登入เมื่อกลับมาถึงห้องมู่หรูเหยาก็กดรหัสปลดล็อกประตู ทันทีที่เดินเข้ามาก็รู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ภายในห้องมืดสนิททำให้เธอต้องรีบคลำหาสวิตช์ไฟเพื่อเพิ่มความสว่าง เมื่อมีแสงไฟก็รีบเดินเข้าไปในห้องเพื่อเปิดไฟจุดอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ในฝันเมื่อคืนยังคงสร้างความหวาดกลัวให้เธอ “อยู่มาตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาหลอกกันตอนนี้นะ” มู่หรูเหยาบ่นพึมพำขณะที่กำลังถอดเสื้อคลุมออก “หรือว่าผีที่นี่แค้นอะไร เอ๊ะ จริงด้วยสิ ตั้งแต่อยู่มายังไม่เคยไหว้เจ้าตั้งศาลอะไรเลยนี่นา โอ๊ย... ไม่เข้าใจจริง ๆ” คิดไปคิดมา มู่หรูเหยาก็เริ่มนึกขึ้นได้ “หรือว่า... จะเป็นพวกฝันลางบอกเหตุอะไรแบบนั้น” ความคิดของมู่หรูเหยาดูจะไปไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อค้นหาเบอร์ของคนทำพิธีไล่ผีที่เพื่อนสนิทส่งมาให้ แล้วตัดสินใจจองคิวด้วยเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่มี “แต่ถ้าไม่ได้ผล ฉันไม่ต้องเสียเงินก้อนสุดท้ายไปกับเรื่องงี่เง่าแบบนี้เหรอ” ในขณะที่กำลังลังเลกับการตัดสินใจ ก็เห็นเบอร์ของหัวหน้าขึ้นมา “วันนี้ใช้งานหนักแล้ว พรุ่งนี้ก็ทำงานไปเองก็แล้วกัน” มู่หรูเหยาทำปากยื่นใส่โทรศัพท์ราวกับมันคือหัวหน้าของเธอเอง หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็เข้าไปอาบน้ำ แต่ความกังวลของเธอมีมากจนเกินไป ถึงขนาดหลับตาข้างหนึ่งแล้วค่อย ๆ ลืมอีกข้างสลับกันไปมาในตอนที่สระผม ในหัวคิดแค่ว่าถ้ามีอะไรโผล่มาจะได้วิ่งทัน เมื่อแต่งตัวเป่าผมจนแห้งเรียบร้อยแล้วก็พาร่างกายที่เหนื่อยล้ามาล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ไฟทุกดวงในห้องถูกเปิดไว้จนครบ เพราะเชื่อว่าผีไม่ชอบแสงสว่าง “ค่าไฟเดือนนี้ต้องขึ้นแน่ ๆ” ริมฝีปากเล็ก ๆ ขยับบ่นไปเรื่อยเปื่อยพร้อมกับถอนหายใจ เรื่องเมื่อคืนทำให้นอนตาค้างอยู่ครู่ใหญ่ ในหัวมีแต่ความกังวลเรื่องค่าไฟสลับกับผีในห้อง ก่อนที่ความเหนื่อยสะสมตลอดทั้งวันจะทำให้หลับไปในที่สุด เสียงบทสวดและกลิ่นธูปตลบอบอวลไปทั่วห้องของมู่หรูเหยา สายตาของเธอมองซินแสที่จ้างมาไล่ผีด้วยความกังวล เพราะอีกฝ่ายกำลังทำพิธีอะไรสักอย่างที่เธอไม่ค่อยเข้าใจ “เจ้าที่ตรงนี้แรงมาก... แต่ไม่ต้องห่วง ฉันช่วยได้” ซินแสพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะหันมาที่มู่หรูเหยาและย้ำเพิ่มเติม “แต่ถ้าอยากให้เห็นผลเร็ว คงต้องทำพิธีเสริมดวงอีกสองสามอย่าง แถมอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาคุ้มครองด้วย แบบนั้นจะได้ผลดีกว่า” ได้ยินแบบนั้นมู่หรูเหยาก็เบิกตากว้าง แถมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เมื่อคิดถึงเงินในกระเป๋า “อีกสองสามอย่าง… อย่างนี้ก็หมายความว่าต้องจ่ายเงินเพิ่มอย่างนั้นเหรอ” มู่หรูเหยาคลำกระเป๋าด้วยความไม่ยินยอมที่จะต้องเสียเม็ดเงินนี้ไป ซินแสกำลังจะตอบกลับแต่เสียงโทรศัพท์ของมู่หรูเหยาก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน เมื่อยกโทรศัพท์ขึ้นมาก็เห็นชื่อคนที่โทร.เข้า “เฮ้อ” เมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์เรียกเข้าจากหัวหน้า เสียงถอนหายใจหนัก ๆ ก็ดังขึ้นก่อนจะกดรับสาย [มู่หรูเหยา วันนี้ตอนบ่ายเข้ามาทำงานต่อให้เสร็จด้วย ลูกค้าขอแก้ไขเพิ่ม] เสียงของหัวหน้าที่ดังออกมาจากโทรศัพท์ดูเหมือนจะทำให้ความอดทนที่มีอยู่อย่างจำกัดหมดลง แม้มู่หรูเหยาจะพยายามเม้มปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ แต่ท้ายที่สุดทุกอย่างที่เก็บเอาไว้ก็ระเบิดออกมา “ไม่ได้ค่ะ ฉันมีธุระทั้งวัน แล้ววันนี้ฉันก็ขอลาแล้วด้วย” เสียงปฏิเสธตอบออกไปอย่างที่ควรจะทำมาตั้งแต่แรก เพราะเป็นฝ่ายทนมาตลอดจึงถูกโยนงานให้ทั้งที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบ ที่รับมาทำก็เพราะไม่อยากมีปัญหาในที่ทำงาน [อะไรนะ!] อีกฝ่ายตะโกนตอบกลับมาจนมู่หรูเหยาที่คิดว่าตนเองมีความกล้าถึงกับสะดุ้ง [คนไม่มีความรับผิดชอบ เพราะแบบนี้ฉันถึงไม่กล้าให้ทำงานสำคัญอะไร แค่จัดการงานเอกสารแค่นี้ก็ยังทำให้เสร็จไม่ได้ แล้วยังพูดปัดความรับผิดชอบอีก นึกอยากหยุดก็หยุด นี่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทเหรอฮะ!] คำพูดนั้นเหมือนน้ำมันราดบนไฟ มู่หรูเหยาที่ได้ฟังกัดฟันแน่นก่อนจะพูดออกไปโดยไม่ทันคิด “ฉันก็เป็นแค่พนักงานธรรมดาที่หัวหน้าเอาแต่งานโยนมาให้ทำทุกวันยังไงล่ะคะ สำคัญไหมฉันไม่รู้ แต่หัวหน้าเคยทำอะไรเองบ้างหรือเปล่า หรือเก่งแต่ด่าคนอื่น ถ้าไม่อยากให้ฉันทำงาน ก็ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะลาออกเอง มีหัวหน้าอย่างคุณ ฉันก็ไม่อยากมีเหมือนกัน” มู่หรูเหยาพูดยาวจนแทบไม่ได้พักหายใจ ก่อนจะตัดสายทันทีที่พูดจบ ได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับตัวเองโดยมีสายตาของซินแสมองอย่างกลัว ๆ “โอ๊ย! ตายแล้ว... นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย” เมื่อนึกขึ้นได้ก็ยกมือขึ้นปิดปาก พร้อมกับยีหัวตัวเองอย่างแรง ซินแสที่ยืนอยู่ไม่กล้าทำพิธีต่อ ได้แต่มองอีกฝ่ายตาปริบ ๆ มู่หรูเหยาส่งสายตากลับไปให้ไม่ต่างกัน เมื่อต่างคนต่างไม่พูดจึงกลายเป็นซินแสที่ถามขึ้น “ตกลงจะทำพิธีเสริมเพิ่มไหม” คนถูกถามส่ายหน้ารัว “ไม่ค่ะ ไม่ ๆ ๆ พอแค่นี้ค่ะ แค่นี้ก็พอแล้ว” ซินแสพยักหน้ารับ “งั้นก็เสร็จแค่นี้ละ ฉันเก็บของก่อนนะ” มู่หรูเหยามองซินแสที่เดินเก็บของ ทิ้งให้เธอยืนมองสลับกับมองโทรศัพท์มือถือในมืออย่างสิ้นหวัง“ข้าเชื่อว่ายังมีพวกเขาหลงเหลืออยู่ เพียงแต่ต่างก็หนีตายแยกย้ายไปอยู่คนละทิศเหมือนกับข้าและแม่เจ้า ไม่มีใครกล้าเปิดเผยตนเอง เพราะเกรงกลัวจะเกิดอันตรายจากภัยในอดีต”“เราไม่สามารถช่วยพวกเขาได้เลยหรือ” มู่หรูเหยานึกเป็นห่วงคนอื่น ๆ ในเผ่าจันทรา อาจมีใครถูกทำร้ายดังเช่นนางอยู่ก็เป็นได้จางเจิ้นอู่ยกยิ้มบาง ๆ เขามองภรรยาของตนด้วยแววตารักใคร่“หากวันหนึ่งข้ามีอำนาจมากพอ ข้าจะนำพวกเขากลับมา ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตโดยไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป”“เช่นนั้นแล้ว ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านไปจนกว่าวันนั้นจะมาถึง”มู่หรูเหยาตอบโดยไม่ลังเล รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของบุรุษหนุ่ม นางคือสตรีที่เขาเลือก และจะไม่มีวันปล่อยมือจากกันไปทั้งสองมองตากันอย่างหวานซึ้ง แต่เป็นนางที่รีบผลักสามีออกด้วยนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้“จริงสิ! ข้าลืมไปเลย วันก่อนข้าได้ลองทำบางอย่างเกี่ยวกับเลือดของข้า”จางเจิ้นอู่หันมองภรรยาด้วยสายตาไม่พอใจทันที ก่อนจะกล่าวเสียงดุ “ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ ว่าไม่ให้ทำเช่นนี้!”“ข้าจะบอกว่ามันมิใช่เพราะเลือดของข้า แต่เป็นเ
จางเจิ้นอู่ถอนริมฝีปากออกช้า ๆ พร้อมกับจ้องมองดวงหน้าของหญิงสาวที่แดงซ่านขึ้นกว่าเดิม เขาดึงภรรยาของตนเข้ามาในอ้อมแขนก่อนจะกระซิบข้างหูเบา ๆ“จากนี้ไปเจ้าจะเป็นภรรยาของข้า เป็นฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพ”ขนตายาวของนางกะพริบขึ้นลงก่อนที่มุมปากจะคลี่ยิ้มจาง แล้วร้องขึ้นด้วยความตกใจเมื่อถูกสามีครึ่งวันอุ้มจนตัวลอยเหนือพื้น พลางเดินไปที่เตียงที่ตกแต่งด้วยผ้ามงคลมู่หรูเหยาหน้าแดงซ่านเมื่อแผ่นหลังสัมผัสกับผ้าไหมนุ่ม ยามลมหายใจของบุรุษหนุ่มเข้ามาใกล้ก็เขินอายจนต้องเอียงหน้าหนี แต่เขากลับไม่ลดละ ยังตักตวงชิมความหวานจากนางอย่างไม่รู้จักเบื่อแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลจากการทำศึก บัดนี้กลับมีร่องรอยบาดแผลอย่างอื่นเพิ่มขึ้นมา เป็นรอยข่วนเล็ก ๆ ตามแผ่นหลังจากฝีมือผู้เป็นภรรยามู่หรูเหยาส่ายหน้าไปมาคล้ายทรมาน ดวงหน้างดงามนัยน์ตาสวยมีน้ำตาเอ่อคลอจนจางเจิ้นอู่ต้องจูบซับปลอบประโลมอย่างแผ่วเบา พร่ำบอกคำหวานและหลอกล่อให้นางลุ่มหลงมัวเมาแสงจันทร์ที่สอดส่องเข้ามาผ่านม่านหน้าต่างในห้องหอ ราวกับเป็นการแสดงความยินดีให้กับความรักของพวกเขาทั้งสองคน
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเรื่องที่สงสัย “หากที่เจ้าพูดเป็นความจริง แล้วมู่หรูเหยาคนก่อนอยู่ที่ไหน?”“ข้าไม่รู้... นางอาจสิ้นใจเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ดูจากการที่ถูกทรมานในจวนตระกูลมู่ คงมิอาจคิดเป็นอื่นได้ หรือบางที... นางอาจไปอยู่แทนที่ข้าในอีกภพ หรืออาจจะจากไปด้วยความสมัครใจเอง ข้าไม่รู้อะไรเลย”จางเจิ้นอู่ดึงร่างนางเข้ามากอด มือแกร่งลูบไล้แผ่นหลังอย่างปลอบประโลม มู่หรูเหยาตกตะลึงไปชั่วขณะ ร่างกายแข็งทื่ออยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่น“ข้าถูกบังคับให้แต่งงาน นางเองก็เช่นกัน... นางเองก็ขึ้นเกี้ยวมาเพียงลำพังและเข้าไปอยู่ในจวนพร้อมสาวใช้โดยที่ข้าไม่ได้สนใจ นางพยายามเอาอกเอาใจทำน้ำแกงมาให้ข้า แต่ข้าไม่เคยกินเพราะนางเป็นคนของตระกูลมู่…” เขาหัวเราะเยาะตนเองแผ่วเบาก่อนจะเอ่ยต่อ“เพราะเมื่อเห็นนางก็คิดถึงพี่น้องในเผ่าจันทราที่ถูกกวาดล้าง คิดว่านางคือลูกหลานของศัตรูที่ทำให้คนของข้าต้องตาย ทว่า... นางเองก็มิได้มีชีวิตที่ดีไปกว่าข้าเลย”“เช่นนั้น... เราก็ควรเอาภาพของนางไปไว้เคียงข้างบิดามารดาของนาง ท่านคิดว่าอย่างไร” นางกล่าวเสียงแผ่ว คล้ายเป็นควา
หลักฐานมากมายที่ถูกค้นพบแสดงให้เห็นถึงแผนการของตระกูลมู่ที่สมคบคิดกับองค์ชายสาม เรื่องราวทั้งหมดสร้างความปั่นป่วนในราชสำนักทั้งตัวองค์ชายสามและพระชายาถูกฎีการ้องเรียนเข้ามามากมาย ส่งผลให้คดีเก่า ๆ ถูกรื้อขึ้นมา แม้แต่ฮ่องเต้เองก็มิอาจเพิกเฉยทว่ายิ่งสืบสวน... ยิ่งพบเรื่องอันน่าตกใจแม้แต่มู่หรูเหยาเองซึ่งเป็นบุตรีของตระกูลมู่ก็เกือบจะถูกสอบสวนไปด้วย จางเจิ้นอู่จึงยื่นเรื่องขอพิจารณาคดี พร้อมนำหลักฐานเกี่ยวกับมารดาของนางออกมาแสดงต่อหน้าผู้มีอำนาจสตรีผู้นี้ไร้ความผิด แต่กลับถูกอดีตเจ้ากรมพิธีการลักพาตัวไปเพื่อกระทำการกรีดเลือดมาสังเวย นางถูกทรมานจนสิ้นใจและถูกฝังราวกับคนไร้ญาติด้วยความเลวร้ายของตระกูลมู่ที่ถูกเปิดโปง ส่งผลให้มู่หรูเหยาถูกถอดออกจากเครือญาติของคนชั่วทั้งหลายนางไม่เพียงพ้นจากการสอบสวนแต่ยังมีโอกาสได้พาร่างของมารดากลับมาฝังในที่ที่ควรอยู่“ในเมื่อท่านแม่เคยเป็นคนรักของท่านพ่อของท่าน เช่นนั้นแล้ว... ข้าก็อยากให้นางได้มาอยู่ข้างกายของคนที่นางรักอีกครั้ง” คำพูดของหญิงสาวเรียบง่าย หากแต่เต็มไปด้วยควา
มู่หรูเหยาพยักหน้ารับคำของบุรุษหนุ่ม แม้จะตกลงกันแล้วว่าจะเริ่มต้นใหม่ แต่ภายในใจของนางยังคงมีบางสิ่งที่มิอาจเปิดเผยออกไปความลับที่นางยังมิได้บอกเขา...มู่หรูเหยานิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัย“เช่นนี้แล้วข้าจะเป็นอมตะหรือไม่ ในเมื่อท่านกรีดเลือดหยดลงบนหยกจันทราช่วยข้า”จางเจิ้นอู่หัวเราะเบา ๆ น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความอ่อนโยน แตกต่างจากบุรุษผู้เย็นชาเมื่อแรกพบโดยสิ้นเชิง“เป็นเพียงเรื่องเล่าขานต่อกันมา เพราะความโลภและความกระหาย พวกคนเลวจึงปั้นแต่งเรื่องราวขึ้นเพื่อทำลายเผ่าจันทรา หวังยึดครองพลังของพวกเรา” ดวงตาคมทอดมองสตรีตรงหน้าก่อนจะกล่าวต่อ“...แต่แท้จริงแล้วหยกจันทราเป็นเพียงของวิเศษที่ตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เรื่องราวที่เล่ากันต่อ ๆ มาจึงบิดเบือนไปบ้าง ของชิ้นนั้นไม่ได้ช่วยให้เป็นอมตะอย่างที่หลายคนเข้าใจ แม้แต่เซียนเองยังต้องบำเพ็ญเพียร แล้วเรื่องง่ายดายเช่นนี้จะมีได้อย่างไร” นึกแล้วก็ช่างน่าขันนักกับความโลภของมนุษย์ คิดอยากเป็นอมตะแต่ทำชั่วมาทั้งชีวิต มีแต่ปรโลกเท่านั้นที่สมควรไป“แล้
“ครั้งหนึ่ง... เผ่าจันทรา เคยเป็นเผ่าที่รุ่งเรือง ผู้คนของเผ่าต่างเกิดมาพร้อมกับสายเลือดพิเศษ ว่ากันว่าผู้ที่มีสายเลือดนี้สามารถปลุกพลังของหยกจันทราได้”“ว่ากันว่าหยกจันทราเป็นของวิเศษที่สามารถมอบพลังอันล้ำค่าให้แก่ผู้ครอบครอง มิใช่เพียงแค่ชะลอวัย แต่สามารถมอบความเป็นอมตะได้...”“เพราะข่าวลือเหล่านั้น... ทำให้ขุนนางในเมืองหลวงหวาดกลัวและโลภมาก คนที่เป็นผู้นำครั้งนี้ก็คือมู่หลงเทียน มันจึงยุยงให้ราชสำนักกวาดล้างเผ่าจันทรา”“...แม่ของท่านก็เป็นหนึ่งในนั้น”มู่หรูเหยากำมือแน่น นางรู้เรื่องราวของมารดาเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเหมยอิงทุกอย่างก็เริ่มปะติดปะต่อกัน“นาง... เป็นภรรยาของอดีตแม่ทัพจาง!?”เหมยอิงพยักหน้า “เรื่องนี้พวกข้าก็เพิ่งรู้ก่อนท่านไม่นาน””ข้าเคยได้ยินว่าแต่ก่อนมารดาของท่านครองรักอยู่กับอดีตแม่ทัพจาง แต่ครั้นเมื่อออกศึกใหญ่เมื่อกลับมาถึงจวนกลับพบว่านางหายไป ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าตระกูลมู่จะกล้าท้าทายอำนาจท่านแม่ทัพมาลักพาตัวคนถึงจวน”เหมยอิงกล่าว “ตามที่ท่านแม่ทัพสืบมา พวกมันจับตัวมารดาของท่







