เข้าสู่ระบบ“ก็ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไรเล่าว่าข้ากินเท่าใดก็หาได้รู้สึกอิ่มไม่ มีแต่ความอยากเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าใส่สมุนไพรอันใดลงไปในสำรับนี้หรือถึงได้แสดงผลข้างเคียงแปลกนัก” ท่านแม่ทัพใหญ่ดึงเรือนร่างของภรรยาลงมานั่งบนหน้าตักแกร่งแล้วถือวิสาสะซุกลำคอขาวเนียนพลางจุมพิตฟอดใหญ่ ๆ ด้วยความมันเขี้ยวอยากจับนางฟัดให้จมเตียงอีกรอบ ทว่าต้องหักห้ามใจเอาไว้เสียก่อนเพราะจากที่เขาสำรวจร่างกายนางหลังร่วมรักกันเสร็จ กลีบบุปผางามบอบช้ำ แดงเถือกมิใช่น้อยด้วยต้องรองรับอารมณ์ของเขายาวนานติดต่อกันเกือบถึงสองชั่วยาม
“ข้าใส่ยาเสน่ห์เจ้าค่ะ ข้าทำของใส่ท่านพี่ โอม จงรักข้า หลงข้า กินข้าวไม่ได้ ร้องหาแต่ข้า” เป่ยลี่ขยับปากมุบมิบร่ายคาถาเวทมนตร์แล้วหันกลับไปเป่าใส่ศีรษะของสามี “หลงข้าหรือยังเจ้าคะ” “เฮือก!” ท่านแม่ทัพส่งเสียงร้องคำรามดังกึกก้องในลำคอแล้วเลื่อนฝ่ามือขึ้นมาทาบอก “ข้ารู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างพุ่งเข้ามากระทบร่าง รึข้าอาจโดนเสน่ห์เจ้าเข้าเต็ม ๆ แล้วเป่ยลี่ หากเป็นเช่นนั้น…” เขามุดใบหน้าซุกลงบนลำคอขาวเนียนแล้วส่ายศีรษะเบา ๆ จนนางรู้สึกจักจี้เปล่งเสียงหัวเราะคิกคักออกมา “ทะ…ท่านพี่ ฮ่า ๆ ข้าจักจี้เจ้าค่ะ” นางดิ้นพล่าน เสียงหัวเราะคิกคักแห่งความสุขสมของทั้งสองคนดังไปจนถึงเรือนเล็กของฮูหยินรองลู่ฟางเหนียนซึ่งกำลังนั่งเย็บผ้าแพรงามเพื่อมอบให้แก่มารดาสามีหวังฝากเนื้อฝากตัวให้เฉินฮูหยินเมตตาเอ็นดูนางในฐานะสะใภ้อีกคนหนึ่ง “ข้ายอมแล้วเจ้าค่ะ ฮ่า ๆ พอแล้วเจ้าค่ะ” “ยอมหรือ? เจ้ายอมแล้วเช่นนั้นหรือ” ท่านแม่ทัพใช้แววตากรุ้มกริ่มเอ่ยถามภรรยา ส่วนฝ่ามือก็เริ่มวุ่นวายกับอาภรณ์ของนางไม่เลิก “ข้าไม่ได้หมายถึงยอมเช่นนั้นเสียหน่อยเจ้าค่ะ” เป่ยลี่รีบแก้ไข เพราะรู้ดีว่าพ่อคนกะล่อน ชอบข่มเหงรังแกจนนางสลบคาเตียงเจ้าเล่ห์และชอบตีหน้ามึนสักเพียงใด “หยุดความคิดที่จะจับข้ากินอีกรอบเลยนะเจ้าคะ ร่างกายข้าตอนนี้แทบไม่มีเรี่ยวมีแรงหลงเหลืออยู่แล้ว ขอข้าพักบ้างเถิดเจ้าค่ะ แล้วพรุ่งนี้ข้าจะตามใจท่านพี่ทั้งวันเลย ดีหรือไม่เจ้าคะ” “เจ้าพูดเองนะเป่ยลี่” แววตาเขาเริ่มเป็นประกายลุกวาว เมื่อได้ฟังข้อเสนอจากริมฝีปากของภรรยาที่ค่อนข้างน่าสนใจมากทีเดียว…จะตามใจเขาทั้งวันเช่นนั้นหรือ แค่คิดและจินตนาการภาพตามเลือดลมปราณในร่างกายก็สูบฉีดพลุ่งพล่านอยากรีบนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาวันพรุ่งนี้เลยเสียจริง “เก็บอาการเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะท่านพี่ หากผู้ใดมาเห็นเข้าคงเอาไปร่ำลือกันสนุกปากว่าท่านแม่ทัพใหญ่ตระกูลเฉินเสพติดเรื่องอย่างว่าจนหาขาดได้ไม่เป็นแน่” นางชำเลืองสายตาแลสามีที่กำลังแสดงความดีใจออกนอกหน้าพลันรู้สึกเอือมระอามองบนเล็กน้อยก่อนจะกล่าวห้ามปรามเพื่อให้เขาสงวนกิริยา พอได้เห็นกิริยาอาการดีใจออกนอกหน้าของแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางถึงเรื่องที่นางจะตามใจเขาตลอดทั้งวัน นางก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วเหมือนกันว่านางกำลังคิดผิดหรือไม่ที่เปิดทางให้บุรุษหื่นกามผู้นี้ข่มเหงรังแกจนอาจไม่ได้ออกไปเดือนเห็นตะวันเช่นคืนเข้าหอคืนแรก ซึ่งนางยังจำความรู้สึกปวดร้าวไปทั้งร่างกายได้เป็นอย่างดี… “อาการข้ามันเห็นชัดขนาดนั้นเลยหรือ” “ท่านพี่ยังกล้าถามนะอีกหรือเจ้าคะ” นางส่ายศีรษะเล็กน้อย “อ้อ! ท่านพี่พาคุณหนูลู่ฟางเหนียนไปกราบไหว้ที่ศาลบรรพชนแล้วหรือเจ้าคะ” “ยัง” ท่านแม่ทัพตอบสั้น ๆ ห้วน ๆ “ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าท่านพี่ต้องพานางไปกราบไหว้ศาลบรรพชนเพื่อแนะนำให้แก่บรรพบุรุษได้รู้จักในฐานะสะใภ้รองตระกูลเฉิน” จะไม่ให้นางเป็นเดือดเป็นร้อนแทนได้อย่างไรกันเล่า…ถึงนางจะไม่ยินดีกับการแต่งภรรยารองของสามี แต่นางก็เข้าใจหัวอกสตรีด้วยกันการทำเช่นนี้เท่ากับท่านพี่หาได้ให้เกียรติลู่ฟางเหนียนและครอบครัวของนางเลยสักนิดไม่ หากทางฝั่งโน้นทราบความเข้าจะมิมีปากเสียงเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตหรอกหรือ “เป่ยลี่ ข้ากำลังอารมณ์ดี เจ้าอย่าพูดถึงสตรีอื่นตอนนี้ได้หรือไม่” ท่านแม่ทัพเบือนหน้าหนีไปทางอื่น “สตรีอื่นที่ไหนกันเล่าเจ้าคะท่านพี่ ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าท่านพี่แต่งนางเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยารองหาใช่คนอื่นคนไกลไม่” นางถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วล้มตัวนั่งลงหันหน้าเข้าหาเขาเพื่อพูดคุยกันให้รู้เรื่อง “แต่เจ้าก็รู้มิใช่หรือเป่ยลี่ว่าข้าหาได้เต็มใจไม่ ที่ข้าต้องแต่งนางเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะสะใภ้เพราะรับสั่งของฮ่องเต้และบุญคุณที่ตระกูลเฉินต้องทดแทนให้กับคนตระกูลลู่เพียงเท่านั้น” คิดในมุมกลับกันสามีของนางเป็นเช่นนี้ก็ดี นางจะได้ไม่ต้องกังวลว่าวันหนึ่งฐานะภรรยาในนามอาจพัฒนาความสัมพันธ์จนก่อเกิดเป็นความรักจริง ๆ หรือไม่ “ข้ารู้เจ้าค่ะท่านพี่ ข้ารู้ว่าที่ท่านพี่ทำเพื่อตอบแทนบุญคุณสกุลลู่เท่านั้น แต่การที่ท่านพี่ทำเช่นนี้ก็หาใช่เรื่องถูกต้องไม่ ในเมื่อแต่งนางเข้ามาแล้ว ต่อให้มิมีใจรักใคร่ มิมีใจสเน่หา เพียงเมตตาและให้เกียรตินางในฐานะภรรยาอีกคนเถิดเจ้าค่ะ” เพราะนางรู้ดีว่าการที่ต้องตกอยู่ในความรู้สึกเช่นนั้นมันเจ็บปวดทุกข์ทรมานเพียงใด ต่อให้มารดาสามี น้องสาวสามีหรือบ่าวรับใช้ในจวนจะไม่เคยให้เกียรติ ไม่เคยนับว่านางเป็นสะใภ้ของตระกูลเฉิน ซ้ำยังมองนางเช่นกาฝาก เช่นเห็บหมัดที่เกาะอยู่บนขาของท่านแม่ทัพแล้วคอยดูดเลือดดูดเนื้อ จนแสดงอาการรังเกียจออกมาโดยมิมีผู้ใดสนใจเลยว่านางจะรู้สึกเช่นไร ทว่าในความโชคร้ายยังมีความโชคดีแฝงซ่อนอยู่เสมอ ผู้อื่นจะคิดหรือจะมองนางเช่นใดนางหาได้สนใจและเก็บเอามาใส่ใจไม่ ขอเพียงสามีของนางยังรัก ยังให้เกียรติและทำให้นางเชื่อมั่นว่าตราบใดที่ยังมีเฉินซือหยางอยู่ข้าง ๆ เขาจะมิมีวันยอมให้ใครมารังแกนางได้เป็นอันขาด เพียงเท่านั้นก็นับว่าเป็นวาสนาสูงสุดสำหรับสตรีคนหนึ่งที่ต้องต่างบ้านต่างเมืองเพื่อแต่งออกเรือนไปกับสามีแล้ว “ข้าเพียงแต่ต้องพานางไปกราบไหว้ศาลบรรพชนใช่หรือไม่” “เจ้าค่ะ ท่านพี่อย่าทำหน้าบูดบึ้งเช่นนี้สิเจ้าคะ เดี๋ยวจะแก่ก่อนวัยเอานะ” นางใช้สองฝ่ามือประคองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังขมวดคิ้ว ส่งสายตาเบื่อหน่ายอย่างจำยอมเพราะคร้านจะถกเถียงกับนาง “แล้วเจ้าเคยโดนคนแก่จับกดจนจมเตียงหรือไม่เล่าเป่ยลี่” ท่านแม่ทัพเลิกคิ้วถามอย่างกวนตีน “ทะ…ท่านพี่” ใบหน้าของนางร้อนระอุ แดงผ่าวคล้ายผลตำลึงที่ใกล้สุกเต็มที แล้วรีบก้มหน้างุดด้วยความขัดเขินจึงมิกล้าสบสายตากรุ้มกริ่มของเขาเพราะเกรงว่านางอาจหลงคารมคมคาย หวั่นไหวไปตามอารมชั่ววูบ พอรู้ตัวอีกทีคงนอนราบอยู่บนเตียงใหญ่ในสภาพที่เสื้อผ้าอาภรณ์โดนปลดเปลื้องเปลือยกายอยู่ต่อหน้าบุรุษแล้วกระมัง สามีของนางไว้เนื้อเชื่อใจได้ทุกเรื่องยกเว้นเรื่องบนเตียง ที่เอะอะเขาก็พร้อมจะเขมือบนางกินได้ทุกเมื่อ มิว่าจะเสร็จสมเเตะขอบสวรรค์ไปแล้วกี่รอบต่อกี่รอบก็ตามหากจะพูดว่าเขาเข้าใจหัวอกและเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ทัพดีก็ย่อมได้ เพราะเขาอยู่รับใช้ท่านแม่ทัพมาตั้งแต่พอรู้ความ เขาจึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าท่านแม่ทัพหาได้มีความสามารถมากพอที่จะตัดไฟรักต่อฮูหยินเป่ยลี่ได้เลยสักครั้งปากที่บอกว่าเกลียดนางหนักหนา ทว่าพอลับสายตาผู้คนกลับนอนซม น้ำตาไหลรินอยู่บนเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับอีกฝ่าย ตั้งแต่เป่ยลี่จากไป ไม่เคยเลยสักครั้ง เจิ่งฟู่ไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพหลับเต็มตาได้เลยสักครั้ง…“ขอบใจเจ้ามาก ข้าวานเจ้าอีกเรื่องเจิ่งฟู่ อยู่เฝ้าอารักขาด้านหน้าประตูเรือนอย่างกวดขันอย่าให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือสร้างความรำคาญใจแก่ข้าไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินลู่ฟางเหนียนหรือท่านแม่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางค่อนข้างมั่นใจว่าการปรากฏตัวของเป่ยลี่ในครั้งนี้ ลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ พวกนางคงหาหนทางทำให้เป่ยลี่ออกไปจากจวนตระกูลเฉินโดยเร็วและรีบส่งข่าวหาทั้งสองคนที่อยู่ ณ จวนสามีท่านอาหญิงให้กลับมาช่วยสมทบเป็นกำลังเสริม เพราะอย่างไรสี่หัวก็ย่อมดีกว่าสองหัว! “อ๊วก!” ขณะที่ท่านแม่ทัพกำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มเพื่อดับกระหาย ทว่า
กิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย“ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้!หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระ
“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่ จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิการกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง”
เป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธ
ด้านหน้าประตูจวนกำลังชุลมุนเพราะมีเกวียนของพ่อค้าแม่ค้าจากแดนไกลเข้ามาค้าขายเครื่องประดับอัญมณีและผ้าแพรผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า นางจึงใช้จังหวะอลหม่านลักลอบเข้าไปด้านในโดยให้เจียวหลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านใกล้ ๆ กับจวนตระกูลเฉินเพราะเกรงว่าหากพาเขาเข้าไปด้วยจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนักเมื่อมีเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองจะต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าปล่อยให้คนใจร้ายโหดเหี้ยมพรรค์นั้นรังแกอยู่ฝ่ายเดียว...จริงอยู่คราก่อนนางอาจยินยอม ไม่โต้เถียง อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าคงได้ปรองดองกันเสียที ทว่านี่ถึงขั้นฆ่าแกง หมายหัวจะเอาชีวิต นางคงนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หาไม่เช่นนั้นนางคงจะไม่กล้ากลับไปสู่หน้าท่านพ่อที่มีเกียรติเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยี่ยชิงอีกตลอดชีพเป็นแน่ใบหน้ามุ่งมั่นเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังกาย กำลังใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพราะภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะนี้สตรีผู้นั้น ลู่ฟางเหนียน ภรรยาที่ถูกแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินด้วยสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้กำลังนั่งหน้าระรื่นใช้ฝ่ามือปรนนิบัติพัดวีบีบนวดบ่าสามีอยู่ที่ชานระ
ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มที่ฮูหยินท่านแม่ทัพ ‘เป่ยลี่’ อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านกลางหุบเขา โดยอาสาช่วยงานบ้านงานเรืิอน แบ่งเบาภาระท่านป้าเจียวจินที่เมตตาให้ที่พักพิงและอาหารการกินเท่าที่นางจะทำได้ โดยงานพวกนั้นก็หาได้หนักหนาเกินกำลังสตรีไม่ เพียงลงครัวเป็นลูกมือบ้างในบางครั้ง ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดพื้นบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารไก่ และขอติดตามท่านป้าเจียวจินกับบุตรชายเจียวหลงขึ้นไปบนหุบเขาเพื่อหาพืชสมุนไพรลงมาทำเป็นยาหรือตากแดดขายให้กับพวกพ่อค้าแม่ค้า “ข้าใคร่อยากจะเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงเจ้าค่ะท่านป้า” ฮูหยินเป่ยลี่อดใจรอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางไม่เข้าใจเสียจริง ระยะเวลาเวลาก็ผ่านมาร่วมหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ไยคนของท่านพี่หรือท่านพี่ถึงยังตามหาตัวนางไม่เจออีกเล่า สามีนางเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางคุมกำลังพลนับหมื่นนับแสนนาย มีเส้นมีสายมีอำนาจอยู่ทุกหัวเมือง ผู้ใดต่างก็ให้ความเคารพเขา เรื่องแค่นี้คงมิเหนือบ่ากว่าแรงไม่ใช่หรือ! เมื่อเป็นเช่นนั้นเป่ยลี่จึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปในเมืองหลวงโดยอาศัยรถม้าของท่านนายอำเภอและมีเจียวหลงบุตรชายวัยสิบสามขวบของท่านป้าเจียวจินขอติดตามไปด้วยเพราะเป็







