LOGINแสงแดดยามสายทอประกายลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนโหว บรรยากาศภายในจวนวันนี้ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะข่าวการรับอนุคนใหม่เข้าจวนของท่านโหวลู่เหวินอวี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งจวนแล้ว เหล่าข้ารับใช้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นทีวันนี้ที่จวนคงเกิดระเบิดลูกใหญ่ถล่มอย่างแน่นอน ฮูหยินใหญ่จะต้องอาละวาดอย่างหนัก อนุผู้นี้อาจจะถูกตบตีอย่างน่าเวทนา
เหล่าข้ารับใช้ต่างพูดกันไปต่างๆนาๆ แต่ในเรือนใหญ่ที่พักของฮูหยินเอก กลับมีเพียงความเงียบสงบและกลิ่นกำยานดอกหอมหมื่นลี้ที่ถูกจุดเอาไว้ภายในห้อง
หลินหว่านเอ๋อร์ในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะไม้แกะสลักอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ค่อยสนใจการมาถึงของอนุคนใหม่ผู้นี้เท่าใดนัก อาอิน สาวใช้คนสนิทที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายนางมานาน เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนไม่อนาทรร้อนใจเลยแม้แต่น้อยก็เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข
“ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวไม่เข้าใจจริงๆ ท่านโหวใจร้ายกับท่านถึงเพียงนี้ เหตุใดท่านถึงยังทนอยู่ และยังต้องมาจัดงานต้อนรับอนุคนใหม่ให้เขาเช่นนี้ด้วย? คนอื่นเห็นเข้าก็มีแต่จะหัวเราะเยาะท่านว่าอ่อนแอ”
หลินหว่านเอ๋อร์วางถ้วยชาลงก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง นางชี้มือไปยังของขวัญพบหน้าที่ตนเองเตรียมเอาไว้แล้วจึงเอ่ย
“อาอิน เจ้าดูสิ ของพวกนี้ล้วนแต่เป็นของชั้นดีทั้งนั้น ผ้าแพรเนื้อดี เครื่องประดับทองคำและขนมถั่วกวนสูตรพิเศษจากร้านดัง ของเหล่านี้เป็นเงินของลู่เหวินอวี้ทั้งหมด ไม่ใช่เงินข้าเสียหน่อยแล้วข้าจะร้อนใจไปทำไมกัน อีกอย่างข้าไม่อยากสนใจเขาแล้ว เขาอยากจะรับอนุกี่คนก็แล้วแต่เขาเถอะ”
“ฮูหยิน! เหตุใดหลังจากท่านหายป่วยจึงไม่สนใจท่านโหวแล้วเล่า หากเขาไม่ไยดีท่านจริงๆ แล้วท่านจะทำเช่นไร ยามนี้ราชครูหลินบิดาท่านก็สุขภาพไม่ค่อยดีแล้ว ต่อไปท่านจะพึ่งพิงผู้ใดได้อีก”
“ข้าพึ่งพิงตนเองก็ได้นี่นา เหตุใดต้องรอพึ่งพาคนสารเลวแบบนั้นด้วยเล่า อาอินเจ้าลองคิดดูนะ ถ้าพวกนางมาอยู่ที่นี่แล้วอยู่อย่างสงบ เสงี่ยมอยู่กันแบบสงบสุข ชีวิตในจวนโหวนี้ก็จะเป็นสวรรค์ของข้าแล้ว อีกทั้งข้าจะได้มีเวลานั่งกินนอนกินอย่างสบายใจ ยิ่งข้าไม่โวยวายเท่าใดก็ส่งผลดีต่อข้าเท่านั้น ข้าไม่ได้ทำผิดข้อห้ามของการเป็นภรรยา มีแต่ลู่เหวินอวี้ที่ทำผิดจรรยาบรรณความเป็นสามี หากเขาอยากหย่าก็ต้องจ่ายเงินก้อนโตให้กับข้า เป็นอย่างไร กลยุทธ์เงียบไว้ก่อนค่อยปล้นทีหลังของข้ายอดเยี่ยมหรือไม่เล่า?”
อาอินถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออกไปชั่วขณะ ทำได้เพียงยกมือขึ้นเกาศีรษะตนเองอย่างคิดไม่ตก แต่ก่อนฮูหยินรักท่านโหวปานจะกลืนกิน แต่ยามนี้กลับวางแผนการจ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อเขานี่มันเรื่องอะไรกัน
ไม่นานนักก็มีสาวใช้ผู้หนึ่งเข้ามาแจ้งว่าลู่เหวินอวี้ได้พาซูเม่ยเข้าจวนมาแล้ว หลินหว่านเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหยิบขนมกั่วกวนมาซ่อนไว้ในแขนเสื้อสองสามชิ้นและเดินไปต้อนรับพวกเขาสองคนทันที เมื่อมาถึงนางก็เห็นลู่เหวินอวี้กำลังจูงมือหญิงสาวรูปร่างอรชรนางหนึ่งเดินเข้ามาในจวน ใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นเต็มไปด้วยความเขินอายและหยิ่งผยองในทีเมื่อเห็นว่าตนคือคนโปรดของท่านโหว
ลู่เหวินอวี้เหลือบมองหลินหว่านเอ๋อร์ที่ยืนรอต้อนรับอยู่ในโถงกลางเรือนปราดหนึ่ง สายตาของเขาเย็นเยียบ เขาคาดหวังว่าจะเห็นรอยน้ำตา หรืออย่างมากที่สุดก็ความโกรธเคืองที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของนาง จากนั้นนางก็จะอาละวาดและเป็นฝ่ายขอหย่าขาดจากเขา
แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาจากสตรีนางนี้
“ยินดีต้อนรับเข้าสู่จวนโหวนะอนุซู”
หลินหว่านเอ๋อร์ก้าวเข้าไปหาซูเม่ยด้วยท่าทางกระตือรือร้น นางคว้ามือของอนุคนใหม่มาจับไว้อย่างเป็นกันเอง ทำเอาลู่เหวินอวี้ถึงกับย่นหว่างคิ้ว แม้แต่ซูเม่ยเองก็ยังแปลกใจไม่ต่างกัน
นางเป็นสตรีจากหอนางโลมเลื่องชื่อ นับว่าเป็นวาสนาที่ได้ถูกพาเข้าจวนโหว ขอเพียงลู่เหวินอวี้โปรดปรานนาง นางย่อมมีชีวิตอย่างสุขสบาย ได้ยินว่าเขาไม่ค่อยชอบภรรยาเอกสักเท่าใดนัก นี่ก็ยิ่งเป็นหนทางที่ดีสำหรับนาง
หลินหว่านเอ๋อร์มีหรือจะมองไม่เห็นสายตาคิดไม่ซื่อของซูเม่ย แต่นางคร้านจะใส่ใจ
“เจ้าชื่อซูเม่ยใช่หรือไม่? ช่างงดงามราวกับบุปผาจริงๆ จวนของเราเงียบเหงาราวกับป่าช้ามานาน ได้เจ้ามาช่วยสร้างสีสันแบบนี้ ข้าดีใจเหลือเกิน!”
ซูเม่ยถึงกับอึ้งงันไปชั่วขณะ นางเตรียมคำพูดโต้ตอบเอาไว้มากมาย หากฮูหยินใหญ่เอ่ยวาจาเหน็บแนมนาง นางก็จะตอบโต้กลับไปอย่างเผ็ดร้อนเพราะอย่างไรลู่เหวินอวี้ก็เข้าข้างนางอยู่แล้ว
แต่เมื่อเจอกับท่าทีที่เป็นมิตรจนน่าประหลาดใจของฮูหยินเอก นางก็ถึงกับพูดไม่ออก
“ฮูหยิน ท่าน?”
“ไม่ต้องเกรงใจนะ เจ้ามานั่งพักก่อนเถอะ กินของว่างรองท้องแล้วก็ไปเข้าหอกับท่านโหวต่อเลย ข้าสั่งให้คนโรยถั่วมงคลเอาไว้บนเตียงของเจ้าแล้ว หากเจ้าเหนื่อยจนหิวก็แกะถั่วกินได้เลย ป้อนท่านโหวด้วยเขาชอบถั่วมาก”
ลู่เหวินอวี้ “…..”
ชายหนุ่มถึงกับลอบสบถในใจว่าบัดซบเขาชอบถั่วตั้งแต่เมื่อไหร่กัน นี่นางป่วยจนน้ำเข้าสมองไปแล้วอย่างนั้นหรือ
หลินหว่านเอ๋อร์แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาของคนเหล่านั้น นางกวักมือเรียกสาวใช้น้อยนางหนึ่งให้เข้ามาหาพลางออกคำสั่ง
“พวกเจ้าไปยกขนมถั่วกวนกับน้ำชาดอกไม้มาเร็วเข้า แล้วที่พักที่เตรียมไว้ที่เรือนตะวันออกน่ะเสร็จหรือยัง ห้องนั้นลมพัดเย็นสบายตลอดวัน ข้ากำชับคนให้ทำความสะอาดและเปลี่ยนเครื่องนอนใหม่หมดแล้ว รับรองว่าสะอาดสะอ้านหมดจดอย่างแน่นอน”
ลู่เหวินอวี้มองดูภาพตรงหน้าด้วยความหงุดหงิดในใจ นี่นางกำลังเล่นละครให้ผู้ใดดูกัน หรือว่ากำลังวางแผนจะกำจัดอนุคนนี้ด้วยวิธีที่แยบยลกว่าเดิม?
“หว่านเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องทำดีเอาหน้าถึงเพียงนี้ก็ได้”
เขากล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงเย็นชาห่างเหิน หลินหว่านเอ๋อร์หันไปสบตากับเขาปราดหนึ่งพลางหัวเราะร่า
“โถ ท่านโหวเจ้าคะ ข้าไม่ได้ทำดีเอาหน้าเสียหน่อย ข้าแค่ทำหน้าที่ฮูหยินที่ดีต่างหาก ในเมื่อท่านพาอนุคนใหม่มาอยู่ด้วย ข้าย่อมต้องให้เกียรติคนของท่าน อีกอย่างข้าเองก็เหงา อยากมีเพื่อนไว้คุยเล่น หรือชวนกินขนมบ้าง ท่านโหวควรจะดีใจนะเจ้าคะที่เหล่าภรรยารักกันเช่นนี้”
พูดจบนางก็หันกลับไปหาซูเม่ย พร้อมกระซิบเบาๆ
“เจ้าไม่ต้องกลัวหรอกนะ ท่านโหวอาจจะดูดุไปบ้างแต่ความจริงแล้วเอาใจสตรีเก่งมาก เรื่องบนเตียงก็เยี่ยมยอดเลยล่ะ”
ซูเม่ยได้ฟังก็หน้าแดงซ่าน นางไม่คิดว่าฮูหยินใหญ่จะกล้าพูดเรื่องพวกนี้ต่อหน้านาง ด้านลู่เหวินอวี้ก็รู้สึกว่าเรื่องราวมันชักจะประหลาดขึ้นไปทุกที จึงเอ่ยปรามหลินหว่านเอ๋อร์เสียงแข็ง
“เหลวไหล เจ้ากล่าววาจาโสมมเช่นนี้ให้นางฟังได้อย่างไรกัน!”
บรรยากาศในโถงกลางเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันที เหล่าบ่าวไพร่ต่างเงียบกริบ อยู่ๆ หลินหว่านเอ๋อร์ก็ยกมือขึ้นทาบอกพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“ตายจริง ขออภัยด้วยเจ้าค่ะท่านโหว ข้าตื่นเต้นที่ได้เจอน้องซูเม่ย จึงอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ให้กับนางเสียหน่อย ไม่คิดว่าจะทำให้ท่านโหวไม่พอใจ ท่านโหว อย่างไรพวกเราสามคนก็เป็นผัวเมียกัน ในเมื่อเป็นผัวเมียคุยเรื่องอย่างว่าผิดตรงไหนเล่า อุ๊ยตาย หรือว่าท่านโหวไปนอนกับสตรีคนอื่นจนตรงนั้นอ่อนปวกเปียกใช้การไม่ได้จึงโมโหข้าเช่นนี้!”
ลู่เหวินอวี้สีหน้าดำคล้ำราวกับก้นหม้อไหม้ สามคนผัวเมียกับผีน่ะสิ เขาเคยนอนกับนางเสียที่ไหนช่างจะพูดออกมาได้!
“ในเมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว ข้าจะพาซูเม่ยเข้าห้องหอเดี๋ยวนี้”
เขากล่าวตัดบทด้วยความขุ่นมัว ก่อนจะคว้าจับมือของซูเม่ยมากุมเอาไว้และสะบัดชายเสื้อเดินจากไปทันที
หลินหว่านเอ๋อร์มองตามหลังเขาไปพลางครุ่นคิดอยู่ในใจ สงสัยเขาคงอยากได้เมียใหม่จนตัวสั่นแล้วกระมัง จึงรีบร้อนปานนี้
นางเดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง ก่อนจะเหลือบไปเห็นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งวางเอาไว้บนโต๊ะ นี่ไม่ใช่ผ้าเช็ดหน้าของนางแต่เป็นของอนุผู้นั้นต่างหาก ไวกว่าความคิดนางรีบคว้าหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นขึ้นมา ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องหอของพวกเขาตั้งใจจะนำผ้าเช็ดหน้าไปคืน อาอินแอบเตือนว่าจะไปมองดูภาพน่าปวดใจทำไมกัน แต่นางกลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
ด้านลู่เหวินอวี้นั้นเมื่อพาซูเม่ยเข้ามาในห้องหอแล้วเขาก็ไม่ได้ทำอะไรนางเลยแม้แต่น้อย ซูเม่ยพยายามยั่วยวนเท่าใดก็ไม่เป็นผล นอกจากชายหนุ่มจะไม่ยอมหลับนอนกับนางแล้ว เขายังถลกกางเกงลงและนั่งสาวชักลำแท่งของตนอยู่บนเตียงโดยไม่สนใจนางอีกด้วย
“ท่านโหว”
“ครางดังๆสิ”
“อะไรนะเจ้าคะ?”
“ข้าสั่งให้เจ้าครางดังๆ หูหนวกหรือไรกัน อย่าลืมข้อตกลงที่เคยรับปากเอาไว้ ข้าให้เจ้ามาช่วยข้ายั่วโทสะสตรีบัดซบนั่นจนนางทนไม่ไหว เรื่องอื่นอย่าได้เพ้อฝัน”
ซูเม่ยน้ำตาคลอ นางพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะส่งเสียงครางออกมาอย่างจำใจ
“อ๊า อื้อ อิๆ อิๆ”
“ซี๊ด!”
หลินหว่านเอ๋อร์เดินมาถึงหน้าห้องพอดี นางถึงกับหยุดชะงักฝีเท้า เมื่อได้ยินเสียงร้องครางดังมาจากในห้องหอ
“โอ้ว”
“ซี๊ด!”
หญิงสาวถึงกับซูดปากพลางพึมพำในใจว่าที่แท้คนโบราณก็ครางแบบนี้เองหรอกหรือ น่าสนใจดีจัง
หญิงสาวขยับเข้าไปเงี่ยหูฟังใกล้ๆ เหล่าบ่าวไพร่ไม่กล้าอ้าปากปรามเพราะเกรงตำแหน่งฮูหยินใหญ่ของนาง แต่เพราะไม่ทันระวังตัวนางจึงเซไปที่ประตูห้องก่อนจะถลาเข้าไปด้านในห้องอย่างรวดเร็ว
ภาพที่เห็นตรงหน้าคือลู่เหวินอวี้กำลังนั่งรูดชักลำแท่งของตนจนหน้าดำหน้าแดง ส่วนซูเม่ยก็นั่งกอดเสาเตียงพร้อมกับร้องครางออกมาเสียงดัง หลินหว่านเอ๋อร์ตกใจมาก ถึงขนาดคิดในใจว่านี่คือความเริงรมย์แบบใหม่อย่างนั้นหรือ
หญิงสาวมองไปที่ลู่เหวินอวี้ก่อนจะอุทานในใจเบาๆ
โอ้ นี่มันอนาคอนดาตระกูลลู่ชัดๆ!
เมื่อเห็นว่าหลินหว่านเอ๋อร์พรวดพราดเข้ามาลู่เหวินอวี้ก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ เขาตัวแข็งทื่อทำสิ่งใดไม่ถูก ซูเม่ยเองก็ไม่ต่างกัน
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนขึ้น ก่อนจะกล่าวออกมา
“ใจเย็นๆสหาย ไม่ต้องตกใจ ข้าเพียงเข้ามาอย่างไม่ตั้งใจไม่ได้คิดมารบกวนเวลาของพวกท่าน ท่านโหว เชิญท่านชักต่อเลยเจ้าค่ะ อนุซู เจ้ามัวนั่งโง่อยู่ทำไมกัน รีบมาช่วยเขาชักสิ แล้วอย่าลืมร้องว่าอู๊ย ๆ ด้วย มันสุดยอดมาก ข้าไปก่อนนะ ไม่รบกวนพวกท่านแล้ว ชักดีดีล่ะ!”
ลู่เหวินอวี้ “……”
ซูเม่ย “……”
หลายปีผ่านไปฤดูกาลผันเปลี่ยนหมุนเวียนจากลมหนาวสู่ไออุ่นของฤดูใบไม้ผลิ จวนโหวที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเย็นชา บัดนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกหนแห่งภายในจวนแห่งนี้ภายในสวนหลังจวนยามนี้เต็มไปด้วยดอกพุดซ้อนที่หลินหว่านเอ๋อร์โปรดปราน มันส่งกลิ่นหอมชวนให้ผู้คนรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง หลินหว่านเอ๋อร์กำลังนั่งถักไหมพรมอยู่ในศาลาริมสระน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าของนางยังคงความสดใสและรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยไปเท่าใดก็ตาม อีกทั้งความรักที่ลู่เหวินอวี้มีให้นางนั้นก็ไม่เคยลดน้อยลงไปตามกาลเวลากลับมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน“ท่านแม่ขอรับ ดูนี่สิ ข้าฝึกวรยุทธ์กับท่านพ่อจนได้กระบวนท่าใหม่แล้ว!”เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่ถอดแบบใบหน้าคมสันมาจากบิดาทำให้หลินหว่านเอ๋อร์ต้องละสายตางานงานฝีมือตรงหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ายามนี้บุตรชายของนางกำลังวิ่งเข้ามาหา ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเด็กหญิงตัวน้อยอีกหนึ่งคนที่อยู่ในชุดสีชมพูอ่อนก็กำลังวิ่งตามเข้ามาเช่นเดียวกันนางและเขามีบุตรสาวบ
บรรยากาศในจวนโหวที่เคยคึกคักไปด้วยสีสันของเหล่าอนุภรรยา บัดนี้กลับเงียบเหงาลงอย่างน่าประหลาด ตั้งแต่ลู่เหวินอวี้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่และรู้หัวใจของตนเองว่าเขาหลงรักหลินหว่านเอ๋อร์แล้ว ชายหนุ่มก็ไม่รับสตรีใดเข้าจวนอีก แม้แต่สาวใช้ที่คิดจะหว่านเสน่ห์หรือยั่วยวนเขาก็จัดการไล่พวกนางออกจากจวนทั้งหมด ไม่ปล่อยให้พวกนางมาทำให้ภรรยาของเขาต้องอารมณ์เสียอย่างเด็ดขาดส่วนเรื่องหย่านั้นหลินหว่านเอ๋อร์ก็ล้มเลิกความคิดไปนานแล้วยามนี้นางกำลังนั่งจิบชาอยู่ในศาลาอย่างสบายอารมณ์ เมื่อหลายวันก่อนเยี่ยจื่อเพิ่งจะคลอดบุตร นางจึงมอบเงินให้เยี่ยจื่อและอาซีไปหลายตำลึงเพื่อให้พวกเขาเก็บเอาไว้เป็นทุนรอนให้บุตรของตนเองยามเติบใหญ่ เยี่ยจื่อและอาซีดีใจมากที่นางเมตตาพวกเขาและลูกมากขนาดนี้แสงแดดยามสายไม่ได้ร้อนมากเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีสายลมพัดมาผะแผ่ว ลู่เหวินอวี้ที่เพิ่งเข้าวังหลวงไปร่วมประชุมยามเช้าเสร็จเมื่อกลับมาถึงจวนก็รีบเอ่ยถามคนรับใช้ว่าหลินหว่านเอ๋อร์อยู่ที่ใด ก่อนจะตรงมาที่ศาลาริมน้ำในทันที วันนี้ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวสะอาดตา แววตาของเขาในวันนี้ดูอ่อนโยนเป็นอย่างมาก เมื่อเดินมาถึงศาลาริมน้ำเขาก็ตรงเข้ามากอดภ
เมื่อสงครามจบลงลู่เหวินอวี้และหลินหว่านเอ๋อร์ก็เดินทางกลับเมืองหลวงทันที ฝ่าบาททรงพอพระทัยอย่างมากกับผลงานในครั้งนี้ของลู่เหวินอวี้ จึงจัดงานเลี้ยงให้เขางานเลี้ยงฉลองชัยชนะของแม่ทัพลู่เหวินอวี้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ หลินหว่านเอ๋อร์ผู้เป็นภรรยาก็มาร่วมงานด้วย วันนี้นางสวมชุดผ้าไหมสีแดงสดที่ขับผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่นสะดุดตาในขณะที่นางกำลังยืนสนทนากับเหล่าฮูหยินคนอื่นๆ คุณชายฉินคนดีคนเดิมก็เข้ามาทักทายนางด้วยความยินดี“หว่านเอ๋อร์ วันนี้เจ้าแต่งตัวงดงามมาก ได้ยินว่าชัยชนะครั้งนี้เจ้าก็มีส่วนช่วยท่านโหวไม่น้อย ช่างเก่งกาจยิ่งนัก” หลินหว่านเอ๋อร์ได้ฟังก็ยิ้มน้อยๆ พลางพูดกับเขา“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ไม่เจอกันนานคุณชายฉินดูดีขึ้นไม่น้อยเชียว”“เจ้ากล่าวชมเกินไปแล้ว”ชายหนุ่มหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย แม้หลินหว่านเอ๋อร์จะแต่งงานแล้วแต่เขาก็ยังชื่นชมนางไม่เสื่อมคลาย“หน้าท่านแดงเพราะฤทธิ์สุราหรือคุณชายฉิน เอาอย่างนี้ หน้าแดงอย่างเดียวมันจะไปสนุกอะไร มิสู้ข้าช่วยต่อยเบ้าตาท่านให้เขียวช้ำเพิ่มอีกสักหน่อยดีหรือไม่?”คุณชายฉินสะดุ้งโหยง เมื่อหันมามองก็พบกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทที่แผ่ไอเ
ลู่เหวินอวี้เมื่อได้รับรู้ว่าฝ่าบาทเรียกตนเองเข้าวังหลวงโดยด่วน ก็ทราบได้ในทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอนแล้ว ท่าทีอ่อนโยนขี้อ้อนของชายหนุ่มพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน"ข้าจะรีบกลับมา"เขาหันมาเอ่ยกับนางก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังวังหลวงอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็เป็นเช่นนั้นจริง ยามนี้ที่ชายแดนกำลังเกิดการก่อกวนอย่างหนักจากพวกชาวเผ่าทุ่งหญ้าที่เริ่มเหิมเกริมขึ้นอีกครั้ง พวกมันสังหารชาวบ้านที่ชายแดนตายไปหลายคนแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นยังยกทัพขึ้นประชิดชายแดน ฝ่าบาทร้อนใจเป็นอย่างมากจึงมีรับสั่งให้เขารีบมุ่งหน้าไปชายแดนทางใต้เพื่อปราบปรามเผ่าทุ่งหญ้ากลุ่มนั้นให้สิ้นซากลู่เหวินอวี้รับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะรีบกลับมาที่จวนของตนทันที เมื่อมาถึงเขาก็พบกับหลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังยืนรออยู่หน้าเรือนใหญ่ นางสังเกตเห็นสีหน้าของเขาเมื่อครู่นี้แล้วก็พอจะคาดเดาได้ว่าการที่ฝ่าบาทเรียกพบเขาเป็นการด่วนเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน"เป็นอย่างไรบ้าง?"แม้นางจะรู้ดีว่าไม่ควรเซ้าซี้เรื่องงานของเขา แต่ก็ยังอดถามออกไปไม่ได้ แต่แทนที่ลู่เหวินอวี้จะโมโหเขากลับยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน พลางคว้าจับมือนางให้เข้าไปด้านใ
แสงแดดอ่อนยามเช้าสอดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในเรือนใหญ่ เพราะความเพลียจากกิจกรรมที่แสนเร่าร้อนในค่ำคืนทำให้สองสามีภรรยานอนหลับกันข้ามวันมาจนถึงยามเช้าของวันใหม่ สิ่งแรกที่หลินหว่านเอ๋อร์สัมผัสได้คือความรู้สึกหนักอึ้งที่ท่อนแขนและต้นขา เมื่อนางลืมตาขึ้นมาก็พบว่ายามนี้ลู่เหวินอวี้กำลังนอนกอดก่ายนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากคลายมือออก นางจะหายวับไปในอากาศ หญิงสาวถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออกไปชั่วขณะ เดิมทีมันควรเป็นนางที่กอดก่ายเขามิใช่หรือแม้ในใจจะประท้วงอย่างหนัก แต่หลินหว่านเอ๋อร์กลับไม่ได้ผลักไสเขาออก หญิงสาวจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่ยามนี้กำลังหลับใหล มันช่างดูผ่อนคลายไร้ความเย็นชาอย่างยิ่ง ใบหน้าของลู่เหวินอวี้หล่อเหลามากจริงๆ หล่อเสียจนนางไม่อาจละสายตาไปได้เลยแม้ว่านางอยากจะนอนมองใบหน้าหล่อเหลาของเขามากสักเพียงใด แต่ยามนี้สายมากแล้วและนางก็หิวมากด้วย หลินหว่านเอ๋อร์รู้ตนเองดีว่านางมิใช่สตรีอ่อนโยนนุ่มนวลที่จะรอคอยบุรุษตื่นขึ้นมากินข้าวมื้อเช้าด้วยกัน ใครหิวก็ตื่นไปกินก่อนเถอะ ปากไม่ได้ติดกันเสียหน่อย นางค่อยๆ แกะมือหนาของเขาที่กอดเอวตนเองเอาไว้ออกอย่างแผ่วเบาเพื่อจะลุกไปสั่งให้อาอินน
งานเลี้ยงในวันนี้ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก เป็นการเชิญชวนเหล่าชนชั้นสูงมาร่มจิบชาชมบุปผาแค่เพียงเท่านั้น สองสามีภรรยาอยู่ในงานเลี้ยงไม่นานก็ขอตัวลากลับ หลังจากที่หลินหว่านเอ๋อร์กลับมาถึงเรือนใหญ่แล้ว นางก็เปลี่ยนจากชุดพิธีการสีน้ำเงินเข้มตัวหนามาเป็นชุดผ้าไหมเนื้อบางเบาสีอ่อน เส้นผมที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตถูกปล่อยสยายลงมาประบ่า ร่างบางนั่งอยู่บนตั่งริมหน้าต่าง มือหนึ่งถือถ้วยน้ำแกงบำรุงเอาไว้ นัยน์ตากลมโตเหม่อมองออกไปข้างนอก พลางคิดถึงท่าทางแปลกๆ ของลู่เหวินอวี้ในงานเลี้ยงก่อนหน้านี้เขาดูมีท่าทีแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด หรือคิดจะเล่นแง่กับนางกันแน่นะ คนผู้นี้บัดซบจนติดเป็นนิสัย ไม่ได้การแล้วนางจะต้องหาทางออกในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดในขณะที่นางกำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูไม้ดัง เอี๊ยด ที่ฟังดูแล้วเหมือนจะรีบร้อนผิดปกติ อาอินที่คอยเฝ้าอยู่ด้านนอกไม่มีโอกาสได้ร้องเตือนด้วยซ้ำ เพราะร่างสูงสง่าของลู่เหวินอวี้ได้ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องนอนส่วนตัวของหลินหว่านเอ๋อร์เรียบร้อยแล้ว“ไสหัวออกไปให้หมด”เมื่อมาถึงลู่เหวินอวี้ก็ออ







