LOGINบทที่ 4
พลทหารเสียงเพราะ
ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนที่มู่เหยียนเข้ามาเป็นทหารที่ค่ายแห่งนี้ ทุกวันยามเช้าก่อนกินมื้อแรกจะต้องวิ่งรอบค่ายให้ครบกำหนด ตามด้วยทำงานที่ได้รับมอบหมายในการแต่ละสัปดาห์
สัปดาห์ที่แล้วมู่เหยียนคาดว่าตนสามารถผ่านจุดที่อดทนอดกลั้นมากที่สุดในชีวิตได้แล้วจากหน้าที่ที่ได้รับ นั่นคือ..
กำจัดกองขี้ของทุกคนในค่าย!
เนื่องจากหน่วยของนางได้รับหน้าที่ให้ดูแลสุขาภิบาลและสุขอนามัยของค่าย เมื่อมาถึงบริเวณสุขา กลิ่นไม่พึงประสงค์โชยอัดรูจมูกเต็มปอด
มู่เหยียนรู้สึกขมคอจนต้องยืนโก่งคอ มือปิดปากแน่นจนจางฉวนต้องเข้ามาลูบหลัง
ถึงนางจะเคยมาเข้าห้องน้ำแถวนี้แต่ก็ไม่ได้ต้องมาคลุกคลีกับกองขี้นี่หว่า ปกติก็กลั้นหายใจทำธุระให้เสร็จๆ ไป
แต่ตอนนี้พวกนางต้องมาขนอุจจาระ เหล่าสิ่งปฏิกูลของคนทั้งค่ายไปทิ้งในหลุมที่ขุดเตรียมไว้แล้วในป่าไม่ไกลกันนัก
ภายในหลุมกลิ่นไม่ต่างกันนัก มู่เหยียนต้องยืนหน้าปากหลุมตักดินมากลบ พอเสร็จจากหลุมนี้ก็ต้องขุดหลุมต่อไป ทั้งสัปดาห์นั้นนางคิดว่าจมูกตัวเองจะตันเสียแล้ว
และแน่นอนนางไม่ได้อาบน้ำเลย ช่วงสองสามวันแรกนางรู้สึกกลิ่นอุจจาระติดตัวจนแทบอ้วก กลืนข้าวแทบไม่ลง หันไปทางไหนเหมือนเห็นน้องก้อนน้ำตาลตามมาหลอกหลอน แต่นางก็ผ่านมันมาได้แล้วพร้อมน้ำตาตกใน
รวมทั้งในทุกๆ วันนางจะต้องออกกำลังฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เสื้อผ้าไม่ได้ซักจำต้องใส่ตัวเดิมจนกว่าจะขาดถึงไปเอาชุดใหม่ได้
ตอนนี้มู่เหยียนรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้นมาก แต่ละวันจะมีทหารที่ได้รับมอบหมายมาฝึกศิลปะต่อสู้ให้แก่พวกนาง ทั้งฝึกมวย ฝึกการใช้อาวุธ เช่นดาบ กระบอง รวมไปถึงสอนเกี่ยวกับค่ายกล สัญญาณเสียงต่างๆ ควบคู่ไปด้วย
“ข้าไปดูพวกมันให้เอง” มู่เหยียนยกมือขึ้นเสนอตัวทันทีที่ได้ยินเสียงพวกม้าร้อง
พวกนางกำลังเดินไปกินข้าวกลางวันหลังจากทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเสร็จของรอบเช้า สัปดาห์นี้พวกนางรับผิดชอบคอกม้า
“รีบตามมานะน้องชาย” เพื่อนร่วมหมู่บอก
มู่เหยียนพยักหน้ารับ พวกเขาหยาบโลนไปบ้างตามนิสัยบุรุษแต่ก็เป็นคนดี หญิงสาวในร่างหนุ่มน้อยเดินไปยังคอกม้าที่หน่วยตัวเองได้รับหน้าที่ดูแล มันเป็นคอกม้าขนาดเล็ก ถูกสร้างเมื่อไม่นานมานี้เพราะจำนวนม้าที่เลี้ยงไว้เยอะกว่าที่จะอัดอยู่ในคอกเดิม ถึงจะมีขนาดเล็กกว่าคอกม้าหลักแต่มันก็บรรจุม้าได้เกือบร้อยตัว
นางเดินมาถึงแล้ว พวกมันต่างส่งเสียงร้องคล้ายตกใจอะไรบางอย่าง
มู่เหยียนจึงร้องชู่ ยกมือทั้งสองข้างปรามให้มันสงบ ก่อนจะเดินเข้าไปหาตัวสีน้ำตาลอ่อน ขาทั้งสี่เป็นสีดำ ที่ลำตัวมีรอยแผลจากการต่อสู้
“ใจเย็นๆ นะ” นางเอ่ยเสียงเบา ลูบลำตัวมันอย่างอ่อนโยน ก่อนจะยื่นมือไปลูบจมูกอีกตัวที่ยื่นหน้าเข้ามาหา
ทั้งสองตัวเริ่มสงบลง พาให้ตัวอื่นเริ่มสงบตามอย่างง่ายดาย นางชื่นชอบม้าเป็นพิเศษ ตอนอยู่ในโลกปัจจุบันก็เคยไปขี่ม้าที่ชายหาดอยู่บ่อยครั้ง
พวกม้าชอบนาง นางรับรู้ได้ อาจเป็นเพราะนางใจดี ไม่ดุด่าเหมือนทหารคนอื่นๆ เวลามาหาก็มักจะร้องเพลงเพราะๆ ให้พวกมันฟัง แน่นอนครั้งนี้นางไม่รีรอที่จะร้องเพลงหวังให้มันสงบลง
“โซ แอม กอนนะ เลิฟ ยูวววว์...”
ถึงเสียงจะเพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยแต่นางหาได้แคร์
ไม่กลัวเสียงเพี้ยนกลัวไม่ได้ร้องต่างหาก!
นางยังคงตั้งใจร้องต่อไป พวกม้าเลิกตื่นตระหนกแล้วหยุดฟังนางแทน (แต่ในสายตาของผู้อื่นอาจจะรู้สึกว่าพวกม้ามันเหนื่อยใจต่างหาก)
คุณเป็นนักร้องเสียงเพราะครับ!
มู่เหยียนขยิบตาชมตัวเองและปรบมือแปะๆ ก่อนจะสะดุ้งตัวเมื่อรู้ตัวถึงใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง คนหลงตัวเองรีบหันหลังควับก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
“ท่านแม่ทัพ” นางค้อมตัวคำนับ ยกมือประสานข้างหน้า
ไม่คิดว่าตนเองจะมาเจอพระเอกที่นี่ เขาสูงกว่านางมากนัก นางสูงเพียงหน้าอกเขาเท่านั้น นอกจากนี้ยังรู้สึกได้ว่าท่านแม่ทัพกำลังอารมณ์ไม่ดี แม้ใบหน้าจะนิ่งเรียบเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ตาม
“อืม”
เขาขานรับต่ำในลำคอแล้วเดินผ่านนางไปยังม้าข้างหลังซึ่งทำให้มันร้องตกใจเล็กน้อยเพราะรังสีกดดันรอบตัวของบุรุษผู้นี้ แต่ก็ยอมสงบลงเมื่อมือหนายกขึ้นค้างอยู่หน้าจมูกมันก่อนจะค่อยๆ ยื่นเข้าไปลูบช้าๆ
เมื่อเห็นว่ามันสงบลงแล้วเจ้าตัวก็กระโดดขึ้นหลังทันที
“อย่าบอกใครว่าเห็นข้าที่นี่”
ท่านแม่ทัพกล่าวเสียงทุ้มแล้วบังคับม้าเข้าป่าไปทิ้งให้หญิงสาวงุนงงว่าเหตุใดท่านแม่ทัพใหญ่ถึงมาเอาม้าที่คอกม้าเล็กๆ นี่ แล้วทำไมต้องเข้าไปในป่าคนเดียว และห้ามไม่ให้นางบอกใครอีก
มู่เหยียนยืนกอดอก กลอกตาขึ้นบนเพื่อทวนเนื้อเรื่องนิยายในหัว
ในนิยายผู้แต่งไม่ได้เล่าอะไรละเอียดนักช่วงพระเอกทำสงคราม แต่เอ๋... เหมือนเขาจะติดหนี้ชีวิตต้องทดแทนบุญคุณสหายสนิทนามหลี่เฉิงไห่ไว้นี่นา เพราะได้รับความช่วยเหลือไว้เมื่อตอนเฟิงหลงไปพบหน่วยสอดแนมของฝ่ายศัตรูในป่าด้วยความบังเอิญ
มันอาจจะเป็นตอนนี้ไม่ใช่หรือ!
มู่เหยียนตาลุกวาว
ว้าว.. นี่มันเนื้อเรื่องสำคัญเลยนา เพราะบุญคุณที่ต้องทดแทนทำให้เขากับนางเอกเกือบไม่ได้ครองรักกันเลยทีเดียว ตัวแปรสำคัญของเรื่องกำลังจะเกิดขึ้น นางอยากจะไปเห็นช็อตนั้นจริงๆ แอบตามไปดูดีกว่า ยังไงเสียพวกพระเอกก็ชนะนางไม่เป็นอันตรายอะไรอยู่แล้ว หลี่เฉิงไห่จะหน้าตาเป็นยังไงนางก็อยากเห็น ในนิยายบรรยายว่าหน้าหวานเสียด้วย
คิดเสร็จคนตัวเล็กก็วิ่งตามเข้าป่าไปทันที
หวังเฟิงหลงก้มลงจูบอย่างอ่อนโยนกว่าปกติ ละเมียดละไมไปตามเรียวปากบาง น้ำหวานเริ่มผลิต เขากระซิบบอกพร้อมดึงมือเล็กที่ขยุ้มเสื้อเขาอยู่ล้วงผ่านกางเกงไปยังตัวตนที่เริ่มพองขยาย“ช่วยข้าที”“อะอือ ส...เสี่ยวมู่อยู่” นางยังไม่ยอมแม้ดวงตาจะเริ่มหวานฉ่ำ มือเกาะกุมแท่งร้อนผ่าวเบื้องล่าง“อืมม”ร่างสูงครางในลำคอ มือของนางช่างนุ่มนิ่มและสร้างอารมณ์เขาได้เป็นอย่างดี จากจูบอ่อนหวานกลายเป็นร้อนแรงขึ้น บดขยี้ริมฝีปากบาง มือขวาแหวกสาบเสื้อเข้าไปเคล้นทรวงอกหญิงสาวถูกกระตุ้นความเสียวทั้งบนและล่าง มือเล็กเริ่มสาวท่อนร้อน ปลายยอดเริ่มมีน้ำเยิ้มออกมา ขณะที่ชายหนุ่มเริ่มสอดนิ้วเข้าในช่องคับแคบที่บีบรัดไปด้วยความตื่นเต้น“อือ อืมม” ร่างบางแอ่นสะโพกเข้าหาร่างสูงชักนิ้วเข้าและออก งอนิ้วคว้านไปทั่ว จนน้ำหวานไหลทะลักไปทั่วมือเกิดเสียงเฉอะแฉะเวลาขยับ หญิงสาวครวญครางขยับมือให้เร็วขึ้น แท่งร้อนพองขยายจนแทบกำไม่รอบหวังเฟิงหลงดึงนิ้วออกก่อนจะคว้าขาบางให้ยกขึ้นแล้วทำการจ่อท่อนร้อนเสยเข้าร่องคับแคบทันทีสวบ“อิ๊” มือเล็กปิดปากปิดเสียงร้องร่างสูงกระทุ้งช้าๆ สร้างความรัญจวน เข้าสุดออกสุด“เสี่ยวมู่ยังไม่ตื่น” ยิ่งเสีย
เฟิงฟาง 5 ลูกกตัญญูผู้สนับสนุนพ่อทุกทางหวังมู่เหยียนคือชื่อลูกชายของนาง เพราะคิดถึงชื่อเก่าของนางและเป็นชื่อในความทรงจำของทั้งเฟิงหลงและนางเองจึงเลือกชื่อนี้เป็นชื่อของลูกชายสุดที่รักอายุมู่เหยียนล่วงเลยเข้าแปดหนาวไปเป็นที่เรียบร้อย เขากำลังอยู่ในวัยน่ารักน่าเอ็นดู ใบหน้าหล่อเหลาได้พ่อมาเต็มๆ โตขึ้นต้องเป็นที่ต้องตาต้องใจของสาวๆ แน่ฟางเหนียงลอบชื่นชมลูกชายตัวเองในใจนางไม่ได้เห่อลูกนะ ลูกนางหล่อจริงๆ ฮึตอนนี้นางผันตัวมาเป็นแม่ศรีเรือนเต็มตัว ส่วนเฟิงหลงก็เลื่อนตำแหน่งเป็นเสนาบดีกลาโหมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องออกไปสู้รบด้วยตัวเองซึ่งถือเป็นเรื่องดีทีเดียวร่างบางกำลังทำอาหารอยู่ในครัวก่อนจะได้ยินเสียงร้องไห้ของเจ้าลูกชายตัวดี“ท่านแม่! ฮือ”ฟางเหนียงละมือจากอาหารที่กำลังทำอยู่ ให้ลู่อิงอิงคนสนิทมารับหน้าที่ต่อแทนแล้วเดินออกไปหาลูกชายที่กำลังยืนร้องไห้จนหน้าแดง ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้
“ข้าหมายถึงขี่ม้า”“ฝึกขี่ข้าก่อนเป็นไร”คนตัวสูงก้มลงบดจูบอย่างเร่าร้อน มือหนาไม่รอช้าบีบนวดหน้าอกทั้งสองข้าง ดึงยอดปทุมขึ้นกระตุ้นให้นางเสียวซ่าน เข่าดันขาเล็กให้อ้าออก“อืออื้ออือ” เสียงประท้วงในลำคอ มือเล็กทุบตีหลังเขานั่นแหละที่คิดอกุศลกับนางตลอดเวลา!ลิ้นร้อนกวาดไปทั่วโพรงปากหวาน สำรวจฟันแต่ละซี่ แล้วมาจบที่นัวเนียกับลิ้นเล็ก จนน้ำใสของทั้งสองปะปนกันจนแยกไม่ออก มือจากทุบตีเริ่มเปลี่ยนมาเป็นจิกแผ่นหลังหนาเขากระตุ้นนางได้เก่งจริงๆ ร่างบางครวญครางอย่างรัญจวน ช่วงล่างน้ำหวานไหลซึม ริมฝีปากร้อนขบเม้มไปตามเรียวปากของนาง ลิ้นร้อนเริ่มเลียมาที่ต้นคอลงมาตามไหปลาร้า แหวกสาบเสื้อแล้วมาจบลงที่ยอดปทุมถันสีชมพูหวานแม้จะดึกแล้วและทหารทุกคนเข้านอนทว่านางก็ไม่กล้าร้องเสียงดัง“อื้ออออ” มือเล็กปิดปากตัวเองแน่น แอ่นอกขึ้นหน้าอกข้างซ้ายถูกมือหนาบีบเคล้น ส่วนข้างขวาก็ถูกกลืนกิน เสียงดูดดังไปทั่วห้องนอน นางหายใจหอบหนัก ในหัวเริ่มสับสนว่าเหตุใดจากการง้องอนเรื่องขี่ม้าแล้วมาจบลงอย่างนี้ไ
เฟิงฟาง 4 ลูกศิษย์หัวไววันครบรอบวันตายของท่านแม่ของเฟิงหลงเวียนมาบรรจบอีกครั้ง พวกนางพากันไปยังสุสาน เช่นเดิมที่ต้องเดินทางไปหมู่บ้านเพื่อหาดอกไม้ที่ค่ายทหาร เฟิงหลงจะให้นางขึ้นม้าตัวเดียวกัน ทว่านางปฏิเสธเพราะเหตุการณ์ที่เทศกาลซีซียังจำฝังใจแม้แต่บนหลังม้า... หน้ามนขึ้นสีระเรื่อ รีบสะบัดหน้าแล้วหมุนตัวเดินหนีไปหาม้าของตัวเอง“ฟางเอ๋อร์”แม้เสียงทุ้มจะกดต่ำแสดงความไม่พอใจแค่ไหนก็ตามแต่คนตัวเล็กก็ไม่ตามใจ กระโดดขึ้นหลังม้าสีขาวของตนแล้วบังคับให้ออกเดิน“เอ้า ไปกันได้แล้ว” ไม่วายหันมาเร่งเขาคนตัวสูงถอนหายใจ กระโดดขึ้นหลังม้าบ้างแล้วตรงไปยังหมู่บ้านด้วยความหงุดหงิดที่โดนขัดใจเขาฟ้องท่านแม่หน้าหลุมศพเรื่องภรรยาเริ่มดื้อ แต่ก็โดนมือหนักตบเข้าที่กลางหลัง“ฟ้องเรื่องอะไรเช่นนั้น!”“ก็เจ้าดื้อจริงๆ”หวังฟางเหนียงกัดริมฝีปากแน่นถลึงตาใส่และหน้าร
จมูกโด่งคลอเคลียกับปุ่มกระสันจนร่างบางเริ่มอ่อนระทวย น้ำหวานเริ่มไหลซึม หวังเฟิงหลงกระตุกยิ้มเมื่อมือเล็กเลื่อนมาขยุ้มศีรษะของตัวเองและเผลอกดให้เขาจมลงกับกลีบกุหลาบหอม“อ่ะ ซี้ดดดด”ลิ้นสากและร้อนกวาดเข้าน้ำหวานเข้าปาก แล้วค่อยๆ ชอนไชสำรวจเข้าไปยังร่องอ่อนนุ่ม ฟางเหนียงต้องเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียง ดวงตาเหล่มองทางประตูตลอดเวลาเข้าใจหรือไม่ว่าที่นี่คือยุคจีนโบราณและเป็นกระโจมในค่ายทหาร ไม่มีตัวล็อกกลอนกุญแจอะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสามารถมีใครเข้าออกได้ตลอดเวลาด้วยความตื่นเต้นทำให้ช่องตอดรัดแน่นทั้งกลัวจะมีคนเข้ามาพบและกลัวคนได้ยิน น้ำหวานไหลทะลักจนเปียกชุ่มและเยิ้มลงเลอะเก้าอี้“งื้อออออ”ลิ้นร้อนสอดเข้าออก กวาดไปทั่วโพรงหวานจนร่างบางแหงนหน้าขึ้นสูดปากด้วยความเสียว ขาอ้ากว้างขึ้น ปลายเท้าจิกเกร็ง ร่างสูงดูดกลืนน้ำหวานอย่างกระหายราวกับเป็นชาร้อนที่ตนชื่นชอบ เขารัวลิ้นอย่างรวดเร็ว ความหนาวเริ่มหายไปจากทั้งคู่กลับกลายเป็นร้อนจนระอุ“แฮ่ก อืออืม”ร่างสูงผละออก จัดการส่งนิ้วเข้าไปแทนที่ ช่อง
เฟิงฟาง 3 หนาวนี้กอดใคร หนาวใจกอดข้าครบกำหนดที่หวังเฟิงหลงต้องเดินทางมาเก็บตัวฝึกซ้อมที่ค่ายทหารอีกครั้ง หน้าหนาวมาถึงหิมะสีขาวนวลเริ่มตกจากท้องฟ้าปกคลุมให้พื้นที่เป็นสีขาวล้วน แต่ไม่อาจลดความตั้งใจของเหล่าทหารในการฝึกฝนร่างกายของตนเองหญิงสาวถือกาและถ้วยชาหลงจิ่นร้อนสุดโปรดของสามีไปบริการเขาที่กระโจมแม่ทัพ ผ่านทหารรักษาการณ์ด้านหน้า เข้าไปพบร่างสูงกำลังก้มทำงานอยู่ที่โต๊ะกลางกระโจมหวังเฟิงหลงเงยหน้าขึ้นเห็นนางมาหาก็ส่งยิ้มให้ กวักมือเรียก คนตัวเล็กเดินเข้าไปหา วางถ้วยชาลงบนโต๊ะตำแหน่งที่ว่าง มือหนาฉุดนางให้นั่งลงบนตักแล้วทำการกอดรัดหาไออุ่น“ตัวเย็นเชียว” เขาทัก ลูบมือนางให้อุ่น กลิ่นหอมของชาทำให้เขาผ่อนคลาย“ข้าเพิ่งซ้อมกับพวกจางฉวนเสร็จ”นางบอกสาเหตุที่ตัวเย็น ฝึกซ้อมในที่ร่มแต่ก็ไม่ได้อุ่นขนาดนั้น ลมหนาวยังพัดผ่านเข้ามา“ข้าเห็นว่าอากาศเย็นขึ้นแล้วจึงต้มชามาให้” หวังฟางเหนีย
บทที่ 7บุญคุณนี้ไม่ต้องทดแทนก็ได้หลี่เฉิงไห่โผล่หัวมายังกระโจมของนางในยามอิ๋น (3.00-4.59 น.) มาลากตัวนางไปยังกระโจมแม่ทัพท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนๆ ทุกคน หัวหน้าหมู่กระซิบบอกตอนเดินผ่านว่าจะแจ้งหัวหน้ากองให้ว่ามู่เหยียนหายไปไหนที่ทุกคนไม่แปลกใจว่าทำไมระดับขุนพลอย่างหลี่เฉิงไห่มาตามนา
บทที่ 6นึกถึงผี ผีก็มาการเดินกลับค่ายทหารเป็นอะไรที่ทุลักทุเลพอสมควรเนื่องจากคนตัวสูงเจ็บหนักทำให้เคลื่อนที่เร็วไม่ได้นัก ทว่ามู่เหยียนต้องขอชื่นชม หวังเฟิงหลงเป็นชายที่มีความอดทนสูงมาก เขาไม่ปริปากหรือหลุดร้องเจ็บแผลเลยแม้แต่น้อย หากเป็นนางละก็..คงกรี๊ดแปดตลบ ร้องไห้เป็นเผาเต่าหรือโอดโอยตลอดเว
บทที่ 5ช่วยเหลือท่านแม่ทัพฉิบหาย..มู่เหยียนบ่นเป็นรอบที่สิบนางแอบตามมาห่างๆ เห็นว่าพระเอกถูกศัตรูรุมทำร้ายจนเสียเปรียบอย่างหนัก นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพถึงเอาแต่ยืนเหม่อลอยข้างน้ำตก มันไม่ได้มีบอกในเนื้อเรื่องและเพราะอาการเหม่อลอยนั่นจึงทำให้เสียเปรียบจนถึงตอนนี้!“อั๊ก
บทที่ 3 ผอมแห้งแรงน้อยแต่ใจสู้นะหลังจากสอบถามทหารแถวนั้นเรื่องมาสมัครเป็นทหารและไปรายงานตัวกับหัวหน้ากองเรียบร้อยแล้ว เขาพานางมายังกระโจมที่พักกระโจมที่นางอยู่มีจำนวนแปดคนก่อนหน้านี้ ดังนั้นเมื่อรวมนางกับชายอีกคนที่มาใหม่ก็เป็นสิบคน ถือว่าหนึ่งหมู่ทุกคนกำลังเดินกลับมายังกระโจมหลังจากฝึกฝนร่างกา







