหายแล้วยิ้มน้อยๆ
“อย่าพูดดีเข้าตัวเลยมู่หลี่เฉียง ข้าว่าอย่างเจ้าไม่มีปัญญาไปเกี้ยวนางได้สำเร็จต่างหาก”
“รู้ทันข้าเสียจริง ข้าก็ได้แต่มองนางไปอย่างนั้นล่ะ ถึงเป็นท่านก็เถอะ นางอาจจะไม่สนใจท่านก็ได้ ข้าได้ยินว่ามีคุณชายใหญ่น้อยส่งแม่สื่อไปทาบทามนางแต่ก็โดนปฏิเสธกันทั่วหน้า”
หมิงจิ้นเหอรู้สึกร้อนรนในอก หากว่านางตกลงแต่งงานกับไปคุณชายร่ำรวยสักคน ต่อไปก็คงจะไม่ออกมาทำอาหารขายอีกแล้ว ด้วยรูปร่างหน้าตาอย่างนาง สามีคงพร้อมจะเอาเงินมาใช้หนี้และยกร้านให้เถ้าแก่เหอไปทำต่ออย่างไม่ลังเล
“ไม่ได้! ข้าต้องได้นางมาเป็นแม่ครัวที่จวนของข้า”
มู่หลี่เฉียงลอยหน้าลอยตา
“ท่านจะทำอย่างไรได้ หนี้สินของท่าน อีกไม่นานคงมีคนอยากจะมาใช้หนี้แทนนาง เฮ้อ! หรือว่าพอฝึกทหารเสร็จข้าจะลองส่งคนไปทาบทามดู เผื่อนางจะยินยอมแต่งงานกับข้า”
“หยุดเลย! สกุลเหอเป็นหนี้ข้าหลายหมื่นตำลึง เจ้าอย่าได้มาวุ่นวายด้วยเป็นเด็ดขาด”
“ท่านแม่ทัพ เรื่องอย่างนี้ใครดีใครได้มิใช่หรือ”
สีหน้าของหมิงจิ้นเหอเข้มขึ้นในทันที
“ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะหาทางทำให้นางยอมมาเป็นแม่ครัวของข้า”
หลังจากมู่หลี่เฉียงออกจากห้องไปแล้ว แม่ทัพหนุ่มก็คลี่ภาพของนางออกมากางไว้ชม ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่านางงดงามประทับใจ ชายหนุ่มถึงกับเก็บเอาไปฝัน...เป็นครั้งแรกที่เขาฝันว่าได้กอดจูบหญิงงาม
ฮูหยินผู้เฒ่าก็ทำเช่นกัน นางรีบกล่าวขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาให้หลานทุกคนร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง “ท่านแม่ น่ายินดีนัก หลานๆ ของพวกเรามาคราวเดียวถึงสี่คนเลยขอรับ” ใต้เท้าฟ่านจับมือมารดาข้างหนึ่ง จับมือภรรยาข้างหนึ่ง “ท่านพี่ ช่างเป็นเรื่องมงคลของจวนเรานัก”พระสนมหยางเวียนอุ้มทารกทีละคนด้วยความตื่นเต้น แววตาของพระนางเปี่ยมสุขล้นใต้เท้าฟ่านและฟ่านฮูหยินนึกอัศจรรย์ในบุตรีของตนที่สามารถคลอดเจ้าเด็กทารกทั้งสี่คนนี้ออกมาได้อย่างปลอดภัยบรรดาปู่ย่าตายายล้วนคิดถึงภาพที่จะได้จูงมือเล็กของหลานๆ เดินเล่นในเทศกาลประจำปีอย่างมีความสุข“ต่อไปข้าก็จะได้ซื้อโคมไฟเพื่อให้เด็กๆ ทั้งสี่เดินถือเล่นในงานเทศกาลแล้ว ช่างน่าตื่นใจนัก ข้ามีหลานคราวเดียวถึงสี่คน” ใต้เท้าฟ่านพึมพำอย่างเปี่ยมสุข พลางหันไปดูหน้าฟ่านหลี่เจี๋ย“ใช่ๆ ข้าก็จะได้ซื้อขนมในยามที่พวกเขางอแงด้วยขอรับ” ฟ่านหลี่เจี๋ยเองก็ตื่นเต้นที่จะมีหลานตัวน้อยเมื่อกงกงกราบทูลฮ่องเต้ พระองค์มีใบหน้าอึมครึมเล็กน้อย‘เจ้าห้า แม้แต่เรื่องลูก เจ้าก็ยังไม่ไว้หน้าข้า นับว่ายังดีที่เรื่องภรรยา...ข้ามีได้มากกว่าเจ้า’มู่หลี่เฉียงที่เดินทางมาถึงเมืองห
เหอหงเซ่อที่อาสามาเฝ้าหน้าห้องในคืนอภิเษกได้ยินเสียงนั้นแล้วอมยิ้ม แอบส่งสายตายั่วยวนให้สามีที่แฝงกายอยู่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ นางบอกนางกำนัลคนอื่นให้ไปรอที่เรือนถัดไป หากต้องการก็จะไปเรียกใช้รอจนค่อนคืนถึงยามเปลี่ยนเวรของทั้งสองสามีภรรยา องครักษ์ฉินผู้น้องที่เห็นพี่ชายแว่บตามร่างของเหอหงเซ่อหายไปทางห้องนอนของนางก็ได้แต่ถอนใจด้วยความอิจฉา‘พอมีภรรยาก็ลืมน้อง พี่ชายเลว แต่ก่อนเฝ้าเวรยามด้วยกันจนรุ่งสาง เดี๋ยวนี้หมดเวรก็รีบไปทันที’ฉินผู้พี่ผลุบเข้าไปในห้องนอนของภรรยาได้รีบระบายความอัดอั้นจากการต้องทนฟังเสียงของท่านอ๋องและพระชายาปลอดรักกันทันที“หงเซ่อ เจ้าว่าเราสองคนคืนนี้ควรจะนอนหรือไม่ ”“เรื่องนี้ ข้าแล้วแต่ท่านพี่เจ้าค่ะ”ผ่านไปหลายเดือน ครรภ์ของฟ่านซิ่วอิงอุ้ยอ้ายนัก ชินอ๋องหมิงจิ้นเหอเชิญหมอหลวงที่เก่งกาจหลายท่านมาตรวจดูคนล้วนยินดีกับชีพจรมงคลที่มีหลายชีพจร“สัมผัสได้ สองชีพจร พะยะค่ะ”“สัมผัสได้ สามชีพจร พะยะค่ะ”“เอาแน่ๆ ตรวจให้ละเอียดและชัดเจน บุตรของข้าจะมีกี่คนก็ได้ ขอแค่นางปลอดภัยก็พอ” น้ำเสียงดุดันของชินอ๋องลั่นวังหมอหลวงตัวสั่นงันงก เชื่อแน่ว่า อย่างน้อยก็มีสองชีพจรอยู่ในคร
การสมรสครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ฮองไทเฮา ญาติผู้พี่ของใต้เท้าฟ่านสมหวังในการวางฐานอำนาจเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเครื่องรับประกันความปลอดภัยของคนในตระกูลอีกด้วย...ด้วยฐานะของเขยผู้นี้ทำให้ผู้อื่นยากจะแตะต้องคนสกุลฟ่านแล้ว...ฮ่องเต้จูงพระหัตถ์พระมารดานำหน้าฮองเฮาเข้ามาในวังจวิ้นอ๋อง ครั้งนี้พระองค์ไม่ต้องห่วงเรื่องการลอบสังหาร เพราะวังของจวิ้นอ๋องแม้แต่นกตัวเดียวก็ไม่อาจบินผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาตบรรดานายทหารระดับสูงล้วนพร้อมหน้ามาอวยพรแก่แม่ทัพหมิง สุราอาหารล้วนจัดมาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอาหารตำรับชาววังที่ฮ่องเต้พระราชทานมา และยังมีอาหารพิเศษจากภัตตาคารสกุลเหอที่เถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยนำลูกน้องมาทำถึงในวัง ทำให้แขกเหรื่อปลาบปลื้มกับความอร่อยเลิศ“งานอภิเษกสมรสครั้งนี้ จะว่าไปเป็นรองแต่เพียงการอภิเษกของฮ่องเต้เท่านั้น สมแล้วที่เป็นงานมงคลของแม่ทัพใหญ่ของแคว้น” มู่หลี่เฉียงหันไปมองรอบๆ ในใจก็หวังให้มีมือสังหารมาสร้างความปั่นป่วนบ้าง“สายตาเจ้าดูไม่สอดคล้องกับความคิดเห็นเลยนะรองแม่ทัพ”“ข้ากำลังภาวนาให้มีนักฆ่าโผล่มาสร้างความวุ่นวายบ้างนะ คุณชายจิน” สีหน้าของมู่หลี่เฉียงเคร่งขรึมจินวั่งซูห
หากไม่พูดถึงเรื่องราวระหว่างเขากับนางที่เกิดขึ้นในพยัคฆ์เหิน เขาก็ทำใจกล่อมแกล้มลืมมันไป แต่ครั้นมีผู้มาสะกิดบาดแผลนี้ เขาก็จุกถึงคอหอยฟ่านซิ่วอิงช่างหลอกลวงได้เจ็บแสบนัก ตั้งแต่วางผงนิทราเขาในหอนางโลม หลอกให้จ่ายเงินไถ่หนี้ แสร้งเป็นสาวใช้อุ่นเตียง โกหกว่าจำต้องไปแต่งงานตามท่านย่าขอร้องเมื่อทบทวนย้อนหลังก็พบว่า ล้วนเป็นนางวางแผนให้เขาต้องรีบตามมา ยามที่นางหึงหวงก็ยังจับเขาวางยาให้ไร้เรี่ยวแรง แล้วพอเขาคิดจะแก้แค้นนางบ้าง นางกลับสารภาพว่า ตั้งครรภ์บุตรให้เขาแล้ว“คุณหนูของพวกเจ้าช่างเป็นดาวพิฆาตข้าเสียจริง”“ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ควรทำให้คุณหนูเกิดความแค้นเพคะ”ครั้นได้ยินเถ้าแก่เนี้ยเหอเตือนสติ ท่านอ๋องก็พลันสำนึกได้ว่า...ตนเองไม่ควรทำให้ฟ่านซิ่วอิงโมโหแม้ว่านางจะเป็นดาวเคราะห์ของเขา แต่ขณะเดียวกัน นางก็เป็นดั่งแก้วล้ำค่าจะวางไว้ในมือก็กลัวจะตกแตก จะอมไว้ในปากก็กลัวจะละลาย...พระชายาเอกของตน ช่างร้ายกาจจนผู้อื่นยากจะเท่าเทียม...“เจ้า....” ท่านอ๋องกำหมัดแน่น จ้องมองสองสามีภรรยาเขม็ง “ได้! ข้าจะไปคิดบัญชีกับนางก็แล้วกัน”ในเมื่อไม่กล้าลงมือกับคนของนาง เอาไว้ไปจัดการกับต้นตอแผนการดีกว่า ค
“นางพึงใจในวังของเจ้า และคืนที่เจ้าช่วยเหลือนาง เหล่าข้าราชสำนักและข้าราชบริพารทั้งหลายต่างเห็นกันทั่วหน้า เรื่องซุบซิบนินทาเช่นนี้ยากจะลบล้างมลทินให้นางได้ จึงจำเป็นต้องเป็นเจ้า” องค์ชายเก้าถึงกับผงะ คืนนั้นเพราะเห็นแก่ชีวิตของนาง จึงยอมทุ่มพละกำลังแบกนางขึ้นหลัง กว่าจะส่งนางไปถึงตำหนักด้านในได้ถึงกับเข่าทรุด‘นี่ข้า ทำคุณได้โทษโปรดสัตว์ได้บาปแท้ๆ เชียว’เมื่อเห็นว่า ชะตากรรมนี้คงหลีกไม่ได้แล้ว ก็ได้วางแผนให้นางไปอยู่ในเรือนด้านใน ปลูกผัก เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ในที่ดินเปล่า เอาไว้เลี้ยงดูตัวนางเองก็แล้วกัน‘ช่างเถิด คิดเสียว่า มีสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นในวังอีกตัว’ “จวิ้นอ๋อง เจ้าคงไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้วสิ์ ” ฮ่องเต้ยิ้มพระสรวลมองพระอนุชาคนโปรด “พระราชโองการเท่านั้น พะยะค่ะ”ฮ่องเต้หยิบม้วนราชโองการที่เตรียมไว้ยื่นให้กงกง“กงกง เจ้ารีบจัดการยามนี้เลย น้องชายเราใจจะขาดแล้ว”“กระหม่อมจะเร่งมือให้เร็วที่สุด พะยะค่ะ”ฮ่องเต้ทรงหันมายิ้มให้จวิ้นอ๋อง หากไม่มีน้องชายผู้นี้ โอกาสฟ้าเปิดย่อมหาได้ยากยิ่ง“ข้าทำแบบนี้ เจ้าพอใจหรือยัง ”“ขอบพระทัย พะยะค่ะ”
ไม่เพียงแต่พูด ชายหนุ่มยังยกขึ้นมาดมให้นางดู เขาดมแล้วก็มองนางด้วยสายตากรุ้มกริ่ม“ดมแล้วข้าก็คิดถึงแต่เจ้า มิได้สนใจสตรีอื่นใดอีก”จางเลี่ยงหวงหน้าแดงระเรื่อ ยื่นหน้าไปจูบริมฝีปากสามีเบาๆ“ท่านพี่...ท่านน่ารักยิ่งนัก”“นี่ควรเป็นคำชมของข้ามิใช่หรือน้องหญิง ” เขาลูบไล้แผ่นหลังเปลือยเปล่าของนางต่ำลงไปจนถึงบั้นท้ายแล้วบีบเบาๆ ก่อนจะผงกศีรษะขึ้นจูบนางอย่างเรียกร้อง“เป็นเพราะข้าต้องอดกลั้น คืนนี้เจ้าจึงต้องทำหน้าที่ฮูหยินให้เต็มที่ ข้าจะได้ไม่มีแรงไปที่นั่นอีก”มือใหญ่ทั้งสองข้างบีบไปตามร่างกายของนางเบาๆจางเลี่ยงหวงกดคอสามีให้ก้มลงจูบนาง ยกขาเรียวขึ้นเหนี่ยวเอวของเขาไว้ มู่หลี่เฉียงครางฮึ่มฮั่มในลำคอก่อนจะเริ่มทำให้นางอ่อนแรงอีกครั้ง หลังเหตุการณ์วันนั้น เสนาบดีฟ่านจึงให้พ่อบ้านไปทูลเชิญจวิ้นอ๋องถึงวังให้เสด็จมาเสวยพระยาหารค่ำที่จวนสกุลฟ่าน ใบหน้าของจวิ้นอ๋องระบายด้วยรอยยิ้ม มิคาดว่า จินวั่งซูจะทำหน้าหนาติดตามมา “ข้าเป็นผู้อารักขาคุณหนูฟ่าน ท่านควรเชิญข้าไปด้วยจึงจะถูก” พ่อบ้านสกุลฟ่านจนด้วยคำพูดจึงได้แต่รับคำ หลังเสวยแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าและ
“นี่เจ้า....” จวิ้นอ๋องโมโหแทบจะบีบคอนาง “เจ้าเห็นแก่เงินห้าสิบตำลึงถึงกับลอบทำร้ายข้า” เหอเจียอีถึงกับทำตาโต “โอ้โห! ตั้งห้าสิบตำลึงเชียวนะเจ้าคะ ข้าต้องทำอาหารกี่พันจานถึงจะได้เงินขนาดนี้” “เจ้ากล้าลอบวางยาข้า ไม่กลัวโทษเลยงั้นหรือ ” เขาทำหน้าถมึงถึง “แต่ท่านก็ไ
จวิ้นอ๋อง มองดูภัตตาคารแห่งใหม่ที่สร้างเสร็จแล้วอย่างงุนงง ขนาดของร้านใหญ่กว่าเพิงเดิมหลายเท่า ดูสวยงามและโอ่อ่าพอสมควร ถ้าจะว่าไปน่าจะใช้เวลาอีกสักเดือนถึงจะเสร็จ “หลี่เฉียง ข้าว่า ที่นี่สร้างเสร็จเร็วเหนือกว่าคาดไว้มาก” มู่หลี่เฉียงที่คันปากอยากจะเล่าอยู่แล้ว เขารีบบรรย
หมิงจิ้นเหอรู้สึกแปลกใจที่ระยะหลังเขาได้พบคุณชายคหบดีหลายตระกูลมารับประทานอาหารที่เพิงขายอาหารเล็กๆ แห่งนี้“หลี่เฉียง เจ้าดูสิ เหตุใดคุณชายพวกนั้นระเห็จออกมาที่นี่ ร้านในตัวเมืองมีถมเถมิใช่หรือ”“ทีท่านยังติดใจในรสชาติอาหารร้านนี้ แล้วผู้อื่นจะไม่ชื่นชอบได้อย่างไร เรื่องของปากท้อง ล้
พ่อบ้านเการีบกระวีกระวาดนำเถ้าแก่เหอไปพบเจ้านายของตนที่ห้องตำรา จวิ้นอ๋องทรงโปรดอาหารร้านนี้ยิ่งนัก แม้พ่อบ้านเกาจะพยายามให้แม่ครัวในจวนแม่ทัพทำรสชาติอาหารเลียนแบบอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ท่านอ๋องพอใจได้ตอนเช้าท่านอ๋องเสด็จไปเพิงขายอาหารเล็กๆ นั่น กลางวันก็ยังออกจากค่ายมาเสวยอีก ตกเย็นยังสั่งให้เขาออกม







