Masukยามเช้าของวันต่อมา ลู่เหวินอวี้ตื่นแต่เช้าเพื่อไปเข้าร่วมการประชุมกับฝ่าบาท หากจะกล่าวกันตามจริงบิดาของเขาก็นับว่าเป็นสหายสนิทกับฝ่าบาทเช่นเดียวกัน หลังจากบิดาของเขาตายจากไปฝ่าบาทก็ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก เพราะฝ่าบาทก็ทรงเอ็นดูเขาเป็นอย่างมาก
ยามนี้แผ่นดินต้าอินสงบสุข ไร้ภัยสงคราม ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การประชุมยามเช้าจึงมีเพียงเรื่องจิปาถะทั่วๆไปเท่านั้น หลังจากที่ร่วมประชุมยามเช้าเสร็จแล้ว ฉู่ฮ่องเต้ก็เรียกเขาเข้าไปสนทนากันต่อทันที ยามนี้หลินฮองเฮาก็ประทับอยู่ด้วย อีกทั้งยังปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
“ลู่โหว ข้าได้ยินว่าหว่านเอ๋อร์ป่วยหนัก นางเป็นเช่นไรบ้าง?”
“ทูลฮองเฮา นางหายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มแม้จะไม่ชอบหลินฮองเฮาเพียงใดแต่ต้องตอบอย่างนอบน้อม ต้นเหตุที่เขาไม่ชอบหน้าหลินหว่านเอ๋อร์ไม่ใช่เพราะนางนิสัยไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะหลินฮองเฮาด้วย มีหรือเขาจะมองไม่ออกว่าที่หลินฮองเฮาอยากให้เขาแต่งงานกับหลินหว่านเอ๋อร์ก็เพราะอยากยืมอำนาจทางการทหารของเขามาสนับสนุนบุตรชายของตนเอง
เขาเกลียดการแก่งแย่งชิงดีเป็นที่สุด อีกทั้งยามนี้องค์ชายใหญ่ที่เป็นบุตรชายของนางก็ได้เป็นองค์รัชทายาทสมใจ ซ้ำร้ายฝ่าบาทยังไม่มีองค์ชายคนอื่นเพิ่มอีก แต่นางกลับโลภมากเช่นนี้ออกจะเกินไปเสียหน่อย
คนตระกูลหลินช่างน่ารังเกียจเสียจริง!
ด้านหลินฮองเฮาเมื่อได้ฟังก็เพียงพยักหน้าเล็กน้อย
“ข้าจะส่งของบำรุงไปให้นาง ลู่โหว ท่านเองก็ดูแลนางให้ดีหน่อยเถอะ นางเป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของข้า ข้าเอ็นดูนางมาก เรื่องรับอนุเข้าจวนอย่างไรข้าคงไม่ก้าวก่าย ขอเพียงเจ้าช่วยดีกับหลานสาวข้าก็พอ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เขาตอบรับคำทั้งที่ในใจต่อต้านอย่างสุดกำลัง หลังจากอยู่สนทนากับฝ่าบาทต่ออีกไม่นานชายหนุ่มก็ขอตัวกลับจวนของตนไปทันที
แสงอาทิตย์ยามสายของวันสาดส่องลงมากระทบกับผิวน้ำในสระบัวกลางจวนโหวช่างดูงดงามอย่างยิ่ง เงาสะท้อนของศาลาแปดเหลี่ยมทอดยาวเป็นเส้นสีเงินยวง ทว่าบรรยากาศที่ควรจะเงียบสงบเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะยามนี้มีเสียงพูดคุยคละเคล้าไปกับเสียงหัวเราะใสๆของเหล่าสตรี ดังแว่วมาจากทางด้านศาลาริมสระบัว
ลู่เหวินอวี้ที่เพิ่งกลับมาถึงจวนกำลังก้าวเท้าเดินผ่านระเบียงทางเดินด้วยใจที่ขุ่นมัว คำพูดของหลินฮองเฮาทำให้เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงคิดว่าจะกลับมาที่จวนเพื่อหาเรื่องระบายโทสะกับหลินหว่านเอ๋อร์เสียหน่อย แต่ทันทีที่เขาผ่านก้าวพ้นพุ่มไม้ประดับสายตาก็ปะทะเข้ากับภาพที่ทำให้ฝีเท้าของเขาต้องหยุดชะงัก
ในศาลาไม้ทรงแปดเหลี่ยมริมสะบัวปรากฏร่างของสตรีหลายคน หนึ่งในนั้นคือหลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังนั่งเอนหลังอยู่บนตั่งไม้บุด้วยขนสัตว์นุ่มฟู ข้างกายของนางมีกาสุราล้ำค่าและจอกสุราหยกคู่วางเรียงราย ไม่เพียงเท่านั้นรอบกายของนางยังรายล้อมไปด้วยเหล่าอนุและสาวใช้ที่พากันนั่งล้อมวงดื่มสุราอย่างสนุกสนานอีกด้วย
ซูเม่ยกำลังรินสุราส่งให้กับหลินหว่านเอ๋อร์ วันนี้คนทางบ้านนางมาหาถึงจวนโหวอีกทั้งยังข่มขู่รีดไถเงินนาง โชคดีที่หลินหว่านเอ๋อร์มาพบเข้าจึงช่วยนางเอาไว้ได้ทันเวลา นางซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพราก ประกาศก้องว่านับแต่นี้จะภักดีต่อฮูหยินใหญ่ไม่เสื่อมคลาย
ส่วนเยี่ยจื่อก็กำลังป้อนองุ่นให้หลินหว่านเอ๋อร์กิน เมื่อวานนี้คนทางบ้านส่งข่าวมาแจ้งว่าน้องชายของนางป่วย เมื่อหลินหว่านเอ๋อร์ทราบเรื่องก็รีบมอบเงินและส่งท่านหมอไปตรวจดูอาการของน้องชายนาง อีกทั้งยังช่วยรักษาเขาจนหายดี นางเองก็ซาบซึ้งใจเกินจะกล่าว
ซูเม่ยและเยี่ยจื่อถึงขนาดคิดว่าหากพวกนางเปลี่ยนฐานะจากอนุของท่านโหวมาเป็นอนุของฮูหยินใหญ่ได้ก็คงจะดีไม่น้อยเลย
ลู่เหวินอวี้มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่เหม่อลอย ยามนี้สตรีทั้งสามดูสนิทสนมกันราวกับพี่น้องท้องเดียวกัน ภาพที่เขาคุ้นตาในอดีตคือหลินหว่านเอ๋อร์ที่ชอบนั่งร้องไห้ฟูมฟายรอคอยเขา จากนั้นนางก็จะส่งสายตาอาฆาตใส่หญิงอื่นที่เขาพาเข้าจวนมาและก็หาทางตบตีกลั่นแกล้งพวกนางด้วยวิธีอำมหิต ทว่าวันนี้นางกลับสนิทสนมกับอนุของเขานี่มันเรื่องอะไรกัน
หลินหว่านเอ๋อร์อ้าปากงับองุ่นที่เยี่ยจื่อป้อนมา ก่อนจะยื่นมือไปหยิกแก้มเยี่ยจื่ออย่างหมั่นเขี้ยว แล้วจึงหยิบองุ่นลูกหนึ่งมาป้อนให้เยี่ยจื่อกิน
“เจ้าก็กินด้วยกันสิ”
เยี่ยจื่อแย้มยิ้มเขินอายก่อนจะกินองุ่นที่หลินหว่านเอ๋อร์ป้อนให้ ซูเม่ยที่เห็นเช่นนั้นก็ร้องโวยวายขึ้นมาทันที
“พี่หว่านเอ๋อร์ ป้อนข้าด้วยสิเจ้าคะ”
“ได้เลย มาๆน้องซูเม่ยคนดี”
ลู่เหวินอวี้ขมวดคิ้วมุ่น ความรู้สึกประหลาดบางอย่างตีตื้นขึ้นในอก เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าอนุเหล่านั้นกำลังตกหลุมรักภรรยาเอกของเขากันนะ ไม่เพียงเท่านั้นหลินหว่านเอ๋อร์ตัวดียังใช้เงินของเขามาปรนเปรอพวกนางอย่างหน้าตาเฉยเสียด้วย
ความโมโหพลุ่งพล่านขึ้นมาในอก เขาตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ กลุ่มสตรีเหล่านั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นทำให้ทุกคนในวงสนทนาเงียบกริบ เหล่าอนุที่เห็นท่านโหวเดินเข้ามาต่างก็รีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพด้วยท่าทีเบื่อหน่ายราวกับเขาเข้ามาขัดจังหวะความสำราญของพวกนาง ส่วนหลินหว่านเอ๋อร์ก็เพียงแค่ยกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ พลางหันมามองเขาด้วยดวงตาที่ฉายความรำคาญใจไม่ต่างกัน
“อ้าว ท่านโหวกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ? มาดื่มด้วยกันไหมเจ้าคะ? สุราดอกท้อกานี้รสชาติดีเหลือเกิน ยอมเยี่ยมจริงๆ”
ลู่เหวินอวี้มองดูนางที่นั่งอยู่บนตั่งด้วยท่วงท่าไร้การสำรวมก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา สามีกลับมาแล้วแทนที่จะเอาใจกลับมานั่งชันเข่าดื่มสุราซ้ำยังส่งสายตารำคาญมาให้อีก ช่างดีนัก!
เขารู้สึกว่าภาพตรงหน้ามันผิดเพี้ยนไปหมดอย่างบอกไม่ถูก
“นี่เจ้าทำอะไรกัน? สุมหัวกันดื่มสุราเช่นนี้ ไม่รู้จักอับอายบ่าวไพร่บ้างหรือ?”
หลินหว่านเอ๋อร์ได้ฟังก็เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะคิกคัก
“อายหรือ? ข้าดื่มในจวนของข้า ดื่มกับเหล่าอนุตัวน้อยของข้า ข้าต้องอายใครด้วย? ท่านโหว ท่านคงไม่เคยได้ยินประโยคนี้สินะ ชีวิตคนเรามันสั้นนัก จะมัวมานั่งโศกเศร้าไปทำไมกัน? สู้ดื่มให้เมาแล้วหลับฝันดีเสียยังจะดีกว่า”
กล่าวจบนางก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง ลู่เหวินอวี้ชะงักไปครู่ใหญ่ เขาเคยคิดว่านางจะต้องทำทุกทางเพื่อเอาใจเขา ไม่ยอมให้เขาจากไป ยิ่งนางอาละวาดมากเท่าใดก็ยิ่งเข้าทางเขา แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่านางไม่ได้ต้องการความรักของเขาอีกต่อไปแล้ว นางเลือกที่จะสร้างความสุขให้ตัวเองแทน
“เจ้านี่มัน...”
ลู่เหวินอวี้พูดไม่ออก เขาหันไปมองสองอนุที่ยืนทำหน้าซังกะตายก็รู้สึกจุกในอกขึ้นมา พวกนางสองคนคือสตรีที่เขาพาเข้าจวนมาเพื่อปั่นหัวหลินหว่านเอ๋อร์ แต่ยามนี้กลับกลายเป็นคนของนางไปเสียแล้ว
เมื่อเห็นว่าสามียืนนิ่งไม่ขยับ หลินหว่านเอ๋อร์จึงหยัดกายลุกขึ้นมานั่ง พร้อมเอ่ยกับเขา
“เอาเถอะเจ้าค่ะในเมื่อท่านโหวไม่อยากดื่ม ก็เชิญกลับไปพักผ่อนที่ห้องหนังสือเถิด คืนนี้พวกข้าตกลงกันแล้วว่าจะนอนค้างที่นี่ นั่งชมจันทร์พูดคุยเรื่องชีวิตกันสนุกๆ ท่านไม่ต้องมาเป็นกังวลหรอก”
ซูเม่ยที่ตอนแรกดูหวาดหวั่นก็เริ่มมีความกล้าหาญขึ้นบ้าง นางกล้าสบตาเขาแล้วพูดว่า
“ท่านโหวเจ้าคะ ฮูหยินดูแลพวกข้าดีมาก พวกข้า ไม่รบกวนเวลาของท่านแล้วเจ้าค่ะ”
คำว่าไม่รบกวนเวลาของอนุคนใหม่ทำเอาลู่เหวินอวี้ถึงกับจุกอก นี่เขากำลังถูกปฏิเสธอย่างนั้นหรือ!
ลู่เหวินอวี้กำหมัดแน่น เขาปรายตามองดูรอยยิ้มที่แสนสบายอารมณ์ของหลินหว่านเอ๋อร์ครู่หนึ่งก่อนจะพูดเสียงเข้ม
“ดี! อยากจะทำอะไรก็ทำ! ข้าไม่อยากจะสนใจพวกเจ้าแล้ว!”
กล่าวจบเขาก็สาวเท้าก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าที่ตึงตังแสดงถึงความโมโหอย่างหนัก ทว่าหลินหว่านเอ๋อร์กลับทำเพียงแค่มองตามหลังเขาเท่านั้น พลางหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วส่งจอกสุราให้ซูเม่ยและเยี่ยจื่ออย่างไม่รีบไม่ร้อน
“เห็นไหมล่ะ? ท่านโหวของพวกเราน่ะ แค่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวน่ะอย่าไปสนใจเขาเลย เขาก็ผีเข้าผีออกเช่นนี้ล่ะ เดี๋ยวก็หายโกธรไปเอง พวกเรามาดื่มกันต่อเถอะ”
ซูเม่ยและเยี่ยจื่อพยักหน้ารับแล้วเข้ามาปรนนิบัติหลินหว่านเอ๋อร์อย่างเอาอกเอาใจ
ในค่ำคืนที่แสงจันทร์สว่างไสว ลู่เหวินอวี้กลับต้องมานั่งเหงาหงอยอยู่ในห้องหนังสือเพียงลำพัง ในใจเขามีเพียงคำถามเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวใจ
นับแต่เมื่อไหร่กัน ที่เขากลายเป็นคนนอกในจวนของตัวเอง?
หลายปีผ่านไปฤดูกาลผันเปลี่ยนหมุนเวียนจากลมหนาวสู่ไออุ่นของฤดูใบไม้ผลิ จวนโหวที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเย็นชา บัดนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกหนแห่งภายในจวนแห่งนี้ภายในสวนหลังจวนยามนี้เต็มไปด้วยดอกพุดซ้อนที่หลินหว่านเอ๋อร์โปรดปราน มันส่งกลิ่นหอมชวนให้ผู้คนรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง หลินหว่านเอ๋อร์กำลังนั่งถักไหมพรมอยู่ในศาลาริมสระน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าของนางยังคงความสดใสและรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยไปเท่าใดก็ตาม อีกทั้งความรักที่ลู่เหวินอวี้มีให้นางนั้นก็ไม่เคยลดน้อยลงไปตามกาลเวลากลับมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน“ท่านแม่ขอรับ ดูนี่สิ ข้าฝึกวรยุทธ์กับท่านพ่อจนได้กระบวนท่าใหม่แล้ว!”เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่ถอดแบบใบหน้าคมสันมาจากบิดาทำให้หลินหว่านเอ๋อร์ต้องละสายตางานงานฝีมือตรงหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ายามนี้บุตรชายของนางกำลังวิ่งเข้ามาหา ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเด็กหญิงตัวน้อยอีกหนึ่งคนที่อยู่ในชุดสีชมพูอ่อนก็กำลังวิ่งตามเข้ามาเช่นเดียวกันนางและเขามีบุตรสาวบ
บรรยากาศในจวนโหวที่เคยคึกคักไปด้วยสีสันของเหล่าอนุภรรยา บัดนี้กลับเงียบเหงาลงอย่างน่าประหลาด ตั้งแต่ลู่เหวินอวี้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่และรู้หัวใจของตนเองว่าเขาหลงรักหลินหว่านเอ๋อร์แล้ว ชายหนุ่มก็ไม่รับสตรีใดเข้าจวนอีก แม้แต่สาวใช้ที่คิดจะหว่านเสน่ห์หรือยั่วยวนเขาก็จัดการไล่พวกนางออกจากจวนทั้งหมด ไม่ปล่อยให้พวกนางมาทำให้ภรรยาของเขาต้องอารมณ์เสียอย่างเด็ดขาดส่วนเรื่องหย่านั้นหลินหว่านเอ๋อร์ก็ล้มเลิกความคิดไปนานแล้วยามนี้นางกำลังนั่งจิบชาอยู่ในศาลาอย่างสบายอารมณ์ เมื่อหลายวันก่อนเยี่ยจื่อเพิ่งจะคลอดบุตร นางจึงมอบเงินให้เยี่ยจื่อและอาซีไปหลายตำลึงเพื่อให้พวกเขาเก็บเอาไว้เป็นทุนรอนให้บุตรของตนเองยามเติบใหญ่ เยี่ยจื่อและอาซีดีใจมากที่นางเมตตาพวกเขาและลูกมากขนาดนี้แสงแดดยามสายไม่ได้ร้อนมากเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีสายลมพัดมาผะแผ่ว ลู่เหวินอวี้ที่เพิ่งเข้าวังหลวงไปร่วมประชุมยามเช้าเสร็จเมื่อกลับมาถึงจวนก็รีบเอ่ยถามคนรับใช้ว่าหลินหว่านเอ๋อร์อยู่ที่ใด ก่อนจะตรงมาที่ศาลาริมน้ำในทันที วันนี้ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวสะอาดตา แววตาของเขาในวันนี้ดูอ่อนโยนเป็นอย่างมาก เมื่อเดินมาถึงศาลาริมน้ำเขาก็ตรงเข้ามากอดภ
เมื่อสงครามจบลงลู่เหวินอวี้และหลินหว่านเอ๋อร์ก็เดินทางกลับเมืองหลวงทันที ฝ่าบาททรงพอพระทัยอย่างมากกับผลงานในครั้งนี้ของลู่เหวินอวี้ จึงจัดงานเลี้ยงให้เขางานเลี้ยงฉลองชัยชนะของแม่ทัพลู่เหวินอวี้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ หลินหว่านเอ๋อร์ผู้เป็นภรรยาก็มาร่วมงานด้วย วันนี้นางสวมชุดผ้าไหมสีแดงสดที่ขับผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่นสะดุดตาในขณะที่นางกำลังยืนสนทนากับเหล่าฮูหยินคนอื่นๆ คุณชายฉินคนดีคนเดิมก็เข้ามาทักทายนางด้วยความยินดี“หว่านเอ๋อร์ วันนี้เจ้าแต่งตัวงดงามมาก ได้ยินว่าชัยชนะครั้งนี้เจ้าก็มีส่วนช่วยท่านโหวไม่น้อย ช่างเก่งกาจยิ่งนัก” หลินหว่านเอ๋อร์ได้ฟังก็ยิ้มน้อยๆ พลางพูดกับเขา“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ไม่เจอกันนานคุณชายฉินดูดีขึ้นไม่น้อยเชียว”“เจ้ากล่าวชมเกินไปแล้ว”ชายหนุ่มหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย แม้หลินหว่านเอ๋อร์จะแต่งงานแล้วแต่เขาก็ยังชื่นชมนางไม่เสื่อมคลาย“หน้าท่านแดงเพราะฤทธิ์สุราหรือคุณชายฉิน เอาอย่างนี้ หน้าแดงอย่างเดียวมันจะไปสนุกอะไร มิสู้ข้าช่วยต่อยเบ้าตาท่านให้เขียวช้ำเพิ่มอีกสักหน่อยดีหรือไม่?”คุณชายฉินสะดุ้งโหยง เมื่อหันมามองก็พบกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทที่แผ่ไอเ
ลู่เหวินอวี้เมื่อได้รับรู้ว่าฝ่าบาทเรียกตนเองเข้าวังหลวงโดยด่วน ก็ทราบได้ในทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอนแล้ว ท่าทีอ่อนโยนขี้อ้อนของชายหนุ่มพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน"ข้าจะรีบกลับมา"เขาหันมาเอ่ยกับนางก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังวังหลวงอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็เป็นเช่นนั้นจริง ยามนี้ที่ชายแดนกำลังเกิดการก่อกวนอย่างหนักจากพวกชาวเผ่าทุ่งหญ้าที่เริ่มเหิมเกริมขึ้นอีกครั้ง พวกมันสังหารชาวบ้านที่ชายแดนตายไปหลายคนแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นยังยกทัพขึ้นประชิดชายแดน ฝ่าบาทร้อนใจเป็นอย่างมากจึงมีรับสั่งให้เขารีบมุ่งหน้าไปชายแดนทางใต้เพื่อปราบปรามเผ่าทุ่งหญ้ากลุ่มนั้นให้สิ้นซากลู่เหวินอวี้รับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะรีบกลับมาที่จวนของตนทันที เมื่อมาถึงเขาก็พบกับหลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังยืนรออยู่หน้าเรือนใหญ่ นางสังเกตเห็นสีหน้าของเขาเมื่อครู่นี้แล้วก็พอจะคาดเดาได้ว่าการที่ฝ่าบาทเรียกพบเขาเป็นการด่วนเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน"เป็นอย่างไรบ้าง?"แม้นางจะรู้ดีว่าไม่ควรเซ้าซี้เรื่องงานของเขา แต่ก็ยังอดถามออกไปไม่ได้ แต่แทนที่ลู่เหวินอวี้จะโมโหเขากลับยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน พลางคว้าจับมือนางให้เข้าไปด้านใ
แสงแดดอ่อนยามเช้าสอดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในเรือนใหญ่ เพราะความเพลียจากกิจกรรมที่แสนเร่าร้อนในค่ำคืนทำให้สองสามีภรรยานอนหลับกันข้ามวันมาจนถึงยามเช้าของวันใหม่ สิ่งแรกที่หลินหว่านเอ๋อร์สัมผัสได้คือความรู้สึกหนักอึ้งที่ท่อนแขนและต้นขา เมื่อนางลืมตาขึ้นมาก็พบว่ายามนี้ลู่เหวินอวี้กำลังนอนกอดก่ายนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากคลายมือออก นางจะหายวับไปในอากาศ หญิงสาวถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออกไปชั่วขณะ เดิมทีมันควรเป็นนางที่กอดก่ายเขามิใช่หรือแม้ในใจจะประท้วงอย่างหนัก แต่หลินหว่านเอ๋อร์กลับไม่ได้ผลักไสเขาออก หญิงสาวจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่ยามนี้กำลังหลับใหล มันช่างดูผ่อนคลายไร้ความเย็นชาอย่างยิ่ง ใบหน้าของลู่เหวินอวี้หล่อเหลามากจริงๆ หล่อเสียจนนางไม่อาจละสายตาไปได้เลยแม้ว่านางอยากจะนอนมองใบหน้าหล่อเหลาของเขามากสักเพียงใด แต่ยามนี้สายมากแล้วและนางก็หิวมากด้วย หลินหว่านเอ๋อร์รู้ตนเองดีว่านางมิใช่สตรีอ่อนโยนนุ่มนวลที่จะรอคอยบุรุษตื่นขึ้นมากินข้าวมื้อเช้าด้วยกัน ใครหิวก็ตื่นไปกินก่อนเถอะ ปากไม่ได้ติดกันเสียหน่อย นางค่อยๆ แกะมือหนาของเขาที่กอดเอวตนเองเอาไว้ออกอย่างแผ่วเบาเพื่อจะลุกไปสั่งให้อาอินน
งานเลี้ยงในวันนี้ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก เป็นการเชิญชวนเหล่าชนชั้นสูงมาร่มจิบชาชมบุปผาแค่เพียงเท่านั้น สองสามีภรรยาอยู่ในงานเลี้ยงไม่นานก็ขอตัวลากลับ หลังจากที่หลินหว่านเอ๋อร์กลับมาถึงเรือนใหญ่แล้ว นางก็เปลี่ยนจากชุดพิธีการสีน้ำเงินเข้มตัวหนามาเป็นชุดผ้าไหมเนื้อบางเบาสีอ่อน เส้นผมที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตถูกปล่อยสยายลงมาประบ่า ร่างบางนั่งอยู่บนตั่งริมหน้าต่าง มือหนึ่งถือถ้วยน้ำแกงบำรุงเอาไว้ นัยน์ตากลมโตเหม่อมองออกไปข้างนอก พลางคิดถึงท่าทางแปลกๆ ของลู่เหวินอวี้ในงานเลี้ยงก่อนหน้านี้เขาดูมีท่าทีแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด หรือคิดจะเล่นแง่กับนางกันแน่นะ คนผู้นี้บัดซบจนติดเป็นนิสัย ไม่ได้การแล้วนางจะต้องหาทางออกในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดในขณะที่นางกำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูไม้ดัง เอี๊ยด ที่ฟังดูแล้วเหมือนจะรีบร้อนผิดปกติ อาอินที่คอยเฝ้าอยู่ด้านนอกไม่มีโอกาสได้ร้องเตือนด้วยซ้ำ เพราะร่างสูงสง่าของลู่เหวินอวี้ได้ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องนอนส่วนตัวของหลินหว่านเอ๋อร์เรียบร้อยแล้ว“ไสหัวออกไปให้หมด”เมื่อมาถึงลู่เหวินอวี้ก็ออ
![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






