LOGINเป็นอีกครั้งที่มู่หรูเหยารู้สึกเจ็บใจกับตำแหน่งฮูหยินเอกที่ไม่มีใครคิดฟังนาง แม้จะเป็นนายหญิงของจ
มู่หรูเหยาที่เพิ่งขึ้นจากน้ำก็ให้เสี่ยวชุ่ยช่วยดูแลการแต่งตัว ผมยาวสลวยถูกเกล้าเป็นมวยผมพร้อมปักปิ่นลงไปให้ดูสวยงามแต่เรียบง่าย ปิ่นที่ปักจึงเป็นปิ่นเงินเรียบ ๆ ธรรมดาแต่ยังคงดูงดงาม“เจ้าเองก็ปักด้วย กลับจวนเดิมทั้งที คนอื่นจะได้ไม่กล่าวหาว่าข้าใจร้ายกับเจ้า” เสี่ยวชุ่ยมองปิ่นเงินในมือของนายหญิงก็พานตัวสั่นไม่กล้ายื่นมือออกไปรับเมื่อเห็นว่าสาวใช้คนสนิทมีท่าทีลังเล มู่หรูเหยาจึงลุกขึ้นสลับตำแหน่งกับสาวใช้ ดันให้เสี่ยวชุ่ยนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะกระจกทองเหลือง“เห็นหรือไม่ว่าเจ้างดงามมาก” นางมองใบหน้าของเสี่ยวชุ่ยที่ปรากฏในกระจกทองเหลือง กำลังยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ“ขอบคุณเจ้าค่ะฮูหยิน”เมื่อเดินมายังลานหน้าจวน ดวงตาของมู่หรูเหยาถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงรถม้าคันใหญ่โอ่อ่าพร้อมด้วยป้ายประจำตระกูลจาง อีกทั้งยังมีทหารขี่ม้าตามไปคุ้มกันอีกหลายสิบคน แตกต่างกับตอนที่นางถูกส่งตัวไปวัดที่เขาอวิ๋นซานโดยสิ้นเชิง ครั้งนั้นเป็นเพียงรถม้าธรรมดาที่เก่าซอมซ่อ นั่งไม่สบาย ซ้ำยังโยกคลอนราวกับจะพังลงทุกครั้งที่กระแทกกับหลุมบ่อ
แต่ละวันของมู่หรูเหยาในจวนแม่ทัพเป็นไปอย่างเชื่องช้า มีเพียงการคัดอักษรและการโต้เถียงกับสามีผู้เย็นชาเท่านั้นที่สร้างสีสันจนกระทั่งเสี่ยวชุ่ยสาวใช้คนสนิทวิ่งเข้ามาพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่ง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล“ฮูหยิน เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ! อนุเซียวล้มป่วยหนัก!”“อนุเซียว?” มู่หรูเหยาชะงักชั่วครู่ ชื่อนี้รู้สึกคุ้นหูนักนางมิรู้จักสตรีนางนี้เลยสักนิด กระทั่งเมื่อเปิดจดหมายออกอ่าน เนื้อความภายในกล่าวถึงคำว่า ‘ลูก’ ทำให้เข้าใจได้ในทันทีอนุเซียว... มารดาของเจ้าของร่างนี้!หากจำไม่ผิด เสี่ยวชุ่ยเหมือนจะเคยบอกเรื่องมารดาที่ให้กำเนิดที่แท้จริงแล้ว เป็นนางเองที่หลงลืมไปมือที่กำลังสั่นกำจดหมายไว้แน่น สายตาเริ่มพร่าเลือนจนต้องใช้นิ้วมือแตะจึงรู้ว่านางกำลังหลั่งน้ำตา นี่คือสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมเฝ้ารอคอยมาตลอดไม่ใช่หรือ?ดวงตากลมโตไล่สายตาอ่านเนื้อความภายในจดหมายอย่างรวดเร็ว ขณะที่ริมฝีปากเม้มแน่นอนุเซียวล้มป่วยหนัก หากได้พบหน้าบุตรีอาจยังช่วยให้มีกำลังใจจะมีชีวิตต่อ หรือหากเลวร้ายที่สุ
หากเขาพักนางเองก็จะได้พักด้วยเช่นกัน คนถูกถามมองตำราในมือของอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าฮูหยินของตนคัดจนเกือบจะถึงหน้าสุดท้าย จึงยื่นหนังสือเล่มใหม่ไปให้มู่หรูเหยาคัดต่อ“คัดอักษรต่อไป ลายมือเจ้าจะได้ดีขึ้นบ้าง” เขาเอ่ยพร้อมกับยักคิ้วกวนประสาทใส่ภรรยามู่หรูเหยาได้แต่กัดฟันพร้อมขมวดคิ้วแน่น นางสูดลมหายใจลึกสุดปอดเพื่อระงับโทสะ มือบางยื่นไปรับตำรามาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ความเงียบสงัดโรยตัวทั่วทั้งเรือน มีเพียงเสียงขยับกระดาษและฝีแปรงพู่กันที่ลากไล้ไปบนผืนกระดาษอย่างมั่นคง เงียบเสียจนมู่หรูเหยาอึดอัดจนทนไม่ไหว จึงเอ่ยปากชวนอีกฝ่ายคุย“เมืองหลวงเป็นเช่นไรหรือเจ้าคะ มีร้านค้าเยอะมากหรือไม่ แล้วผู้คนที่นั่นนิยมสิ่งใดกัน” มู่หรูเหยาเอ่ยถามขณะลากปลายพู่กันลงบนกระดาษมู่หรูเหยาเงยหน้ามองบุรุษที่กำลังให้ความสนใจกับการอ่านเอกสาร ที่เอ่ยถามครั้งนี้ก็เพราะนางต้องคัดหนังสือเกี่ยวกับการค้าขาย“เจ้าอยากรู้ไปทำไม?” แม่ทัพหนุ่มละสายตาจากเอกสารทางการตรงหน้าแล้วมองไปทางมู่หรูเหยา“ข้าเพียงแต่สงสัย” นางยิ้มเล็ก ๆ พลางวางพู่กันลง ดวงตาของหญิงสาวเป็นป
มู่หรูเหยาเองที่ได้รับข่าวดีก็อดไม่ได้ที่จะโล่งใจเมื่อเห็นจางเจิ้นอู่ฟื้น แม้ร่างกายของเขายังอ่อนแรงและบาดแผลยังไม่หายดี แต่นี่ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีเมื่อเห็นอาการเขาดีขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจแอบกรีดเลือดของตนเองใส่ยาป้อนให้อีกฝ่ายกินทุกวันแต่ในที่สุดบุรุษผู้เฉียบแหลมก็เริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งผิดปกติ...แม่ทัพจางเมื่อฟื้นขึ้นมาก็อดไม่ได้ที่จะมองภรรยาของตนด้วยสายตาจับผิด เขาไม่ได้คิดกับนางในทางไม่ดี หากแต่เหตุการณ์ทั้งหมดในครั้งนี้มันทำให้นึกย้อนไปถึงตอนตนเองบาดเจ็บบนเขาจางเจิ้นอู่จำได้ดีว่ากว่าจะรอดมาถึงตรงนี้ถูกแทงไปกี่ครั้งเพื่อพาคนของตนออกมาจากการโอบล้อมของศัตรู หากตื่นขึ้นมาแล้วทุกคนบอกว่าผ่านไปเป็นเดือนเขาจะไม่แปลกใจเลย แต่ในความเป็นจริงกลับผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งเดือนเสียด้วยซ้ำ“เหตุใดนิ้วของเจ้าถึงมีแผล” เสียงแหบแห้งของเขาดังขึ้นขณะมองมือนางที่ถือถ้วยยาไว้ มู่หรูเหยาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย“ข้าโดนมีดบาดตอนหั่นผักเจ้าค่ะ” นางโกหกออกไป พยายามจะซ่อนบาดแผลแต่ก็ไม่อาจหลบสายตาคมกริบของเขาพ้น
หลังเหตุการณ์วุ่นวายที่ท่านแม่ทัพได้รับบาดเจ็บกลับมาก็ผ่านมาสามวันแล้ว คนในเรือนใหญ่ต่างวิ่งวุ่นกันทั่วเรือนราวกับถ้าพวกเขาหยุดวิ่งจะทำให้คนเจ็บในเรือนตายลงอย่างไรอย่างนั้นมู่หรูเหยาที่มาชะเง้อมองได้แต่กลิ่นยาคละคลุ้งอยู่ในจมูก ท่านหมอผู้นั้นที่เข้าไปรักษาก็ยังไม่มีท่าทีจะออกมา เห็นทีครั้งนี้เขาคงเจ็บหนักน่าดูพ่อบ้านหม่าเอาแต่เดินจัดการนู่นนี่นั่นทั้งวัน พอเดินผ่านฮูหยินของจวนก็ทำราวกับพบเห็นแสงสว่างแห่งความหวัง“พ่อบ้านหม่ามองข้าเช่นนี้มีอะไรหรือ” มือที่เกาะต้นเสาแอบชะเง้อมองเข้าไปในเรือนใหญ่ค่อย ๆ คลายออก และมองหน้าพ่อบ้านหม่าด้วยความรู้สึกไม่ไว้ใจ“ผ่านไปหลายวันแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่านายท่านจะฟื้นขึ้นมา ไม่เช่นนั้นฮูหยินลองไปดูแลนายท่านหน่อยดีหรือไม่ขอรับ”“ให้ข้าดูแล!?” มู่หรูเหยาชี้นิ้วเข้าหาตัว เพื่อยืนยันว่านางไม่ได้ฟังผิดหม่าตงพยักหน้า เพราะปกติท่านแม่ทัพไม่เคยสนใจผู้ใดเป็นพิเศษ ทว่าระยะหลังมานี้กลับเอ่ยถามถึงฮูหยินอยู่บ่อยครั้ง คนมีอายุจึงใช้ความคิดของตนเป็นหลักหากยามเขาเจ็บป่วยก็คงอยากให้คนที่รักอยู่เคี
เหมือนว่าเรื่องราวในจวนจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง แต่ผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วันก็มีข่าวลือแพร่เข้ามาจากชายแดนบรรดาชาวบ้านต่างได้รับความเดือดร้อนจากชนเผ่านอกด่าน ที่กำลังก่อความวุ่นวายทำเอาชาวบ้านไม่กล้าขึ้นเขาไปหาสมุนไพรหรือแม้แต่ล่าสัตว์ ด้วยกลัวจะไปเจอกับพวกคนเถื่อนจางเจิ้นอู่ที่ได้รับข่าวนั้นก็เร่งส่งคนไปตรวจสอบล่วงหน้า ส่วนเขาออกสั่งให้พ่อบ้านหม่าจัดการตามสมควรก่อนจะออกเดินทางตามไปทหารใต้บังคับบัญชาไปทันทีที่ค่ายทหาร เมื่อท่านแม่ทัพได้รับข่าวยืนยันว่ามีพวกนอกด่านมารุกรานชาวบ้านที่อยู่ติดชายแดนจริง ก็เร่งสั่งให้นายกองจัดการรวบรวมพลทหารออกไปทำศึก และเตรียมพร้อมสำหรับการไปปราบศัตรูเหล่านั้น ที่ละเมิดข้อตกลงในสัญญายุติสงคราม โดยการเข้ามาสร้างความวุ่นวายในเขตชายแดนการศึกครั้งนี้ดูเหมือนจะมิใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก เพียงแค่ออกไปจัดการกับพวกนอกด่านแต่กลับกินเวลาไปหลายวัน เพราะหลายปีที่สงครามสงบสุข กลุ่มนอกด่านไม่ได้นิ่งเฉย คอยฝึกซ่องสุมกำลังพลและคาดการณ์วางแผนมาเป็นอย่างดีเมื่อต้องการส่งข่าวเรียกทหารที่ค่ายมาเสริมทัพกลับไร้วี่แวว จางเ







