Masukร่างบางภายใต้ชุดทหารก้าวเท้าไปยังกล่องสีทองก่อนเปิดมันออกด้วยใจตื่นตระหนกเล็กน้อย ดวงตาเรียวเบิกกว้างเมื่อพบว่าในกล่องใบนั้นมีแต่ความว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใดน่าอัศจรรย์ใจกล่องที่ท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋ยหวงแหนนักราวกับไข่ในหินทว่าบัดนี้กลับไม่มีสิ่งใดมันว่างเปล่าอย่างน่าเห็นใจ หากเขาฟื้นขึ้นจะเป็นอย่างไรต่อไป ใครกันที่กล้าล้วงคอหมาป่าเช่นเขา"เป็นเช่นนี้แล้ว...ภาพวาดใบนั้นอยู่ใดกัน?" น้ำเสียงอันแผ่วเบาเอ่ยขึ้นอย่างผิดหวังก่อนจะพินหลังมองลี่ซานที่ตกตะลึงไม่แพ้นาง"ข้าไม่รู้จริง ๆ ข้าไปต้มยาให้ท่านแม่ทัพทานก่อน" ร่างสูงรีบวิ่งออกจากที่นี่อย่างว่องไวดุจสายลมเพราะถึงอย่างไรตนก็ไม่สามารถหาคำอธิบายมาให้นางได้ เสี่ยวเหยานั่งลงเบื้องหน้าผู้ที่นอนอย่างสงบด้วยแววตาอย่างหวาดหวั่นเพราะร่างกายที่นอนแน่นิ่งอย่างอิดโรยสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันแผ่วบางมันช่างทรมานใจนางเหลือเกิน"ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรฉันจะช่วยคุณให้ได้!" คำพูดอันหนักแน่นของสตรีผู้ที่มาจากยุคปัจจุบันทำให้คิ้วข้างหนึ่งกระตุกขึ้นเหมือนจะรับรู้ความคิดของนางทว่านางพินหลังจากไปโดยไม่ได้สังเกตเห็นแม้แต่น้อยก่อนจะสั่งให้ทหารเฝ้ายามจวนแม่ทัพไว้อย่าง
ร่างสูงสวมเสื้อผ้าสีขาวบางเส้นผมยุ่งเหยิงไร้ความสง่าผ่าเผยดังเช่นก่อนมือหนาคู่นั้นเคยทุบตีทำร้ายผู้อ่อนแออย่างไร้ความปรานีบัดนี้ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเพื่อตอกย้ำความเลวทรามที่ตนเป็นผู้ก่อ ร่างสูงย่างก้าวไปพร้อมองครักษ์ซ้ายขวาแต่ทว่าไม่ใช่องครักษ์ที่เฝ้าอารักขาเขาดั่งเช่นก่อนมุ่งหน้าไปสู่ลานประหารเพื่อให้เหล่าราษฎรทั้งหลายรับรู้ถึงการกระทำชั่วอันมีโทษถึงตายดังเช่นการก่อกบฏโดยหมายจะปลิดชีพฮ่องเต้ผู้เที่ยงธรรมอีกทั้งยังเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดอย่างไร้ความสำนึกผิดชอบชั่วดี ทุกอย่างที่วางแผนไว้จบสิ้นเพียงเพราะเฮ่ออี้ทนต่อพิษบาดแผลไม่ไหวจึงยอมเปิดปากเผยความจริงจนหมดสิ้น"ข้าแค่ทำตามคำสั่งของท่านอ๋อง สั่งการให้ข้าหาวิธีทำให้ท่านแม่ทัพเข้าใจผิดว่านางทรยศต่อท่าน! ข้าจะได้ทองคำเป็นสิ่งตอบแทน"" เพียงเพราะต้องการทองคำเจ้าถึงกับทำร้ายสตรีเช่นนี้ยังเป็นบุรุษอยู่หรือไม่! " ริมฝีปากของเขาเม้มแน่นด้วยความพยายามกลั้นความรู้สึกอันโทสะไว้ในใจ"ชะ..ใช่! ข้าไม่สมควรเกิดมาเป็นบุรุษท่านแม่ทัพโปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยเถอะ ขะ..ข้า..สาบานว่าจะไม่ทำเยี่ยงนี้กับผู้ใดอีก""อย่างนั้นเหรอ ฮึ! " เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย'
จันทราสีทองสว่างรายล้อมไปทั่วหุบเขากิ่งไม้ไผ่กระทบไปมาท่ามกลางสายลมพัดโบกสลับกิ่งไม้ดังสนั่นไปทั่วใบไม้นั้นกระทบแสงทองของดวงจันทร์งดงามดุจดั่งสวนสวรรค์ ร่างบางถูกวางไว้บนเสื้อคลุมขนสัตว์อันอบอุ่นของเขา ไม่รู้เวทมนตร์อันใดถึงทำให้นางยอมจำนนต่อเขาอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ แม้จะหักห้ามใจไว้เพียงใดแต่กลับถลำลึกอยากถอนตัวยิ่งมองแผ่นอกกว้างอันไร้พันธนาการมันช่างหอมหวานรัญจวนใจเหลือเกิน 'นี่หรือ? หากได้ลิ้มลองสักครั้งยากจะลืมได้ โรคจิตเหรอเปล่าเราแล้วอย่างนี้จะทำใจกลับบ้านได้อย่างไร อึก!' ความคิดหยุดนิ่งเมื่อริมฝีปากหนาบดริมฝีปากสวยได้รูปของนางเพื่อชิมรสหวาน สัมผัสนั้นช่างเร่าร้อนยิ่งกว่าไฟสงครามเสียอีก มือหนาเคล้นคลึงทรวงอกอย่างไม่ทันให้นางได้เตรียมใจความเสียวสะท้านแผ่ซ่านไปทั้งตัวอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เขาเปลื้องชุดบางที่สวมใส่ในตัวนางออกอย่างง่ายดาย "อะ..อะ...ดะเดี๋ยวสิ!" ดวงตาคู่สวยถี่ลงเล็กน้อย "ครั้งนี้...จะเจ็บไหม?" น้ำเสียงสั่นระริกของนางทำให้เขาเผยยิ้มอย่างเอ็นดู"ข้าจะทะนุถนอมเจ้าเป็นอย่างดี จงอย่าได้เป็นกังวลไปเพราะข้ารักเจ้าเพียงผู้เดียว"" อืม" นางพยักหน้าตอบรับอย่างง่ายดาย
ในเวลาต่อมากำลังพลเคลื่อนที่ นำทัพโดยท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋คุ้นเคยผู้บัญชาการมุ่งหน้าไปยังหุบเขาเพลิง ที่ซ่อนตัวของเหล่านักรบชุดดำ ซึ่งเป็นทาสกบฏของอ๋องจี๋ชงซึ่งวางแผนรวบรวมกำลังพลได้จากเหล่าบรรดานักโทษในคดีร้ายแรง มาฝึกฝนซักซ้อมอย่างเข้มงวดไม่มีความปรานี หากผู้ใดคิดจะถอนตัวเป็นอันต้องโดนจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา ความโหดเหี้ยมของนักรบชุดดำ แม้จะเป็นสตรี หรือเด็กก็ไม่อาจพ้นความตายจากกระบี่ไปได้ จนกลายเป็นตำนานถึงความไร้ปรานีไม่แพ้โจรป่า เพียงไม่กี่เวลาเหล่าทหารของท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋ยได้มาถึงจุดหมายปลายทางที่ว่าไว้ ชายร่างสูงบนอ่านม้าด้วยสีหน้าของเขานิ่งสงบเหมือนผิวน้ำนิ่งชูมือขึ้น เพื่อส่งสัญญาณให้เหล่าทหารโจมตีฝีเท้าทหารเงียบงันดุจเงาวิญญาณ เสียงศรแหวกก้องสะท้อนในม่านรัตติกาล ประกายอัคคีแรกในค่ายกบฏลุกโชน ดุจอุกกาบาตพัดตกจากสวรรค์สู่ชะตากรรมมิอาจเลี่ยงได้"อ๊าก!!" เสียงร้องของเหล่ากบฏดังก้องไปทั่วหุบเขาอย่างน่าเวทนา เพราะมิอาจตั้งรับได้ทันท่วงที "บุก!!" เสียงเข้มยังคงสั่งการบนอ่านม้า แววตาดุดันไหวพริบเฉียบแหลมเยี่ยงหมาป่า ก่อนเคลื่อนทัพโจมตีค่ายกบฏเพื่อยุติสงครามบัลลังก์เลือด หอกและกร
เพียงไม่กี่ชั่วยาม เมื่อรุ่งสางมาเยือน เหล่าวิหคปักษาต่างบินล่องลอยไปตามสายลม ส่งเสียงขับขานอันไพเราะ เพื่อต้อนรับเช้าวันใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเช่นเดิม ทว่าร่างบางภายใต้ผ้าผืนหนายังคงพริ้มตานอนด้วยความอ่อนเพลียจากการทำศึกอันแสนหนักหน่วงเอาการ ไม่อาจหลบหนีให้ไกลจากน้ำมือหมาป่าจอมหื่นกระหายได้เลย ใบหน้าคมยังคงดูสะอาดตาเผยยิ้มมุมปากเล็กน้อย ไม่คิดว่าสตรีผู้แข็งแกร่งดั่งหินผา จะงดงามและทรงพลังราวกวางป่าเช่นนี้ อีกทั้งยังมีไหวพริบอันฉลาดดั่งนกอินทรี ทว่าบัดนี้นางกลับตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว มันช่างสุขใจราวกับได้รับของขวัญอันล้ำค่าเกินกว่าจะหาสิ่งใดมาเทียบนางได้เสี่ยวเหยาพริ้มตาตื่น ดวงคู่สวยเพ่งมองผู้ที่นั่งใกล้ตนเหมือนเป็นฝ่ายแพ้ให้เขาอย่างง่ายดาย เพราะภาพมากมายเมื่อยามราตรีได้เกิดขึ้นในห้วงความทรงจำ ก่อนลุกพรวดดึงผ้าคลุมร่างตนไว้ แววตาเกรี้ยวกราดดั่งแมวน้อย ยังคงมองบุรุษผู้ไร้สำนึกผิดต่อนาง"ท่านมันป่าเถื่อน ไร้ความปรานี ข่มเหงรังแก..."นางอ้ำอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง "ข้าทั้งคืนอย่างนั้นเหรอ" "ท่าน!!" นางชี้นิ้วไปยังบุรุษเจ้าปัญหาด้วยไฟมรสุมที่อัดแน่นภายในใจ"เจ้าดูมีความสุขม
ร่างบางถูกวางไว้บนเตียงอย่างนุ่มนวล ดวงตาคมเปล่งประกายเพ่งมองแววตาเย็นชาของนางไร้ซึ่งวาจาใดๆ เขาเอียงหน้าไปในขณะดวงตาคมกำลังมองเธออย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อครั้นนางหมายจะเอ่ยวาจา ริมฝีปากอันอวบอิ่มกลับโดนขย้ำอย่างหิวกระหาย ครั้งแล้วครั้งเล่าจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าทำได้เพียงกลืนน้ำลายลงคอ ความรู้สึกร้อนรุ่มไปทั่วตัวร่างกาย ที่ไม่ประสีประสาเรื่องบนเตียง ตรงกันข้ามกับท่านแม่ทัพผู้นี้กลับใช้ริมฝีปากหนาพรมจูบไปทั่วลำคอขาวนวล และใบหูอันแดงระเรื่ออย่างสุดจะทนต่อกลิ่นกายอันหอมหวานเคลิบเคลิ้มช่างเย้ายวนใจเขาเหลือเกิน"อึก! ท่าน มะ..ไม่น่ะ!" นางพยายามปกป้องตนเองจากมือหนาซึ่งพยายามเคล้นคลึงยอดอกชูชันภายใต้เสื้อผ้าของนางอย่างไร้ความปรานี"นุ่มนวลเหลือเกิน" ดวงตาที่เต็มไปด้วยความมืดบอดเพราะความรักมองคนเบื้องล่างอย่างเว้าวอน แก้มเนียนใสระเรื่อจางๆ ทำให้คนเบื้องบนยิ้มละมุนอย่างพึงพอใจ ถึงแม้จะรับรู้ได้ถึงความสั่นเทาราวกับลูกนก แต่ทว่าแรงปรารถนาที่กำลังไหม้อย่างโชกโชนภายในอก มันร้อนรุ่มจนเกินจะหักห้ามใจได้ต่อไป เขาคลายเสื้อคลุมของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวลราวกับกำลังคลี่กลีบดอกไม้อันเปราะบางเหลือไว้เพียงชุดชั้นใ







