Mag-log inเด็กสาวสู้ชีวิตยุค 1970 เกิดใหม่เป็นทารกยุคโบราณและได้พบกับมารดา แต่แม่ดันเป็นนางร้ายในนิยายที่ถูกสามีธงแดงหย่าขาดและไล่ออกจากจวนอ๋อง วันหน้าหากตนกับท่านแม่ร่ำรวย ท่านพ่อหน้าเหม็นอย่ามาง้อก็แล้วกัน!
view moreความหนาวเย็นในค่ำคืนนี้กัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูก ร่างผอมแห้งของหลินซิวฉิน นอนสั่นอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน
ฤดูหนาวปี 1970 โหดร้ายและทารุณกว่าปีไหน ๆ ที่ด้านนอกบ้าน เสียงลมพัดหวีดหวิว พัดพาเอาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนลงมาปิดทางเข้าออก
หลินซิวฉินลืมตาในความมืด มุมปากที่แห้งแตกขยับยิ้มให้กับโชคชะตาของตนเอง เธอรู้สึกว่าเวลาของตนกำลังจะหมดลงแล้ว
มีชีวิตรอดมาจนถึงอายุสิบแปดปีก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้วจริง ๆ
หากย้อนกลับไปในช่วงสิบห้าปีแรกของชีวิต ชะตากรรมของเธอยังไม่ได้ทุกข์ระทมถึงเพียงนี้ ในตอนนั้นเธอยังเป็นเด็กหญิงที่มีความสุข เพราะข้างกายมีคุณพ่อและคุณแม่ แม้บ้านจะยากจน ข้าวปลาอาหารต้องกินอย่างอดอยาก แต่ก็ยังมีความรักของบุพการีที่คอยให้ความอบอุ่นอยู่เสมอ
คุณพ่อของเธอเป็นคนซื่อสัตย์ คุณแม่เป็นคนขยัน ทั้งสองทำงานในแปลงนารวมของหมู่บ้านตั้งแต่สว่างยันมืดค่ำเพื่อแลกแต้มค่าแรง นำไปแลกเสบียงให้ลูกสาวคนนี้ได้กินอิ่มท้อง
ทว่าเมื่อสามปีก่อน คุณพ่อและคุณแม่ตรากตรำทำงานหนักเกินไป เพราะเกิดภัยแล้งรุนแรง รัฐบาลท้องถิ่นจึงเร่งเอาผลผลิต ทั้งสองคนแทบไม่ได้พักผ่อน สุดท้ายร่างกายที่ขาดสารอาหารและอ่อนแอสะสมก็พังทลายลงในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งคู่นอนซมด้วยไข้ป่าและจากโลกนี้ไป ทิ้งให้หลินซิวฉินในวัยเพียงสิบห้าปีต้องเผชิญโลกอันโหดร้ายเพียงลำพัง
พอไร้พ่อแม่คอยปกป้อง ชีวิตของเธอก็ดำดิ่งลงเรื่อย ๆ ไม่มีวันได้เห็นแสงสว่างอีกต่อไป
ในระบบคอมมูนประชาชน[1] ยามที่เหลือตัวคนเดียว สังคมไม่ได้ใจดีกับเด็กสาวกำพร้า หัวหน้าทีมผลิตมองเธอเป็นเพียงแรงงาน วัน ๆ หนึ่งต้องไปลงแปลงนารวม ลุยโคลน แบกปุ๋ยคอก ไหนจะแบกหินเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ทนแดดแผดเผาในฤดูร้อนจนผิวลอกเป็นแผ่น
กระทั่งมือหยาบกร้าน ผิวหนังตามข้อนิ้วแตกและมีรอยแผลเป็น ทุก ๆ ค่ำคืน เธอต้องเดินหมดเรี่ยวแรงกลับมาที่บ้าน ร่างกายระบมจนแทบก้าวขาไม่ออก
เธอต้องทำทุกอย่างเพื่อแลกกับแต้มค่าแรงวันละห้าแต้ม ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมากกว่าคนอื่น พอสิ้นปีแต้มเหล่านั้นก็แทบจะไม่พอแลกข้าวมาประทังชีวิตในปีถัดไปเลยด้วยซ้ำ ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ต่างก็กระจัดกระจาย บ้างก็ล้มหายตายจาก บ้างก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจนไม่มาเหลียวแลเด็กกำพร้าเช่นเธอ
กระทั่งฤดูหนาวปีนี้ ร่างกายของหลินซิวฉินประท้วงรุนแรง อาการไข้ป่าที่เคยหลบซ่อนอยู่กำเริบขึ้นมา พร้อมกับแผลที่มือนิ้วเท้าอักเสบจนบวมเป่งเพราะความเย็นจัด
ท่ามกลางสติอันเลือนราง หลินซิวฉินขยับมืออันสั่นเทาไปใต้หมอน หยิบเอาสมุดบันทึกนิยายคัดลายมือเก่าที่เธอใช้ความกล้าทั้งหมดที่มีแอบเข้าไปในตลาดมืด โดยใช้ไข่ไก่ป่าสามฟองที่เก็บได้บนเขาไปแลกมากับชายชราคนหนึ่ง
ในปี 1970 วรรณกรรมรักใคร่ยุคราชวงศ์ถือเป็นสิ่งต้องห้ามและผิดกฎหมายร้ายแรง หากถูกจับได้เธออาจถูกลงโทษและส่งไปใช้แรงงานหนัก แต่สำหรับเด็กสาวที่ไม่มีความสุขในชีวิต มันคือสิ่งเดียวที่ทำให้เธอสามารถหลีกหนีความจริงสุดแสนโหดร้าย
นิยายเรื่องนี้เล่าเรื่องยุคจีนราชวงศ์ มีจักรพรรดิ มีอ๋อง ที่น่าโมโหคือพระเอกที่เป็นท่านอ๋องศักดินา[2]หย่าขาดและขับไล่พระชายาของตนเองไปอยู่บ้านหลักเล็กนอกเมืองหลวง
หญิงสาวคนนี้คือนางร้ายในนิยาย ส่วนนางเอกที่แท้จริงคือคนรักของพระเอกที่ไม่ได้แต่งงานกัน เธออ่านถึงตรงนางร้ายถูกไล่ก็ไม่ได้อ่านต่อ เพราะรู้สึกสงสารมากจนร้องไห้ตามไม่หยุด
นางร้ายในสมุดบันทึกเล่มนี้ได้เป็นสตรีผู้สูงศักดิ์แต่สุดท้ายกลับถูกบุรุษที่รักทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี ชะตากรรมช่างไม่ได้ต่างจากเธอเลยสักนิด ถูกโลกทิ้งขว้างให้เผชิญความหนาวเหน็บเพียงลำพัง
สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนรางลงทีละน้อย หลินซิวฉินขยับริมฝีปากอธิษฐานต่อความมืดมิด
หากชาติหน้ามีจริง ขอให้ฉันได้กินข้าวอิ่มท้อง ไม่ต้องทำงานหนักจนตายอีกเลย และถ้าเป็นไปได้ ขอสวรรค์เมตตาให้ฉันได้เกิดมาในอ้อมกอดของแม่อีกครั้ง
ฉันคิดถึงแม่ คิดถึงมากเหลือเกิน...
น้ำตาไหลรินจากดวงตา พร้อมกับหัวใจของเด็กสาววัยสิบแปดปีที่หยุดเต้น ลมหายใจสุดท้ายค่อย ๆ หายไป แขนสองข้างร่วงหล่นข้างกาย หลินซิวฉินตายจากโดยที่ตาไม่หลับเพราะยังมีบ่วงหลงเหลือ
หลินซิวฉินรู้สึกแปลกแปร่ง รอบข้างของเธอมืดมิด ทำไมจึงมองไม่เห็นสิ่งใดเลย หนำซ้ำยังอึดอัดมาก ร่างกายราวกับถูกบีบรัดทุกทิศทาง ก่อนจะถูกผลักดันให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างไม่อาจขัดขืน
นี่เธอยังไม่ตายหรือ
ขณะนั้นหลินซิวฉินก็ได้ยินเสียง “พระชายาอดทนอีกนิดเจ้าค่ะ เบ่งอีกเจ้าค่ะ หัวเด็กโผล่ออกมาแล้ว”
พระชายา เบ่งอีกงั้นหรือ แล้วหัวเด็กคืออะไร?
[1] ระบบคอมมูนประชาชน (People's Commune) คือรูปแบบหน่วยการปกครองและองค์กรทางสังคม-เศรษฐกิจระดับรากหญ้า ที่ถูกนำมาใช้ในประเทศจีนช่วง ค.ศ. 1958 - 1983 ภายใต้นโยบาย “ก้าวกระโดดครั้งใหญ่” (Great Leap Forward) ของประธานเหมา เจ๋อตง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งพัฒนาชนบทและผลักดันประเทศสู่สังคมคอมมิวนิสต์
[2] ท่านอ๋องต่างแซ่ที่แต่งตั้งขึ้นจากฮ่องเต้ ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์
นิยายเรื่องนี้มี E-BOOK จบเรื่องใน M*B นะคะ และฝากติดตามเพจ F******k ไป๋เจวี๋ย นักเขียน ด้วยนะคะ
เซี่ยเฉินรุ่ยวิ่งเตาะแตะเข้าไปหาบิดาก่อนเป็นคนแรก เด็กน้อยกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนของท่านพ่อ สองแขนเล็ก ๆ โอบรอบคอแกร่งของเซี่ยเฉิงข่ายพลางซุกใบหน้าลงกับไหล่กว้าง แอบกะพริบตาเรียกน้ำตาตามแผนการอย่างรวดเร็ว“ท่านพ่อ รุ่ยเอ๋อร์คิดถึงท่านพ่อขอรับ” น้ำเสียงออดอ้อนทำเอาหัวใจของคนเป็นพ่อละลาย“พ่อก็คิดถึงเจ้าจนแทบไม่มีสมาธิทำงาน” เซี่ยเฉิงข่ายกอดบุตรชายพลางหอมแก้มเสียงดังฟอดเถาเถาที่อยู่ด้านข้างก็เริ่มเอ่ยสำทับ “ท่านพ่อทำงานเหน็ดเหนื่อย เถาเถาและรุ่ยเอ๋อร์จึงอยากมาให้กำลังใจเจ้าค่ะ”เซี่ยเฉิงข่ายมองบุตรสาว ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย ลูกสาวคนนี้มักจะมีแผนการลึกล้ำซ่อนอยู่เสมอ “เถาเถา เจ้าพารุ่ยเอ๋อร์มาหาพ่อถึงห้องทำงานเช่นนี้ มีเรื่องอะไรปิดบังอยู่ใช่หรือไม่”เซี่ยเฉินรุ่ยเริ่มแผนการที่ตระเตรียมไว้ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา “ท่านพ่อ รุ่ยเอ๋อร์อยากได้ของเล่นไม้รูปม้าศึกตัวใหม่ขอรับ แต่พี่ใหญ่บอกว่าจวนเราต้องประหยัด สมบัติในคลังมีน้อย รุ่ยเอ๋อร์ไม่อยากรบกวนท่านพ่อ ฮึก รุ่ยเอ๋อร์เล่นดาบไม้เก่า ๆ ก็ได้”เซี่ยเฉิงข่ายได้ยินดังนั้นก็เอ่ยว่า “อะไรกัน จวนอ๋องของเราไม่ได้มีสมบัติน้อย
ปีที่ห้านับแต่โจวลี่เหยียนและเซี่ยเฉิงข่ายได้กลับมาครองคู่กันอีกครั้ง บรรยากาศภายในจวนมีชีวิตชีวาและวุ่นวายยิ่งนักศาลาริมสระน้ำ เถาเถาวัยแปดปีนั่งหลังตรงสง่างาม ตรงหน้ามีลูกคิดที่ทำจากหยกมันแพะสีขาว และสมุดบัญชีปกหนังสีน้ำตาลซึ่งมีตัวเลขเรียงรายข้างกายของนางคือเด็กชายวัยสี่ขวบ นามว่าเซี่ยเฉินรุ่ย ทายาทคนรองผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้ม แก้มกลมป่อง ดวงตากลมโตสุกใส ถอดแบบมาจากโจวลี่เหยียนผู้เป็นมารดาถึงเจ็ดส่วน เด็กน้อยกำลังนั่งเท้าคาง อ้าปากค้างพลางมองนิ้วมือของพี่สาวที่ขยับดีดลูกคิดเสียงดังอย่างว่องไวและแม่นยำ“รุ่ยเอ๋อร์ เจ้าจงมองให้ดี”เถาเถาละสายตาจากสมุดบัญชี หันมากระตุกมุมปากยิ้มอย่างพึงพอใจ นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา“นี่คืออะไร รู้หรือไม่” พี่ใหญ่เอ่ยถามพลางโบกตั๋วเงินใบละร้อยตำลึงทองไปมาตรงหน้าน้องชาย“รุ่ยเอ๋อร์รู้ มันคือกระดาษวาดรูป!” เซี่ยเฉินรุ่ยตอบเสียงดังเจื้อยแจ้ว พลางหัวเราะจนเห็นฟันน้ำนมซี่เล็ก ๆ ขาวสะอาด น่าเอ็นดูจนบ่าวไพร่ที่คอยรับใช้อยู่ห่าง ๆ ต่างพากันอมยิ้มเถาเถาถอนหายใจยาวเหยียด สีหน้าเหนื่อยหน่าย ก่อนจะใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากของน้องชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู“เด็กโง่ จำคำข
“ฟู่เหิงน่ารักที่สุดเลยเจ้าค่ะท่านพ่อ ดูสิ ติดดอกไม้แล้วหล่อเหลาเหมือนท่านพ่อเลย” เถาเถาตบแผงคอม้าเบา ๆ“ลูกชมม้า แต่เหตุใดฟังดูเหมือนกำลังหลอกด่าพ่อ” เซี่ยเฉิงข่ายพึมพำ ก่อนจะอุ้มเถาเถาขึ้นไปนั่งบนอานม้า ก่อนเขาจะกระโดดขึ้นไปนั่งซ้อนหลังและโอบกอดนางไว้หลวม ๆ“ออกเดินทางได้” เด็กหญิงชูกำปั้นเล็ก ๆ ขึ้นฟ้าเซี่ยเฉิงข่ายกระตุกบังเหียนเบา ๆ พาม้าควบไปข้างหน้า เสียงหัวเราะของบุตรสาวทำให้หัวใจของแม่ทัพหนุ่มอ่อนยวบ ชาตินี้เขาจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดให้แก่ลูก“ท่านพ่อเจ้าคะ” เถาเถาเอ่ยขณะที่ม้ากำลังเดินเอื่อย ๆ“มีอะไรหรือลูก”“เถาเถาอยากมีน้องเจ้าค่ะ”คำพูดประโยคเดียวของบุตรสาวทำเอาเซี่ยเฉิงข่ายเกือบตกจากหลังม้า ชายหนุ่มกระตุกบังเหียนให้ม้าหยุดนิ่ง ก่อนจะก้มลงมองใบหน้าจิ้มลิ้มของเด็กหญิง “เหตุใดถึงอยากมีน้องเล่า”“ก็เถาเถาจะได้เป็นพี่ใหญ่ แล้วเถาเถาจะแบ่งตั๋วเงินให้น้องช่วยกอดเจ้าค่ะ อีกอย่างเวลาท่านพ่อกับท่านแม่ปิดประตูห้องนอนตอนกลางคืน เถาเถาจะได้มีคนเล่นด้วย ไม่ต้องนอนกอดเงินคนเดียว”เซี่ยเฉิงข่ายกะพริบตาปริบ ๆ ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เพราะถูกใจกับคำตอบ“เถาเถาพูดได้ดี เ
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนใหญ่ของเรือนหลัก จวนเซี่ยอ๋อง บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอบอุ่น ทว่าเตียงนอนหลังกว้างกลับพังยับเยินไม่เป็นท่า เสื้อผ้ากระจัดกระจายอยู่บนพื้นไม่เป็นระเบียบเอาเสียเลยโจวลี่เหยียนลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเมื่อยล้าไปทั่วสรรพางค์กาย นางขยับตัวได้เล็กน้อยก็ต้องครางแผ่วในลำคอเพราะความเจ็บแปลบที่สะโพกนางรู้ว่าเซี่ยเฉิงข่ายรักและทะนุถนอมนางมากเพียงใด แต่เรื่องบนเตียง บุรุษผู้นี้ไม่เคยรู้จักคำว่าออมมือเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเมื่อคืนนางเป็นฝ่ายเริ่มรุกเขาก่อน ผลที่ตามมาคือการถูกเคี่ยวกรำจนเกือบรุ่งสาง“ตื่นแล้วหรือ เมียรัก”น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังขึ้นที่ข้างหู พร้อมกับอ้อมแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามดึงร่างของนางเข้าไปแนบชิด เซี่ยเฉิงข่ายในสภาพเปลือยท่อนบนนอนยิ้มตาใส แววตาคมกริบบัดนี้ประกายความสุข“ท่านพี่ ท่านแกล้งข้า” โจวลี่เหยียนเอ่ยประท้วงพลางทุบกำปั้นเล็ก ๆ ลงบนแผงอกแกร่งที่มีรอยข่วนจากฝีมือของนางเมื่อคืน“แกล้งเจ้าที่ใดกัน เป็นเรื่องปกติของสามีภรรยามิใช่หรือ อันที่จริงข้ายังรู้สึกว่าไม่พอ” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคออย่างเจ้าเล่ห์ ก่อ







![ตำนานรักแผ่นดินกงซุน [NC25+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)










Rebyu