LOGINซูฮวานางใฝ่สูงเยี่ยงมารดา แต่หาได้อยากเป็นไม่ไอ้ตำแหน่งภรรยาเอก ภรรยารองขุนนางชั้นต่ำต้อย ชีวิตของนางควรสุขสบาย อยู่บนหอคอยที่ผู้คนต่างเอื้อมไม่ถึงต่างหากเล่า ยิ่งกว่านั้นนางจะใช้พี่หญิงลู่ฟางเหนียนเป็นสะพานทอดให้นางไปจนถึงฝั่งฝัน นั่นก็คือ การแต่งเข้าเป็นพระชายาของเชื้อพระวงศ์หรือองค์ชายสักพระองค์ของฮ่องเต้!
“ข้าเต็มใจยิ่งเจ้าค่ะท่านแม่ น้องหญิง ข้าเพิ่งจะเข้ามาอยู่ที่ตระกูลเฉิน หาได้รู้จักหรือคุ้นเคยกับผู้ใดมากมายไม่ หากมีท่านแม่และน้องหญิงข้าคงได้คลายเหงาลงบ้างเจ้าค่ะ” “ข้าขอบคุณพี่หญิงมากเลยนะเจ้าคะ พี่หญิงช่างแสนดีกับข้าเสียจนข้ารู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกเจ้าค่ะ” เป่ยลี่ก็เหมือนกัน…นางรู้สึกพะอืดพะอมอยากจะอาเจียนอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเห็นน้องสาวสามีกำลังสวมหน้ากากนางเอกยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร แน่นอนว่า หากอีกฝ่ายจะคบหาสมาคมกับผู้ใดสักคน คนผู้นั้นย่อมสามารถให้ผลประโยชน์แก่ตนได้! กับลู่ฟางเหนียน พอได้ยินว่าเป็นบุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธา และมีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาของพระสนมรองตระกูลลู่ เคยร่ำเรียนร่วมห้องกับเชื้อพระวงศ์และพระราชโอรส พระราชธิดาของฮ่องเต้ เฉินซูฮวาก็รีบพุ่งเข้าใส่ทันที ทีกับนาง รังเกียจรังงอนจนถึงขั้นมิอยากอยู่ร่วมจวนตระกูลเดียวกัน เพียงเพราะว่าสายเลือดในตัวของนางแท้จริงมันเป็นเพียงบุตรสาวพ่อค้า แม่ค้า หาได้สูงศักดิ์เท่าพระราชนัดดาพระสนมรองได้ไม่! … … ผ่านไปเกือบครึ่งเดือนที่ลู่ฟางเหนียนแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยารอง ทว่ากลับยังไม่เคยเข้าหอร่วมนอนเตียงเดียวกันฉันท์สามีภรรยากับแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเลยสักครั้ง ทั้งสองแยกกันอยู่คนละเรือนราวกับต้องการแบ่งแยกความสัมพันธ์อย่างชัดเจน “ท่านพี่เจ้าคะ ข้าทำขนมยุเหวียนเชียว (บัวลอยจีน) มาให้ท่านพี่ลองชิมเจ้าค่ะ” ลู่ฟางเหนียนถือวิสาสะย่างกรายเข้ามาในเรือนของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางตามคำแนะนำของมารดาสามีในขณะที่เขาอยู่ตามลำพังเป็นครั้งแรกเพราะฮูหยินเอกเป่ยลี่นำกระเช้าผลไม้ไปให้ฮูหยินเฒ่าท่านย่าของซือหยางซึ่งอาศัยอยู่กับบุตรสาวอีกคนหนึ่งที่จวนสามีของนาง เมื่อช่วงเช้าเฉินฮูหยินเรียกเป่ยลี่ไปพบที่เรือนใหญ่แล้วแจ้งให้แก่นางทราบว่าฮูหยินเฒ่า ท่านย่าสามีนางเจ็บป่วยไม่ใคร่สบายจึงไหว้วานให้นางถือกระเช้าผลไม้ไปเยี่ยมเยียนในฐานะภรรยาเอกของหลานชายท่านเสียหน่อย… “ขอบใจเจ้ามาก วางไว้ก่อนเถิด” และนี่ยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่าท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางหาได้สนใจลู่ฟางเหนียนเลยสักนิดไม่ เขาปรายตามามองนางเพียงครู่เดียวแล้วหันกลับไปตรวจตรางานราชการแผ่นดินต่อดังเดิม เฉินซือหยาง ไม่อยากอยู่กับนางตามลำพังในเรือนหอของเขาและเป่ยลี่เช่นนี้ แม้มีรุ่นถิงสาวรับใช้ในจวนอยู่ด้วยแต่ก็หาใช่การกระทำที่เหมาะสมมากนัก…หากไม่ติดว่าเขามีงานราชการแผ่นดิน ต้องเขียนรายงานการทำศึกส่งให้แก่ผู้รับผิดชอบตรวจตราในรุ่งเช้าวันพรุ่งนี้ เขาคงจะไม่ยอมปล่อยให้เป่ยลี่ไปกราบไหว้ท่านย่าตามลำพังเช่นนี้เป็นแน่ แต่ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางก็พอวางใจลงได้บ้างเพราะระยะทางจากจวนตระกูลเฉินไปจนถึงจวนสามีของท่านอามิได้ไกลกันมากนักใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ซ้ำท่านแม่ยังสั่งให้คนของตระกูลเฉินติดตามไปเพื่อคอยดูแลความปลอดภัยด้วย “เอ่อ… ข้าเห็นท่านพี่นั่งตรากตรำทำงานตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว พักก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนขยับเข้าไปใกล้ผู้เป็นสามี “ขนมยุเหวียนเชียวสอดไส้งาดำของข้าทำจากแป้งข้าวเหนียวต้มในน้ำขิงเจ้าค่ะ เมื่อวานข้าเห็นท่านพี่มีอาการไอเล็กน้อย ข้าก็เลยอาสาลงครัวทำของหวานชนิดนี้มาให้ท่านพี่เจ้าค่ะ…น้ำขิงมีสรรพคุณทางยาช่วยบรรเทาละลายเสมหะ แก้อาการเจ็บคอและป้องกันไข้หวัดได้ด้วยนะเจ้าคะ หากดื่มตอนกำลังร้อน ๆ น้ำขิงก็จะไหลชุ่มคอทำให้ท่านพี่หายใจได้สะดวกมากยิ่งขึ้นเจ้าค่ะ” ลู่ฟางเหนียนบอกกล่าวถึงเจตจำนงของตนเองให้แก่สามีได้ทราบว่านางนั้นใส่ใจเขามากถึงเพียงใด แม้เห็นเขามีอาการไอเล็กน้อย นางก็ลงทุนตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อลงครัวทำขนมบัวลอยน้ำขิงสอดไส้งาดำด้วยตนเอง “ท่านแม่ทัพเจ้าคะ ฮูหยินรองอุตส่าห์ลงครัวแต่เช้าตรู่ เริ่มจากนวดแป้ง ปั้นแป้ง ต้มน้ำขิง บดไส้งาดำ ทำทุกอย่างด้วยตนเองหมดเลยนะเจ้าคะ บ่าวอาสาจะยื่นมือเข้าไปช่วยแต่ฮูหยินก็หาได้ยินยอมไม่ เพราะต้องการแสดงฝีมือปรุงอาหารซึ่งถูกใส่ทั้งหัวใจ ใส่ทั้งความรัก ใส่ทั้งความใส่ใจลงไปในขนมชนิดนี้ให้ท่านแม่ทัพโดยเฉพาะเลยเจ้าค่ะ” รุ่นถิงกล่าวเสริม นางรู้สึกขัดหูขัดตาอย่างไรแปลก ๆ ชอบกลกับการกระทำและกิริยามารยาทที่สามารถตีหน้านิ่ง เก็บซ่อนความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ของลู่ฟางเหนียน เสียแรง!! ลู่ฟางเหนียนนางเป็นถึงบุตรสาวคนโตของเสนาบดีกรมโยธา แต่หาได้มีมันสมองคิดวิเคราะห์ในการใช้จริตจะก้านมารยาสตรียั่วบุรุษเลยไม่! ยามอีกฝ่ายปฏิเสธสิ่งใดนางก็ทำเพียงพยักหน้าแล้วยอมรับแต่โดยดี มิมีว่าจะกล่าววาจา บีบน้ำตา ตีหน้าเศร้าเพื่อคะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายใจอ่อนเลยไม่! หากเป็นเช่นนี้ต่อไปแล้วจะเอาชนะฮูหยินเป่ยลี่ซึ่งนอนร่วมเตียงเดียวกันกับท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางได้อย่างไรกันเล่า! ลู่ฟางเหนียนนั้นแต่งเข้าจวนตระกูลเฉินในฐานะภรรยารองมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว แต่รุ่นถิงสาวรับใช้ข้างกายคนสนิทกลับยังมองไม่เห็นวี่แววที่ท่านแม่ทัพจะเสน่หานายตนเลยสักนิดไม่! นับประสาอะไรกับร่วมเตียง ร่วมกายสานสัมพันธ์ เพียงก้าวขาย่างกรายเข้ามาในเรือนเล็กของภรรยารองสักครั้งนางก็ยังมิเคยเห็น เพราะบุรุษเอาแต่ขลุกตัวอยู่กับฮูหยินเป่ยลี่ตลอดทั้งวันอย่างไรเล่า “อืม” ท่านแม่ทัพเฉินซือหยางเห็นถึงความตั้งใจและทราบซึ้งถึงความเป็นห่วงเป็นใยที่ลู่ฟางเหนียนมอบให้ในฐานะคนอาศัยอยู่ร่วมจวยเดียวกันเลยไม่อยากจะปฏิเสธน้ำใจของนาง จึงรับขนมบัวลอยจีนขึ้นมาตักชิมคำสองคำแล้ววางลงกลับที่เดิม “รสชาติเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะท่านพี่ พอจะถูกใจท่านพี่บ้างหรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนเอ่ยถามด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ อย่างน้อย ๆ สามีก็มิได้เย็นชาใส่นางจนกระทั่งปฏิเสธแม้นอาหารที่นางตั้งใจเตรียมเอาไว้ให้เขา “รสชาติดี” “ข้าดีใจมากเลยนะเจ้าคะที่ท่านพี่ชอบฝีมือการทำอาหารของข้า ไว้วันพรุ่งนี้ข้าจะทำขนมอย่างอื่นมาให้ท่านพี่ลองชิมบ้างนะเจ้าคะ” “เจ้าหาได้ต้องลำบากไม่ อาหารว่างเป่ยลี่ก็ลงครัวทำให้ข้ากินทุก ๆ วันอยู่แล้ว…” “เจ้าค่ะท่านพี่ ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเหมือนว่ามีมือใครสักคนยื่นเข้ามาตบหน้านางเข้าอย่างแรง นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางจะสามารถนั่งหน้าด้านหน้าทนสนทนากับบุรุษที่เขาไม่แม้กระทั่งชายตามาแลนางขณะพูดคุยกันได้นานสักแค่ไหน จึงตัดสินใจลุกขึ้นพรวดพราดแล้วเดินกลับเรือนของตนเองทันทีหากจะพูดว่าเขาเข้าใจหัวอกและเข้าใจความรู้สึกของท่านแม่ทัพดีก็ย่อมได้ เพราะเขาอยู่รับใช้ท่านแม่ทัพมาตั้งแต่พอรู้ความ เขาจึงได้มั่นใจนักมั่นใจหนาว่าท่านแม่ทัพหาได้มีความสามารถมากพอที่จะตัดไฟรักต่อฮูหยินเป่ยลี่ได้เลยสักครั้งปากที่บอกว่าเกลียดนางหนักหนา ทว่าพอลับสายตาผู้คนกลับนอนซม น้ำตาไหลรินอยู่บนเตียงที่เคยใช้หลับนอนกับอีกฝ่าย ตั้งแต่เป่ยลี่จากไป ไม่เคยเลยสักครั้ง เจิ่งฟู่ไม่เคยเห็นท่านแม่ทัพหลับเต็มตาได้เลยสักครั้ง…“ขอบใจเจ้ามาก ข้าวานเจ้าอีกเรื่องเจิ่งฟู่ อยู่เฝ้าอารักขาด้านหน้าประตูเรือนอย่างกวดขันอย่าให้ผู้ใดสามารถย่างกรายเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือสร้างความรำคาญใจแก่ข้าไม่เว้นแม้กระทั่งฮูหยินลู่ฟางเหนียนหรือท่านแม่” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางค่อนข้างมั่นใจว่าการปรากฏตัวของเป่ยลี่ในครั้งนี้ ลู่ฟางเหนียนและรุ่นถิงจะต้องไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่ พวกนางคงหาหนทางทำให้เป่ยลี่ออกไปจากจวนตระกูลเฉินโดยเร็วและรีบส่งข่าวหาทั้งสองคนที่อยู่ ณ จวนสามีท่านอาหญิงให้กลับมาช่วยสมทบเป็นกำลังเสริม เพราะอย่างไรสี่หัวก็ย่อมดีกว่าสองหัว! “อ๊วก!” ขณะที่ท่านแม่ทัพกำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบดื่มเพื่อดับกระหาย ทว่า
กิริยาใดที่เขาไม่คิดว่าจะได้เห็นจากนาง นางกลับทำได้ดีเสียทีเดียวราวกับมันคือตัวตนที่แท้จริงของนาง หาได้ดูฝืนเหมือนตอนที่เขาพบเจอนางครั้งแรกไม่“ท่านอาหมอมาแล้วขอรับท่านแม่ทัพ” เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทรีบเชิญท่านอาหมอซึ่งเป็นหมอหลวงประจำราชสำนักเข้าไปด้านในเพื่อตรวจดูอาการสตรีคนรักของเจ้านาย“ท่านอาหมอช่วยตรวจดูอาการของนางด้วยเถิดขอรับ จู่ ๆ นางก็เป็นลมไม่ได้สติ ข้าพยายามเรียกเท่าใดนางก็ไม่ตื่นขอรับ” เห็นได้ชัดว่าในแววตาของท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางเป็นห่วงสตรีผู้นั้นมากถึงเพียงใดก็ยิ่งทำให้ลู่ฟางเหนียนรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจขึ้นไปใหญ่“เป็นเช่นใดบ้างเจ้าคะท่านอาหมอ สตรีผู้นี้ตายแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางเหนียนชะเง้อหน้าถามหมอหลวงในราชสำนักที่สามีของนางอุตส่าห์ให้ไอ้เจิ่งฟู่บ่าวรับใช้คนสนิทแบกหน้าไปรับเขามาจากจวนเพื่อรักษาสตรีน่าเกลียดผู้นี้!หากเป่ยลี่ตายไปเสียได้ก็ดีจะได้ไม่อยู่เป็นมารหัวใจพรากความสุขในชีวิตของนาง! เสียดายนัก! ไยท่านย่าต้องเรียกตัวมารดาและน้องสาวสามีไปหาในเวลาหน้าซิ่วหน้าขวานเช่นนี้ด้วยเล่า! มิเช่นนั้นพวกนางคงจะมิยอมแม้กระทั่งให้สตรีน่าเกลียดผู้นี้ย่างกรายเข้ามาในจวนตระ
“เป่ยลี่!” นางหมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะให้เขาใจไม้ไส้ระกำยืนมองดูเฉย ๆ โดยที่ไม่รู้สึกรู้สาอันใดก็หาใช่ความไม่ จริงอยู่ที่ท่านแม่ทัพโกรธแค้นในสิ่งที่นางกระทำต่อเขามากมายเพียงใด ทว่าหัวใจของเขาก็ไม่เคย ไม่เคยที่จะตัดขาดเยื่อใยรักที่มีต่อนางได้เลยสักครั้งเช่นกัน “ท่านพี่เจ้าคะ!” ลู่ฟางเหนียนพยายามรั้งตัวสามีเอาไว้ “ท่านพี่ลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะว่านางทำเช่นใดกับท่านพี่บ้าง นางลักลอบได้เสียกับชายชู้แล้วพาหนีตามกันไปนะเจ้าคะ" ลู่ฟางเหนียนกลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางและท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางผู้เป็นสามีที่กำลังพัฒนาอย่างเรื่อย ๆ จะล่าถอยหรือหยุดชะงักเพราะนางสตรีคนนี้น่ะสิการกลับมาของฮูหยินเป่ยลี่ครั้งนี้ สร้างความหวั่นอกหวั่นใจแก่ลู่ฟางเหนียนยิ่งนัก เพราะนางเกรงว่าเก้าอี้ตำแหน่งภรรยาเอกท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางของนางจะเริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว “ปล่อย!” ท่านแม่ทัพใหญ่เฉินซือหยางสลัดตัวลู่ฟางเหนียนให้ออกห่างกาย ก่อนจะรีบช้อนตัวเรือนร่างบอบบางของเป่ยลี่เข้าไปด้านในเรือนหอ วางนางลงบนเตียงนุ่มที่เขาไม่เคยให้สตรีนางใดเข้ามาร่วมหลับนอนด้วยกันเลยสักครั้ง “เป่ยลี่…เป็นเช่นใดบ้าง”
เป็นเช่นนั้นเสนาบดีกรมโยธาจึงมอบทรัพย์สินเงินทองให้ทั้งสองไปตั้งตัวสร้างครอบครัวด้วยกันจำนวนหนึ่ง นั่นทำให้ลู่ฟางเหนียนซึ่งตอนนั้นอายุเพียงสิบสี่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงหาหนทางเข้าหาท่านนายอำเภออยู่หลายต่อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ กระทั่งใช้วิธีวางยาปลุกกำหนัด แสร้งร้องห่มร้องไห้ว่าตนโดนพี่เขยบังคับขืนใจ ทำให้สองพี่น้องมีปากเสียงกันอยู่สักระยะ...และในที่สุดฟางซินก็ต้องกลายเป็นหญิงหม้ายทั้ง ๆ ที่เพิ่งตบแต่งกันไม่ถึงครึ่งค่อนเดือนด้วยซ้ำทำให้ข่าวที่ว่า บุตรสาวทั้งสองคนของเสนาบดีกรมโยธาสกุลลู่ ลู่ฟางซินลูกที่เกิดจากเมียบ่าว และ บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งชาวบ้านหาได้ทราบชื่อเสียงเรียงนามชัดเจนไม่ ใช้ผู้ชายร่วมกันจนเกิดเป็นเรื่องเป็นราวทะเลาะเบาะแว้งใหญ่โตถูกล่ำลือไปทั่วชานเมืองในเขตการปกครองของตระกูลลู่ทว่าลู่ฟางเหนียนและมารดาของนางก็ยังไม่ยอมความ วางแผนร้าย จัดฉากว่าลู่ฟางซินแอบลักลอบได้เสียกับบ่าวในจวนตระกูลลู่ซึ่งเป็นสามีของของสาวรับใช้คนสนิทฮูหยินเอก ข่าวยิ่งโหมกระหน่ำถูกพูดกันปากต่อปากถึงการกระทำเยี่ยงหญิงในหอนางโลมของลู่ฟางซิน บุตรสาวคนโต ทำให้ท่านเสนาบดีกรมโยธ
ด้านหน้าประตูจวนกำลังชุลมุนเพราะมีเกวียนของพ่อค้าแม่ค้าจากแดนไกลเข้ามาค้าขายเครื่องประดับอัญมณีและผ้าแพรผ้าไหมสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า นางจึงใช้จังหวะอลหม่านลักลอบเข้าไปด้านในโดยให้เจียวหลงพักอาศัยอยู่ที่บ้านใกล้ ๆ กับจวนตระกูลเฉินเพราะเกรงว่าหากพาเขาเข้าไปด้วยจะไม่เหมาะสมสักเท่าใดนักเมื่อมีเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทำให้นางได้รู้ว่าตนเองจะต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นมาต่อสู้ อย่าปล่อยให้คนใจร้ายโหดเหี้ยมพรรค์นั้นรังแกอยู่ฝ่ายเดียว...จริงอยู่คราก่อนนางอาจยินยอม ไม่โต้เถียง อยู่อย่างสงบเสงี่ยมเพื่อหวังว่าวันข้างหน้าคงได้ปรองดองกันเสียที ทว่านี่ถึงขั้นฆ่าแกง หมายหัวจะเอาชีวิต นางคงนิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หาไม่เช่นนั้นนางคงจะไม่กล้ากลับไปสู่หน้าท่านพ่อที่มีเกียรติเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหยี่ยชิงอีกตลอดชีพเป็นแน่ใบหน้ามุ่งมั่นเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังกาย กำลังใจเมื่อครู่พลันสลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพราะภาพที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าในขณะนี้สตรีผู้นั้น ลู่ฟางเหนียน ภรรยาที่ถูกแต่งเข้ามาในจวนตระกูลเฉินด้วยสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้กำลังนั่งหน้าระรื่นใช้ฝ่ามือปรนนิบัติพัดวีบีบนวดบ่าสามีอยู่ที่ชานระ
ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มที่ฮูหยินท่านแม่ทัพ ‘เป่ยลี่’ อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านกลางหุบเขา โดยอาสาช่วยงานบ้านงานเรืิอน แบ่งเบาภาระท่านป้าเจียวจินที่เมตตาให้ที่พักพิงและอาหารการกินเท่าที่นางจะทำได้ โดยงานพวกนั้นก็หาได้หนักหนาเกินกำลังสตรีไม่ เพียงลงครัวเป็นลูกมือบ้างในบางครั้ง ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดพื้นบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารไก่ และขอติดตามท่านป้าเจียวจินกับบุตรชายเจียวหลงขึ้นไปบนหุบเขาเพื่อหาพืชสมุนไพรลงมาทำเป็นยาหรือตากแดดขายให้กับพวกพ่อค้าแม่ค้า “ข้าใคร่อยากจะเดินทางเข้าไปในเมืองหลวงเจ้าค่ะท่านป้า” ฮูหยินเป่ยลี่อดใจรอไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว นางไม่เข้าใจเสียจริง ระยะเวลาเวลาก็ผ่านมาร่วมหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ไยคนของท่านพี่หรือท่านพี่ถึงยังตามหาตัวนางไม่เจออีกเล่า สามีนางเป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหม่ยกวางคุมกำลังพลนับหมื่นนับแสนนาย มีเส้นมีสายมีอำนาจอยู่ทุกหัวเมือง ผู้ใดต่างก็ให้ความเคารพเขา เรื่องแค่นี้คงมิเหนือบ่ากว่าแรงไม่ใช่หรือ! เมื่อเป็นเช่นนั้นเป่ยลี่จึงตัดสินใจปลอมตัวเข้าไปในเมืองหลวงโดยอาศัยรถม้าของท่านนายอำเภอและมีเจียวหลงบุตรชายวัยสิบสามขวบของท่านป้าเจียวจินขอติดตามไปด้วยเพราะเป็







