เข้าสู่ระบบยามเช้าของวันต่อมาหลังจากที่ลู่เหวินอวี้ตื่นนอนแล้วเขาก็ตรงไปยังวังหลวงเพื่อร่วมประชุมยามเช้าเป็นปกติ ก่อนออกจากจวนเขาได้ยินเหล่าบ่าวไพร่พูดคุยกันว่าเมื่อคืนหลินหว่านเอ๋อร์กับเหล่าอนุดื่มสุราด้วยกันจนดึกดื่น ยามนี้ยังไม่ตื่นขึ้นมาแม้แต่คนเดียว ชายหนุ่มกำมือแน่นรู้สึกเหมือนว่านานวันเข้าจวนโหวแห่งนี้ของเขากำลังจะกลายเป็นเหลาสุราชั้นดีเข้าให้แล้ว
รอเขากลับมาจากงานราชการก่อนเถอะ เขาจะสั่งสอนหลินหว่านเอ๋อร์ให้หลาบจำเลยคอยดู
ชายหนุ่มเดินปั้นปึ่งจากไปด้วยความไม่พอใจ ด้านหลินหว่านเอ๋อร์นั้นเพราะเมื่อคืนนี้ดื่มหนักไปเล็กน้อย เมื่อได้สติตื่นขึ้นมาก็พบว่ายามนี้สายมากแล้ว อีกทั้งนางยังปวดหัวมากอีกด้วย จึงสั่งให้อาอินรีบไปต้มน้ำแกงร้อนๆมาให้ตนดื่มแล้วสั่งให้เหล่าสาวใช้นำน้ำแกงไปมอบให้อนุทั้งสองคนอีกด้วย
เมื่อได้ดื่มน้ำแกงอันแสนอบอุ่น ความรู้สึกปวดหนึบที่ศีรษะก็พลันเบาบางลงไปอย่างมาก หญิงสาวบิดกายไปมา ก่อนจะลงไปนั่งแช่ในน้ำอุ่นเพื่อชำระร่างกายโดยมีอาอินคอยปรนนิบัติ หลินหว่านเอ๋อร์วางแขนขาวเนียนทั้งสองข้างลงบนขอบอ่าง พลางแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย นานมากแล้วที่นางไม่ได้สัมผัสกับความสุขสบายเช่นนี้ ชีวิตในยุคปัจจุบันนั้นมีแต่การแข่งขันที่แสนน่าเบื่อ ย่อมไม่เวลาให้นางได้ผ่อนคลาย
อาอินมองเจ้านายตนแวบหนึ่งก่อนจะส่ายหน้าไปมาเบาๆ ระยะหลังมานี้ฮูหยินแทบไม่สนใจท่านโหวเลยแม้แต่น้อย เอาแต่ขลุกอยู่กับสองอนุนางเห็นแล้วก็รู้สึกปวดหัวยิ่งนัก แต่เพราะตนเป็นเพียงบ่าวทำให้ไม่อาจเอ่ยปากตักเตือนเจ้านายได้มากนัก
เมื่ออาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินหว่านเอ๋อร์ก็สั่งให้คนไปตามซูเม่ยและเยี่ยจื่อมากินมื้อเช้าด้วยกัน นางไม่ได้สนใจกฏเกณฑ์ที่ว่าอนุไม่อาจร่วมโต๊ะกับภรรยาเอกสิ่งใดที่เป็นข้อห้ามหลินหว่านเอ๋อร์ล้วนทำทั้งสิ้น
“พี่หว่านเอ๋อร์ ท่านลองชิมขนมพุทรากวนนี่ดูสิเจ้าคะ ท่านแม่ข้าเป็นคนทำ อีกทั้งยังฝากคำขอบคุณมาให้ท่านด้วยที่ช่วยรักษาน้องชายของข้า”
เยี่ยจื่อเอ่ยพร้อมกับมอบขนมพุทรากวนให้กับหลินหว่านเอ๋อร์ หลินหว่านเอ๋อร์รับมาชิมก็พบว่ารสชาติดีมาก เยี่ยจื่อจึงดีใจอย่างยิ่ง
ส่วนซูเม่ยนั้นก็รู้สึกเบื่อหน่าย แต่ก่อนยามอยู่ในหอคณิกานางล้วนพบเจอแต่ความครื้นเครง เมื่อต้องมาอยู่ในจวนโหวที่แสนเงียบเหงานี้นางจึงรู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินเท่าใดนัก
“พี่หว่านเอ๋อร์ ข้ารู้สึกเบื่อยิ่งนัก พวกเราหาเรื่องสนุกๆอะไรทำแก้เบื่อกันดีหรือไม่เจ้าคะ?”
คำว่าหาเรื่องสนุกๆทำของซูเม่ยทำให้หลินหว่านเอ๋อร์ดวงตาเป็นประกาย นางรีบร้อนกินข้าวให้หมดอย่างรวดเร็วก่อนจะกระซิบบางอย่างกับอนุทั้งสอง ทำเอาซูเม่ยและเยี่ยจื่อถึงกับยิ้มออกมาไม่หยุด
เหล่าบ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปผ่านมาถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออกเมื่อเห็นว่ายามนี้ภายในเรือนรับรองของฮูหยินเอกได้ถูกจัดฉากให้กลายเป็นโรงพนันยามบ่ายไปเสียแล้ว
บนโต๊ะกลมที่ทำจากไม้ชั้นดี แทนที่จะมีพู่กันและตำราสอนหญิงวางเอาไว้ แต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ไม่มีตำราสอนหญิงไม่มีอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยแต่กลับมีไพ่นกกระจอกที่หลินหว่านเอ๋อร์วาดขึ้นด้วยมือตนเองโดยใช้พู่กันและหมึกชั้นดีวาดมันขึ้นมา และยามนี้นางก็กำลังทำหน้าที่เป็นเจ้ามือผู้นำพาอนุเข้าสู่โลกแห่งความหรรษา
“สามใบนั้นข้าขอจั่วเพิ่ม! อ๊ะ ได้ใบดีเสียด้วย!”
หลินหว่านเอ๋อร์อุทานออกมาอย่างร่าเริง ดวงตาของนางเป็นประกายวับวาวด้วยความสนุกสนาน อนุทั้งสองคนก็กำลังนั่งล้อมวงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เยี่ยจื่อที่เคยเรียบร้อยอ่อนหวาน บัดนี้กำลังกัดริมฝีปากแน่น มือหนึ่งถือไพ่นกกระจอก อีกมือหนึ่งเตรียมวางเงินเดิมพัน หลินหว่านเอ๋อร์ตั้งกติกาง่ายๆ ว่าหากใครแพ้ต้องเป็นคนเลี้ยงขนมเหล่าสหาย
“พี่หว่านเอ๋อร์เจ้าคะ ถ้าตาที่สามนี้ข้าแพ้อีก ข้าจะยกสร้อยข้อมือเงินนี้ให้เป็นค่าขนมแทนได้ไหมเจ้าคะ?”
เยี่ยจื่อถามอย่างซื่อๆ เพราะนางเองก็ใช่ว่าจะมีเงินทองมากมายปานนั้น ด้านหลินหว่านเอ๋อร์ที่ได้ฟังก็รีบโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่ได้หรอก! เราเล่นกันขำๆ จะเอาของมีค่ามาเดิมพันทำไมกัน? เอาเป็นว่าใครแพ้ก็ต้องเลี้ยงขนมเท่านั้นพอ”
“ตกลงเจ้าค่ะ!”
สองอนุประสานเสียงพร้อมกันด้วยความฮึกเหิม อาอินมองภาพตรงหน้าแล้วถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออก ตอนนี้เหล่าอนุไม่ตามติดท่านโหวแล้วแต่กลับมาขลุกอยู่ที่เรือนใหญ่ของภรรยาเอกแทน ช่างประหลาดดีแท้
ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก เสียงหัวเราะและการถกเถียงเรื่องไพ่ดังไปถึงหูคนทั้งจวน ทว่าในจังหวะที่ซูเม่ยกำลังจะลงไพ่ตัดสินแพ้ชนะ ประตูเรือนก็ถูกผลักออกอย่างแรงจนบานประตูแทบหลุดกระเด็น!
ปัง!
ลู่เหวินอวี้ในชุดขุนนางเต็มยศ ก้าวเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่ดำมืดราวกับพายุ ดวงตาคมกริบกวาดมองภาพตรงหน้าด้วยความเดือดดาลสุดขีด เขาเพิ่งกลับมาถึงจวนไม่นานก็มองเห็นท่าทางแปลกๆของเหล่าข้ารับใช้ พอเค้นสอบถามถึงได้ทราบว่ายามนี้ฮูหยินใหญ่ตัวดีกำลังชวนเหล่าอนุตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอกกันอยู่
“นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน!”
เสียงคำรามของท่านโหวหนุ่มทำเอาทุกคนในห้องสะดุ้งสุดตัว ไพ่ในมือของซูเม่ยร่วงหลุดจากมือกระจัดกระจายเต็มพื้น ส่วนเยี่ยจื่อก็ตกใจไม่ต่างกัน
หลินหว่านเอ๋อร์ค่อยๆ วางไพ่ในมือลงอย่างใจเย็น นางหันไปมองสามีที่กำลังยืนหอบหายใจด้วยความโกรธจัดพลางส่งยิ้มหวานให้กับเขา
“โถ ท่านโหวกลับมาถึงจวนก็ส่งเสียงดังเลยนะเจ้าคะ พวกเราตกใจหมดเลย!”
“ตกใจหรือ? เจ้ายังกล้ามีหน้ามาพูด!”
ท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อนของหลินหว่านเอ๋อร์ทำให้ลู่เหวินอวี้โกรธจัด เขาเดินดุ่มๆ เข้ามาที่โต๊ะก่อนจะกวาดมือปัดไพ่บนโต๊ะจนกระจายปลิวว่อนไปทั่วห้อง
“นี่หรือคือสิ่งที่ฮูหยินเอกพึงกระทำ! เจ้าพาเหล่าอนุตั้งวงดื่มสุราไม่พอ ยังชวนพวกนางเล่นการพนันอีก เจ้ากำลังทำให้พวกนางเสียผู้เสียคน! เจ้าต้องการให้จวนโหวกลายเป็นโรงบ่อนหรืออย่างไร!”
หลินหว่านเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนพลางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ นางไม่ได้แสดงความกลัวแม้แต่น้อยนิด กลับกันนางยังจ้องมองเขาด้วยแววตารำคาญอีกด้วย
“ท่านโหวเจ้าคะ พวกเราเพียงเล่นกันสนุกๆ เพื่อคลายเครียด ท่านมองโลกในแง่ร้ายเกินไปหรือเปล่า? ตั้งแต่ข้ามาอยู่ที่นี่ จวนของเราก็เงียบเหงาราวกับป่าช้า การเล่นไพ่พวกนี้ช่วยให้พวกเราสนิทสนมกันมากขึ้น รู้จักวางแผนและใช้ไหวพริบ มันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งนะเจ้าคะ”
“ศิลปะหรือ?”
ลู่เหวินอวี้แค่นหัวเราะ เขาไม่คิดเลยว่าหลินหว่านเอ๋อร์จะไหลลื่นเช่นนี้ ช่างจะหาวิธีแก้ต่างให้ตนอย่างหน้าไม่อาย
“นี่คือการกระทำของหญิงที่ไร้มารยาท! หว่านเอ๋อร์ ข้าขอเตือนเจ้าว่าอย่ามาลองดีกับข้า!”
อนุสองคนเมื่อเห็นท่านโหวโกรธหนักจึงพากันลุกขึ้นยืน ลู่เหวินอวี้ยกยิ้มมุมปาก อย่างน้อยอนุพวกนี้ก็ยังรู้ความกว่าหลินหว่านเอ๋อร์ยิ่งนัก
เยี่ยจื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินไปเก็บไพ่สำรับนั้นมาถือเอาไว้ พร้อมกับร้องไห้ออกมาเบาๆ ลู่เหวินอวี้จ้องมองเยี่ยจื่อ พลางเอ่ย
“ไม่ต้องร้อง ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจประพฤติตัวเช่นนี้ อีกทั้งยังมีแก่ใจจะเก็บไพ่บัดซบพวกนี้ไปทำลายอีกด้วย”
เยี่ยจื่อยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาตน ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
“ทำลายกับผีน่ะสิ ข้าจะเก็บให้พี่หว่านเอ๋อร์ กว่านางจะวาดออกมาได้ช่างยากเย็นยิ่งนัก คนบางคนพอมาถึงก็ทำลายข้าวของผู้อื่น ช่างนิสัยเสียโดยแท้”
ลู่เหวินอวี้”……”
ซูเม่ยที่ยืนอยู่รีบเข้ามาประคองเยี่ยจื่อพลางพูดขึ้นมาโดยที่ไม่มองหน้าลู่เหวินอวี้
“อย่าไปต่อว่าเขาเลย คนบางคนนิสัยขี้เหนียวใจแคบ ซ้ำยังไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นอีกด้วย พูดไปก็เท่านั้น”
ลู่เหวินอวี้”……”
บรรยากาศที่เปลี่ยนไปโดยอยู่เหนือการควบคุมเช่นนี้ทำเอาลู่เหวินอวี้ปั้นหน้าไม่ถูก พวกนางไม่เข้าข้างเขา แต่กลับเข้าข้างหลินหว่านเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ
หลินหว่านเอ๋อร์แสร้งถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
“พวกเจ้าอย่าต่อว่าท่านโหวเลย ท่านโหวก็เพียงหวังดีกับพวกเราเท่านั้น”
“พี่หว่านเอ๋อร์ของข้า”
“พี่หว่านเอ๋อร์ช่างดียิ่งนัก”
ลู่เหวินอวี้มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาที่หมดอาลัยตายอยากถึงขีดสุด พวกนางควรมาออเซาะเขาสิมิใช่ไปออเซาะสตรีผู้นั้น
ไวกว่าความคิดเขาจึงเอ่ยวาจาที่ไม่น่าฟังออกมาทันที
“ในเมื่อพวกเจ้าชอบนางถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่ขอเป็นอนุของนางไปเลยเล่า!”
ซูเม่ยและเยี่ยจื่อเมื่อได้ฟังดวงตาก็เป็นประกายทันที
“ได้หรือเจ้าคะ!”
ลู่เหวินอวี้แทบกระอักเลือดออกมาอยู่รอมร่อแล้ว เขากำมือแน่น พยายามกล้ำกลืนโทสะลงคอ ก่อนจะปรายตามองหลินหว่านเอ๋อร์อย่างไม่พอใจ
“ไสหัวตามข้ามา ใครไม่เกี่ยวข้องห้ามมายุ่ง ไม่อย่างนั้นข้าจะลงโทษอย่างหนัก!”
หลายปีผ่านไปฤดูกาลผันเปลี่ยนหมุนเวียนจากลมหนาวสู่ไออุ่นของฤดูใบไม้ผลิ จวนโหวที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเย็นชา บัดนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกหนแห่งภายในจวนแห่งนี้ภายในสวนหลังจวนยามนี้เต็มไปด้วยดอกพุดซ้อนที่หลินหว่านเอ๋อร์โปรดปราน มันส่งกลิ่นหอมชวนให้ผู้คนรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง หลินหว่านเอ๋อร์กำลังนั่งถักไหมพรมอยู่ในศาลาริมสระน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าของนางยังคงความสดใสและรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยไปเท่าใดก็ตาม อีกทั้งความรักที่ลู่เหวินอวี้มีให้นางนั้นก็ไม่เคยลดน้อยลงไปตามกาลเวลากลับมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน“ท่านแม่ขอรับ ดูนี่สิ ข้าฝึกวรยุทธ์กับท่านพ่อจนได้กระบวนท่าใหม่แล้ว!”เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่ถอดแบบใบหน้าคมสันมาจากบิดาทำให้หลินหว่านเอ๋อร์ต้องละสายตางานงานฝีมือตรงหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ายามนี้บุตรชายของนางกำลังวิ่งเข้ามาหา ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเด็กหญิงตัวน้อยอีกหนึ่งคนที่อยู่ในชุดสีชมพูอ่อนก็กำลังวิ่งตามเข้ามาเช่นเดียวกันนางและเขามีบุตรสาวบ
บรรยากาศในจวนโหวที่เคยคึกคักไปด้วยสีสันของเหล่าอนุภรรยา บัดนี้กลับเงียบเหงาลงอย่างน่าประหลาด ตั้งแต่ลู่เหวินอวี้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่และรู้หัวใจของตนเองว่าเขาหลงรักหลินหว่านเอ๋อร์แล้ว ชายหนุ่มก็ไม่รับสตรีใดเข้าจวนอีก แม้แต่สาวใช้ที่คิดจะหว่านเสน่ห์หรือยั่วยวนเขาก็จัดการไล่พวกนางออกจากจวนทั้งหมด ไม่ปล่อยให้พวกนางมาทำให้ภรรยาของเขาต้องอารมณ์เสียอย่างเด็ดขาดส่วนเรื่องหย่านั้นหลินหว่านเอ๋อร์ก็ล้มเลิกความคิดไปนานแล้วยามนี้นางกำลังนั่งจิบชาอยู่ในศาลาอย่างสบายอารมณ์ เมื่อหลายวันก่อนเยี่ยจื่อเพิ่งจะคลอดบุตร นางจึงมอบเงินให้เยี่ยจื่อและอาซีไปหลายตำลึงเพื่อให้พวกเขาเก็บเอาไว้เป็นทุนรอนให้บุตรของตนเองยามเติบใหญ่ เยี่ยจื่อและอาซีดีใจมากที่นางเมตตาพวกเขาและลูกมากขนาดนี้แสงแดดยามสายไม่ได้ร้อนมากเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีสายลมพัดมาผะแผ่ว ลู่เหวินอวี้ที่เพิ่งเข้าวังหลวงไปร่วมประชุมยามเช้าเสร็จเมื่อกลับมาถึงจวนก็รีบเอ่ยถามคนรับใช้ว่าหลินหว่านเอ๋อร์อยู่ที่ใด ก่อนจะตรงมาที่ศาลาริมน้ำในทันที วันนี้ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวสะอาดตา แววตาของเขาในวันนี้ดูอ่อนโยนเป็นอย่างมาก เมื่อเดินมาถึงศาลาริมน้ำเขาก็ตรงเข้ามากอดภ
เมื่อสงครามจบลงลู่เหวินอวี้และหลินหว่านเอ๋อร์ก็เดินทางกลับเมืองหลวงทันที ฝ่าบาททรงพอพระทัยอย่างมากกับผลงานในครั้งนี้ของลู่เหวินอวี้ จึงจัดงานเลี้ยงให้เขางานเลี้ยงฉลองชัยชนะของแม่ทัพลู่เหวินอวี้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ หลินหว่านเอ๋อร์ผู้เป็นภรรยาก็มาร่วมงานด้วย วันนี้นางสวมชุดผ้าไหมสีแดงสดที่ขับผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่นสะดุดตาในขณะที่นางกำลังยืนสนทนากับเหล่าฮูหยินคนอื่นๆ คุณชายฉินคนดีคนเดิมก็เข้ามาทักทายนางด้วยความยินดี“หว่านเอ๋อร์ วันนี้เจ้าแต่งตัวงดงามมาก ได้ยินว่าชัยชนะครั้งนี้เจ้าก็มีส่วนช่วยท่านโหวไม่น้อย ช่างเก่งกาจยิ่งนัก” หลินหว่านเอ๋อร์ได้ฟังก็ยิ้มน้อยๆ พลางพูดกับเขา“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ไม่เจอกันนานคุณชายฉินดูดีขึ้นไม่น้อยเชียว”“เจ้ากล่าวชมเกินไปแล้ว”ชายหนุ่มหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย แม้หลินหว่านเอ๋อร์จะแต่งงานแล้วแต่เขาก็ยังชื่นชมนางไม่เสื่อมคลาย“หน้าท่านแดงเพราะฤทธิ์สุราหรือคุณชายฉิน เอาอย่างนี้ หน้าแดงอย่างเดียวมันจะไปสนุกอะไร มิสู้ข้าช่วยต่อยเบ้าตาท่านให้เขียวช้ำเพิ่มอีกสักหน่อยดีหรือไม่?”คุณชายฉินสะดุ้งโหยง เมื่อหันมามองก็พบกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทที่แผ่ไอเ
ลู่เหวินอวี้เมื่อได้รับรู้ว่าฝ่าบาทเรียกตนเองเข้าวังหลวงโดยด่วน ก็ทราบได้ในทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอนแล้ว ท่าทีอ่อนโยนขี้อ้อนของชายหนุ่มพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน"ข้าจะรีบกลับมา"เขาหันมาเอ่ยกับนางก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังวังหลวงอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็เป็นเช่นนั้นจริง ยามนี้ที่ชายแดนกำลังเกิดการก่อกวนอย่างหนักจากพวกชาวเผ่าทุ่งหญ้าที่เริ่มเหิมเกริมขึ้นอีกครั้ง พวกมันสังหารชาวบ้านที่ชายแดนตายไปหลายคนแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นยังยกทัพขึ้นประชิดชายแดน ฝ่าบาทร้อนใจเป็นอย่างมากจึงมีรับสั่งให้เขารีบมุ่งหน้าไปชายแดนทางใต้เพื่อปราบปรามเผ่าทุ่งหญ้ากลุ่มนั้นให้สิ้นซากลู่เหวินอวี้รับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะรีบกลับมาที่จวนของตนทันที เมื่อมาถึงเขาก็พบกับหลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังยืนรออยู่หน้าเรือนใหญ่ นางสังเกตเห็นสีหน้าของเขาเมื่อครู่นี้แล้วก็พอจะคาดเดาได้ว่าการที่ฝ่าบาทเรียกพบเขาเป็นการด่วนเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน"เป็นอย่างไรบ้าง?"แม้นางจะรู้ดีว่าไม่ควรเซ้าซี้เรื่องงานของเขา แต่ก็ยังอดถามออกไปไม่ได้ แต่แทนที่ลู่เหวินอวี้จะโมโหเขากลับยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน พลางคว้าจับมือนางให้เข้าไปด้านใ
แสงแดดอ่อนยามเช้าสอดส่องผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในเรือนใหญ่ เพราะความเพลียจากกิจกรรมที่แสนเร่าร้อนในค่ำคืนทำให้สองสามีภรรยานอนหลับกันข้ามวันมาจนถึงยามเช้าของวันใหม่ สิ่งแรกที่หลินหว่านเอ๋อร์สัมผัสได้คือความรู้สึกหนักอึ้งที่ท่อนแขนและต้นขา เมื่อนางลืมตาขึ้นมาก็พบว่ายามนี้ลู่เหวินอวี้กำลังนอนกอดก่ายนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากคลายมือออก นางจะหายวับไปในอากาศ หญิงสาวถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออกไปชั่วขณะ เดิมทีมันควรเป็นนางที่กอดก่ายเขามิใช่หรือแม้ในใจจะประท้วงอย่างหนัก แต่หลินหว่านเอ๋อร์กลับไม่ได้ผลักไสเขาออก หญิงสาวจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มที่ยามนี้กำลังหลับใหล มันช่างดูผ่อนคลายไร้ความเย็นชาอย่างยิ่ง ใบหน้าของลู่เหวินอวี้หล่อเหลามากจริงๆ หล่อเสียจนนางไม่อาจละสายตาไปได้เลยแม้ว่านางอยากจะนอนมองใบหน้าหล่อเหลาของเขามากสักเพียงใด แต่ยามนี้สายมากแล้วและนางก็หิวมากด้วย หลินหว่านเอ๋อร์รู้ตนเองดีว่านางมิใช่สตรีอ่อนโยนนุ่มนวลที่จะรอคอยบุรุษตื่นขึ้นมากินข้าวมื้อเช้าด้วยกัน ใครหิวก็ตื่นไปกินก่อนเถอะ ปากไม่ได้ติดกันเสียหน่อย นางค่อยๆ แกะมือหนาของเขาที่กอดเอวตนเองเอาไว้ออกอย่างแผ่วเบาเพื่อจะลุกไปสั่งให้อาอินน
งานเลี้ยงในวันนี้ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก เป็นการเชิญชวนเหล่าชนชั้นสูงมาร่มจิบชาชมบุปผาแค่เพียงเท่านั้น สองสามีภรรยาอยู่ในงานเลี้ยงไม่นานก็ขอตัวลากลับ หลังจากที่หลินหว่านเอ๋อร์กลับมาถึงเรือนใหญ่แล้ว นางก็เปลี่ยนจากชุดพิธีการสีน้ำเงินเข้มตัวหนามาเป็นชุดผ้าไหมเนื้อบางเบาสีอ่อน เส้นผมที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตถูกปล่อยสยายลงมาประบ่า ร่างบางนั่งอยู่บนตั่งริมหน้าต่าง มือหนึ่งถือถ้วยน้ำแกงบำรุงเอาไว้ นัยน์ตากลมโตเหม่อมองออกไปข้างนอก พลางคิดถึงท่าทางแปลกๆ ของลู่เหวินอวี้ในงานเลี้ยงก่อนหน้านี้เขาดูมีท่าทีแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด หรือคิดจะเล่นแง่กับนางกันแน่นะ คนผู้นี้บัดซบจนติดเป็นนิสัย ไม่ได้การแล้วนางจะต้องหาทางออกในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดในขณะที่นางกำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูไม้ดัง เอี๊ยด ที่ฟังดูแล้วเหมือนจะรีบร้อนผิดปกติ อาอินที่คอยเฝ้าอยู่ด้านนอกไม่มีโอกาสได้ร้องเตือนด้วยซ้ำ เพราะร่างสูงสง่าของลู่เหวินอวี้ได้ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้องนอนส่วนตัวของหลินหว่านเอ๋อร์เรียบร้อยแล้ว“ไสหัวออกไปให้หมด”เมื่อมาถึงลู่เหวินอวี้ก็ออ







