Mag-log inตอนที่ 5 ภารกิจ
หลายเดือนต่อมา เรือนตระกูลเหวินมีลูกค้ามากมายทั้งลูกค้าผักและเห็ดทว่าตอนนี้กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝนทำให้เห็ดฟางเกิดยากกว่าเดิม แม้จะมีความชื้นมากแต่กระนั้นหากฝนตกหนักมาก ๆ ก็อาจทำให้เห็ดเน่าและเสียหายได้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาเรื่องการทำอย่างอื่นหากเห็ดเกิดน้อยและดูแลยาก เสี่ยวเถาจึงชักชวนท่านตาและท่านแม่ไปเช่าพื้นที่ปลูกข้าว และปลูกผักใบเขียวส่งให้โรงเตี๊ยมหากมีมากพอก็ส่งไปขายที่หมู่บ้านอื่น
เทียนมู่ไม่เคยขัดจัดให้ตลอดเขาจัดการเช่าพื้นที่ของท่านปู่หมอยาที่บ้านอยู่ฝั่งด้านขวา ยามนี้บุตรชายของเขาได้รับราชการทหารในวังหลวงจึงไม่มีผู้ที่ทำนาได้ เป็นการทำข้าวแบ่งเจ้าของที่โดยที่ไม่เสียเงินสักตำลึงเดียว มีเพียงเมล็ดพันธุ์ข้าวเท่านั้นที่ต้องหามาปลูก เสี่ยวเถาให้ท่านตาวางใจเรื่องเท่านี้เขาจัดการได้
ครอบครัวของเยว่ฉีมั่นคงและร่ำรวยมากกว่าเดิม จนเวลาล่วงเลยมาอีกสองปี ยามนี้เสี่ยวเถาอายุได้ห้าขวบแล้ว เขามองดูว่าวที่ท่านตาทำให้ลอยติดลมบนอยู่บนท้องฟ้า ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนยิ่งอยู่ที่นี่เขายิ่งผูกพันแต่ก็มีช่วงหนึ่งที่คิดถึงแม่ของเขาที่อยู่อีกมิติหนึ่ง ตอนนั้นเองเสียงแว่วผ่านสายลมดังขึ้น
‘เจ้าคิดถึงครอบครัวที่โลกเดิมสินะ หากอยากกลับโลกเดิมไปใช้ชีวิตของเจ้าเหมือนเมื่อก่อน จงทำภารกิจนี้ให้เสร็จแล้วข้าจะส่งเจ้ากลับไปหาแม่ที่แท้จริงของเจ้า’
“ใครนั่นเสียงของผู้ใดกัน”
‘ข้าคือพระเจ้า ที่ส่งเจ้าเข้ามาในโลกของละคร ภารกิจของเจ้าคือการช่วยเหลือครอบครัวเหวินให้มีความสุขและสุขสบายหาบิดาตัวจริงของเสี่ยวเถาให้พบ นั่นคือภารกิจที่เจ้าต้องทำเจ้าเต็มใจจะทำหรือไม่ ?’
“ทำไมข้าต้องตามหาคนที่ทำร้ายจิตใจท่านแม่ และทิ้งท่านแม่ให้เจอความทุกข์ยากด้วยเล่า หากเขารักท่านแม่จริงไม่มีทางที่จะทิ้งท่านแม่ให้อดอยากหรอก ท่านเป็นพระเจ้า อย่างนั้นเรื่องทุกอย่างก็เป็นท่านที่ลิขิตสินะ”
“ฮ่า ฮ่า เจ้านี่นะ...ทำให้ข้าหัวเราะออกมาอย่างง่ายดาย อย่างนั้นหมายความว่าเจ้าไม่ต้องการทำภารกิจและเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่สินะ”
“ขะ ..ข้าขอคิดดูก่อน แม้ว่าข้าจะสงสารท่านแม่เยว่ฉี แต่ข้าก็คิดถึงแม่ของข้าตัวจริงเช่นเดียวกัน ”
“เช่นนั้นอีกสามวันข้าจะมาฟังคำตอบของเจ้าอีกครั้ง ข้าให้เจ้าตามหาแต่มิได้บอกให้เจ้าทำให้ทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกันเสียหน่อย เจ้าเองไม่อยากรู้หรือเหตุใดเขาถึงหายตัวไปและทิ้งให้มารดาของเจ้าเลี้ยงดูเจ้ามาตามลำพัง”
“จะเป็นอะไรได้ล่ะ นอกจากความเห็นแก่ตัวและมักมายในกามของบุรุษซึ้งไร้ความรับผิดชอบ ข้าเกลียดเขาตั้งแต่ไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำ หากเจอตัวข้าจะแก้แค้นแทนท่านแม่เอง” เสี่ยวเถาโมโหไม่น้อย ตั้งแต่เขามาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องการมีตัวตนของบิดาเช่นเดียวกัน เพราะโลกปัจจุบันเขาเองก็เป็นเด็กกำพร้า มีเพียงแม่เท่านั้นที่เลี้ยงดูเขามาด้วยความยากลำบากเพียงลำพังทำให้เขาไม่ชอบดูละครเกี่ยวกับความรักหรือละครหลังข่าวเพราะความรักดี ๆ อย่างละครไม่มีอยู่จริง
ขณะนั้นเองเสียงของเยว่ฉีได้ดังขึ้น
“เสี่ยวเถาถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว รีบมากินข้าวกันเถอะ”
“ขอรับท่านแม่” เสี่ยวเถาลุกขึ้นจากแคร่เดินเตร่ ๆ ไปหามารดา
หลังจากกินข้าวเสร็จเยว่ฉีชักชวนเสี่ยวเถาไปที่สวน เทียนมู่ปลูกข้าวโพดในนาข้าวโดยการแย่งทำนาหนึ่งส่วนและทำข้าวโพดขายอีกหนึ่งส่วน เมล็ดพันธุ์หรือแม้แต่ปุ๋ยล้วนเป็นสิ่งที่เสี่ยวเถาบันดาลมาให้ โชคดีที่ไม่มีแมลงระบาดในยุคสมัยนี้จึงไม่ต้องนำยาเคมีของยุคสมัยใหม่มาใช้ ระหว่างเดินทางไปสวนข้าวโพดเสี่ยวเถาจับมือมารดาแน่น เงยหน้าถามด้วยความอยากรู้ความคิดของมารดา
“ท่านแม่ขอรับ ข้ามีสิ่งหนึ่งอยากจะรู้ท่านแม่พอจะตอบข้าได้หรือไม่ขอรับ”
“เสี่ยวเถาของแม่อยากรู้อะไรหรือ ? แล้วทำไมแม่ผู้นี้จะตอบในสิ่งที่เจ้าอยากรู้ไม่ได้ลองเอ่ยมาสิ”
“ข้าอยากรู้ว่าท่านพ่อของข้าคือผู้ใดขอรับ ท่านแม่ไม่เคยเอ่ยถึงเลยหรือว่าท่านพ่อเป็นบุรุษที่ชั่วร้าย เป็นโจรป่ามิอาจจะกล่าวถึงได้” เยว่ฉีชะงักเล็กน้อยสองเท้าหยุดเดินทันที ก่อนจะย่อตัวนั่งลงตรงหน้าของบุตรชาย ยกมือทั้งสองขึ้นจับใบหน้าของบุตรชายเอาไว้แน่นดวงตาคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
“โธ่ ๆ เสี่ยวเถาของข้า ข้าคิดว่าเจ้ามีความคิดที่เติบโตไม่เหมือนเด็กในรุ่นเดียวกัน แท้ที่จริงแล้วเจ้าก็เป็นเพียงเด็กชายตัวเล็ก ๆ เท่านั้น เจ้าอยากรู้และคิดถึงท่านพ่อของเจ้าหรือ ? แต่ว่าสิ่งนี้แม่ไม่สามารถบอกเจ้าได้เพราะว่าแม่เองก็ไม่รู้เช่นเดียวกันว่าท่านพ่อของเจ้าคือผู้ใด ตั้งแต่วันนั้นที่พบเจอกับบิดาของเจ้า แม่ก็ไม่เคยพบเจอเขาอีกเลยจนจำใบหน้าของเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“มิใช่ขอรับ ข้าไม่ได้คิดถึงท่านพ่อ เพียงแค่อยากรู้เท่านั้นเอง อีกอย่างข้านะมีเพียงท่านแม่กับท่านตาก็เพียงพอแล้วขอรับ” เสี่ยวเถาไม่คิดเลยว่าการถามไปตรง ๆ เช่นนี้จะทำให้ท่านแม่ใบหน้าเศร้าหมองลง
“ลูกคือยอดดวงใจของแม่ แม้จะไม่มีบิดาแต่เจ้ายังมีแม่และท่านตาที่มอบความรักความอบอุ่นไม่ต้องการกลัวหากผู้ใดมาต่อว่าเจ้า เจ้าจงตอกหน้ากลับไปเลยว่าทุกวันนี้เจ้ามิได้ด้อยไปกว่าผู้ที่มีบิดา”
“ขอรับท่านแม่” เสี่ยวเถายิ้มกว้างทั้งสองพากันเดินไปจนถึงสวนข้าวโพดเป็นช่วงที่กำลังเก็บเกี่ยวพอดี ท่านตาได้จ้างชาวบ้านสองสามคนมาช่วยกันเก็บผลผลิตและแบกไปส่งขายที่ตลาด
“เยว่ฉีลูกมาพอดี ตอนนี้เก็บข้าวโพดใกล้จะเสร็จแล้ว เจ้าเดินทางไปพร้อมๆ กับลุงเฟยเพื่อไปเอาเงินค่าข้าวโพดและรอข้าอยู่ที่นั่น ข้าจะตามไปอีกประมาณสองกระบุง”
“ท่านพ่อหลังของท่านปวดอยู่อย่าทำเองเลยเจ้าค่ะ สู้จ้างรถม้าให้ขนไปที่ตลาดจะดีกว่าจะได้ไม่ต้องบ่นปวดหลังยามวิกาล”
“นั่นสิขอรับท่านตา จ้างรถม้าขนข้าวโพดใช้เวลาน้อยกว่าที่ท่านตาจะแบกไปเสียอีก ท่านตาจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น เช่นเล่นว่าวกับข้าขอรับ” เสี่ยวเถาได้ยินตาบ่นในทุก ๆ คืนแทบนอนไม่ได้เพราะทำงานหนักมาโดยตลอด กระดูกเริ่มพุพังตามกาลเวลา เสี่ยวเถามาอยู่ที่นี่ทั้งผูกพันและรักเทียนมู่ราวกับท่านตาของเขาจริง ๆ ไม่อยากให้ท่านตาต้องทำงานหนัก แท้ที่จริงเพียงแค่มีโสมขายตลอดและพืชผักที่ปลูกนั้นก็พอมีประทังชีวิตอย่างไม่อดอยาก ทว่าเทียนมู่เป็นคนขยันไม่หยุดนิ่งอะไรทำได้ก็อยากทำเพื่อสร้างชีวิตที่ดีให้กับเยว่ฉีและเสี่ยวเถา เขาจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เก็บเงินเอาไว้มาก ๆ
“เสี่ยวเถายามนี้เจ้าเติบโตมาจนอายุได้ห้าหนาว ถึงเวลาแล้วที่เจ้าต้องเข้าเรียน การเข้าเรียนต้องใช้เงินจำนวนมาก ตาผู้นี้อยากจะให้เจ้ามีอนาคตที่ดีสอบติดบัณฑิตและเป็นขุนนาง ชดเชยสิ่งที่ตาไม่สามารถรถทำได้ในช่วงวัยเดียวกับเจ้า และชดเชยที่ตาไม่สามารถเลี้ยงดูมารดาของเจ้าให้เป็นอย่างดีได้”
“ท่านพ่อเจ้าคะ สิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ควรให้มันผ่านไป ส่วนเรื่องเรียนข้าเองก็เตรียมการเอาไว้ให้เสี่ยวเถาแล้ว ทำตามที่ข้ากับเสี่ยวเถาบอกเถอะนะเจ้าคะ หากท่านพ่อไม่สบายมาทุกอย่างที่ทำจะไม่คุ้มค่านะเจ้าคะ”
“เฮ้อ..เอาเช่นพวกเจ้าว่าก็ได้ อย่างนั้นข้าจะไปจ้างรถม้าของเรือนตระกูลจางสักครู่ ส่วนพวกเจ้าจัดการหักข้าวโพดให้เสร็จเร็ว ๆ เสียล่ะก่อนที่ข้าจะกลับมา" เทียนมู่ยอมจำนนทำตามความต้องการของบุตรสาวสั่งงานก่อนจะเดินไปที่หมู่บ้านเพื่อจ้างรถม้าขนข้าวโพดไปขายที่ตลาด
“ท่านตาขอรับข้าไปด้วยคนนะขอรับ ท่านแม่ท่านไปรอที่เรือนเถอะเมื่อไหร่ที่หักข้าวโพดขนขึ้นรถม้าเสร็จข้าจะไปตามท่านที่เรือนนะขอรับ" เยว่ฉีพยักหน้ายิ้มกว้างมองท่านพ่อจับมือบุตรชายตัวน้อยเดินไปตามทาง นางโชคดีจริง ๆ ที่เลือกเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ หากวันนั้นนางเลือกที่จะดื่มยาเพราะสงสารท่านพ่อต้องมีภาระเพิ่มขึ้นเพียงลำพังสองคนยังแทบไม่มีอะไรเลี้ยงท้อง ตั้งแต่ที่นางเลือกเก็บชีวิตน้อย ๆ นี่เอาไว้ชีวิตของนางพลิกผันจนน่าเหลือเชื่อ
บทที่ 19 ขอโอกาส“แต่สำหรับฉันมันคือความรัก ฉันไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน ฉันเฝ้าแต่มองหาจดหมายทุกสัปดาห์ ชอบที่เธอเขียนหาและเล่าทุกอย่างให้ฟังอย่างสนุกสนานราวกับว่าตัวของฉันได้อยู่ในทุก ๆ เหตุการณ์กับเธอ คืนนั้นครั้งแรกที่ได้เชยชม ฉันไม่เคยลืมมันได้สักครั้ง ไม่มีทางเลยหรือที่เราจะได้เคียงคู่""คุณอาเลิกพูดแบบนี้เถอะค่ะแค่นี้หนูก็ละอายใจมากพอแล้ว พรุ่งนี้หนูจะเดินทางกลับโรงเรียนต่อจากนี้ขอให้คุณอาดูแลสุขภาพและตามหาความสุขตามที่พี่ญาดาอยากให้คุณอาทำเถอะค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ" แสงดาวพูดจบกำลังจะเดินหันหลังจากพัฒน์ไป เขารีบคว้าตัวของเธอเอาไว้และโอบกอดเธอแนบอก"แสงดาวไหนเธอเคยบอกว่ารักฉันไม่ใช่หรือ ? การที่เธอเอาตัวเองออกไปอยู่ที่อื่นและหลบหนีฉันไม่ใช่ว่าเธอรักฉันหรอกรึ ตอบมาสิว่าตอนนี้เธอรู้สึกยังไงกับฉัน เรื่องของฉันกับญาดาตอนนี้เธอเองคงรับรู้ทุกอย่าง ""ใช่ค่ะหนูรู้และตอนนี้หนูก็รู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้รักคุณอามากขนาดนั้น มันเป็นเพียงความหลงใหลชั่วครู่เท่านั้น ปล่อยเถอะค่ะอย่าทำแบบนี้อีกเลย " แสงดาวหัวใจเต้นระรัวนานมากแค่ไหนกันนะที่เธอกับเขาไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้ ยิ่งพัฒน์ยื้อแสงดาวยิ่งเ
บทที่ 18 ขอโทษร่างเล็กร้องไห้สะอึกสะอื้น โผล่กอดญาดาแน่น“พี่ญาดาหนูขอโทษ ขอโทษหนูไม่คิดว่าเรื่องนั้นพี่จะรับรู้วันนั้นหนูเมาจนไม่ได้สติและทำเรื่องร้ายแรง หนูรู้สึกตัวและละอายใจที่ทำผิดต่อพี่ญาดาจึงไม่กล้าแม้แต่จะกล้าเผชิญหน้า ขอโทษที่ทำให้พี่เจ็บปวดอยู่เพียงลำพัง สิ่งที่พี่ขอหนูไม่สามารถทำมันได้หรอกค่ะ หนูจะกล้าทำร้ายพี่เป็นครั้งที่สองได้อย่างไร”“แสงดาว นั่นไม่ใช่ความผิดเธอ และไม่ใช่ความผิดใครอย่าคิดว่าเธอทำร้ายฉันแต่เป็นฉันต่างหากที่เป็นคนทำร้ายชีวิตของเธอกับพัฒน์ หากฉันไม่ป่วยและขอร้องให้เพื่อนเพียงคนเดียวของฉันแต่งงานกับฉันเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง ตอนนี้เธอกับพัฒน์อาจจะมีความสุขกันอยู่ก็ได้ อย่าโทษตัวเองทุกอย่างถูกกำหนดมาหมดแล้ว วาสนาของฉันคงไม่คู่ควรกับพัฒน์จึงมอบเวลาให้ฉันอยู่เคียงข้างเขาได้ไม่นาน รับปากสิว่าเธอจะทำตามความรู้สึกของเธอ” ญาดาลูบหลังแสงดาวเบา ๆ คำพูดของเธอดังกึกก้องในหูจนสมองของแสงดาวอื้ออึง ทั้งตกใจและไม่ทันได้ตั้งตัว“หนูรับปากค่ะว่าหนูจะทำตามความรู้สึก แต่ไม่รับปากนะคะว่าจะกลับไปอยู่เคียงข้างคุณอาพัฒน์”“เพียงเท่านี้แหละที่ฉันต้องการ ตอนนี้ฉันสามารถตายตาหลับอ
บทที่ 17 มาหาถึงที่เช้าวันนี้อากาศเย็นกว่าทุกวันที่ผ่านมา เด็ก ๆ ตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อแต่งหน้าแต่งตัวทำการแสดง เสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวตื่นเต้นของเด็ก ๆ ครูเองก็ไม่ต่างกัน นานครั้งถึงจะมีผู้ใหญ่ใจดีมาเยือนที่ทุรกันดานอย่างนี้ แสงดาวเองก็อยากเห็นใบหน้าของผู้มีพระคุณจริง ๆ และอยากขอบคุณพวกเขาที่มอบโอกาสและของดี ๆ ให้กับเด็กนักเรียนไม่นานนักเสียงรถยนต์ได้ดังมาหน้าโรงเรียนครูใหญ่เดินเข้ามาแจ้งทุกคนให้เตรียมความพร้อมตอนนี้คนที่พวกเขารออยู่มาถึงแล้ว“ครูแสงดาวออกไปต้อนรับแขกกับผม ส่วนครูมุกจัดขบวนเด็กและดูความเรียบร้อยเมื่อไหร่ที่ฉันกล่าวต้อนรับเสร็จ เด็ก ๆ ต้องแสดงสิ่งที่ซ้อมไว้อย่างเต็มที่เข้าใจมั้ย”“ค่ะ/ครับ” ทั้งครูและเด็ก ๆ ต่างขานรับอย่างเข้าใจ แสงดาวออกไปต้อนรับพร้อมกับครูใหญ่ ส่วนครูอีกคนต้องอยู่กำกับเด็ก ๆเสียงรถยนต์ดับลง รถยนต์จำนวนสามคันจอดอยู่สนามเล็ก ๆ ในโรงเรียน แสงดาวตื่นเต้นจนเหงื่อออกเต็มมือไปหมด ทว่าเมื่อเธอเหลือบไปเห็นคนที่เดินลงจากรถหัวใจของเธอเต้นแรงระรั่วอีกครั้ง เธอไม่เคยติดต่อเขาไปอีกเลยตั้งแต่วันนั้นและไม่ได้บอกที่อยู่กับพี่มลเลยสักครั้งจดหมายที่เธอส่งให้พี่ม
บทที่ 16 เจ็บปวด“คุณอาคิดว่าแสงดาวเป็นคนแบบนั้นหรือคะ แม้ว่าแสงดาวจะมาจากสลัมแต่ไม่เคยคิดทำตัวต่ำตรมเหมือนดอกบัวอยู่ใต้โคลน ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณอาเคยทำให้ แต่ต่อจากนี้แสงดาวจะหาเลี้ยงตัวเองและพาตัวเองประสบผลสำเร็จเอง “น้ำเสียงสั่นระรั่วด้วยความเจ็บปวด พัฒน์พึ่งรู้ตัวว่าตัวเองพูดแรงเกินไป เขายื่นมือไปด้านหน้าอยากจะคว้าแสงดาวเอาไว้พรางกล่าวคำขอโทษ ทว่าร่างเล็กก็วิ่งหนีเขาไปแล้ว“แสงดาวไม่ใช่แบบนั้นนะ ฉันขอโทษ”ไมค์กำลังพูดคุยกับพี่มลอย่างสนุกสนานส่วนป้าอิ่มไปดูแลคุณญาดาอยู่ที่เรือนใหญ่ แสงดาวหยุดวิ่งรีบปาดน้ำตากลัวคนอื่นจะจับได้ ก่อนจะตะโกนเรียกชักชวนไมค์กลับหอพัก“ไมค์ตอนนี้ตะวันตกดินแล้วกลับหอกันเถอะ พี่มลฉันกลับหอก่อนนะคะ ฝากบอกป้าอิ่มด้วย ”“แสงดาวเธอยังไม่ได้กินอะไรเลย พี่จะห่อข้าวให้ไปกินที่หอดีมั้ย”“ไม่ต้องค่ะ ฉันไม่ค่อยหิว ”ไมค์มองสีหน้าของแสงดาวก็รู้ทันทีว่าเธอผ่านการร้องไห้มา ดวงตาของเธอเอ่อแดง หยาดน้ำตาที่ยังคลั่งค้างอยู่ในเบ้ายังคลออยู่“พี่มลครับดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ ส่วนแสงดาวพี่ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวผมจะพาเธอแวะหาอะไรกินก่อนเข้าหอ อย่าลืมแต่งตัวสวย ๆ ไปงานรับปริญ
บทที่ 15 ป่วยพัฒน์เดินออกไปให้ทั้งสองได้อยู่กันอย่างที่ญาดาต้องการ แสงดาวนั่งลงที่เก้าอี้ตัวตรงข้าม เอ่ยถามญาดาด้วยความเป็นห่วงเกี่ยวกับอาการของเธอตอนนี้“พี่ญาดาทำไมถึงได้ป่วยขนาดนี้นะ เป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่”“แสงดาวฉันนะมีโรคประจำตัวมาตั้งแต่เกิด เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ มีเงินแค่ไหนไม่มีทางรักษาก็เปล่าประโยชน์ตอนนี้ฉันยุติการรักษาทุกอย่างแล้วล่ะ ฉันเหนื่อยที่ต้องใช้ชีวิตในโรงพยาบาล ฉันเกลียดกลิ่นยาที่คละคลุ้ง เกลียดห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่พื้นที่สีขาว ฉันถูกส่งตัวไปรักษาที่ต่างประเทศหมดเงินไปมากแต่ทุกอย่างก็เป็นเพียงหนทางการพยุงชีวิตของฉันเอาไว้เท่านั้น จนกระทั้งวันที่ฉันได้เจอกับพัฒน์ ฉันได้เจอแสงสว่างและการอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ฉันไม่เคยอิจฉาใครที่รวยและไม่เคยดูหมิ่นคนที่จนกว่า แต่ฉันอิจฉาคนที่เขามีชีวิตอยู่อย่างไร้ความโรคและมีความสุขกับการใช้ชีวิต ตอนนี้ฉันปลงกับชีวิตแล้วละ และมีเพียงสิ่งเดียวที่ฉันเป็นห่วงคือพัฒน์ เพราะรักมากจึงห่วงมากเลยอยากขอฝากให้เธอช่วยดูแลวันที่ฉันไม่อยู่”“ทำไมถึงพูดแบบนี้คะ พี่ญาดาต้องอยู่ไปนาน ๆ อย่าพึ่งหมดหวังนะ หากไม่ใช่โรคร้ายแรง
บทที่ 14 เรียนจบหลายปีต่อมาแสงดาวกับไมค์เดินทางมาถึงจุดหมายของชีวิต ทั้งสองตั้งใจเรียนจนจบปริญญา เกียรตินิยมทั้งคู่“ในที่สุดเราสองคนก็เรียนจบกันจนได้ แสงดาวต่อจากนี้เราจะได้แยกทางกันจริง ๆ แล้วสินะ ฉันนะอยากไปเป็นครูอาสาอยู่บนดอยกับเธอจังเลย แต่ติดที่ว่าคุณแม่ของฉันท่านล้มป่วย ฉันต้องหาโรงเรียนใกล้ ๆ บ้านเพื่อจะได้ดูแลแม่ด้วย เพียงแค่นึกก็ใจหายแล้ว”“คิดถึงก็ติดต่อกันได้เอาไว้ฉันได้ย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนฉันจะติดต่อนายกลับมานะ ฉันคิดว่าที่นั่นคงไม่มีสัญญาณมือถือแน่ ๆ เลย ต่อจากนี้ฉันขอให้นายโชคดีเจอกับคนดี ๆ นะไมค์”“เธอนี่นะ ใจร้ายจริง ๆ ใจร้ายไม่พอใจแข็งอีกต่างหาก ไม่ยอมเปิดใจให้ฉันเลย “ไมค์ขยี้หัวของแสงดาวอย่างเคยชิน เขายิ้มบาง ๆ ให้คนตรงหน้า สองปีที่แล้ว ไมค์เคยบอกความรู้สึกกับแสงดาวว่าเขาคิดอย่างไรกับเธอ และอยากเป็นแฟนของเธอมากกว่าเพื่อน ทว่าแสงดาวรับรู้มาตลอดและไม่ให้เขาเกินกว่าคำว่าเพื่อน แสงดาวบอกกับไมค์ว่าเธอไม่เคยคิดถึงเรื่องความรักเลย เธอต้องการตั้งใจเรียนและความรู้สึกที่มีต่อไมค์ก็มีได้เพียงเพื่อน เธอไม่ต้องการคบกันและเลิกกันหากยิ่งฝืนจะยิ่งทำให้ทั้งสองคนเจ็บปวดและต้องเลิ







