LOGINเสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตามเวลาที่ตั้งไว้ แต่คนตั้งกลับยังไม่อยากลุกออกจากเตียง ขยับตัวหนีเข้าไปในผ้าห่มเอามือปิดหูเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียง
“เมื่อไรฉันจะรวยกันนะ” เมื่ออดทนฟังเสียงร้องของนาฬิกาปลุกไม่ได้ มู่หรูเหยาจึงจำเป็นต้องสะบัดผ้าห่มออกจากตัว มือคลำหานาฬิกาปลุกที่อยู่หัวเตียงก่อนจะกดปิดมันเพื่อให้หยุดส่งเสียงร้อง ที่ตอนนี้อาจจะร้องดังจนห้องข้าง ๆ กำลังโมโหเธอแล้วก็ได้ ดวงตาที่หนักอึ้งเหมือนมีหินถ่วง ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสู้แสงที่ลอดมาจากผ้าม่านตรงหน้าต่าง เพราะฝันร้ายเมื่อคืนทำให้รู้สึกง่วงจนยังไม่อยากจะตื่น แต่เมื่อนึกถึงเงินที่ต้องจ่ายค่าเช่าห้องสิ้นเดือนนี้ก็ทำได้แค่จำใจลุกขึ้นจากเตียง ลุกขึ้นมาก็ยืนบิดขี้เกียจพลางมองไปรอบห้องอีกครั้ง เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก็ยังขนลุกไม่หาย มองดูนาฬิกาที่กำลังเตือนว่าใกล้จะสายแล้ว มู่หรูเหยาก็รีบจัดการธุระส่วนตัวในตอนเช้า หยิบของทุกอย่างบนโต๊ะทำงานใส่ไว้ในอ้อมแขนก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องไป ทั้งที่เพิ่งเรียนจบมาได้ไม่กี่ปี แต่สภาพเธอตอนนี้เหมือนคุณป้าที่ไม่ดูแลตัวเอง ตื่นนอนแล้วออกจากบ้านไปทำงานเลยอย่างไรอย่างนั้น มู่หรูเหยาใช้เวลาไปพอสมควรกว่าจะมาถึงที่ทำงาน เธอถอนหายใจหลังจากสแกนเข้างานตรงเวลาพอดิบพอดี ชีวิตประจำวันของมู่หรูเหยาไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเพียงมนุษย์กินเงินเดือนธรรมดาทั่วไปไม่มีอะไรโดดเด่น หลังจากที่ทำงานมาทั้งวันก็ถึงเวลาเลิกงาน มู่หรูเหยาที่กำลังจะกดโทรศัพท์หาเพื่อนสนิทเพื่อชวนไปกินข้าวเย็นด้วยกัน เพราะยังไม่อยากจะกลับไปอยู่กับผีในห้องก็ต้องชะงักเมื่อเสียงเรียกของหัวหน้าดังขัดจังหวะเสียก่อน “มู่หรูเหยา” น้ำเสียงของหัวหน้าดังขึ้นจนคนทั้งออฟฟิศที่กำลังจะเก็บของกลับบ้านรวมถึงคนที่ลุกออกจากโต๊ะเดินไปยังประตู พากันหันมามองเจ้าของชื่อ “ซวยอะไรอย่างนี้” มู่หรูเหยาบ่นเบา ๆ กับตัวเองก่อนจะหันไปส่งยิ้มแหย ๆ ให้กับหัวหน้า เป็นที่รู้กันว่าหากถูกเรียกในช่วงเวลาแบบนี้สิ่งที่ออกจากปากของอีกฝ่ายก็คงจะมีแค่เรื่องเดียวเท่านั้น “งานต้องเสร็จเย็นนี้ก่อนสองทุ่ม ห้ามเกินเวลานี้เด็ดขาด เพราะฉันจะต้องส่งให้ลูกค้า เธอคงเข้าใจใช่ไหม” “ค่ะ” แม้จะอยากปฏิเสธแต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ตอบรับออกไป พอสั่งงานเสร็จคนที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าก็ออกจากบริษัทไปทันที มีเพียงเธอที่นั่งถอนหายใจทิ้ง มองแฟ้มงานที่ถูกโยนเอาไว้บนโต๊ะ “เฮ้อ ทำงานหนักขนาดนี้ทำไมถึงยังไม่รวยอีกกันนะ” น้ำเสียงที่ฟังดูแล้วเบื่อหน่ายดังขึ้นเบา ๆ มองดูรอบตัวก็ถอนหายใจลากยาว ดึกขนาดนี้เพื่อนร่วมงานต่างทยอยกลับกันไปหมดแล้ว ทั้งออฟฟิศจึงเหลือเพียงเธอคนเดียว อย่างน้อยก็น่าจะถูกล็อตโต้ แล้วไปเที่ยวรอบโลกซะเลย อ๊ะ ลืมไป ฉันเคยซื้อล็อตโต้เสียที่ไหนกันล่ะ อย่างนี้ต้องเปลี่ยนแผน คงต้องหาแฟนเศรษฐีหรือคนรวยรุ่นที่สองสักคน จะได้กลายเป็นคุณผู้หญิงนั่งกินนอนกินอยู่ในคฤหาสน์สบายไปทั้งชาติ มู่หรูเหยาหัวเราะให้กับความคิดของตนเอง ก่อนจะคิดได้ว่าสิ่งที่เธอคิดนั้นเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน ใครจะมาสนใจผู้หญิงธรรมดา ๆ อย่างเธอกัน ทั้งที่ตั้งใจจะนัดหมิงซูไปดื่มให้ลืมเรื่องวุ่นวายเมื่อวานแท้ ๆ แต่ดันมาโดนหัวหน้าเฮงซวยสกัดดาวรุ่งทิ้งไว้ที่นี่คนเดียวเสียอย่างนั้น! แต่ก็ทำได้เพียงแค่บ่น สุดท้ายมู่หรูเหยาก็ก้มหน้าก้มตาทำงานที่ได้รับมอบหมายจนเสร็จ แล้วจัดการส่งงานให้กับหัวหน้าก่อนจะโทร.หาอีกฝ่าย [ฮัลโหล] “ฉันส่งงานให้แล้วนะคะ หัวหน้าคะ... พรุ่งนี้ฉันจะขอลางาน พอดีมีธุระด่วนต้องไปจัดการค่ะ” [ทำไมไม่รู้จักแจ้งล่วงหน้า] ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ “ที่จริงเป็นธุระที่ฉันตั้งใจจะไปจัดการเย็นนี้ค่ะ แต่เพราะมีงานด่วนจากหัวหน้าเข้ามา ฉันเลยไปทำธุระไม่ทัน เลยต้องขอไปทำในวันพรุ่งนี้แทน” ดูเหมือนอีกฝ่ายจะนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ได้ยินแค่เสียงลมหายใจผิดจังหวะ ฟังดูแล้วน่าจะกำลังโกรธที่ถูกเธอผู้ซึ่งเป็นลูกน้องที่ไม่อยู่ในสายตา ตอบกลับไปแบบนั้น [ตกลง] แม้น้ำเสียงจะดูไม่เต็มใจ แต่มู่หรูเหยาไม่อยากเก็บมาใส่ใจ ขอแค่ได้รับการอนุมัติในการลางานได้ก็เพียงพอ หลังจากวางสายมู่หรูเหยายิ้มด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะรีบเก็บของทุกอย่างใส่กระเป๋าเพื่อตรงกลับบ้าน เห็นทีคงต้องชวนเพื่อนรักไปกินข้าววันอื่น ระหว่างเดินทางกลับบ้านมู่หรูเหยาก็เอาแต่คิดถึงเรื่องเมื่อคืน แม้จะยังไม่แน่ใจว่าเป็นผีจริงหรือเปล่า แต่ความเชื่อก็ค่อนข้างเอนเอียงไปทางสิ่งที่มองไม่เห็น อย่างน้อยตอนนี้ก็ได้วันหยุดมาแล้ว เธอคิดจะใช้โอกาสนี้จัดการเรื่องในห้องให้เรียบร้อย จ้างพวกหมอผีหรือนักพรตมาปัดรังควานไล่ผีดีไหมนะ? เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็ส่งข้อความหาเพื่อนสนิทอย่าง ซีซี เผื่อจะมีแนะนำให้ไปใช้บริการ มู่หรูเหยาเอาแต่คิดเรื่องนี้จนเกือบจะนั่งรถบัสเลยป้าย โชคดีที่สะดุดตากับป้ายร้านบะหมี่ข้างทางเจ้าประจำจึงรีบลุกออกจากที่นั่งเพื่อขอลงป้ายนี้ เธอตะโกนสั่งบะหมี่กับป้าเจ้าของร้านเหมือนทุกครั้ง ก่อนจะหาโต๊ะว่างนั่งลงเพื่อรอบะหมี่ร้อน ๆ มาเสิร์ฟ กลิ่นน้ำซุปหอมที่ลอยมาเตะจมูกชวนหิวจนท้องร้อง เส้นบะหมี่แต่ละเส้นถูกคีบกินอย่างช้า ๆ เหมือนต้องการจะดึงเวลาในการกลับถึงห้องให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เวลาไม่เคยหยุดเดิน ไม่นานบะหมี่ชามใหญ่ก็ถูกกินจนเกลี้ยงชาม แม้แต่น้ำซุปก็เหลือเพียงติดก้นชามเท่านั้น “บะหมี่ของป้าอร่อยเหมือนเดิม ไว้ฉันจะมากินอีกนะ” เงินหยวนถูกวางลงบนโต๊ะเพื่อจ่ายเป็นค่าอาหาร ป้าเจ้าของร้านเพียงยิ้มตอบ สายตาได้แต่มองตามหลังของผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกค้าประจำเดินจากไปบทสวดที่มู่หรูเหยาเคยเห็นบรรดานางเอกนั่งคัดเวลาถูกคนร้ายลงโทษคือสิ่งที่นางต้องนั่งท่องไปด้วย บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบสงบมีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านเข้ามาเบา ๆ จากหน้าต่างไม้และเสียงนกร้องไกล ๆ กลิ่นธูปจาง ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศช่วยทำให้จิตใจสงบอย่างแท้จริงเสี่ยวชุ่ยนั่งอยู่ด้านข้างและสวดมนต์ไปพร้อมกับฮูหยินของนาง เมื่อลืมตาขึ้นข้างหนึ่งเห็นมู่หรูเหยายังคงนั่งอยู่อย่างสงบก็รู้สึกชื่นชมอดคิดไม่ได้ว่านายหญิงของนางช่างอดทนเก่ง นั่งอยู่นานขนาดนี้ก็ยังไม่บ่นสักคำ กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป แม้แต่ตัวนางที่ทนลำบากได้ก็เริ่มรู้สึกปวดขา ปวดหลัง จนต้องขยับตัวไปมาเพื่อบรรเทาอาการล้าเมื่อหันไปมองฮูหยินอีกครั้ง พบว่าคนที่ตนนับถือตอนนี้กำลังนั่งคอพับ ศีรษะเอนเล็กน้อยราวกับกำลังหลับฝันดีเสี่ยวชุ่ยส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะลงมือปลุกอีกฝ่าย “ฮูหยินเจ้าคะ ตื่นเถอะเจ้าค่ะ”มู่หรูเหยาสะดุ้งก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยท่าทีงุนงง “ข้าหลับไปหรือ”“เจ้าค่ะ หลับสนิทเลยด้วยเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยยิ้มเจื่อนมู่หรูเหยายกมือขึ้นนวดขมับก่อนจะพึมพำเบา ๆ “เมื่
“ฮูหยิน เรามาถูกทางหรือเจ้าคะ” สาวใช้ซึ่งเดินตามมาทีหลังอดถามไม่ได้ คนถูกถามกวาดตามองไปรอบ ๆ แม้ว่าที่นี่จะมีไฟจุดนำทางแต่กลับร้างเหมือนไร้ผู้คน “ข้าเคยได้ยินมาว่าวัดอวิ๋นซานแม้จะอยู่บนเขาแต่ก็มีชาวบ้านศรัทธาและขึ้นมาถือศีลกินเจอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ที่นี่เงียบมากเกินไป หรือเราจะมาผิดที่เจ้าคะ” “โยมมาหาใครกันหรือ” สตรีทั้งสองแทบจะกรีดร้องเมื่อได้ยินเสียงลอยมาตามลม พอหันไปมองก็พบกับไต้ซือและศิษย์ตัวน้อยเดินมาด้วยกัน หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ไม่ใช่ผี “ไต้ซือ ข้ามู่หรูเหยามาถือศีลบนเขาอวิ๋นซาน ทางจวนแม่ทัพจางคงแจ้งเรื่องมาแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” ไต้ซือยิ้มก่อนจะส่ายหน้า “เรามาผิดจริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยที่เห็นไต้ซือส่ายหน้าหันไปบอกฮูหยินของตน “จิตใจบริสุทธิ์อยู่ที่ใดก็บริสุทธิ์” คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน ไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายอยากจะสื่อเท่าใดนัก หรือหมายจะถึงถือศีลวัดไหนก็ไม่ต่างกัน? “เช่นนั้นไต้ซือ ข้าถือศีลที่นี่ได้ใช่ไหมเจ้าคะ” ไต้ซือยิ้มและพยักหน้า “จะดีหรือเจ้าคะฮูหยิน” เสี่ยวชุ่ยจับแขนเ
หลังจากเดินทางอย่างทรมานมาหลายชั่วยาม ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง มู่หรูเหยาถอนหายใจยาวเหมือนยกภูเขาออกจากอก ขณะที่นางและสาวใช้กำลังเตรียมตัวลงจากรถม้า ลมเย็นของภูเขาพัดผ่านเข้าหน้าจนรู้สึกขนลุก“พวกเจ้าสองคนเดินขึ้นเขาไปทางนี้ ใช้เวลาอีกสองชั่วยามก็คงถึง หากโชคดีพวกท่านอาจจะไปถึงได้ก่อนมืด แต่ถ้าไม่ถึงก็จุดไฟเสียไม่เช่นนั้นสัตว์ป่าคงได้มาคาบเอาไปกิน” จบคำพูดที่น่ากลัว คนขับรถม้าก็ฟาดแส้ใส่สะโพกม้าและรถม้าก็วิ่งออกไป ไม่สนสตรีทั้งสองซึ่งดูจะงุนงงกับสิ่งที่เพิ่งจะได้ยิน“เดี๋ยวก่อนสิ จะให้พวกข้าขนของทั้งหมดนี้ขึ้นเขากันสองคนหรือ!” เสี่ยวชุ่ยตะโกนไล่หลังจนอีกฝ่ายตอบกลับมา“คนที่จ้างข้ามาบอกว่าข้ามีหน้าที่แค่นี้ อีกเจ็ดวันข้าจะกลับมารับ” บอกแค่นั้นก็ตีแส้ใส่ม้าเร่งฝีเท้าออกไปไกลจนลับสายตาปล่อยให้สาวใช้ต่อว่าตามหลัง ไม่ต่างจากมู่หรูเหยาที่กำลังสาปแช่งสามีใจร้ายอยู่ในใจดวงตากลมมองไปยังทางเดินรกร้างซึ่งน่าจะทอดตัวยาวจนถึงยอดเขาอวิ๋นซานที่นางต้องไป แถมยังใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วยาม‘นี่มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ!’เห็นหนท
ตลอดการเดินทาง ภายในรถม้าสั่นโคลงเคลงจนแทบจะเอาของที่อยู่ในท้องเมื่อเช้าออกมาจนหมด เสี่ยวชุ่ยที่เห็นนายหญิงหน้าซีดคลายมีอาการจะอาเจียนจึงยื่นถุงสมุนไพรให้สูดดม“โชคดีที่เมื่อเช้าพ่อบ้านหม่าเตือนข้าให้นำถุงสมุนไพรติดมาด้วย ฮูหยินสูดดมเสียหน่อยอาการจะได้ดีขึ้น”เมื่อได้รับถุงหอมที่ภายในบรรจุสมุนไพรมาสูดดม อาการวิงเวียนก็คล้ายจะดีขึ้น มู่หรูเหยาจึงเปิดม่านเพื่อทอดสายตาออกไปมองด้านนอกสายลมจากความเร็วของรถม้าที่วิ่งตีเข้ามาที่ใบหน้า ยามสายลมพัดผ่านผ้าโปร่งสีขาวก็จะพลิ้วไปตามลม เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดา หากแต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครเคยค้นพบไข่มุกเม็ดงามเม็ดนี้ นอกเสียจากจวนตระกูลมู่และตระกูลจางเพราะความงามนี้ถูกกักตัวไว้ในเรือนหลังของตระกูลมู่ถึงสิบห้าปีเต็มป่ารกสองข้างทางที่ผ่านมาทำเอามู่หรูเหยาได้แต่ถามตนเองว่านางยังเป็นถึงฮูหยินเอกของแม่ทัพจริง ๆ น่ะหรือ ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดใจ พลันความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว หรือบางทีอีกฝ่ายอาจหลอกนางมาที่นี่เพื่อสังหารทิ้งทั้งหมดอาจจะเป็นอุบายก็เป็นได้!จางเจิ้นอู่อาจจะจ้าง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็ถึงวันที่จะต้องเดินทางไปเขาอวิ๋นซาน มู่หรูเหยาสวมอาภรณ์สีขาวทั้งตัว แต่กลับมิได้ลดทอนความงามของนางในมือของเสี่ยวชุ่ยมีห่อผ้าสำหรับเดินทาง เนื่องจากเส้นทางต้องเดินเท้า หีบไม้จึงไม่เหมาะที่จะนำติดตัวไป“ข้าได้ยินสาวใช้พูดกันว่าท่านแม่ทัพไปค้างที่เรือนของอนุหลินติดกันถึงสองคืน จากนั้นจึงออกไปลาดตระเวนชายแดนด้านนอกเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยเอามือป้องปากกระซิบกับมู่หรูเหยา ขณะจัดห่อผ้าให้เข้าที่เข้าทางสาวใช้ของนางดูจะร้อนใจเรื่องนี้มาก ต่างจากมู่หรูเหยาที่ไม่คิดจะสนใจ ใครจะสนใจบุรุษที่มักมากอย่างเขากัน“ดีแล้วที่ไม่มาเรือนนี้” เหตุผลแรกเลยคือนางไม่ใช่ภรรยาตัวจริงของเขา มีแค่ร่างกายนี้ต่างหากที่ใช่ ยิ่งไปกว่านั้นการอยู่ใกล้จางเจิ้นอู่มันอันตรายกับชีวิตเกินไป ไม่รู้อีกฝ่ายจะหน้ามืดทำร้ายอะไรกันอีก อย่าอยู่ใกล้กันเป็นดีที่สุดขนาดวันนี้เป็นวันเดินทางไปสร้างกุศลของมู่หรูเหยาแท้ ๆ แต่เหมือนสวรรค์จะยังตัดใจจากนางไม่ได้ ไม่ยอมปล่อยให้ไปสู่ทางสงบง่าย ๆ ด้วย ก่อนออกเดินทางเพียงไม่นาน หญิงสาวยังต้องเผชิญกับการก่อกวนครั้งสุ
“เจ้าช่วยไปบอกท่านแม่ทัพว่าข้าเจ็บหนักเป็นเพราะว่าถูกเขาทรมานโดยไร้ซึ่งความผิด แม้แต่คำขอโทษก็ยังไม่มีให้ข้า” ที่หญิงสาวมั่นใจว่านางไม่ผิด ก็เพราะเขาไม่มีหลักฐานจึงต้องจับนางไปทรมานในคุกใต้ดินเพื่อเค้นความจริง หากจางเจิ้นอู่มีหลักฐาน... คงจัดการนางไปนานแล้ว “เป็นเช่นนั้นเองหรือ” มู่หรูเหยาสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงสตรีที่ไม่คุ้นหู เสียงนั้นใกล้เสียจนนางตกใจที่มีคนเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว ” ไว้ข้าจะบอกให้ท่านแม่ทัพมาขอโทษเจ้าด้วยตัวเองดีหรือไม่” สตรีในอาภรณ์สีเขียวหม่นเดินมาหยุดอยู่หน้านาง นัยน์ตาล้ำลึกมองตรงมายังมู่หรูเหยา มีตัวละครที่ไม่รู้จักปรากฏออกมาอีกหรือ คิ้วเรียวยาวดั่งกิ่งหลิวขมวดเข้าหากัน ไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้ามาดีหรือมาร้าย เป็นมิตรหรือเป็นศัตรูของเจ้าของร่างนี้กันแน่ หรือว่า... จะเป็นอนุอีกคนของจางเจิ้นอู่!? เห็นท่าทางคุณหนูดูสับสนเช่นนั้น เสี่ยวชุ่ยจึงรีบเข้ามาช่วย “คารวะแม่นางเหมยอิงเจ้าค่ะ” เสี่ยวชุ่ยย่อคำนับเสร็จก็หันไปกระซิบอธิบายให้นายหญิงของตนฟังเพื่อ







