เข้าสู่ระบบหลิวหลิงลี่กล่าวอำลาบิดาสั้น ๆ นางข่มน้ำตาไม่ให้ไหลรินออกมา ส่วนบิดาไม่ได้เอ่ยอันใดแต่สีหน้ากลับเผยความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจน หลิวหลิงลี่คุกเข่าคำนับบิดาเพื่ออำลา ในขณะที่โค้งตัวลงคำนับหญิงสาวก็รู้สึกใจหายที่จะต้องจากบิดาไปไกล แต่นางก็มิอาจเอ่ยให้บิดาเป็นกังวลได้
เพียงบุรุษวัยกลางคนพยุงบุตรสาวให้ลุกขึ้นยืน ข้างนอกก็เริ่มบรรเลงดนตรีเร่งเร้าให้เจ้าสาวต้องออกจากประตูจวน หลิวตงเองก็รู้สึกใจหายไม่ต่างจากบุตรี เขาจับมือบุตรสาวเดินไปยังหน้าประตูจวน ครั้นถึงหน้าประตูจวนบุรุษวัยกลางคนก็ยิ่งจับมือของบุตรสาวเอาไว้แน่น ราวกับไม่อยากให้นางก้าวออกจากเรือนไป
“ท่านพ่อดูแลตัวเองดี ๆ นะเจ้าคะ”
หลิวตงพยักหน้าตอบบุตรี แต่ไม่กล้าเอ่ยอันใดออกมา เพราะกลัวว่าจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ เขารู้ว่าตอนนี้เขาไม่อาจรั้งบุตรสาวให้อยู่ด้วยได้อีกต่อไป บุรุษวัยกลางคนจึงจำใจต้องปล่อยมือให้บุตรสาวก้าวเท้าออกจากประตูจวนไป
เพียงหลิวหลิงลี่เดินออกมาด้านนอกจวน ก็พบว่าชาวเมืองมายืนรอกันอย่างหนาแน่นตลอดทั้งสองข้างทาง หญิงสาวจึงได้ยอบตัวลงเล็กน้อยให้กับเหล่าชาวบ้านที่มาส่งนางออกเรือน
เมื่อทุกคนเห็นหลิวหลิงลี่ยอบตัวลงก็ต่างพากันคุกเข่า เดิมทีการแต่งงานตามธรรมเนียมเจ้าบ่าวจะต้องเดินทางมารับเจ้าสาวด้วยตนเอง เพื่อเป็นการให้เกียรติกับฝ่ายเจ้าสาว แต่หลัวหยางโหวกลับส่งมาเพียงแม่ทัพกับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ทำให้ชาวเมืองรู้สึกสงสารธิดาของเจ้าเมืองไม่น้อย และอีกอย่างการแต่งงานครั้งนี้ชาวเมืองล้วนรู้ดีว่าแต่งเพื่อยุติสงคราม ดังนั้นการที่หลัวหยางโหวไม่มาด้วยตนเอง ถือเป็นการดูแคลนธิดาเจ้าเมืองอย่างยิ่ง พวกชาวเมืองจึงรวมตัวกันมาส่งขบวนเจ้าสาว พร้อมร้องเพลงอวยพรให้หลิวหลิงลี่ดังกึกก้องตลอดทางจนถึงประตูเมืองหลิวผิง เพื่อให้คนที่มาจากเมืองอันหยางได้รู้ว่าธิดาของท่านเจ้าเมืองหลิวผิงนั้นเป็นที่รักใคร่ของชาวเมืองมากเพียงใด
ความรักและเคารพที่ชาวเมืองหลิวผิงมีให้หลิวหลิงลี่ ทำให้เหล่าคนที่มารับเจ้าสาวเห็นเป็นประจักษ์อย่างชัดเจน แม้กระทั่งห่าวซวนที่เย่อหยิ่งสุดท้ายก็ยังอดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองราษฎร ที่ให้ความเคารพต่อคุณหนูสกุลหลิวมากมายถึงเพียงนี้ และเพราะเหตุนี้ทำให้ห่าวซวนยิ่งรู้สึกละอายใจต่อหลิวหลิงลี่มากเข้าไปอีก
หญิงสาวที่นั่งอยู่ในรถม้าน้ำตาไหลรินเป็นสายน้ำด้วยความปลื้มปิติในการกระทำของชาวเมือง ก่อนหน้าที่หลิวหลิงลี่จะขึ้นรถม้าความจริงน้ำตาของนางก็ไหลออกมาแล้ว แต่โชคดีที่หลิวหลิงลี่ถือพัดบังใบหน้าเอาไว้ จึงไม่มีผู้ใดได้เห็นน้ำตาของนาง
ยามนี้ขบวนรถเจ้าสาวได้เดินทางออกจากเมืองหลิวผิงมาจนมองไม่เห็นตัวเมืองแล้ว แต่หลิวหลิงลี่ยังคงรู้สึกตื้นตันใจกับสิ่งที่ชาวเมืองได้ทำให้นาง ทำให้หญิงสาวมั่นใจว่าการเสียสละตัวเอง เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ครั้งนี้นางคิดถูกต้องแล้ว และไม่ว่าอย่างไรนางจะต้องทำให้หลัวหยางโหวใจอ่อนยอมวางความแค้นในอดีตให้ได้ แต่หากนางทำไม่ได้จริง ๆ ก็จะยื้อเวลาให้นานที่สุด เพื่อให้เมืองหลิวผิงเข้มแข็งขึ้นและสามารถปกป้องตัวเองได้
“หยุดก่อน” เสียงที่คุ้นหูของหลิวหลิงลี่ดังขึ้น
“เจ้ากล้าดียังไงมาขวางทางขบวนรถเจ้าสาวของท่านหลัวหยางโหว” เสียงห่าวซวนกล่าวดุดันกับผู้ที่มาขวางขบวนพร้อมชักดาบออกมาโดยไม่รอช้า
หลิวหลิงลี่ได้ยินเสียงน้องชายให้หยุดรถม้าก็รีบออกมาจากภายในรถม้าเพื่อห้ามห่าวซวนอย่างรวดเร็ว “ท่านแม่ทัพ เขาคือน้องชายของข้าเอง”
เมื่อห่าวซวนได้ยินหลิวหลิงลี่เอ่ยบอก จึงสั่งให้ทุกคนเก็บดาบทันที ไม่แปลกที่ห่าวซวนจะไม่รู้จักหลิวเลี่ยงลี่ เพราะตั้งแต่เข้าเมืองมาเขาก็ไม่เคยได้เห็นใบหน้าของหนุ่มน้อยผู้นี้เลย นั่นเพราะหลิวเลี่ยงลี่ทำใจส่งพี่สาวไปไม่ได้จึงได้แต่เก็บตัวอยู่ในค่ายทหาร
หลิวเลี่ยงลี่เห็นผู้เป็นพี่สาวออกมาจากรถม้าก็กระโดดลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว หญิงสาวไม่รอช้ารีบลงจากรถม้าแล้วเดินไปหาผู้เป็นน้องชายทันที
“พี่หญิง ข้าแค้นใจตัวเองยิ่งนักที่ไร้ความสามารถ วันนี้จึงทำได้เพียงแค่มาส่งท่านออกเรือนไปทั้งแบบนี้ ใจข้าไม่อยากมาส่งแต่เพียงแค่คิดว่าหากวันนี้ไม่มา ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้เจอท่านอีก แต่พี่หญิงโปรดวางใจ น้องจะมุมานะฝึกตนให้แข็งแกร่งเพื่อเป็นที่พึ่งให้ท่านพ่อและพี่หญิง หากวันใดคนแซ่หลัวทำไม่ดีกับท่าน ข้าจะไปรับท่านกลับบ้าน จะไม่ปล่อยให้ใครมารังแกท่านเป็นอันขาด” หลิวเลี่ยงลี่กล่าวทั้งน้ำตา
“โตแล้วยังจะร้องไห้อีก” หลิวหลิงลี่ยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยต่อ
“อาลี่ต่อไปพี่คงต้องฝากท่านพ่อให้เจ้าดูแลแล้ว แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็อย่าหักโหมจนเกินไป ต้องดูแลตัวเองให้ดี ๆ ส่วนพี่จะใช้ชีวิตให้ดี ไม่จำเป็นให้เจ้าต้องเป็นห่วง”
หลิวหลิงลี่นึกไม่ถึงว่าน้องชายจะขี่ม้าตามมาไกลถึงเพียงนี้ เพื่อมากล่าวถ้อยคำเหล่านี้ให้นางฟัง หญิงสาวพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้เพื่อให้น้องชายได้สบายใจ
“พี่หญิงต้องใช้ชีวิตให้ดี แต่หากไม่เป็นไปอย่างที่คิด ท่านต้องบอกข้านะ อย่าได้เก็บไว้แต่เพียงผู้เดียว ต่อให้ข้าไม่อาจแข็งแกร่งเทียบหลัวหยางโหวได้ แต่ข้าไม่ยินยอมให้ใครมาข่มเหงท่าน พี่หญิงรับปากข้าได้หรือไม่”
หลิวหลิงลี่พยักหน้าตอบรับน้องชาย น้ำตาที่กลั้นไว้บัดนี้กลับห้ามเอาไว้ไม่อยู่ น้ำใสไหลอาบแก้มทั้งสอง ถึงจะรู้ว่าน้องชายของนางตอนนี้ไม่สามารถสู้คนแซ่หลัวผู้นั้นได้เลย แต่เพียงได้ยินคำพูดของน้องชาย หัวใจของนางก็รู้สึกอบอุ่นและมีที่พึ่งพิงขึ้นมาทันที
วาจาที่หลิวเลี่ยงลี่กล่าวมา ห่าวซวนได้ยินชัดทุกถ้อยคำ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา เขาได้แต่ยิ้มหยันบนใบหน้า เพราะรู้ดีว่าเด็กหนุ่มผู้นี้หาใช่คู่ต่อสู้ของท่านโหวของตนไม่ และต่อให้หนุ่มน้อยฝึกหนักอีก10ปี ก็ยังไม่แน่ว่าจะนับเป็นคู่ต่อสู้ของหลัวหยางโหวได้
ครั้นแม่ทัพหนุ่มเห็นสองพี่น้องเอ่ยร่ำลากันพอสมควรแล้ว ห่าวซวนจึงได้เอ่ยเร่งหลิวหลิงลี่ “นายหญิงขอรับ ไปกันได้แล้วขอรับ หากยังชักช้าอาจถึงเมืองหนานเหลียนไม่ทันกำหนดการนะขอรับ”
เมื่อได้ยินแม่ทัพของหลัวหยางโหวกล่าว หลิวหลิงลี่ก็รีบเช็ดน้ำตาและยิ้มให้น้องชายเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินมาขึ้นรถม้า ส่วนหลิวเลี่ยงลี่ก็ยืนดูพี่สาวขึ้นรถม้าแล้วจึงเดินไปขึ้นม้าของตนเอง แต่ทว่าเขาก็ยังคงไม่ไปไหน หนุ่มน้อยมองขบวนรับเจ้าสาวจากไปจนลับตา แล้วจึงควบม้ากลับเข้าเมืองหลิวผิง
เฉินไทฮองไทเฮาได้ยินคำพูดของลูกสะใภ้ก็ไม่คิดช่วยบุตรชายเอ่ยแก้ตัว เพราะที่ผ่านมานางได้เอ่ยเตือนหลัวหยางฮ่องเต้ไปหลายคราแล้ว แต่เขากลับยังคงใช้วิธีเดิม ๆ กับหลัวอันอวี่ ดังนั้นสตรีวัยกลางคนจึงคิดว่าคนที่เรียนผูกย่อมต้องเรียนแก้ด้วยตนเอง จึงไม่คิดยื่นมือเข้าไปยุ่งส่วนคนอื่น ๆ ที่ได้ยินก็ต่างก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าสอดมือเข้าไปยุ่ง แม้หลัวหยางฮ่องเต้จะหันมาขอความช่วยเหลือแล้วก็ตาม เพราะท่าทีของหลิวฮองเฮานั้นดุดันราวกับแม่เสือที่พร้อมจะขย้ำทุกคนที่เข้ามายุ่งกับบุตรของตนในเมื่อเจ้าของบัลลังก์มังกรไม่อาจขอความช่วยเหลือจากผู้ใดได้ ก็ได้แต่สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด เพื่อรวบรวมความกล้าที่จะโต้เถียงกับภรรยาของตนเอง เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีวันยกบุตรชายของตนเองให้ผู้อื่นเลี้ยงดูเป็นอันขาดทว่ายังไม่ทันที่หลัวหยางฮ่องเต้จะเปล่งวาจาอันใดออกมา เสียงเจื้อยแจ้วของหลัวอันหนิงก็ดังขึ้น“ม่ายช่าย ไม่ใช่นะ ท่านพ่อรักท่านพี่มากกว่าข้าเสียอีก” องค์หญิงอันหนิงเห็นพี่ชายเสียใจ เห็นมารดาโกรธ แต่บิดาไม่กล้าพูดจึงได้รีบเอ่ยช่วยบิดา“หนิงเอ๋อร์ เจ้าเข้าข้างท่านพ่อ” หลัวอันอวี่เอ่ยเสียงแข็งอย่างไม่ตั้งใจองค์หญิงตั
“พ่อขอโทษ ทำเจ้ากลัวแล้ว พ่อจะตอบเดี๋ยวนี้ เจ้าอย่าร้องเลยนะ หนิงเอ๋อร์เด็กดีของพ่อ”เด็กน้อยได้ยินก็พยักหน้า ทว่าก็ไม่อาจบังคับน้ำใส ๆ เอาไว้ได้ น้ำตาที่คลออยู่หลั่งไหลออกมาเป็นสาย ด้วยความกลัวว่าจะทำให้บิดาไม่พอใจ สตรีตัวเล็กจึงได้รีบซุกหน้าเข้ากับแผงอกของบิดาทันทีที่น้ำใส ๆ ไหลล้นออกมา เพียงเพื่อไม่ให้ผู้เป็นบิดาได้เห็นน้ำตาของนางครั้นบุตรสาวโผเข้าหาหลัวหยางฮ่องเต้ก็ยิ่งกอดแน่นขึ้น ทว่าเพียงน้ำใส ๆ หยดลงบนอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ บวกกับร่างกายของบุตรสาวที่สั่นไหว ทำให้ความรู้สึกผิดในใจของหลัวหยางฮ่องเต้ยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว เขากดจมูกลงบนกลุ่มผมของบุตรสาวเบา ๆ พร้อมกับเอามือลูบที่แผ่นหลังของสตรีตัวเล็ก ในใจของเขายามนี้ราวถูกมือที่มองไม่เห็นขยำหัวใจจนแทบแหลกละเอียดด้วยอายุยังน้อยความคิดจึงยังตื้นเขิน หลัวอันหนิงหารู้ไม่ว่าต่อให้นางเอาหน้าซุกบิดา ก็ไม่อาจปิดบังความเสียใจต่อหน้าเหล่าผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าได้ เพราะถึงจะไม่เห็นใบหน้าขององค์หญิงน้อย แต่ด้วยร่างกายของสตรีตัวเล็กที่สะอื้นนั้น ก็สะท้านให้เหล่าผู้ที่เห็นรับรู้ได้ว่าองค์หญิงตัวน้อยกำลังร่ำไห้อยู่“หนิงเอ๋อร์อย่าร้
เด็กชายตัวน้อยมองบุรุษหนุ่มผู้ให้กำเนิด ก่อนจะหันมาหาบุรุษหนุ่มที่อุ้มเขาเอาไว้แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน“ท่านอา ท่านใจดีอ่อนโยนกับข้าเสมอเลยขอรับ เพราะแบบนี้ข้าถึงชอบท่านที่สุดเลย”ประโยคนี้ของหลัวอันอวี่ทำเอาหลัวหยางถึงกับกำหมัดแน่น หน้าดำหน้าแดงขึ้นทันตา เพราะคำว่าชอบจากปากของบุตรชาย เขาเองยังไม่เคยได้ฟังสักครา ทว่าโอรสของเขากลับกล่าวคำนี้กับผู้อื่น“แต่ข้าไม่เป็นไรขอรับ ท่านพ่อพูดถูกแล้ว อย่างไรข้าก็เป็นบุรุษ ล้มแค่นี้ข้าไม่เป็นไรหรอกขอรับ ท่านอาอย่าได้กังวลเลย” หลัวอันอวี่พูดจบก็ยิ้มให้สวีจิ้งมู่คุณชายตระกูลสวียิ้มตอบก่อนจะปล่อยหลัวอันอวี่ลงยืน แล้วจัดแจงอาภรณ์ให้เด็กชายตัวน้อยตรงหน้า พลางเอ่ยด้วยความอบอุ่น “เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”“จิ้งมู่หากเจ้าชอบเด็กขนาดนี้ ทำไมไม่แต่งภรรยาสักคนแล้วมีบุตรเป็นของตนเองสักทีเล่า มาคอยเอาอกเอาใจบุตรของผู้อื่นอยู่ได้”สวีจิ้งมู่ได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของหลัวหยางฮ่องเต้ ก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะประสานมือเอ่ยหยอกเย้าอย่างอารมณ์ดี“ฝ่าบาททรงตรัสเช่นนี้ก็ไม่ถูก บุตรของผู้อื่นเสียที่ไหนกันพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อฮองเฮาเป็นสหายของกระหม่อม เช่นนั้นบุตรชายของฮองเฮา ย่
หลังจากงานเลี้ยงครบสามเดือนของซื่อจื่อน้อย กุนซือที่ผ่านการมีครอบครัวมาก่อนก็ทนเห็นหลัวหยางโหวใช้เวลาอันมีค่าเสียเปล่าไปไม่ได้ จึงได้เอ่ยแนะนำให้เจ้าของจวนรีบผลิตทายาทคนต่อไป ในขณะที่ซื่อจื่อน้อยยังพอให้ผู้อื่นอุ้มเล่นอยู่บ้าง และไม่ติดหลิวหลิงลี่มากจนเกินไปนัก เพราะหากคุณชายน้อยอันอวี่โตขึ้นอีกนิดอาจจะไม่ยอมให้หลัวหยางโหวเข้าใกล้มารดาของเขา อย่างเช่นที่บุตรของตนเองทำด้วยคำแนะนำของกุนซือทำให้อีกหนึ่งปีต่อมา หลิวหลิงลี่ได้คลอดบุตรสาวอีกคน แต่การให้กำเนิดบุตรในครั้งนี้ทำให้หลิวหลิงลี่เสียเลือดเป็นจำนวนมาก และยังต้องพักฟื้นอยู่หลายวันจึงจะสามารถลุกขึ้นเดินได้ หลัวหยางโหวจึงไม่คิดให้หลิวหลิงลี่ตั้งครรภ์อีกส่วนฟางเซียวกับเสี่ยวหลี่หลังจากที่หลิวหลิงลี่คลอดคุณหนูอันหนิง ทั้งสองจึงได้ตกลงแต่งงานกัน เดิมทีเสี่ยวหลี่อยากอยู่ดูแลหลิวหลิงลี่อีกสักพัก เพราะหลังจากคลอดบุตรคนที่สองร่างกายของนายหญิงก็อ่อนแอ่ลงมาก แต่บังเอิญว่าท่านยายของเหนี่ยวเหนี่ยวได้เสียชีวิตแล้ว หลังเหนี่ยวเหนี่ยวไว้ทุกข์ได้หนึ่งปี หลิวตงกับหลิวเลี่ยงลี่จึงส่งสาวใช้คนสนิทของหลิวหลิงลี่ที่อยู่เมืองหลิวผิงมาคอยดูแล เสี่ยวหลี่จึง
9เดือนต่อมาเช้าวันนี้มีของขวัญจากเมืองต่าง ๆ มากมายถูกส่งมาที่จวนตระกูลหลัว เพื่อมอบให้ซื่อจื่อน้อยในวัยครบสามเดือน ถึงแม้ว่าหลัวหยางโหวกับหลิวหลิงลี่จะมิได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โตก็ตาม เพราะทั้งสองรู้ดีว่าญาติพี่น้องของตนเอง กำลังยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องการขยายการค้า หากทั้งสองจัดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ เฉินฟางหลาง หลิวตงกับหลิวเลี่ยงลี่ และเผยไจ่เหวินก็จะต้องเดินทางมาที่เมืองอันหยาง เพื่อร่วมงานเลี้ยงครบสามเดือนของหลัวอันอวี่ และอีกเหตุผลคือยามนี้เงินในคลังเกือบครึ่งถูกนำไปสร้างวังหลวง ผู้เป็นนายแห่งจวนหลัวทั้งสองจึงจำเป็นต้องมัธยัสถ์เอาไว้ก่อน ดังนั้นในงานเลี้ยงวันนี้นอกจากเหล่าขุนนาง ก็มีเพียงคนสนิททั้งสามของหลัวหยางโหว และสวีจิ้งมู่ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหนานเหลียน หลังจากกลับไปเยี่ยมบิดามารดามาเท่านั้นเดิมทีสวีจิ้งมู่คิดจะกลับมาให้ทันหลิวหลิงลี่คลอดบุตร ทว่าจางหลิงเยว่กับซางเซิ่นจือกำลังป่วยหนักด้วยกามโรค หลัวหยางโหวจึงขอให้ชายหนุ่มตระกูลสวีอยู่ที่เมืองหนานเหลียน จนกว่าทั้งสองจะตายจากไป เพื่อจะได้นำข่าวนี้มาส่งให้กับจางอ้ายเหลียนได้รู้ เพราะหากเป็นคนขอ
หนึ่งเดือนต่อมาภายในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข่าวของคนทั้งห้าที่วางแผนทำร้ายหลิวหลิงลี่ ต่างทยอยส่งมาจากเมืองต่าง ๆ เริ่มจากหวงสือลิ่วบุตรชายนอกจวนของเจ้าเมืองหยวนสุ่ย เพียงเขากลับไปถึงเมืองหยวนสุ่ยได้ไม่ถึงสามวัน เผิงฮูหยินก็บีบบังคับให้เจ้าเมืองหยวนสุ่ยยกหยกขาวสลักลายบงกช ให้กับบุตรที่ยังไม่ลืมตาดูโลกในครรภ์ของนางทว่าเจ้าเมืองหยวนสุ่ยกลับไม่ยินยอม โดยอ้างว่าเขายังไม่แน่ใจว่าบุตรในครรภ์ของฮูหยินนั้นเป็นสตรีหรือบุรุษ แต่ความจริงหาใช่อย่างที่เจ้าเมืองหยวนสุ่ยเอ่ยไม่ ทว่าความจริงเป็นเพราะเขาไม่อยากทำผิดต่อสองแม่ลูกมากไปกว่านี้ เพราะเพียงแค่ให้หวงสือลิ่วกับมารดาต้องออกจากจวนไปอยู่ข้างนอก เจ้าเมืองหยวนสุ่ยก็รู้สึกละอายใจต่อสองแม่ลูกมากแล้วในเมื่อเจ้าเมืองหยวนสุ่ยไม่ยินดีมอบหยกขาวสลักลายบงกชให้กับบุตรของเผิงฮูหยิน ภรรยาเอกของท่านเจ้าเมืองจึงไม่ลังเลที่จะหักหลังสามีของตนเองเพื่อบุตรในครรภ์ไม่ถึงสิบวันเผิงฮูหยินก็ให้แม่ทัพใหญ่เหยียนยกกองกำลังทหารมาก่อกบฏ แล้วสังหารเจ้าเมืองหยวนสุ่ยกับหวงสือลิ่ว รวมถึงมารดาของเขา กับเหล่าภรรยาและอนุของหวงสือลิ่วด้วยหลังจากเจ้าเมืองหยวนสุ่ยตาย แม่ทัพใหญ่เหยี
หลังจากหลัวหยางโหวกลับมาถึงจวน ก็บอกให้พ่อบ้านเรียกตัวเผยไจ่เหวินเข้ามาพบเขาที่ห้องหนังสือ ครั้นคุณชายรองตระกูลเผยรู้ว่าเจ้าของจวนต้องการพบเขา ชายหนุ่มตระกูลเผยก็ไม่รอช้า เพราะเขาเองก็มีเรื่องจะพูดกับชายหนุ่มเจ้าของจวนเช่นกันเดิมทีเผยไจ่เหวินอยากจะพูดคุยเรื่องนี้กับหลัวหยางโหวตั้งแต่เช้าแล้ว ทว่าเ
“ข้าคือ จางหลิงเยว่ ส่วนนี้คือป้ายเข้าออกจวนเจ้าค่ะ”ท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่า แผนการของตนเองจะสำเร็จลุล่วงของหญิงสาวตระกูลจางนั้น ล้วนตกอยู่ในสายตาของหน่วยลับที่หลัวหยางโหวส่งมา โดยที่หญิงสาวไม่รู้เลยว่า หน่วยลับของหลัวหยางโหวกำลังแอบมองแอบฟังนางจากข้างนอกหน้าต่างครั้นเหล่าคุณชายได้เห็นใ
วันนี้จางหลิงเยว่จงใจขอพ่อบ้านประจำจวนออกมาเลือกซื้อข้าวของเข้าจวน และคิดจะปลีกตัวไปจ่ายเงินที่รับปากนักเล่าเรื่องเอาไว้ เพราะหลังจากที่นางให้นักเล่าเรื่องปล่อยข่าวไปนั้น สาวใช้ในจวนก็นำเรื่องที่นางได้ปล่อยไปมาซุบซิบนินทากัน ทำให้หญิงสาวแซ่จางคิดว่าข่าวที่นางปล่อยไปนั้นได้ผลดียิ่งนักทว่าตอนที่นางก
หลังจากหลัวหยางโหวเดินออกมาจากห้องของอนุเหมย เขาก็ไม่รอช้าที่จะจัดการตามแผนการที่ได้คิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นจึงสั่งพ่อบ้านให้ไปทำเรื่องสำคัญให้แก่เขา ทว่าชายหนุ่มเจ้าของจวนก็มิลืมให้พ่อบ้านต้มยาสงบจิตไปส่งให้กับมารดาและฮูหยินของตนด้วยหลังจากสั่งการทุกอย่างกับพ่อบ้านและเตียนอี๋เสร็จเรียบร้อ







