LOGINอุแว้ อุแว้
เสียงตนเองที่ร้องตะโกนจนแสบคอทำให้อ้ายปิงรู้สึกไม่ดี นางรับรู้ว่าตนเองได้กำเนิดใหม่แล้ว ที่น่าแปลกใจคือนางกลับไม่ลืมความทรงจำในอดีต
ไม่รู้ว่านี่เป็นความเมตตาของสวรรค์ หรือบทลงโทษกันแน่ที่ท่านให้นางได้จดจำชีวิตก่อนหน้า ช่วงชีวิตที่อยู่อาศัยกับท่านเทพ แต่ยิ่งเจ็บปวดเมื่อคิดถึงท่านเทพ เพราะแม้พยายามเพียงใดก็คงไม่สามารถกลับไปหาท่านเทพได้ในเร็ววัน แค่คิดนางก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้งด้วยความช้ำใจ ที่แท้แล้วความทรงจำที่ให้เก็บไว้ยังเป็นบทลงทัณฑ์ด้วยใช่หรือไม่
กว่าอ้ายปิงจะทำใจยอมรับชีวิตใหม่ได้ ก็ผ่านไปนานทีเดียว คาดว่านานนับเดือนแล้วนับตั้งแต่นางเกิดมาด้วยวิถีของมนุษย์
หลังจากทำใจได้อ้ายปิงก็เริ่มมองสถานการณ์รอบด้าน นางอยู่ในอ้อมแขนของมารดาซึ่งกำลังป้อนน้ำนมหวานที่มีกลิ่นโลหิตจาง ๆ กินอิ่มนอนอุ่นเพราะมีครอบครัวที่สงบสุข อย่างน้อยสวรรค์ก็ไม่ได้ลงโทษนางมากนัก เว้นแต่ครอบครัวนี้ช่างแสนยากไร้ แม้ท่านพ่อจะเป็นถึงรองแม่ทัพที่นางเคยได้ยินท่านแม่เล่าให้ฟัง แต่ในจวนมีบ่าวรับใช้เพียงสามคน
หนึ่งคือพ่อบ้านซึ่งนางเคยเห็นตอนทำพิธีครบเดือน สองคือสาวใช้ข้างกายของท่านแม่ และเป็นแม่นมของพี่ชาย สามคือบ่าวใช้แรงงานในจวนที่หูหนวกเป็นใบ้ นางเห็นเขาผ่าน ๆ ตอนแม่นมอุ้มนางไปนอนในห้องส่วนตัว บ่าวคนนั้นแอบมองนางห่าง ๆ ด้วยดวงตาเป็นประกาย
ถึงอย่างนั้นจวนสกุลหนี่ว์แห่งนี้ ก็อยู่อาศัยอย่างอัตคัด มีเพียงเงินเบี้ยหวัดของบิดาคอยจุนเจือครอบครัว แม้เป็นรองแม่ทัพก็ไม่ได้มีขั้นขุนนางสูงส่ง เพราะเป็นรองแม่ทัพภายใต้กองทัพของท่านอ๋องผู้ถูกเนรเทศให้มาปกครองเมืองหน้าด่านทางเหนือที่แร้นแค้น
หนึ่งเดือนที่ผ่านมา หนี่ว์อ้ายปิงจึงได้รู้ว่ามนุษย์มีความเป็นอยู่อย่างไร นางเคยแต่อาศัยอยู่ในแดนดินของท่านเทพ ไม่เคยพบความยากลำบาก เพิ่งเข้าใจว่าแท้จริงมนุษย์ล้วนทุกข์ยาก ไม่แปลกเลยที่บทลงโทษคือการกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ธรรมดา หากให้นางเลือกก็คงจะไม่ยอมมาเช่นกัน
‘ฮือ ท่านเทพ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน’ อ้ายปิงคิดถึงเรือนของท่านเทพซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร เมื่อหิวก็เพียงเดินไปเก็บผักผลไม้จากสวน มีเนื้อสัตว์ที่เป็นบรรณาการซึ่งถูกส่งมาจากด้านในป่ามากมายให้เลือกกินทุกวัน ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหากินด้วยตนเอง
แต่ยามนี้ท่านแม่ก็ผ่ายผอมลงเรื่อย ๆ น้ำนมที่มีให้กินก็ยิ่งลดน้อยลงทุกวัน เมื่อแอบมองอาหารการกินของท่านแม่แล้วก็ไม่แปลกใจนัก มีเพียงข้าวต้มอย่างเดียวแล้วจะมีน้ำนมให้นางกินได้อย่างไรกัน
‘สวรรค์ท่านลงโทษข้าหนักหนานัก’
ครึ่ก ครึ่ก
‘อีกแล้ว’ เสียงหนวกหูนี้ดังขึ้นทุก ๆ วัน ยิ่งนานไปยิ่งได้ยินบ่อย อ้ายปิงได้แต่ทอดถอนใจ คิดว่าวันหนึ่งตนต้องอดอยากอย่างแน่นอน
วันเวลาผ่านพ้นไปอีกครึ่งปี ยามนี้อ้ายปิงอยู่บนโลกมนุษย์ครบเจ็ดเดือนแล้ว นางยังได้เจอกับพี่ชายของตนเองบ่อยครั้ง เขามีชื่อว่า ‘อ้ายหรง’ มีแซ่ ‘หนี่ว์’ เหมือนกับท่านพ่อ ความจริงนางก็แซ่หนี่ว์นี่นา
“น้องสาวหัวเราะอารมณ์ดีเชียวขอรับท่านแม่” เสียงเด็กน้อยดังขึ้นข้างหู อ้ายปิงจึงใช้ดวงตากลมมองหน้าพี่ชายให้ชัด ๆ พี่ชายนางหน้าตาน่ารักเชียว เด็กมนุษย์น่ารักปานนี้เลยหรือ
“อ้ายปิงเป็นเด็กเรียบร้อย ไม่เหมือนอ้ายหรงของแม่ ซนตั้งแต่ยังเล็ก ในตอนนั้นพ่อกับแม่เจ้าแทบจะไม่ได้นอน โชคยังดีที่มีแม่นมเหลียนคอยช่วยดูแล ปิงเอ๋อร์กลับเป็นเด็กเรียบร้อยว่าง่าย ไม่ร้องไห้รบกวนแม่เลยแม้แต่น้อย”
“ท่านพ่อบอกว่า ข้าซนเพราะข้าเกิดมาเพื่อเป็นนักรบเหมือนท่านพ่อขอรับ”
อ้ายปิงหัวเราะเมื่อเด็กน้อยอ้ายหรงทำท่ายืดอกด้วยความภาคภูมิใจ นางอยากเห็นนักว่าท่านพ่อหน้าตาเป็นเช่นไร เหตุใดพี่ชายจึงภาคภูมิใจนักที่มีเขาเป็นพ่อ
อ้ายปิงนั้นเป็นเซียนน้อย กำเนิดขึ้นจากพลังฟ้าดิน ไม่มีบิดามารดามาก่อน ย่อมไม่เข้าใจความรู้สึกของมนุษย์ นางเกิดมาก็รูปร่างอายุสิบสามปีและอยู่กับท่านเทพจื่อเสินมาโดยตลอด
และท่านเทพก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนที่นางรู้สึกกับมนุษย์เหล่านี้ นางเพียงเคารพรักท่านเทพเท่านั้น
“ใช่แล้ว อาหรงเป็นพี่ชาย โตไปต้องปกป้องบ้านเมือง ปกป้องน้องสาวและมารดาของเจ้า” ท่านแม่กอดพี่ชายด้วยความอ่อนโยน อ้ายปิงที่แอบมองดูรู้สึกแปลก ๆ ในใจ
แต่เมื่อมารดาหันมากอดตนเอง นางก็เข้าใจได้ว่าตนเองก็อยากถูกมารดากอดเช่นกันนี่เอง นี่คือความรู้สึกอิจฉาที่ตนเคยอ่านแค่ในตำราหรือไม่ เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตัวเองก็ไม่ใช่ความรู้สึกเลวร้ายเหมือนอย่างในตำรากล่าวไว้ มนุษย์นี้ช่างซับซ้อนเหลือจะกล่าว
เมื่ออ้ายปิงอยู่บนโลกมนุษย์มาได้สิบเอ็ดเดือนกับอีกยี่สิบกว่าวัน ในที่สุดนางก็ได้พบหน้า ‘ท่านพ่อ’ เสียที เขาไว้หนวดเครายาวเฟิ้ม ในคราวแรกที่เห็น นางตกใจจนร้องไห้จ้าทีเดียว
หมอมาตรวจร่างกายของอ้ายปิงและให้ข่าวดี "ท่านอ๋อง ข้ามีข่าวดี หลังจากการตั้งครรภ์ไม่เคลื่อนไหวมาสองปี ท่านหญิงอ้ายปิงกำลังตั้งครรภ์แล้ว" สือซ่างเสินและเสี่ยวจิ้นตกใจมาก แต่เป็นความตกใจที่เต็มไปด้วยความยินดี "จริงหรือ! นางจะมีบุตรของเราจริงๆ หรือ?" สือซ่างเสินถามด้วยความตื่นเต้น หมอยิ้มและพยักหน้า "ใช่เจ้าค่ะ เป็นข่าวดีจริงๆ" อ้ายปิงฟื้นขึ้นมาและได้ยินข่าวนี้ นางยิ้มทั้งน้ำตา "ข้าจะมีบุตรกับท่านเทพแล้ว และเมื่อเรากลับบ้าน บุตรของเราก็จะติดตามไปด้วย ข้าอยากรู้เหลือเกินว่าบุตรชายจะใช้เวลานานหรือไม่ก่อนจะติดตามไปสวรรค์ได้" สือซ่างเสินกุมมือนางแน่น "ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าและบุตรของเราเสมอ ข้าสัญญา" เสี่ยวจิ้นยิ้ม "ใช่ เราจะอยู่เคียงข้
อ้ายปิงนึกไม่ถึง "แล้วข้าควรทำยังไงต่อไป? ท่านไม่ควรอยู่ในฐานะองครักษ์เงาสกุลหนี่ว์" เสี่ยวจิ้นพยักหน้า "ข้ารู้ ร่างกายนี้มีวรยุทธ์สูงส่งมาก แต่ข้อเสียอย่างเดียวคือต้องเชื่อฟังเจ้า ข้าจึงอยากขอให้เจ้าอนุญาตให้เสี่ยวจิ้นนี้กลายเป็นแม่ทัพ และข้าจะกลับไปอยู่ในเมืองกับเจ้าแทนที่เสี่ยวจิ้นในฐานะสามีของเจ้า" อ้ายปิงฟังแล้วรู้สึกสับสน "แล้วเวลาที่เจอศึกใหญ่ ท่านจะทำอย่างไร?" เสี่ยวจิ้นยิ้มบางๆ "เวลานั้น ข้าจะยังคงเป็นท่านอ๋องน้อยที่ต้องออกรบอยู่ดี ข้าสามารถทำได้ทั้งสองบทบาท ข้าจะปกป้องเจ้าและครอบครัวของเจ้า" อ้ายปิงนั่งคิดอย่างหนัก "ข้าหลงรักร่างจำแลงของท่านเทพมาโดยตลอด ข้ารู้สึกว่าท่านคือท่านเทพที่ข้ารัก แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าท่านเป็นคนเดียวกัน" เสี่ยวจิ้นจับมือนาง "ใช่ ข้าคือคนเดียวกัน ข้ารักเจ้ามาโ
อ้ายปิงเดินทางกลับไปที่จวนสกุลหนี่ว์ด้วยความหวัง แต่เมื่อถึงที่นั่น กลับไม่พบเสี่ยวจิ้นที่รักษาตัวอยู่แล้ว "พี่จิ้น...ท่านหายไปไหน ข้าต้องการท่าน" อ้ายปิงร้องไห้ น้ำตาของนางไหลรินจนแทบจะกลายเป็นสายเลือด นางนั่งลงที่หน้าประตูจวน รู้สึกหมดหวังและเจ็บปวด "ข้าทำอะไรผิด ทำไมทุกอย่างต้องเป็นเช่นนี้?" ขณะที่อ้ายปิงนั่งร้องไห้อยู่ นางก็เริ่มคิดถึงความทรงจำที่มีร่วมกับเสี่ยวจิ้น ความอบอุ่นที่เขามอบให้ ความรักที่นางรู้สึกได้ทุกครั้งที่อยู่ใกล้เขา "พี่จิ้น ข้ารักท่าน ข้าไม่ต้องการใครอื่น นอกจากท่าน ข้าต้องการแต่งงานแค่กับท่านเท่านั้นในชีวิตนี้" นางพูดกับตัวเอง ในขณะเดียวกัน สือซ่างเสินที่ค่ายทหารรู้สึกเป็นห่วงอ้ายปิงอย่างมาก เขาตัดสินใจว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้อ้ายปิงรู้ความจริงและยอมรับเขา&nb
“ข้าทำอะไรไม่ได้เลย ข้าไม่สามารถช่วยคุณหนูได้” เสี่ยวจูพูดกับตัวเอง พลางปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ขณะนั้นเอง ซื่อจื่อเดินตามมาด้วยความเงียบ เขารู้สึกว่าต้องการทราบความเคลื่อนไหวของอ้ายปิง เมื่อเห็นเสี่ยวจูนั่งร้องไห้เพียงลำพัง เขาจึงเดินเข้าไปใกล้ “เสี่ยวจู เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเจ้ามานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่?” ซื่อจื่อถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าที่เคยใช้ เสี่ยวจูสะดุ้งและรีบเช็ดน้ำตา “ข้า...ข้าแค่รู้สึกหนักใจ เจ้าค่ะ” ซื่อจื่อยืนคาดคั้น “บอกข้ามาเถิด เจ้าร้องไห้เพราะอะไร?” เสี่ยวจูถอนหายใจยาว “คุณหนูล้มป่วยเพราะเสี่ยวจิ้นไม่ตื่นมาหลายวัน นางต้องเร่งดูแลพี่ชายของนางจนร่างกายทรุดโทรม นางเพ้อหาแต่เสี่ยวจิ้น ข้าไม่รู้จะทำอย่างไร” 
อ้ายปิงร้องไห้อยู่ข้างเตียงพี่ชายได้ไม่นานก็หันมามองทุกคนในห้อง นางรู้สึกว่าต้องการความสงบและเวลาที่จะช่วยพี่ชายได้เต็มที่ "ข้าขอให้ทุกคนออกไปก่อน ยกเว้นเสี่ยวจู" อ้ายปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สือซ่างเสินหรือท่านอ๋องน้อยมองนางด้วยความเป็นห่วง "แต่ข้า... ข้าห่วงเจ้า" อ้ายปิงส่ายหน้า "ท่านไปพักผ่อนเถิด ข้าจัดการได้" ท่านอ๋องน้อยลังเลก่อนจะพยักหน้า "ได้ ข้าจะรออยู่ข้างนอก ถ้ามีอะไรเรียกข้าได้เสมอ" เมื่อทุกคนออกไปจากห้องแล้ว อ้ายปิงหันมาหาเสี่ยวจู "ข้าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยพี่ใหญ่" อ้ายปิงเริ่มหยิบของล้ำค่ามากมายออกมาจากกระเป๋า "ข้ามีสมุนไพรและยาพิเศษที่ได้รับมาจากท่านเทพ ข้าหวังว่ามันจะช่วยได้"&nbs
อ้ายปิงและเสี่ยวจูรีบเดินทางไปที่ค่ายทหารด้วยความเร่งรีบ โดยฝากให้หมอหลายคนช่วยดูแลร่างของเสี่ยวจิ้นเอาไว้ให้ดี หัวใจของหญิงสาวทั้งสองเต้นรัวด้วยความกังวล เมื่อมาถึงค่ายทหาร ทั้งสองก็พบกับทหารยามที่ประตูทางเข้า "พวกเจ้าไม่อนุญาตให้เข้าไปในค่ายทหาร" ทหารยามกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น อ้ายปิงพยายามอธิบาย "แต่ข้าต้องเข้าไปพบพี่ชายของข้า เขาได้รับบาดเจ็บหนัก ข้าไม่อาจปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวได้" ทหารยามยังคงไม่ยอม "ข้าเข้าใจความห่วงใยของท่าน คุณหนูผู้นี้ แต่เรามีกฎระเบียบ ท่านไม่สามารถเข้าไปได้" เสี่ยวจูมองเห็นท่าทางของอ้ายปิงที่เริ่มท้อใจ "คุณหนู เราควรทำอย่างไรดี?" ขณะที่ทั้งสองกำลังหาทางออก องค์ชายรองปรากฏตัวขึ้นมา เขาดูรีบร้อนและมุ่งหน้าเข้าสู่ค่ายทหาร อ้ายปิงเห็นโอกาสจึงรีบเข้าไปหาทันที







