LOGINเมื่อจวนจะครบเวลากำหนดไว้ทุกข์ของนายท่านผู้เฒ่า อีกไม่นานมู่อิงเยว่จะต้องไปจากอู๋จิ้งแห่งนี้แล้ว นางกำลังหารือกับผู้ดูแลจางเพื่อที่จะไปเปิดกิจการหอการค้าม่อหยาอวิ๋นเซียงที่เมืองหลวง หลังไปจากอู๋จิ้งนางก็คงไม่ได้กลับมาที่นี่อีก ก่อนจะปล่อยให้ที่นี่อยู่ในการดูแลของผู้ดูแลที่จัดหามาใหม่และพาท่านจางกลับไปเมืองหลวงพร้อมกับนาง
“คุณหนูบ่าวมีเรื่องจะรายงานเจ้าค่ะ”
“มีอันใดงั้นหรือ ?”
“คุณหนู... คือว่ามีข่าวเกี่ยวกับหลี่เป่ยโหวมารายงานเจ้าค่ะ”
“แล้วมันเรื่องอันใดกัน ? เหตุใดจึงได้มัวแต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ มีสิ่งใดก็พูดมาเถิด” มู่อิงเยว่ได้แต่ส่ายหน้าเมื่อเห็นท่าทางแปลกประหลาดของสาวใช้
“ท่านโหวกำลังจะแต่งงานเจ้าค่ะ” มู่อิงเยว่ถึงกับชะงัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของสาวใช้คนสนิทอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“คุณหนู...” เมื่ออันอันและฟางฟางเห็นสีหน้าซีดเผือดของนายสาวก็ได้แต่ก้มหน้าลง ดูเหมือนว่าความพยายามของคุณหนูจะไร้ผลแล้ว แต่คำขอพรกลับได้ผลดีชะงัดโดยแท้
“ก็ดีแล้ว” มู่อิงเยว่เอ่ยตอบกลับไปเสียงเบา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงปกติ
“ท่านเจ้าหอ” จางกุ้ยโจวพอจะได้ยินเรื่องราวของท่านเจ้าหอกับหลี่เป่ยโหวมาบ้าง แต่ไม่คิดว่าเมื่อได้ยินข่าวการแต่งงานของอีกฝ่ายหญิงสาวจะมีปฏิกิริยาการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งนัก หากว่ามองไม่ผิดแล้วละก็ ในดวงตาเมื่อครู่เขาสังเกตเห็นถึงความเสียใจพาดผ่านก่อนที่จะถูกกลบเกลื่อนไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าไม่เป็นอะไร ท่านลุงจาง เอาเป็นว่าข้าจะออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ท่านและคนของเราค่อยตามไปภายหลังก็แล้วกัน อ้อ ! แล้วก็อย่าลืมส่งของขวัญไปอวยพรในงานมงคลของหลี่เป่ยโหวในนามหอการค้าม่อหยาอวิ๋นเซียงด้วยเล่า”
“ขอรับ แล้วท่านจะออกเดินทางเมื่อใด ?”
“พรุ่งนี้”
“ขอท่านเจ้าหอเดินทางปลอดภัย”
“ท่านเองก็ดูแลตัวเองด้วย แล้วค่อยพบกันที่เมืองหลวง”
มู่อิงเยว่กลับไปที่อาราม ใช้เวลาที่เหลือสวดมนต์และคัดลอกพระคัมภีร์ครั้งสุดท้าย แล้วขอพรก่อนที่จะเดินทางกลับเมืองหลวง
ทุกอย่างยังดำเนินไปราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น กิจวัตรประจำวันของนางก็ยังคงเหมือนเดิมในทุก ๆ วัน ก่อนที่เช้าวันต่อมานางจะอำลาจากที่นี่ไปอย่างถาวร
“อยู่ที่นี่มาเกือบสามปี ในยามที่ต้องจากไปก็อดรู้สึกใจหายมิได้เลยนะเจ้าคะ” อันอันกล่าวกับนายสาว
“นั่นสิ ! หรือว่าอันอันจะอยู่ที่นี่ต่อ ?”
“คุณหนูล้อเล่นแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูอยู่ที่ใดบ่าวก็ขออยู่ที่นั่น” ฟางฟางสาวใช้อีกคนที่ได้ยินคำพูดป้อยอของอันอันก็หัวเราะออกมา ในขณะที่มู่อิงเยว่เองก็อดที่จะขบขันมิได้
“ช่างรู้จักพูดนัก” มู่อิงเยว่เอ่ยค่อนขอดสาวใช้คนสนิท
“คุณหนู พวกเรากลับไปคราวนี้ ฮูหยินใหญ่จะต้องรีบหาคู่ครองให้ท่านเป็นแน่เจ้าค่ะ” อยู่ ๆ ฟางฟางก็เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้มู่อิงเยว่นึกถึงหลี่เหว่ยที่กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า ความพยายามตลอดสามปีของนางสุดท้ายก็ไม่เป็นผลสินะ
“ไม่แน่ว่าอาจจะหาเอาไว้เรียบร้อยแล้วก็เป็นได้ เรื่องดีเช่นนี้นางจะยอมพลาดได้อย่างไรกัน” มู่อิงเยว่ถอนหายใจออกมา หากไม่ได้แต่งกับคนที่ตนเองรักจะแต่งกับใครก็ไม่เห็นจะต่างกัน นางย่อมวางแผนเพื่อทางรอดของตนเองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ยามนั้นก็เพียงแค่ทำหน้าที่ภรรยา หาอนุให้เขามาก ๆ หน่อย จากนั้นก็แกล้งตายสักรอบ เปลี่ยนชื่อแซ่ไปเสียแล้วเดินทางไปใช้ชีวิตของตนเอง
ใช้เวลาเดินทางเพียงสามวันก็กลับถึงเมืองหลวงโดยปลอดภัย เมื่อมาถึงนางก็ต้องไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเป็นอันดับแรก เพื่อกราบคารวะหญิงชรา
“หลานขอคารวะท่านย่าเจ้าค่ะ”
“เยว่เอ๋อ เจ้ากลับมาแล้ว มานี่เร็ว ! ให้ย่าได้มองเจ้าใกล้ ๆ สามปีที่ผ่านมาลำบากเจ้าแล้วจริง ๆ”
“ท่านย่า... หลานไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ ได้ทำเช่นนี้หลานยินดียิ่ง”
“เด็กดี ปู่ของเจ้าจะต้องภูมิใจในตัวเจ้าอย่างแน่นอน เอาละ ! พึ่งจะกลับมาเหนื่อย ๆ เจ้ารีบกลับไปพักเถิดไม่ต้องมาอยู่เป็นเพื่อนย่าแล้ว”
“เช่นนั้น หลานขอตัวเจ้าค่ะ”
“รีบไปเถอะ” มู่อิงเยว่ยอบกายคารวะหญิงชราก่อนจะเดินออกจากเรือนมา ขณะจากมาได้ไม่ไกลก็พบกับพี่สาวทั้งสองคนที่กำลังเดินทางมายังเรือนของท่านย่าเพื่อคารวะในตอนเช้า
“คารวะพี่หญิงรอง พี่หญิงสามเจ้าค่ะ”
“ได้ยินว่าน้องสาวพึ่งกลับมาถึงจวนก็มาคำนับท่านย่าเลย ช่างกตัญญูยิ่งนัก”
มู่เหลียนคุณหนูรองตระกูลมู่ กำเนิดจากฮูหยินรองจางซู่ที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นฮูหยินใหญ่หลังจากมารดาของนางจากไป ปีนี้นางอายุยี่สิบปีเป็นพี่มู่อิงเยว่อยู่เจ็ดเดือน มีนิสัยเย่อหยิ่ง อวดดี เพราะคิดว่าบิดานั้นให้ท้ายตนเองและรักตนมากกว่าใคร มารดาของนางคือภรรยาที่บิดาโปรดปรานมากที่สุด และมารดาของนางยังมีบุตรชายคนเล็กให้แก่บิดาในปีนี้ซึ่งอายุก็แปดขวบปีแล้ว
“น้องสาวพึ่งกลับมาคงจะเหน็ดเหนื่อยมาก เจ้ารีบกลับไปพักผ่อนเถิด สามปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว”
มู่อ้ายฉิงคุณหนูสาม มารดาเป็นสาวใช้ข้างห้องที่ได้เลื่อนฐานะขึ้นเป็นอนุภรรยาของบิดานาง อนุเจียงมีนิสัยรักสงบ ไม่ชอบความวุ่นวาย ทั้งยังเจียมเนื้อเจียมตัว หึ ! ก็แค่ภายนอกเท่านั้นแหละ สองแม่ลูกนี้เป็นประเภทหน้าไหว้หลังหลอก ไว้ใจไม่ได้ ปีนี้พี่สามอายุยี่สิบปีเท่านางเพียงแต่มากกว่าอยู่ห้าเดือน
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน นั่งรถม้ามาตั้งนานปวดเมื่อยไปหมด” มู่อิงเยว่ไม่คิดสนทนากับคนเหล่านั้นต่อจึงรีบเดินจากมา
“หึ ! ท่าทางสูงส่งนั่นนางกำลังทำให้ใครดูกัน” มู่เหลียนเอ่ยอย่างหงุดหงิด แท้จริงแล้วนางเกลียดชังน้องสาวผู้นี้เป็นอย่างมาก แม้ว่ามารดาจะตายจากไปแต่ก็มีท่านปู่ท่านย่าคอยให้ท้ายอยู่ตลอด ถึงตอนนี้ท่านปู่จะจากไปแล้วแต่ท่านย่าก็ยังอยู่ไม่ใช่หรือ ? ก่อนหน้านี้พวกนางต้องเสียเวลาไว้ทุกข์ยาวนานถึงสามปี จึงพลาดโอกาสแต่งงานไปนานถึงเพียงนี้ เพราะนางทั้งสามอายุก็ปาไปยี่สิบปีแล้ว ทำให้มารดาของนางต้องเร่งทำหน้าที่ผูกสัมพันธ์หาบุรุษดี ๆ ถึงสามคน
แต่อายุที่มากเพียงนี้ บุรุษที่อยู่ในตัวเลือกก็ล้วนแต่งงานกันไปหมดแล้ว ตัวเลือกที่มีอยู่จึงเหลือน้อยเต็มที ไม่ว่าอย่างไรบุรุษที่ดีที่สุดก็ย่อมต้องเป็นของนางเท่านั้น !
หลังจากที่มู่อิงเยว่เดินจากมาแล้วสาวใช้ทั้งสองก็กล่าวกับนางเสียงเบา เมื่ออีกฝ่ายแอบได้ยินสาวใช้ในเรือนฮูหยินผู้เฒ่าคุยกันในขณะที่รออยู่หน้าเรือน
“คุณหนูเจ้าคะ ดูเหมือนว่าฮูหยินใหญ่จะพยายามจัดการเรื่องคู่ครองของท่าน เพียงแต่ว่าฮูหยินผู้เฒ่าไม่ยินยอม ในตอนนี้นางจึงทำอันใดไม่ได้เจ้าค่ะ”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่านางจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยแน่ ! นางจะยอมเห็นข้าได้ดีไปกว่าบุตรสาวของนางได้อย่างไรกัน”
“บ่าวได้ยินหมัวมัวกล่าวว่าบุรุษที่ฮูหยินใหญ่หามาเพื่อเป็นตัวเลือกให้ฮูหยินผู้เฒ่าได้พิจารณานั้น หากว่าไม่แก่เกินไปก็เป็นม่ายภรรยาเอกตายจาก หรือไม่ก็เป็นบุรุษเสเพลที่คนทั่วทั้งเมืองหลวงไม่ต้องการเจ้าค่ะ” อันอันกล่าวอย่างโมโห
“เช่นนี้พวกเราจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ ?” ฟางฟางสาวใช้คนสนิทอีกคนกล่าวขึ้น มู่อิงเยว่ทำเพียงยกยิ้ม จะแต่งกับใครก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่... ต้องดูก่อนว่านางจะยินดีหรือไม่ ? หากว่านางบอกว่าไม่แล้วใครจะกล้าบังคับนางกัน
ในตอนนี้จวนติ้งอันโหวไม่ได้รุ่งเรืองเช่นตอนที่ท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่แล้ว หลังจากท่านปู่จากไปที่นี่ก็ค่อย ๆ ตกต่ำลงเรื่อย ๆ เมื่อบิดาของนางในตอนนี้อายุปาไปตั้งสี่สิบแล้วแต่กลับมีตำแหน่งเป็นเพียงขุนนางขั้นห้าที่กรมอาญาเท่านั้นเอง
โชคดีที่ท่านปู่มีเขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว ไม่เช่นนั้นไม่แน่ว่าเขาจะได้ตำแหน่งโหวต่อจากท่านปู่ เสียดายยิ่งนักที่ท่านปู่ของนางเป็นถึงอดีตแม่ทัพที่เกรียงไกร แต่กลับให้กำเนิดบุตรชายที่ไม่ได้เรื่องเช่นนี้ออกมา หากว่าท่านป้าของนางเป็นบุรุษ ตำแหน่งนี้ไม่มีทางตกอยู่ในมือของบิดานางเป็นแน่ !
“กลับไปพักผ่อนเอาแรงเสียก่อนแล้วค่อยหาทางอีกครั้ง”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสองรับคำก่อนที่จะเดินตามนายสาวไปอย่างเงียบ ๆ
มู่อิงเยว่นอนกลางวันได้ราวสองชั่วยามก็ตื่นขึ้นมา แล้วสั่งให้คนของนางเอาข้อมูลบุรุษที่ยังไม่แต่งงานมาให้นางดู
“นี่เป็นข้อมูลบุรุษที่มีพื้นฐานครอบครัวที่ดีเจ้าค่ะ”
“ทั้งหมดนี่น่ะหรือ ?” มู่อิงเยว่มองดูรายชื่อคุณชายทั้งหลายที่อยู่ในมือของนางก็รู้สึกปวดหัวเหลือเกิน หากว่าหลี่เป่ยโหวไม่หนีนางไปแต่งงานเสียก่อนนางก็หมายมาดว่าจะต้องเป็นเขาเท่านั้น แม้จะรู้ว่าตัวเขานั้นรังเกียจนางมากก็ตาม ยิ่งเกลียดก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือ ? นางจะได้ทำสิ่งใดตามใจตนเองและเขาก็จะได้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับนาง ขอเพียงนางได้ใช้อำนาจหลี่เป่ยโหวของเขาในฐานะฮูหยินท่านโหวก็เพียงพอแล้ว แต่จะพูดไปในตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว คนก็จะแต่งงานแล้วนางไม่คิดพรากคู่ยวนยางของผู้ใด
“เช่นนั้นก็ลองดูคนผู้นี้เจ้าค่ะ” อันอันชี้ไปที่ชื่อของอวี้เต๋อจางซิน คุณชายรองที่กำเนิดจากฮูหยินรองจวนเต๋อกั๋วกง ปีนี้อายุยี่สิบห้าปี กำลังดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักฮั่นหลิน ท่านตาเป็นราชครูขององค์ชายใหญ่ ยังไม่มีคู่หมายทั้งยังไม่มีอนุภรรยา มีนิสัยเย็นชา ไม่ชอบความวุ่นวาย แต่มู่อิงเยว่กลับส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดประโยคเดียวสั้น ๆ ได้ใจความ
“ไม่เอา !” ก่อนที่นางจะทำสีหน้าขนลุก คนผู้นี้ปกติก็เคร่งครัดในกฎระเบียบมาก ทั้งยังเป็นประเภทคงแก่เรียน จะให้นางแต่งเข้าไปเพื่อเป็นแม่ชีหรือ ? เอาไม่ด้วยหรอก
“เช่นนั้นคนนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ?” ฟางฟางชี้ไปที่จางเจ๋อคุณชายใหญ่ตระกูลจาง ตอนนี้อายุยี่สิบเจ็ด ยังไม่แต่งภรรยาเอกก็มีอนุภรรยาปาเข้าไปเจ็ดคนแล้ว
“พวกเจ้านี่นะ ! ไม่เอาข้าไม่ดูแล้ว” มู่อิงเยว่วางรายชื่อบุรุษเอาไว้บนโต๊ะก่อนจะหยิบขนมมากิน
ในขณะนั้นแม่เลี้ยงที่แสนดีของนางก็ส่งคนมาตามให้หญิงสาวไปพบ ช่างเป็นจังหวะที่เหมาะเจาะอะไรเช่นนี้
“คำนับคุณหนูสี่ ฮูหยินให้บ่าวมาตามท่านไปพบเจ้าค่ะ”
“เดี๋ยวข้าตามไป”
“เช่นนั้น บ่าวขอตัวเจ้าค่ะ”
หลูหมัวมัวเป็นคนของฮูหยินใหญ่ เดิมมักจะมีท่าทางอวดเบ่ง มีเพียงต่อหน้ามู่อิงเยว่เท่านั้นที่นางไม่กล้ากำเริบเสิบสาน เพราะรู้ดีว่ามู่อิงเยว่นั้นเป็นที่โปรดปรานของฮูหยินผู้เฒ่า
“คุณหนู !” สาวใช้ทั้งสองเรียกนายสาวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก นางกลัวว่าฮูหยินใหญ่จะเล่นไม่ซื่อหาคนไม่ดีมาแต่งกับคุณหนูของพวกนาง
“พวกเจ้ามาช่วยข้าเปลี่ยนชุดเถิด อย่าได้ทำเป็นกระต่ายตื่นตูมไปเสีย ข้าก็อยากรู้ว่านางจะทำอันใดกันแน่ !”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทำให้ผู้คนต่างออกมามุงดูอยู่บริเวณหน้าห้อง ภายในห้องมีองครักษ์หญิงผู้หนึ่งยืนไพล่หลังอยู่ก่อนจะกล่าวออกมาเสียงดัง“ท่านแม่ทัพของพวกข้าไม่ใช่คนที่พวกเจ้าจะมากล่าวหากันได้ง่าย ๆ กรุณาจำใส่ใจเอาไว้ด้วย มิเช่นนั้นจะทำให้แต่ละคนอยู่อย่างไม่เป็นสุข !” เมื่อกล่าวจบองครักษ์หญิงผู้นั้นจึงหันหลังเดินจากไปจนพบเข้ากับคุณหนูสี่มู่บริเวณหน้าห้อง นางคารวะหญิงสาวอย่างนอบน้อมทำเอามู่อิงเยว่ถึงกับงุนงงแล้วยกมือขึ้นลูบที่ต้นคอเบา ๆ อย่างคุ้นชิน“คารวะคุณหนูสี่”“อ้อ... อืม”“ข้าน้อยขอตัวก่อน” มู่อิงเยว่พยักหน้า หญิงสาวจำได้ว่าองครักษ์หญิงผู้นี้คือคนของหลี่เหว่ย ในขณะที่อวี้เต๋อจางซินก็แปลกใจที่ดูเหมือนว่าองครักษ์หญิงผู้นี้จะรู้จักมักคุ้นกับหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายเขาหากเขาฟังไม่ผิดคำพูดที่องครักษ์ผู้นั้นกล่าวมา ย่อมหมายความว่านางคือคนของหลี่เป่ยโหว แต่นางกลับปฏิบัติกับมู่อิงเยว่อย่างนอบน้อม มีข่าวลือว่าหลี่เป่ยโหวมิชอบคุณหนูสี่มู่ผู้นี้มิใช่หรือ ? นี่เขาพลาดสิ่งใดไปหรือไม่“คุณหนูสี่รู้
หลายวันต่อมา“คุณหนูเจ้าคะ มีเทียบเชิญถึงท่านเจ้าค่ะ”“จากผู้ใดงั้นหรือ ?”“เทียบเชิญจากคุณหนูสามอวี้เจ้าค่ะ”“ข้าไม่เคยรู้จักกับนาง เหตุใดอยู่ ๆ นางจึงได้ส่งเทียบเชิญให้ข้าด้วยเล่า ?” มู่อิงเยว่ขมวดคิ้วแน่น นางไม่เคยรู้จักกับคุณหนูสามอวี้อะไรนั่นเสียหน่อย“คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายนี่แนบมาด้วยเจ้าค่ะ” อันอันส่งกระดาษแผ่นเล็ก ๆ แผ่นหนึ่งให้หญิงสาวก่อนที่นางจะรับมาแล้วคลี่มันออกอ่าน จึงเข้าใจว่าแท้จริงแล้วคุณหนูสามอวี้ก็คือคุณหนูเจ็ดหรง หรงเจียวที่นางพบที่อารามในวันนั้นนั่นเอง มู่อิงเยว่เห็นว่าเทียบเชิญนี้ไม่ได้เสียหายอันใดจึงเขียนตอบรับไปสถานที่นัดหมายก็คือภัตตาคารเหลียนเสวียนชื่อดังของเมืองหลวง วันพรุ่งนี้เวลาเที่ยงตรง“อย่าลืมเตรียมชุดให้ข้าด้วย”“เจ้าค่ะคุณหนู” ฟางฟางรับคำ ตามปกติแล้วเรื่องความเป็นอยู่ เสื้อผ้า และอาหารนั้นจะเป็นฟางฟางที่ดูแลรับผิดชอบทั้งหมด ในส่วนอื่น ๆ อันอันจะเป็นผู้ดูแล ทั้
หลังจากที่ทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จพวกนางก็แวะไปเยี่ยมคุณหนูเจ็ดหรงที่ตกบันไดได้รับบาดเจ็บ หากแต่หญิงสาวนั้นถูกส่งตัวกลับตระกูลหรงไปแล้ว พวกนางจึงเดินเข้างานแทน เมื่อมาถึงยังอารามหลักก็พบว่าเหล่าบัณฑิตและเหล่าคุณหนูกำลังประชันฝีไม้ลายมือในการคัดลอกพระคัมภีร์“ปีนี้คึกคักกว่าทุกปี หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าจะต้องได้รางวัลเป็นแน่” เถาเหยากล่าว“คุณหนูผู้นั้นคือใครงั้นหรือ ?” มู่อิงเยว่ไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงมานานกว่าสามปี สตรีบางคนที่พึ่งผ่านวัยปักปิ่นและเริ่มออกงานเลี้ยงนางจึงไม่รู้จัก แต่เมื่อเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังหัวเราะต่อกระซิกอยู่ข้าง ๆ บุรุษผู้หนึ่ง เถาเหยาพยายามมองตามมือที่ชี้ไปของสหายก่อนจะพบว่านางไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นจูเถาคุณหนูห้าตระกูลจูที่พึ่งนินทาเพื่อนนางตอนที่อยู่บันไดหน้าอารามนั่นเอง“ก็คุณหนูห้าจูที่ว่าเจ้าตรงบันไดอย่างไรเล่า”“ตระกูลจูยังมีคุณหนูที่ยังไม่ออกเรือนด้วยหรือ ?” มู่อิงเยว่เคยได้ยินว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลจูนั้นอายุมากกว่าพวกนางและแต่งงานออกเรือนไปนานแล้ว ที่นางรู้จักก็เพราะอีกฝ่ายนั้น
“คุณหนู เหตุใดพวกเรายังต้องมาที่อารามซางฉีแห่งนี้ด้วยเจ้าคะ ?” อันอันไม่เข้าใจนายสาว พวกนางพึ่งถูกคนร้ายลอบทำร้ายมา แต่หลังจากปลอดภัยก็ยังต้องมาที่อารามซางฉีแห่งนี้อีก“อันอัน หากเราไม่มาที่นี่ก็จะไม่มีสิ่งยืนยันว่าพวกเราไม่ได้เสียเปรียบกลุ่มโจรเหล่านั้น ไม่นานก็จะเกิดข่าวลือขึ้น แม้ว่าข้าจะไม่ได้สนใจข่าวลือเหล่านั้นเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็อดทนมาได้ตลอด แต่ตอนนี้กลับไม่เหมือนเดิม ข้าจะทำให้ข่าวลือเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีกไม่ได้แล้ว เพราะมันจะทำให้การแต่งงานของข้ามีปัญหา และที่สำคัญ เมื่อคนเหล่านั้นเห็นว่าข้าไม่เป็นไรย่อมต้องลงมือซ้ำอีกอย่างแน่นอน”คนที่อยู่ในที่มืดและนางที่อยู่ในที่แจ้งย่อมไม่อาจรับมือได้ตลอด เกิดเป็นสตรีล้วนแล้วแต่ยากเข็ญ เพราะมารดาตายจาก บิดาก็ลำเอียง นางทำได้เพียงต้องคอยปกป้องตัวเอง เติบโตมาได้ถึงเพียงนี้ในเรือนหลังที่มีแต่การแก่งแย่งชิงดีก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว นางก็เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่ง ต่อให้ฉลาดเฉลียวแต่จะไม่ให้มีผิดพลาดเลยคงจะเป็นไปไม่ได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาต้องคอยรับมือกับคนที่วางแผนการทำร้ายนางอยู่ตลอด เพียงเท่
รถม้าทั้งสองคันที่วิ่งตามกันมาอยู่ ๆ ก็วิ่งทิ้งห่างกันออกไปเรื่อย ๆ จนอันอันสาวใช้ของมู่อิงเยว่ได้แต่ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะเปิดม่านออกไปสนทนากับคนบังคับม้า“เหตุใดรถม้าของคุณหนูรองกับคุณหนูสามจึงได้วิ่งเร็วนัก ?”“นั่นน่ะสิ ! ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน อยู่ ๆ ก็วิ่งทิ้งห่างพวกเราไปเสียดื้อ ๆ”“เช่นนั้นเจ้าช่วยเร็วขึ้นอีกหน่อยได้หรือไม่ ?”“แม่นางอัน นี่ก็เร็วมากแล้วนะ หากเร็วกว่านี้ล้อรถม้าอาจจะเกิดปัญหาได้”“เอ๊ะ ! มองไม่เห็นรถม้าข้างหน้าแล้ว พวกเขาจะรีบอันใดกันนัก” นางถอนหายใจแรงออกมาก่อนจะเข้าไปรายงานกับนายสาว“คุณหนู บ่าวว่าคุณหนูรองกับคุณหนูสามกำลังกลั่นแกล้งท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ รถม้าของพวกนางวิ่งทิ้งห่างออกไกลแทบไม่เห็นฝุ่นแล้วเจ้าค่ะ”“ช่างเถิด แผนการทุกครั้งของพวกนางก็ล้วนเป็นแผนการโง่ ๆ เช่นนั้นก็ตามน้ำไปก่อนเถิด”“เจ้าค่ะคุณหนู”ก่อนที่รถม้าจะส่ายไปมาราวกับเกิดปัญหา อันอันโผล่หน้าออกไปด้านนอกอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามความกั
“อิงเยว่คารวะท่านพ่อ คารวะฮูหยินใหญ่เจ้าค่ะ” “อิงเยว่เจ้ามาแล้ว เร็วเข้า วันนี้ข้าให้ร้านผ้านำผ้ามาให้เจ้าเลือกเพื่อที่จะได้ตัดชุดไปงานร้อยบุปผา เจ้าชอบผ้าผืนไหนก็ลองเลือกที่เจ้าชอบได้เลย” มู่อิงเยว่เลื่อนสายตามองดูผ้าที่วางไว้ ดูเหมือนว่าจะมีให้นางเลือกไม่มากแล้ว เพราะผืนที่ดูดีก็ล้วนถูกพี่สาวทั้งสองคนเลือกไปหมดแล้ว แต่นางไม่ได้ใส่ใจนักจึงได้แต่เลือกส่ง ๆ ไป เป็นสีม่วงอ่อนไล่สีไปเข้ม ส่วนที่เหลือก็เป็นสีที่ดูอย่างไรก็ไม่ไหว ไม่ว่าจะสีแดงหรือสีเขียว เช่นนั้นก็เลือกเป็นสีม่วงผืนนั้นก็แล้วกัน “เช่นนั้นข้าเอาผืนนี้เจ้าค่ะ” “เจ้าไปเลือกแบบชุดที่ชอบแล้วให้ช่างวัดตัวเจ้าด้านโน้นเถิด” หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเดินตรงไปให้ช่างวัดตัวตัดชุด เพราะความว่าง่ายของนางทำให้หญิงสาวไม่เคยมีปัญหาและไม่เคยมีใครกล้าสร้างปัญ







