LOGINตอนที่13 ผู้ใดกัน
"ข้าพยายามอย่างมาก ตามหานางทุกที่สิ่งเดียวที่ข้าลืมคือลืมถามชื่อแซ่ของนางข้าพยายามกลับมาที่นี่ในงานเทศกาลของทุกปี แต่สิ่งที่ข้าได้กลับไปคือความว่างเปล่า ข้าหานางไม่พบไม่พบแม้กระทั่งเงา แม้ไม่ได้เกี่ยวกับแม่นางแต่ข้าแค่อยากให้แม่นางได้รู้ว่าสิ่งที่ข้าเอ่ยออกมามิใช่คำกล่าววาจาหวาน ๆ เพื่ออยากใกล้ชิดแม่นาง แต่แม่นางเหมือนนางผู้นั้นจริง ๆ หากทำให้แม่นางหมองใจก็ขออภัยด้วยขอรับ" ฉินเฟิงร้อนรุ่มในใจ หรือว่าแท้ที่จริงแล้วนางจำเขาได้แต่ไม่ยอมรับเพราะโกรธเกลียดที่เขาทิ้งนางไปอย่างไม่ใยดี เขาแทบอยากจะกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขนไม่อยากจะปล่อยนางไป ทว่ายามนี้เหมือนนางเว้นระยะห่างเขาจนไม่กล้าจะก้าวต่อ มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะยืนยันได้ว่านางคือสตรีคืนนั้นจริง ๆ คือการตรวจสายเลือดกับเสี่ยวเถา
"ท่านแม่ขอรับ พี่ชายใจดีซื้อให้ข้าสองไม้ ข้าให้ท่านแม่ไม้หนึ่งขอรับ"
"ขอบใจนะเสี่ยวเถา คุณชายสองไม้นี้ราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะข้าจะคืนเงินให้ท่าน ไม่อยากติดหนี้บุญคุณ"
"มิต้องขอรับ ข้าเต็มใจให้เสี่ยวเถา แม่นางมิต้องเกรงใจ"
“ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ เสี่ยวเถาเรารีบกลับเรือนกันเถอะยามนี้ดวงอาทิตย์เริ่มแรงมากกว่าเดิมคงถึงมื้อกลางวันแล้ว ท่านตาคงรอเราอยู่ที่สวนข้าวโพด”
“ขอรับท่านแม่” เด็กชายกัดกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย
“พวกท่านไม่ต้องไปส่งข้ากับเสี่ยวเถาหรอกเจ้าค่ะ ละแวกนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเราทั้งสองแม่ลูก จากกันตรงนี้เถอะเจ้าค่ะ” เยว่ฉีก้มโค้งลงเพื่อขอบคุณทั้งสองจับมือลูกชายเดินจากไป ฉินเฟิงไม่ได้ตามไปตามที่นางบอกหากเขาตามไปตอนนี้คงทำให้นางเกลียดขี้หน้าเขาไปมากกว่านี้ แต่พยายามเดินตามอยู่ห่าง ๆ และไม่ได้ไปถึงเรือน ระหว่างนั้นอวี้หรานมาที่ตลาดพอดีเห็นบุรุษรูปงามยืนเคียงข้างอยู่กับเยว่ฉี นางดวงตาเบิกโพลง แอบเดินตามมาจนได้ยินบทสนทนา นางอิจฉาเยว่ฉีมากกว่าเดิม
“บุรุษผู้นั้นเป็นใครกันนะ หรือว่าจะเป็นบิดาของเสี่ยวเถาจริง ๆ แต่หากเป็นบิดาของเสี่ยวเถาเหตุใดถึงพึ่งโผล่มาตอนนี้ข้าจะต้องสืบให้ได้” นางเดินตามหลังฉินเฟิงไปเรื่อย ๆ จนเห็นว่าตอนนี้เขากำลังเข้าไปที่จวนของท่านเจ้าเมืองหยางไน่ที่มาพักอาศัยที่นี่ชั่วคราว และตอนนั้นเองนางเห็นสตรีที่คุ้นเคยรีบเรียกทันที
“หลู่เหย่านั่นเจ้าหรือ ? โชคดีจริงๆ ที่พบเจ้าที่นี่ เอ๊ะ!! เดี๋ยวสิปล่อยข้านะ ปล่อยข้า ข้ารู้จักกับสตรีนางนั้น” อวี้หรานตะโกนเรียกหลู่เหย่าเสียงดัง ทหารที่ยืนอยู่หน้าจวนรีบเข้าไปห้ามไม่ให้นางเข้าไปในจวน แถมยังเรียกชื่อพระชายารองอย่างไม่มีมารยาท หลู่เหย่าได้ยินจึงพยักหน้าและบอกกับทหารว่านางรู้จักสตรีนางนี้
“พวกเจ้าปล่อยให้นางเข้ามา ข้ารู้จักสตรีนางนี้”
“ขอรับพระชายา” อวี้หรานมองตาขวางใส่ทหารที่มาจับตัวนางเมื่อครู่พรางปัดราวกับรังเกียจ
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ”
“เฮอะ ! ข้าต่างหากที่ต้องถามเจ้า เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่ แล้วนี่การแต่งตัวของเจ้าคืออันใดกันเมื่อครู่ข้าได้ยินทหารเรียกเจ้าว่าพระชายา ”
“เจ้าเสียมารยาทเกินไปแล้ว เอ่ยวาจาเช่นนี้กับพระชายาได้อย่างไร เช่นนี้ต้องถูกจับไปลงโทษ”
“ลี่เหม่ยหยุดเถอะ สตรีนางนี้นางก็เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ ทุกวันนี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยน ข้านะเป็นพระชายาของท่านเจ้าแคว้น ข้าตอบในสิ่งที่เจ้าอยากรู้แล้ว ตอนนี้เจ้าก็ตอบข้ามาว่าเจ้ามาที่นี่ทำไมกัน”
“เจ้านะหรือพระชายา ฮึ ฮึ วาสนาดีเสียจริง เมื่อครู่ข้าเห็นบุรุษร่างกำยำใบหน้าหล่อเหลาเดินไปส่งเยว่ฉีกับเสี่ยวเถาข้าเพียงสงสัยว่าเขาคือผู้ใดจึงตามมาที่นี่ หรือว่าบุรุษผู้นั้นจะเป็นบิดาของเสี่ยวเถา”
“ที่แท้ก็ความสอดรู้สอดเห็นของเจ้านี่เอง ข้าจะบอกให้ก็ได้ นั่นคือแม่ทัพซ่งฉินเฟิง แห่งแคว้นหยางไน่เป็นน้องชายของท่านเจ้าแคว้น ส่วนเป็นบิดาของเสี่ยวเถาหรือไม่ข้าไม่แน่ใจแต่ดูเหมือนแม่ทัพซ่งจะชอบใจเยว่ฉีไม่น้อย หมดเรื่องของเจ้าแล้วใช่หรือไม่ ทหารส่งนางกลับออกไป” หลู่เหย่าเองก็ไม่ชอบนิสัยของอวี้หรานและรู้ดีว่านางนั้นขี้อิจฉามากขนาดไหน จึงเติมไฟให้นางร้อนรุ่มหัวใจ ทหารมาพาตัวอวี้หรานออกไปส่วนหลู่เหยาก็เดินไปอีกทาง
ฉินเฟิงอยากพูดคุยหารือเรื่องของเยว่ฉีกับหลู่เหย่าจึงไปนั่งรอนางที่ห้องโถงในเรือนรับรอง นางจึงรีบออกมาจากโรงครัวเพื่อไปหาฉินเฟิง
“ท่านแม่ทัพมีเรื่องอะไรอยากหารือกับข้าหรือเจ้าคะ”
“ข้ามีเรื่องอยากให้ท่านช่วยขอรับ เกี่ยวกับเหวินเยว่ฉี” หลู่เหย่าคิดเอาไว้ไม่มีผิดนางดูออกว่าบุรุษผู้นี้สนใจสหายของนาง นางย่อนหายนั่งลงที่เก้าอี้กวักมือให้สาวใช้มารินน้ำชาใส่จอกให้ทั้งสอง พรางเอ่ยถามเขาต่อ
“ท่านอยากรู้เกี่ยวกับเยว่ฉีหรือ ? มิใช่ว่าท่านให้ทหารของท่านไปสืบเรื่องของนางแล้วหรือ”
“ข้าอยากรู้อย่างแน่ชัดจากปากคนสนิทของนางมากกว่าขอรับ นางบอกกับข้าว่าบิดาของเสี่ยวเถาตายตั้งแต่นางยังไม่ได้กำเนิดเสี่ยวเถาเรื่องนี้คือเรื่องจริงหรือไม่ ก่อนหน้านั้นนางมีใจรักกับบุรุษใดหรือไม่” หลู่เหยายกน้ำชาจิบช้า ๆ สายตาจ้องมองไปยังฉินเฟิงเขาจริงจังและเคร่งขรึม นางวางจอกน้ำชาลงอย่างใจเย็น
“ท่านถูกใจเยว่ฉีอย่างนั้นหรือ ? ถึงได้ถามเรื่องของนาง ท่านตอบข้ามาก่อนแล้วข้าจะบอกท่านทุกอย่างเกี่ยวกับเยว่ฉี” ฉินเฟิงยอมรับอย่างลูกผู้ชายว่าเขานั้นถูกชะตาและคุ้นเคยเหมือนรู้จักกับเยว่ฉีมาก่อนนางเหมือนสตรีที่เขาทำผิดพลาดไว้ในเมื่อครั้ง 6 ปีที่แล้ว หลู่เหย่าจึงยอมบอกทุกอย่าง ทั้งสองเรียบเรียงตั้งแต่ต้นจนจับทางได้ว่าบุรุษที่นอนกับเยว่ฉีคือฉินเฟิงนั่นเองและเขาคือบิดาของเสี่ยวเถา หลู่เหย่าดีใจมาก ๆ หากเสี่ยวเถาเป็นบุตรของแม่ทัพซ่งหมายความว่านั่นก็คือหลานชายของนาง และนางก็จะได้พบเจอเยว่ฉีตลอดไป หากทำให้ทั้งสองได้กลับมาอยู่ด้วยกัน
“แม่ทัพซ่งถึงเวลาแล้วที่ท่านจะได้รับผิดชอบเรื่องที่ท่านได้ทำพลาดไปและชดใช้เวลาที่เยว่ฉีต้องสละเวลาใช้ชีวิตมาอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อดูแลบุตรของท่าน จงไปอ้อนวอนขอความรักจากนางและให้นางยกโทษให้ท่าน”
“แม้ท่านไม่บอกข้าต้องทำอยู่แล้ว ขอบใจท่านมากที่ช่วยข้าในเรื่องนี้ เอาไว้รุ่งเช้าข้าจะไปหานางแต่เช้าตรู่ก่อนอื่นจะต้องตรวจสอบก่อนว่าเสี่ยวเถาคือบุตรชายของข้าจริง ๆ ” หัวใจของฉินเฟิงเต้นแรงตึกตักด้วยความดีใจ
ฝั่งด้านอวี้หรานเมื่อนางได้รู้ว่าบุรุษเมื่อครู่นี่คือผู้ใด ความโลภก็บังเกิดและความอิจฉาริษยาในใจของลุกโซน
“ข้าไม่มีทางให้นางเยว่ฉีได้ดีหรอก นางหลู่เหย่าเองก็เช่นเดียวกันได้ดีเข้าหน่อยก็วางท่าสูงส่งคอยดูเถอะ หากข้าเป็นฮูหยินท่านแม่ทัพเมื่อไหร่ข้าจะจัดการเจ้าอีกคน แต่ตอนนี้คนที่ข้าควรจัดการคือนางเยว่ฉีกับบุตรชายของนาง” อวี้หรานเดินทางกลับบ้านอย่างเร่งรีบเพื่อวางแผนกำจัดเยว่ฉี
บทที่ 19 ขอโอกาส“แต่สำหรับฉันมันคือความรัก ฉันไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน ฉันเฝ้าแต่มองหาจดหมายทุกสัปดาห์ ชอบที่เธอเขียนหาและเล่าทุกอย่างให้ฟังอย่างสนุกสนานราวกับว่าตัวของฉันได้อยู่ในทุก ๆ เหตุการณ์กับเธอ คืนนั้นครั้งแรกที่ได้เชยชม ฉันไม่เคยลืมมันได้สักครั้ง ไม่มีทางเลยหรือที่เราจะได้เคียงคู่""คุณอาเลิกพูดแบบนี้เถอะค่ะแค่นี้หนูก็ละอายใจมากพอแล้ว พรุ่งนี้หนูจะเดินทางกลับโรงเรียนต่อจากนี้ขอให้คุณอาดูแลสุขภาพและตามหาความสุขตามที่พี่ญาดาอยากให้คุณอาทำเถอะค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ" แสงดาวพูดจบกำลังจะเดินหันหลังจากพัฒน์ไป เขารีบคว้าตัวของเธอเอาไว้และโอบกอดเธอแนบอก"แสงดาวไหนเธอเคยบอกว่ารักฉันไม่ใช่หรือ ? การที่เธอเอาตัวเองออกไปอยู่ที่อื่นและหลบหนีฉันไม่ใช่ว่าเธอรักฉันหรอกรึ ตอบมาสิว่าตอนนี้เธอรู้สึกยังไงกับฉัน เรื่องของฉันกับญาดาตอนนี้เธอเองคงรับรู้ทุกอย่าง ""ใช่ค่ะหนูรู้และตอนนี้หนูก็รู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้รักคุณอามากขนาดนั้น มันเป็นเพียงความหลงใหลชั่วครู่เท่านั้น ปล่อยเถอะค่ะอย่าทำแบบนี้อีกเลย " แสงดาวหัวใจเต้นระรัวนานมากแค่ไหนกันนะที่เธอกับเขาไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้ ยิ่งพัฒน์ยื้อแสงดาวยิ่งเ
บทที่ 18 ขอโทษร่างเล็กร้องไห้สะอึกสะอื้น โผล่กอดญาดาแน่น“พี่ญาดาหนูขอโทษ ขอโทษหนูไม่คิดว่าเรื่องนั้นพี่จะรับรู้วันนั้นหนูเมาจนไม่ได้สติและทำเรื่องร้ายแรง หนูรู้สึกตัวและละอายใจที่ทำผิดต่อพี่ญาดาจึงไม่กล้าแม้แต่จะกล้าเผชิญหน้า ขอโทษที่ทำให้พี่เจ็บปวดอยู่เพียงลำพัง สิ่งที่พี่ขอหนูไม่สามารถทำมันได้หรอกค่ะ หนูจะกล้าทำร้ายพี่เป็นครั้งที่สองได้อย่างไร”“แสงดาว นั่นไม่ใช่ความผิดเธอ และไม่ใช่ความผิดใครอย่าคิดว่าเธอทำร้ายฉันแต่เป็นฉันต่างหากที่เป็นคนทำร้ายชีวิตของเธอกับพัฒน์ หากฉันไม่ป่วยและขอร้องให้เพื่อนเพียงคนเดียวของฉันแต่งงานกับฉันเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง ตอนนี้เธอกับพัฒน์อาจจะมีความสุขกันอยู่ก็ได้ อย่าโทษตัวเองทุกอย่างถูกกำหนดมาหมดแล้ว วาสนาของฉันคงไม่คู่ควรกับพัฒน์จึงมอบเวลาให้ฉันอยู่เคียงข้างเขาได้ไม่นาน รับปากสิว่าเธอจะทำตามความรู้สึกของเธอ” ญาดาลูบหลังแสงดาวเบา ๆ คำพูดของเธอดังกึกก้องในหูจนสมองของแสงดาวอื้ออึง ทั้งตกใจและไม่ทันได้ตั้งตัว“หนูรับปากค่ะว่าหนูจะทำตามความรู้สึก แต่ไม่รับปากนะคะว่าจะกลับไปอยู่เคียงข้างคุณอาพัฒน์”“เพียงเท่านี้แหละที่ฉันต้องการ ตอนนี้ฉันสามารถตายตาหลับอ
บทที่ 17 มาหาถึงที่เช้าวันนี้อากาศเย็นกว่าทุกวันที่ผ่านมา เด็ก ๆ ตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อแต่งหน้าแต่งตัวทำการแสดง เสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวตื่นเต้นของเด็ก ๆ ครูเองก็ไม่ต่างกัน นานครั้งถึงจะมีผู้ใหญ่ใจดีมาเยือนที่ทุรกันดานอย่างนี้ แสงดาวเองก็อยากเห็นใบหน้าของผู้มีพระคุณจริง ๆ และอยากขอบคุณพวกเขาที่มอบโอกาสและของดี ๆ ให้กับเด็กนักเรียนไม่นานนักเสียงรถยนต์ได้ดังมาหน้าโรงเรียนครูใหญ่เดินเข้ามาแจ้งทุกคนให้เตรียมความพร้อมตอนนี้คนที่พวกเขารออยู่มาถึงแล้ว“ครูแสงดาวออกไปต้อนรับแขกกับผม ส่วนครูมุกจัดขบวนเด็กและดูความเรียบร้อยเมื่อไหร่ที่ฉันกล่าวต้อนรับเสร็จ เด็ก ๆ ต้องแสดงสิ่งที่ซ้อมไว้อย่างเต็มที่เข้าใจมั้ย”“ค่ะ/ครับ” ทั้งครูและเด็ก ๆ ต่างขานรับอย่างเข้าใจ แสงดาวออกไปต้อนรับพร้อมกับครูใหญ่ ส่วนครูอีกคนต้องอยู่กำกับเด็ก ๆเสียงรถยนต์ดับลง รถยนต์จำนวนสามคันจอดอยู่สนามเล็ก ๆ ในโรงเรียน แสงดาวตื่นเต้นจนเหงื่อออกเต็มมือไปหมด ทว่าเมื่อเธอเหลือบไปเห็นคนที่เดินลงจากรถหัวใจของเธอเต้นแรงระรั่วอีกครั้ง เธอไม่เคยติดต่อเขาไปอีกเลยตั้งแต่วันนั้นและไม่ได้บอกที่อยู่กับพี่มลเลยสักครั้งจดหมายที่เธอส่งให้พี่ม
บทที่ 16 เจ็บปวด“คุณอาคิดว่าแสงดาวเป็นคนแบบนั้นหรือคะ แม้ว่าแสงดาวจะมาจากสลัมแต่ไม่เคยคิดทำตัวต่ำตรมเหมือนดอกบัวอยู่ใต้โคลน ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณอาเคยทำให้ แต่ต่อจากนี้แสงดาวจะหาเลี้ยงตัวเองและพาตัวเองประสบผลสำเร็จเอง “น้ำเสียงสั่นระรั่วด้วยความเจ็บปวด พัฒน์พึ่งรู้ตัวว่าตัวเองพูดแรงเกินไป เขายื่นมือไปด้านหน้าอยากจะคว้าแสงดาวเอาไว้พรางกล่าวคำขอโทษ ทว่าร่างเล็กก็วิ่งหนีเขาไปแล้ว“แสงดาวไม่ใช่แบบนั้นนะ ฉันขอโทษ”ไมค์กำลังพูดคุยกับพี่มลอย่างสนุกสนานส่วนป้าอิ่มไปดูแลคุณญาดาอยู่ที่เรือนใหญ่ แสงดาวหยุดวิ่งรีบปาดน้ำตากลัวคนอื่นจะจับได้ ก่อนจะตะโกนเรียกชักชวนไมค์กลับหอพัก“ไมค์ตอนนี้ตะวันตกดินแล้วกลับหอกันเถอะ พี่มลฉันกลับหอก่อนนะคะ ฝากบอกป้าอิ่มด้วย ”“แสงดาวเธอยังไม่ได้กินอะไรเลย พี่จะห่อข้าวให้ไปกินที่หอดีมั้ย”“ไม่ต้องค่ะ ฉันไม่ค่อยหิว ”ไมค์มองสีหน้าของแสงดาวก็รู้ทันทีว่าเธอผ่านการร้องไห้มา ดวงตาของเธอเอ่อแดง หยาดน้ำตาที่ยังคลั่งค้างอยู่ในเบ้ายังคลออยู่“พี่มลครับดูแลตัวเองดี ๆ นะครับ ส่วนแสงดาวพี่ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวผมจะพาเธอแวะหาอะไรกินก่อนเข้าหอ อย่าลืมแต่งตัวสวย ๆ ไปงานรับปริญ
บทที่ 15 ป่วยพัฒน์เดินออกไปให้ทั้งสองได้อยู่กันอย่างที่ญาดาต้องการ แสงดาวนั่งลงที่เก้าอี้ตัวตรงข้าม เอ่ยถามญาดาด้วยความเป็นห่วงเกี่ยวกับอาการของเธอตอนนี้“พี่ญาดาทำไมถึงได้ป่วยขนาดนี้นะ เป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่”“แสงดาวฉันนะมีโรคประจำตัวมาตั้งแต่เกิด เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ มีเงินแค่ไหนไม่มีทางรักษาก็เปล่าประโยชน์ตอนนี้ฉันยุติการรักษาทุกอย่างแล้วล่ะ ฉันเหนื่อยที่ต้องใช้ชีวิตในโรงพยาบาล ฉันเกลียดกลิ่นยาที่คละคลุ้ง เกลียดห้องสี่เหลี่ยมที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่พื้นที่สีขาว ฉันถูกส่งตัวไปรักษาที่ต่างประเทศหมดเงินไปมากแต่ทุกอย่างก็เป็นเพียงหนทางการพยุงชีวิตของฉันเอาไว้เท่านั้น จนกระทั้งวันที่ฉันได้เจอกับพัฒน์ ฉันได้เจอแสงสว่างและการอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ฉันไม่เคยอิจฉาใครที่รวยและไม่เคยดูหมิ่นคนที่จนกว่า แต่ฉันอิจฉาคนที่เขามีชีวิตอยู่อย่างไร้ความโรคและมีความสุขกับการใช้ชีวิต ตอนนี้ฉันปลงกับชีวิตแล้วละ และมีเพียงสิ่งเดียวที่ฉันเป็นห่วงคือพัฒน์ เพราะรักมากจึงห่วงมากเลยอยากขอฝากให้เธอช่วยดูแลวันที่ฉันไม่อยู่”“ทำไมถึงพูดแบบนี้คะ พี่ญาดาต้องอยู่ไปนาน ๆ อย่าพึ่งหมดหวังนะ หากไม่ใช่โรคร้ายแรง
บทที่ 14 เรียนจบหลายปีต่อมาแสงดาวกับไมค์เดินทางมาถึงจุดหมายของชีวิต ทั้งสองตั้งใจเรียนจนจบปริญญา เกียรตินิยมทั้งคู่“ในที่สุดเราสองคนก็เรียนจบกันจนได้ แสงดาวต่อจากนี้เราจะได้แยกทางกันจริง ๆ แล้วสินะ ฉันนะอยากไปเป็นครูอาสาอยู่บนดอยกับเธอจังเลย แต่ติดที่ว่าคุณแม่ของฉันท่านล้มป่วย ฉันต้องหาโรงเรียนใกล้ ๆ บ้านเพื่อจะได้ดูแลแม่ด้วย เพียงแค่นึกก็ใจหายแล้ว”“คิดถึงก็ติดต่อกันได้เอาไว้ฉันได้ย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนฉันจะติดต่อนายกลับมานะ ฉันคิดว่าที่นั่นคงไม่มีสัญญาณมือถือแน่ ๆ เลย ต่อจากนี้ฉันขอให้นายโชคดีเจอกับคนดี ๆ นะไมค์”“เธอนี่นะ ใจร้ายจริง ๆ ใจร้ายไม่พอใจแข็งอีกต่างหาก ไม่ยอมเปิดใจให้ฉันเลย “ไมค์ขยี้หัวของแสงดาวอย่างเคยชิน เขายิ้มบาง ๆ ให้คนตรงหน้า สองปีที่แล้ว ไมค์เคยบอกความรู้สึกกับแสงดาวว่าเขาคิดอย่างไรกับเธอ และอยากเป็นแฟนของเธอมากกว่าเพื่อน ทว่าแสงดาวรับรู้มาตลอดและไม่ให้เขาเกินกว่าคำว่าเพื่อน แสงดาวบอกกับไมค์ว่าเธอไม่เคยคิดถึงเรื่องความรักเลย เธอต้องการตั้งใจเรียนและความรู้สึกที่มีต่อไมค์ก็มีได้เพียงเพื่อน เธอไม่ต้องการคบกันและเลิกกันหากยิ่งฝืนจะยิ่งทำให้ทั้งสองคนเจ็บปวดและต้องเลิ







