Se connecter“แม่ทัพน้อย ท่านใจเย็นก่อน” หลิวตงเอ่ยกับห่าวซวนก่อนจะหันไปทางแม่ทัพลี่หม่าแล้วเอ่ยเสียงแข็ง “เจ้ากลับไปค่ายทหารเดี๋ยวนี้”
ที่หลิวตงต้องรีบเอ่ยห้ามนั้น เพราะท่าทีที่ไม่กลัวของห่าวซวนทำให้เขาเกิดความข้องใจ เนื่องจากแม่ทัพของหลัวหยางโหวพาคนเข้าเมืองมาเพียง10คนเท่านั้น แต่ห่าวซวนกลับชักดาบออกมาหมายจะสู้กับแม่ทัพของเขาอย่างไม่เกร็งกลัว บวกกับคำพูดเหยียดหยามที่ท้าทายความอดกลั้นของเขาหลายครั้ง ทำให้หลิวตงสงสัยว่ายามนี้อาจมีคนของหลัวหยางโหวแอบแฝงเข้ามาในเมืองหลิวผิงแล้วก็เป็นได้
หากเกิดต่อสู้กันจริงเกรงว่าหลัวหยางโหวจะใช้ข้ออ้างนี้ยุติการแต่งงานที่หลัวฮูหยินตอบตกลงเอาไว้ และยกทัพมาตีเมืองหลิวผิงโทษฐานที่กล้าลงมือกับแม่ทัพที่เมืองอันหยางส่งมารับตัวเจ้าสาว
“แต่” ลี่หม่ามองหน้าเจ้าเมืองหลิวผิงก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปด้วยความโกรธ
“แม่ทัพน้อยอย่าได้ถือโทษโกรธแม่ทัพลี่หม่าเลย เขาเพียงไม่เข้าใจสถานการณ์เท่านั้น เรื่องทรัพย์สินเงินทองหาได้สำคัญกับเมืองหลิวผิงของเราไม่ ในเมื่อสองตระกูลผูกสัมพันธ์กันแล้ว ย่อมต้องเห็นอกเห็นใจโอนอ่อนให้กันเป็นธรรมดา”
ถึงจะถูกหยาบศักดิ์ศรีแต่หลิวตงก็ได้แต่อดกลั้นเอาไว้ เพราะต่อให้ยามนี้ในเมืองหลิวผิงไม่มีคนของหลัวหยางโหวแฝงตัวอยู่ แต่ด้วยทหารของหลัวหยางโหวที่อยู่นอกเมืองตอนนี้ หากเกิดการต่อสู้กันจริง ก็ยังมิแน่ว่าเมืองหลิวผิงจะสามารถชนะได้หรือไม่ เพราะยามนี้ทหารที่ประจำการในเมืองหลิวผิงส่วนหนึ่งได้ไปช่วยชาวบ้านอพยพภัยน้ำท่วม อีกส่วนหนึ่งก็ถูกเกณฑ์ไปช่วยทำที่พักให้ชาวบ้านที่ลี้ภัย ดังนั้นยามนี้ทหารในเมืองหลิวผิงจึงเหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง และความสามารถในด้านการต่อสู้ก็ยังเป็นรองทหารของหลัวหยางโหวอยู่มาก หลิวตงจึงไม่อาจเสี่ยงทำการใด ๆ ได้
“ท่านเจ้าเมืองช่างรู้สถานการณ์ดีเสียจริง เช่นนั้นก็ดีข้าจะได้ไม่ต้องทำในสิ่งที่ลำบากใจ”
ห่าวซวนเองก็รู้ว่าที่เขาเอ่ยมานั้นเป็นการหยามศักดิ์ศรีของอีกฝ่ายมากเพียงใด แต่นั่นไม่ทำให้เขารู้สึกละอายใจเท่ากับการที่ยกสินสอดมาน้อยนิด เพียงเพื่อต้องการทำลายชื่อเสียงหญิงงามล้มเมืองของบุตรสาวเจ้าเมืองหลิวผิง เพราะข่าวลือเรื่องความงามที่หาผู้ใดเปรียบจนมีเจ้าเมืองหลายเมืองส่งทูตมาสู่ขอ โดยยินยอมยกดินแดนบางส่วนให้เป็นสินสอด ทว่าทูตเหล่านั้นกลับถูกเจ้าเมืองหลิวผิงปฏิเสธกลับไปทุกครา แต่บัดนี้ธิดาของเจ้าเมืองหลิวผิงกลับออกเรือนไปด้วยสินสอดที่เทียบเท่ากับบุตรสาวชาวบ้านทั่วไปจะได้รับ
หากข่าวนี้แพร่ออกไป ไม่รู้ว่าเจ้าเมืองหลิวผิงจะถูกเหล่าคนที่เคยมาสู่ขอบุตรสาวเยาะเย้ยถากถางมากเพียงใด และแม่นางน้อยที่จะต้องแต่งงานกับหลัวหยางโหวจะรับไหวหรือไม่ที่จะถูกนินทาด้วยเรื่องนี้ แต่ทว่าห่าวซวนก็มิอาจขัดคำสั่งของผู้เป็นนายได้ เขาจึงได้แต่ทำตามและทำให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ผู้เป็นนายผิดหวัง
เรื่องที่เกิดขึ้นขณะที่ต้อนรับขบวนสินสอดดังสะพัดแพร่ไปทั่วภายในค่ำคืนเดียว แม้แต่หญิงสาวที่เก็บตัวอยู่แต่ในจวนเจ้าเมืองก็รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ข่าวนี้ทำให้ประชาชนเมืองหลิวผิงเห็นใจหลิวหลิงลี่ และทราบซึ้งในความเสียสละของนาง อีกทั้งยังชื่นชมเจ้าเมืองหลิวผิงที่ยอมทำทุกอย่าง และอดทนอดกลั้นเพื่อชาวเมืองหลิวผิงอีกด้วย
วันต่อมา
วันนี้หลิวหลิงลี่ต้องออกเรือนลาจากครอบครัวไปแล้ว ทั้งจวนประดับประดาด้วยผ้าและกระดาษสีแดงทั้งด้านในและด้านนอกจวน ชาวเมืองต่างพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดใหม่เพื่อส่งธิดาของท่านเจ้าเมืองออกเรือน
หลิวหลิงลี่ตื่นแต่เช้ารุ่งอาบน้ำ รอบกายนางถูกรุมล้อมด้วยสาวรับใช้ที่มาช่วยกันแต่งตัวแต่งหน้าทำผม เมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องครบถ้วนทุกอย่างแล้ว สาวรับใช้ที่มาล้อมรอบอยู่ต่างเอ่ยปากชมในความงามที่โดดเด่นจนสะดุดตา ผิวที่ขาวราวหิมะ เมื่อถูกเติมแต่งด้วยสีชาดทาปากทาแก้ม ก็ทำให้ดวงหน้าดุจบุปผาที่กำลังเบ่งบาน เสื้อผ้าแพรพรรณชั้นดีกับเครื่องประดับล้ำค่าเสริมให้หลิวหลิงลี่สวยสง่าหาใดเปรียบ
หลังจากสาวรับใช้ที่มาช่วยแต่งตัวให้หลิวหลิงลี่ออกจากห้องไป เหนี่ยวเหนี่ยวสาวใช้คนสนิทก็รีบมาเอ่ยความในใจของนางทันที
“คุณหนูข้าอยากไปกับท่าน คุณหนูพาข้าไปด้วยเถอะเจ้าค่ะ”
“เหนียวเหนี่ยว เจ้ายังมีท่านยายที่กำลังป่วยให้เจ้าต้องดูแล และอีกอย่างข้ายังไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ไหนเลยจะพาเจ้าที่ข้ารักและเอ็นดูราวน้องสาวไปลำบากได้”
เดิมทีหลิวหลิงลี่ก็ไม่อยากเอาเหนี่ยวเหนี่ยวไปเผชิญความลำบากด้วย แล้วยิ่งได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานทำให้หญิงสาวยิ่งมิต้องการให้สาวใช้คนสนิทไปร่วมชะตากรรมอันโหดร้ายกับนาง
“แต่...”
“เจ้าเชื่อข้า ดูแลท่านยายของเจ้าให้ดี หากวันหน้าชีวิตของข้าราบรื่นดีจะมารับเจ้าไปอยู่ด้วย” ถึงหลิวหลิงลี่จะพอทำนายดวงชะตาของตนเองได้คร่าว ๆ แต่นางก็ยังหวังว่าชีวิตของนางจะมีปาฎิหารทำให้หลัวหยางโหวคลายทิฐิในใจลงได้
“คุณหนูจะต้องมารับข้าจริง ๆ นะเจ้าคะ ไม่หลอกข้าแน่นะคุณหนู” เหนี่ยวเหนี่ยวถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ
หลิวหลิงลี่จับแก้มทั้งสองข้างของหญิงสาวไว้ก่อนจะบีบเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“แน่นอน ไม่หลอกเจ้าแน่นอน” ‘หากข้ามีชีวิตที่ดีจะมารับเจ้าแน่นอน’ ประโยคหลังหลิวหลิงลี่ได้แต่เอ่ยในใจ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ให้สาวรับใช้คนสนิท
“เช่นนั้นตอนที่ข้ายังไม่ได้อยู่ข้างกายท่าน คุณหนูจะต้องดูแลตัวเองให้ดี ๆ นะเจ้าคะ” เหนี่ยวเหนี่ยวเอ่ยเสียงเศร้า ดวงตาของนางคลอไปด้วยน้ำใส นางเงยหน้าขึ้นเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมาในวันงานมงคลของผู้เป็นนาย
เมื่อถึงฤกษ์มงคลหลิวหลิงลี่ก็ถูกหญิงรับใช้อาวุโสห้อมล้อมส่งตัวเจ้าสาวไปยังห้องโถงด้านหน้า โดยมีผู้เป็นบิดารอคอยอยู่ที่นั่นแต่กลับไร้เงาของน้องชาย
ถึงหลิวเลี่ยงลี่จะเข้าใจจุดประสงค์ในการแต่งงานครั้งนี้ดีแล้ว แต่ก็ยังทำใจที่จะส่งพี่สาวอันเป็นที่รักไปไม่ได้ ยิ่งได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เขายิ่งกลัวว่าตนเองจะหักห้ามใจไม่ได้ จนทำให้การแต่งงานครั้งนี้มีปัญหา จึงไม่ได้อยู่ส่งพี่สาวออกเรือน
เฉินไทฮองไทเฮาได้ยินคำพูดของลูกสะใภ้ก็ไม่คิดช่วยบุตรชายเอ่ยแก้ตัว เพราะที่ผ่านมานางได้เอ่ยเตือนหลัวหยางฮ่องเต้ไปหลายคราแล้ว แต่เขากลับยังคงใช้วิธีเดิม ๆ กับหลัวอันอวี่ ดังนั้นสตรีวัยกลางคนจึงคิดว่าคนที่เรียนผูกย่อมต้องเรียนแก้ด้วยตนเอง จึงไม่คิดยื่นมือเข้าไปยุ่งส่วนคนอื่น ๆ ที่ได้ยินก็ต่างก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าสอดมือเข้าไปยุ่ง แม้หลัวหยางฮ่องเต้จะหันมาขอความช่วยเหลือแล้วก็ตาม เพราะท่าทีของหลิวฮองเฮานั้นดุดันราวกับแม่เสือที่พร้อมจะขย้ำทุกคนที่เข้ามายุ่งกับบุตรของตนในเมื่อเจ้าของบัลลังก์มังกรไม่อาจขอความช่วยเหลือจากผู้ใดได้ ก็ได้แต่สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด เพื่อรวบรวมความกล้าที่จะโต้เถียงกับภรรยาของตนเอง เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีวันยกบุตรชายของตนเองให้ผู้อื่นเลี้ยงดูเป็นอันขาดทว่ายังไม่ทันที่หลัวหยางฮ่องเต้จะเปล่งวาจาอันใดออกมา เสียงเจื้อยแจ้วของหลัวอันหนิงก็ดังขึ้น“ม่ายช่าย ไม่ใช่นะ ท่านพ่อรักท่านพี่มากกว่าข้าเสียอีก” องค์หญิงอันหนิงเห็นพี่ชายเสียใจ เห็นมารดาโกรธ แต่บิดาไม่กล้าพูดจึงได้รีบเอ่ยช่วยบิดา“หนิงเอ๋อร์ เจ้าเข้าข้างท่านพ่อ” หลัวอันอวี่เอ่ยเสียงแข็งอย่างไม่ตั้งใจองค์หญิงตั
“พ่อขอโทษ ทำเจ้ากลัวแล้ว พ่อจะตอบเดี๋ยวนี้ เจ้าอย่าร้องเลยนะ หนิงเอ๋อร์เด็กดีของพ่อ”เด็กน้อยได้ยินก็พยักหน้า ทว่าก็ไม่อาจบังคับน้ำใส ๆ เอาไว้ได้ น้ำตาที่คลออยู่หลั่งไหลออกมาเป็นสาย ด้วยความกลัวว่าจะทำให้บิดาไม่พอใจ สตรีตัวเล็กจึงได้รีบซุกหน้าเข้ากับแผงอกของบิดาทันทีที่น้ำใส ๆ ไหลล้นออกมา เพียงเพื่อไม่ให้ผู้เป็นบิดาได้เห็นน้ำตาของนางครั้นบุตรสาวโผเข้าหาหลัวหยางฮ่องเต้ก็ยิ่งกอดแน่นขึ้น ทว่าเพียงน้ำใส ๆ หยดลงบนอาภรณ์ที่เขาสวมใส่ บวกกับร่างกายของบุตรสาวที่สั่นไหว ทำให้ความรู้สึกผิดในใจของหลัวหยางฮ่องเต้ยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้นเป็นเท่าตัว เขากดจมูกลงบนกลุ่มผมของบุตรสาวเบา ๆ พร้อมกับเอามือลูบที่แผ่นหลังของสตรีตัวเล็ก ในใจของเขายามนี้ราวถูกมือที่มองไม่เห็นขยำหัวใจจนแทบแหลกละเอียดด้วยอายุยังน้อยความคิดจึงยังตื้นเขิน หลัวอันหนิงหารู้ไม่ว่าต่อให้นางเอาหน้าซุกบิดา ก็ไม่อาจปิดบังความเสียใจต่อหน้าเหล่าผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าได้ เพราะถึงจะไม่เห็นใบหน้าขององค์หญิงน้อย แต่ด้วยร่างกายของสตรีตัวเล็กที่สะอื้นนั้น ก็สะท้านให้เหล่าผู้ที่เห็นรับรู้ได้ว่าองค์หญิงตัวน้อยกำลังร่ำไห้อยู่“หนิงเอ๋อร์อย่าร้
เด็กชายตัวน้อยมองบุรุษหนุ่มผู้ให้กำเนิด ก่อนจะหันมาหาบุรุษหนุ่มที่อุ้มเขาเอาไว้แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน“ท่านอา ท่านใจดีอ่อนโยนกับข้าเสมอเลยขอรับ เพราะแบบนี้ข้าถึงชอบท่านที่สุดเลย”ประโยคนี้ของหลัวอันอวี่ทำเอาหลัวหยางถึงกับกำหมัดแน่น หน้าดำหน้าแดงขึ้นทันตา เพราะคำว่าชอบจากปากของบุตรชาย เขาเองยังไม่เคยได้ฟังสักครา ทว่าโอรสของเขากลับกล่าวคำนี้กับผู้อื่น“แต่ข้าไม่เป็นไรขอรับ ท่านพ่อพูดถูกแล้ว อย่างไรข้าก็เป็นบุรุษ ล้มแค่นี้ข้าไม่เป็นไรหรอกขอรับ ท่านอาอย่าได้กังวลเลย” หลัวอันอวี่พูดจบก็ยิ้มให้สวีจิ้งมู่คุณชายตระกูลสวียิ้มตอบก่อนจะปล่อยหลัวอันอวี่ลงยืน แล้วจัดแจงอาภรณ์ให้เด็กชายตัวน้อยตรงหน้า พลางเอ่ยด้วยความอบอุ่น “เจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”“จิ้งมู่หากเจ้าชอบเด็กขนาดนี้ ทำไมไม่แต่งภรรยาสักคนแล้วมีบุตรเป็นของตนเองสักทีเล่า มาคอยเอาอกเอาใจบุตรของผู้อื่นอยู่ได้”สวีจิ้งมู่ได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของหลัวหยางฮ่องเต้ ก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะประสานมือเอ่ยหยอกเย้าอย่างอารมณ์ดี“ฝ่าบาททรงตรัสเช่นนี้ก็ไม่ถูก บุตรของผู้อื่นเสียที่ไหนกันพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อฮองเฮาเป็นสหายของกระหม่อม เช่นนั้นบุตรชายของฮองเฮา ย่
หลังจากงานเลี้ยงครบสามเดือนของซื่อจื่อน้อย กุนซือที่ผ่านการมีครอบครัวมาก่อนก็ทนเห็นหลัวหยางโหวใช้เวลาอันมีค่าเสียเปล่าไปไม่ได้ จึงได้เอ่ยแนะนำให้เจ้าของจวนรีบผลิตทายาทคนต่อไป ในขณะที่ซื่อจื่อน้อยยังพอให้ผู้อื่นอุ้มเล่นอยู่บ้าง และไม่ติดหลิวหลิงลี่มากจนเกินไปนัก เพราะหากคุณชายน้อยอันอวี่โตขึ้นอีกนิดอาจจะไม่ยอมให้หลัวหยางโหวเข้าใกล้มารดาของเขา อย่างเช่นที่บุตรของตนเองทำด้วยคำแนะนำของกุนซือทำให้อีกหนึ่งปีต่อมา หลิวหลิงลี่ได้คลอดบุตรสาวอีกคน แต่การให้กำเนิดบุตรในครั้งนี้ทำให้หลิวหลิงลี่เสียเลือดเป็นจำนวนมาก และยังต้องพักฟื้นอยู่หลายวันจึงจะสามารถลุกขึ้นเดินได้ หลัวหยางโหวจึงไม่คิดให้หลิวหลิงลี่ตั้งครรภ์อีกส่วนฟางเซียวกับเสี่ยวหลี่หลังจากที่หลิวหลิงลี่คลอดคุณหนูอันหนิง ทั้งสองจึงได้ตกลงแต่งงานกัน เดิมทีเสี่ยวหลี่อยากอยู่ดูแลหลิวหลิงลี่อีกสักพัก เพราะหลังจากคลอดบุตรคนที่สองร่างกายของนายหญิงก็อ่อนแอ่ลงมาก แต่บังเอิญว่าท่านยายของเหนี่ยวเหนี่ยวได้เสียชีวิตแล้ว หลังเหนี่ยวเหนี่ยวไว้ทุกข์ได้หนึ่งปี หลิวตงกับหลิวเลี่ยงลี่จึงส่งสาวใช้คนสนิทของหลิวหลิงลี่ที่อยู่เมืองหลิวผิงมาคอยดูแล เสี่ยวหลี่จึง
9เดือนต่อมาเช้าวันนี้มีของขวัญจากเมืองต่าง ๆ มากมายถูกส่งมาที่จวนตระกูลหลัว เพื่อมอบให้ซื่อจื่อน้อยในวัยครบสามเดือน ถึงแม้ว่าหลัวหยางโหวกับหลิวหลิงลี่จะมิได้จัดงานเลี้ยงใหญ่โตก็ตาม เพราะทั้งสองรู้ดีว่าญาติพี่น้องของตนเอง กำลังยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องการขยายการค้า หากทั้งสองจัดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ เฉินฟางหลาง หลิวตงกับหลิวเลี่ยงลี่ และเผยไจ่เหวินก็จะต้องเดินทางมาที่เมืองอันหยาง เพื่อร่วมงานเลี้ยงครบสามเดือนของหลัวอันอวี่ และอีกเหตุผลคือยามนี้เงินในคลังเกือบครึ่งถูกนำไปสร้างวังหลวง ผู้เป็นนายแห่งจวนหลัวทั้งสองจึงจำเป็นต้องมัธยัสถ์เอาไว้ก่อน ดังนั้นในงานเลี้ยงวันนี้นอกจากเหล่าขุนนาง ก็มีเพียงคนสนิททั้งสามของหลัวหยางโหว และสวีจิ้งมู่ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหนานเหลียน หลังจากกลับไปเยี่ยมบิดามารดามาเท่านั้นเดิมทีสวีจิ้งมู่คิดจะกลับมาให้ทันหลิวหลิงลี่คลอดบุตร ทว่าจางหลิงเยว่กับซางเซิ่นจือกำลังป่วยหนักด้วยกามโรค หลัวหยางโหวจึงขอให้ชายหนุ่มตระกูลสวีอยู่ที่เมืองหนานเหลียน จนกว่าทั้งสองจะตายจากไป เพื่อจะได้นำข่าวนี้มาส่งให้กับจางอ้ายเหลียนได้รู้ เพราะหากเป็นคนขอ
หนึ่งเดือนต่อมาภายในหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ข่าวของคนทั้งห้าที่วางแผนทำร้ายหลิวหลิงลี่ ต่างทยอยส่งมาจากเมืองต่าง ๆ เริ่มจากหวงสือลิ่วบุตรชายนอกจวนของเจ้าเมืองหยวนสุ่ย เพียงเขากลับไปถึงเมืองหยวนสุ่ยได้ไม่ถึงสามวัน เผิงฮูหยินก็บีบบังคับให้เจ้าเมืองหยวนสุ่ยยกหยกขาวสลักลายบงกช ให้กับบุตรที่ยังไม่ลืมตาดูโลกในครรภ์ของนางทว่าเจ้าเมืองหยวนสุ่ยกลับไม่ยินยอม โดยอ้างว่าเขายังไม่แน่ใจว่าบุตรในครรภ์ของฮูหยินนั้นเป็นสตรีหรือบุรุษ แต่ความจริงหาใช่อย่างที่เจ้าเมืองหยวนสุ่ยเอ่ยไม่ ทว่าความจริงเป็นเพราะเขาไม่อยากทำผิดต่อสองแม่ลูกมากไปกว่านี้ เพราะเพียงแค่ให้หวงสือลิ่วกับมารดาต้องออกจากจวนไปอยู่ข้างนอก เจ้าเมืองหยวนสุ่ยก็รู้สึกละอายใจต่อสองแม่ลูกมากแล้วในเมื่อเจ้าเมืองหยวนสุ่ยไม่ยินดีมอบหยกขาวสลักลายบงกชให้กับบุตรของเผิงฮูหยิน ภรรยาเอกของท่านเจ้าเมืองจึงไม่ลังเลที่จะหักหลังสามีของตนเองเพื่อบุตรในครรภ์ไม่ถึงสิบวันเผิงฮูหยินก็ให้แม่ทัพใหญ่เหยียนยกกองกำลังทหารมาก่อกบฏ แล้วสังหารเจ้าเมืองหยวนสุ่ยกับหวงสือลิ่ว รวมถึงมารดาของเขา กับเหล่าภรรยาและอนุของหวงสือลิ่วด้วยหลังจากเจ้าเมืองหยวนสุ่ยตาย แม่ทัพใหญ่เหยี
“ท่านแม่ของข้ายังมีเวลาอีกเท่าใด?”“หากฝังเข็มก็จะอยู่ได้อีกไม่เกินสามวัน ทว่าในสามวันนี้มารดาของท่าน ก็จะนอนหมดสติอยู่เช่นนี้จนกว่าจะหมดลมหายใจไปในที่สุด แต่หากคุณชายอยากให้ข้ายื้อชีวิตมารดาของท่านให้ลุกขึ้นมานั่ง ๆ นอน ๆ ได้อีกสักเจ็ดถึงสิบวัน ข้าก็สามารถทำได้อยู่ เพียงแต่...” ท่านหมอไม่กล้าที่จะ
ยามเซิน [1] คนของเฉินอี้เหรินที่คุ้มครองอนุเหมยกลับมาที่เมืองอันหยาง ควบม้ามาที่จวนตระกูลหลัวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เพื่อขอให้พ่อบ้านไปตามหมอที่เก่งที่สุดมารอสตรีตระกูลเหมยแต่เมื่อคนของเฉินอี้เหรินได้ทราบจากพ่อบ้านประจำจวนว่า นายหญิงได้ให้บุรุษผู้ดูแลจวนไปหาหมอเอาไว้รอก่อนแล้ว เขาจึงได้เดินไปยังเรือ
ในขณะที่หลัวหยางโหวกำลังคิดคำตอบอยู่นั้น เสียงของพ่อบ้านประจำจวนก็ดังขึ้น “ท่านโหวขอรับ ข้าน้อยมีเรื่องสำคัญจะรายงานขอรับ”เสียงของพ่อบ้านราวเสียงจากสวรรค์ ที่สามารถช่วยชีวิตคนได้อย่างน่าอัศจรรย์ หัวคิ้วของหลัวหยางโหวคลายออกอย่างรวดเร็ว เมื่ออยู่ดี ๆ ก็มีทางออกมาเยือน“ขอโทษที ข้ามีเรื่องต้องไปจัดก
หลังจากหลัวหยางโหวพูดคุยกับสวีจิ้งมู่เสร็จก็กลับเข้ามาในงานเลี้ยง แต่เพียงดื่มกินได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อเขาก็ขอตัวกลับ และขอให้แม่ทัพทั้งสามกับเหล่าขุนนางของเมืองอันหยาง อยู่กินเลี้ยงกับคณะทูตจากเมืองหลิวผิงต่อหลังจากหลัวหยางโหวกับหลิวหลิงลี่ออกจากงานเลี้ยงไปแล้ว สวีจิ้งมู่เห็นว่าเขาเองก็ไม่ควรนั่งอยู่







